เซียนกระบี่จ้าวแห่งเทพยุทธ์

    ตอนที่ 47 ผู้เฒ่าอาวุโสจางหมิง

    ตอนนี้ภายในเมืองฟ้าคำรณ ไม่มีใครที่ไม่รู้จักบุรุษอันดับ 1 ที่มีนามว่าเทียนอี้ วีรกรรมของเทียนอี้นั้นมีมากมาย ทั้งทำลายตระกูลฟาง และถล่มสำนักจันทร์เสี้ยว เรื่องของเทียนอี้ถูกกล่าวขานกันไปในทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นเหล่าพ่อค้าแม่ขายในตลาด ลูกเล็กเด็กน้อย เหล่าทหารประจะเมือง ไปยันบ่าวรับใช้ และพวกทาสแรงงาน
    เรื่องเล่าของเทียนอี้นั้นต่างถูกเล่าไปปากต่อปาก จนบ้างครั้งก็มีการใส่สีตีไข่ลงไปจนฟังดูราวกับเทพนิยาย บางคนถึงกับได้ยินมาว่าเทียนอี้ใช้เพียงกระบี่เดียวทำลายตระกูลฟาง.และใช้เพียงฝ่ามือเดียวถล่มสำนักจันทร์เสี้ยว ตอนนี้ชื่อของเทียนอี้เป็นราวกับดวงอาทิตย์ที่อยู่บนท้องฟ้าส่องแสงไปทั่วหล้ากลายเป็นตำนาน
    หลังจากเทียนอี้กลับเข้าเมืองฟ้าคำรณมา เขาก็ตรงเข้าไปที่บ้านพักของทางหอการค้าหมื่นธาราทันที เพื่อทำการฟื้นฟูพลังที่สูญเสียไปในการต่อสู้ การต่อสู้ในวันนี้ทำให้เทียนอี้เก็บเกี่ยวประสบการณ์มาได้ไม่น้อยเช่นกัน ทั้งยังได้ทราบถึงขีดความสามารถของตนเองในตอนนี้
    เทียนอี้ได้ใช้เวลาหลายชั่วยามอยู่ในห้องพักเพื่อทบทวนถึงการต่อสู้ในวันนี้ การจัดการกับตระกูลฟางได้รวดเร็วนั้นเพราะพวกมันประมาทเกินไป และยังตกอยู่ภายใต้อำนาจของจิตวิญญาณมังกรคู่เทียนอี้จึงสามารถสังหารพวกมันได้โดยง่าย
    แต่กับสำนักจันทรเสี้ยวนั้นต่างออกไป พวกมันมีการเตรียมการที่ดี ทำให้เทียนอี้เสียเวลาไปค่อนข้างมาก และเมื่อต่อสู้กับเหล่าคนที่มีพลังสูงๆหลายๆคนเทียนอี้ก็พบว่าประสบการในการต่อสู้ของตนเองยังมีน้อยเกินไป เมื่อเทียนอี้กลับมานั่งทบทวนฉากการต่อสู้มากมายที่ออยู่ในหัว เทียนอี้พบความผิดพลาดมากมายในการต่อสู้ของตนในวันนี้
    พอถึงช่วงค่ำก็มีสาวใช้เดินมาเคาะประตูห้องของเทียนอี้แล้วบอกว่า ผู้เฒ่าอาวุโสจางหมิงของหอการค้าสาขาหลักได้มาเชิญไปทานอาหารค่ำที่ห้องรับรอง เมื่อเทียนอี้ได้ยินว่ามีคนจากหอการค้าสาขาหลักมาที่เมืองฟ้าคำรณก็แปลกใจเล็กน้อย ก่อนจะตามสาวใช้ไปที่ห้องรับรอง
    เมื่อมาถึงห้องรับรองเทียนอี้ก็เห็นชายชราในชุดสีเทากำลังนั่งจิบชาอยู่ ใบหน้าดูอิ่มเอิบและรอยยิ้มที่อยู่บนใบหน้านั้น แสดงให้เห็นว่าชายชรามองดูราวกับเป็นคุณปู่ผู้ใจดี แต่ว่าเทียนอี้รู้ดีว่าภายใต้รอยยิ้มนั้นคือยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดที่เทียนอี้เคยพบมาทั้งทวีปตะวันออก ขอบเขตจักรพรรดิขั้นที่ 9!
    เมื่อเห็นว่าทางหอการค้าหมื่นธาราถึงกับมียอดฝีมือขอบเขตจักรพรรดิขั้นที่ 9 และยังส่งยอดฝีมือระดับนี้มาอีก เทียนอี่คิดว่าตนคงประเมินหอการค้าหมื่นธาราต่ำเกินไป ถ้าเป็นเพียงขุมอำนาจทางการค้าคงไม่มียอดฝีมือระดับนี้อยู่แสดงว่าหอการค้าหมื่นธารานนี้ต้องมีสถานะอื่นอยู่อีกเป็นแน่
    ความจริงก็เป็นอย่างที่เทียนอี้คิด หอการค้าหมื่นธารานั้นมีอีกหนึ่งสถานะอยู่จริงในทวีปตะวันออก เพียงแต่ว่าสถานะนี้เป็นความลับมาโดยตลอดแม้แต่ขุมอำนาจอื่นๆ ในทวีปก็ทำได้เพียงตั้งข้อสงสัยเท่านั้นแต่ไม่เคยมีหลักฐานยืนยันเป็นชิ้นเป็นอันเลย ส่วนสำนักเล็กๆอย่างสำนักจันทรเสี้ยวและสำนักอื่นๆ ย่อมไม่สามารถรู้ถึงการคงอยู่ถึงอีกหนึ่งสถานะของทางหอการค้าหมื่นธาราแน่นอน
    แต่เมื่อเป็นหอการค้าเทียนอี้ย่อมไม่เป็นกังวล เทียนอี้นั่งลงที่เก้าอี้ตรงข้ามกับชายชราจางหมิง เมื่อเทียนอี้นั่งลงชายชราผู้ใจดีไม่ได้พูดสิ่งไดก่อนที่จะเริ่มคีบอาหารเข้าปาก เมื่อเห็นว่าชายชรายังไม่พูดอะไรเทียนอี้ก็ยังคงเงียบ แล้วก็ลงมืดจัดการกับมื้ออาหารที่อยู่ตรงหน้าเช่นกัน มื้ออาหารที่เต็มไปด้วยความเงียบดำเนินไปพักใหญ่ๆก็หยุดลงเมื่อทั้งคู่กินกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ชายชรามองไปที่เทียนอี้ก่อนที่จะเริ่มบทสนทนา
    "การแสดงของเจ้าวันนี้นับว่าทำให้ชายชราอย่างข้าได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า" จางหมิงหัวเราะออกมาด้วยความอารมดี
    "เพียงการแสดงเล็กน้อยเท่านั้น" เทียนอี้ตอบกระบไปด้วยท่าทางนอบน้อมที่มีต่อผู้ที่มีอาวุโสมากกว่า
    "ฝีมือเก่งกาจ มารยาทอ่อนน้อมนับว่าหาได้ยากให้เหล่าผู้มีพรสวรรค์" จางหมิงพยักหน้าด้วยความพอใจกับท่าทางอ่อนน้อมของเทียนอี้เป็นอย่างมาก โดยส่วนมากแล้วผู้ที่มีพรสวรรค์มักจะไม่เคารพผู้ใด แต่เทียนอี้นั้นต่างออกไปชายหนุ่มผู้นี้มีความเคารพนอบน้อม อ่อนน้อมถ่อมตนนับเป็นสิ่งที่หาได้ยาก
    " แต่ครั้งนี้นับว่าเจ้าเล่นใหญ่จริงๆ โดยเฉพาะที่ตระกูลฟางเจ้าได้สังหาร มู่เหล่าหู่ นั้นแหล่ะที่จะเป็นปัญหาข้าคิดว่า มู่ซานถง บิดาของมันคงไม่ยอมปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปง่ายๆแน่นอน" จางหมิงพูดพร้อมกับถอนหายใจเล็กน้อยอย่างเหนื่อยใจ จางหมิงคิดว่าความขัดแย้งครั้งนี้คงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อย่างแน่นอน
    "ข้าคงไม่ต้องกลัวเจ้า มู่ซานถง อะไรนั้นหรอกถึงยังไงซะทางหอการค้าหมื่นธาราก็ได้ส่งยอดฝีมือขอบเขตจักรพรรดิ์ขั้นที่ 9 เช่นท่านผู้อาวุโสมาดูแลเรื่องนี้อยู่แล้ว" เทียนอี้พูดพร้อมกับยิ้มตาหยีให้กับผู้อาวุโสจางหมิงที่กำลังสะดุ้งโหยง
    " เห็นทีข้าคงประเมินเจ้าต่ำเกินไป ถึงกับสามารถรับรู้ระดับการฝึกตนของผู้เฒ่าเช่นข้าได้ช่างน่าประทับใจจริงๆ" ผู้เฒ่าจางหมิงถึงกับต้องสะดุ้งโหยงเมื่อเห็นว่าเทียนอี้รู้ระดับการฝึกตนของตนทั้งที่ตนนั้นปกปิกระดับของตนเองเอาไว้แล้ว
    ต้องทราบว่าการตรวจสอบผู้ที่มีระดับสูงกว่านั้นแทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ละยิ่งไม่มีทางเป็นไปไม่ได้เลยเมื่อคนผู้นั้นปกปิดพลังของตนเช่นจางหมิง แต่สำหรับเทียนอี้แล้วแค่ปกปิดระดับพลังไม่สามารถรอดพ้นสัมผัสของเขาไปได้อย่างแน่นอนนอดจากจะใช้ของวิเศษเพื่อแกปิดพลังเท่านั้นถึงจะพอปกปิดเทียนอี้ได้
    "ที่ผ่านมาข้าน้อยก็คงประเมินหอการค้าหมื่นธาราต่ำเกินไปเช่นกัน ถ้าเป็นแค่เพียงขุมอำนาจทางการค้าคงไม่ต้องถึงขั้นส่งยอดฝีมือขอบเขตจักรพรรดิขั้นที่ 9 เช่นท่านออกมาได้แน่นอน" เทียนอี้พูดออกมาพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่
    "เฮ้อ! ไม่คิดจริงๆว่าเพียงเด็กหนุ่มอายุ 15-16 ปีถึงกับมองอะไรเช่นนี้ออกได้อีก ถ้าบอกว่าเจ้าเป็นจิ้งจอกเฒ่าคนหนึ่งคงน่าเชื่อมากกว่าอีก" ผู้เฒ่าจางหมิงทำเพียงถอนหายใจออกมาเท่านั้นเมื่อได้พูดคุยกับเทียนอี้ ถึงยังไรก็ตามเขายังไม่สามารถบอกถึงอีกสถานะของหอการค้าหมื่นธารากับเทียนอี้ได้ในตอนนี้
    จึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเป็นเรื่องอื่นทันที พูดคุยสนทนากันอยู่อีกไม่นานทั้งสองคนกก็แยกย้ายกันออกจากห้องรับรอง เทียนอี้กลับเเข้าห้องพักไป
    ส่วนผู้เฒ่าอาวุโสจางหมิงยืนมองท้องฟ้ายามค่ำคืนราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรสักอย่างอยู่หน้าห้องรับรองก่อนที่จะหายไปจากตรงนั้นราวในชั่วพริบตาราวกับว่าเป็นภูติผี
    บนท้องฟ้าห่างจากเมืองฟ้าคำรณไปทางทิศใต้ราวๆ 100 ลี้ มู่ซานถง กำลังเหินบินอย่างรวดเร็วไปทางเมืองฟ้าคำรณด้วยใบหน้าดำทมึน เมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อนหน้ามันได้รับข่าวว่าบุตรชายของตนนั้นถูกตระกูลฟางเชิญมาเป็นแขกที่เมืองฟ้าคำรน
    มันจึงรีบมาที่เมืองฟ้าคำรณด้วยความเร็วสูงสุด เพื่อจะมาเค้นถามความจริงว่าใครเป็นผู้ที่บังอาจสังหารบุตรชายของมัน โดยที่มันไม่รู้เลยว่าตระกูลฟาง ที่มันจะไปเค้นคอถามความจริงตอนนี้ได้ล่มสลายไปแล้วในวันนี้
    ก่อนที่ มู่ซานถง จะไปถึงเมืองฟ้าคำรณราวๆ 100 ลี้ ตรงหน้าของมันได้ปรากฎร่างของชายชราคนหนึ่งที่อยู่ในชุดสีเทาที่ใบหน้ายิ้มแย้มราวกับคุณปู่ผู้ใจดี เมื่อมู่ซานถงมองเห็นใบหน้าของชายชราชัดๆแล้ว ร่างกายของมันก็ถึงกับสั่นสะท้านไปชั่วขณะ ก่อนที่จะป้องมือขึ้นมาด้านหน้าทำความเคารพแล้วพูดกับชายชรา
    "ข้า มู่ซานถง ขอคารวะท่านผู้เฒ่าผู้พิทักษ์ ไม่ทราบว่าท่านผู้เฒ่าผ่านมาแถวนี้ จึงไม่ได้ไปทำความเคารพขออภัยด้วย!" มู่ซานถงกล่าวกับชายชราที่อยู่ด้านหน้าด้วยความเคารพถึงที่สุด
    เมื่อมู่ซานถงมันเห็นว่าผู้เฒ่าผู้พิทักษ์อยู่ที่นี่ จึงเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมาในหัวมันทันที! เพื่อที่จะยืนยันในความคิดของตน มันจึงหันไปถามชายชราตรงหน้าด้วยความเคารพสูงสุดทันที
    "เรียนถามท่านผู้เฒ่าผู้พิทักษ์ หรือว่าบุตรชายของข้าที่พึ่งตายไปได้ไปล่วงเกินผู้ใดเข้า"
    ชายชราเพียงพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม เพื่อเป็นการตอบคำถามให้มู่ซานถงเท่านั้นโดยที่ไม่ได้พูดออกมาแม้แต่คำเดียว
    เมื่อทราบคำตอบจากผู้เฒ่าผู้พิทักษ์แล้วใบหน้าของมู่ซานถงก็ยิ่งมึดทมึนยิ่งกว่าเก่า ก่อนที่มันจะป้องมือทำความเคารพแล้วหันหลังกลับไปทันทีโดยไม่พูดสิ่งไดอีก ไม่รู้ว่ามันโกรธจนพูดไม่ออก หรือว่าหวาดกลัวจนไม่กล้าพูดออกมากันแน่
    ชายชราคนนี้ก็คือจางหมิง ผู้ที่นั่งกินอาหารค่ำกับเทียนอี้ตอนหัวค่ำนั้นเอง เมื่อมู่ซานถงหันหลังกลับไปพ้นระยะสายตาแล้ว ผู้อาวุโสจางหมิงทำเพียงถอนหายใจออกมายาวๆก่อนที่จะบ่นอุบอิบออกมา
    "เฮ้อ!.... ดูเหมือนว่างานนี้จะไม่จบแค่นี้สิน่ะ..."

    มาเร็วไปเร็วเหมือนประกันรถยนต์????????????

    คล้ายกับเรื่องเซียนกระบี่จ้าวแห่งเทพยุทธ์ ที่คุณอ่าน