“ ข้าเกือบจะผ่านด่านที่ห้าได้แล้ว และข้ารู้มาว่า มีแค่ด่านที่หกเท่านั้น หากข้ามีเวลา อีกสักสามวันข้าต้องผ่านด่านทั้งหมดได้แน่” คุรุเทพฝ่าหลุนเอ่ยด้วยความเสียดาย
“ ท่านจะพูดทำไม ปราสาทเทพเซียนก็หายไปแล้ว อีกเป็นสิบปีกว่าจะปรากฏขึ้นมาอีก แล้วนักฆ่ามันหายไปไหนหมด รับงานแล้วทำไมมันไม่จัดการเจ้าเด็กน้อยนั่น” องค์ชายแปดหัวเสียยิ่งนักที่มาแล้วไม่ได้อะไรเลย แถมโดนหมัดลึกลับไม่รู้มาจากไหนอัดจนสลบ
“ พวกมันเห็นว่าคนเยอะ ไม่สามารถทำอะไรได้ เจ้าเด็กนั่นอยู่กับคนมากมายพวกมันหาจังหวะสังหารไม่ได้ แต่พวกมัน เวลานี้ก็ยังคงเฝ้าดูอยู่ยังไม่กลับพิภพชั้นที่ สาม” ผู้พิทักษ์คนหนึ่งรายงาน
“ไร้ประโยชน์สิ้นดี”
แล้วทั้งหมดก็ตัดสินใจกลับไปรายงานเรื่อง ปราสาทเทพเซียน ต่อองค์ชายสี่ ไม่อยู่ให้เสียเวลาอีก
ส่วนเจ้าสำนักเซี่ยฟงก็เอ่ยขอบใจเสี่ยวเทียนมากที่ทำให้ เขามีหน้ามีตาเช่นนี้
“ ข้าเสียดายเจ้าจริงๆ แต่ว่าคงอีกไม่นาน เจ้าคงต้องขึ้นไปเรียนต่อชั้นที่สาม ข้าว่าพิภพชั้นสองนี้คงไม่เหมาะกับเจ้าแล้ว”
“ ข้ายังฝึกพลังไม่ถึงขั้นปราณพรหมเทพขั้นสูงสุดเลย จะขึ้นไปได้อย่างไร” เสี่ยวเทียนสงสัย
“ เจ้ามีปราสาทเทพเซียนแล้ว ต่อไปการฝึกปรือย่อมรุดหน้า ไม่มีที่สิ้นสุด ข้าจะติดต่อ ท่านเจ้าสำนักชั้นสาม ให้ท่านมาช่วยดูแลเจ้า” เจ้าสำนักคิดว่าเสี่ยวเทียนขึ้นไปชั้นสามน่าจะเหมาะกว่าที่แห่งนี้ เสี่ยวเทียนได้แต่รับคำ ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา
วันนี้เสี่ยวเทียนนำหินพลังพลังงานมาดูดซับอีก สี่พันก้อน เพื่อสลับกับการกินเม็ดยาเพิ่มพลังปราณ ซึ่ง ใช้เวลาห่างจากกินเม็ดยาเพิ่มพลังปราณไปเพียง 15 วัน ก็สามารถ
ซึมซับได้ เสี่ยวเทียนเข้ามานั่งในห้องฝึกฝน แล้วก็เริ่มดูดซับหินพลังงานทั้งสี่พันก้อน หินพลังงานเหล่านี้ใช้เพื่อเพิ่มพลังปราณเทพ 1 ระดับโดยต้องใช้หิน 1พันก้อน
ส่วนพลังปราณพรหมเทพ 1 ระดับ ต้องใช้หินพลังงาน สองพันก้อน
โดยที่มีข้อกำหนดวิธีการใช้คือ 1 เดือนถึงสามารถใช้หินพลังงานมาดูดซับได้ไม่เกินสองระดับเท่านั้น
ซึ่งเม็ดยาเพิ่งพลังปราณของอาจารย์ลู่เอิน ก็สามารถใช้ได้เดือนละครั้งไม่เกินสองระดับเช่นกัน
เสี่ยวเทียนใช้เวลาดูดซับหินพลังงานไม่นานหินพลังงานก็ย่อยสลายหายไป พลังที่เข้าไปจุดเก็บพลังจุดแรกที่ใต้ท้องน้อย ก็หมุนวน จนกลายเป็นพลังระเบิดออกมา อย่างสบายๆ ทำให้เสี่ยวเทียนมีพลังปราณ มาอยู่ที่ปราณพรหมเทพ ระดับที่ 24 แล้ว
เสี่ยวเทียนยังอยู่ในปราสาทเทพเซียน เห็นอาจารย์ลู่เอิน ยืนมองรูปภาพโบราณที่ซื้อมาจากโรงอาหาร จึงเดินเข้าไปหา
“ อาจารย์ ท่านมองอะไรหรือขอรับ”
“ ข้ากำลังสงสัยว่า ภาพโบราณแผ่นนี้ สามารถพาเจ้าเข้าไปดินแดนห้วงสวรรค์บรรพกาลไปได้อย่างไร”
“ ฮ้า ภาพโบราณนี้พาข้าไปหาพี่สาวคนสวยหรือนี่” เสี่ยวเทียนเดินไปมา เพื่อดูภาพโบราณเหมือนเช่นอาจารย์
“ ภาพนี้เป็นโลกมิติทับซ้อนกัน คนเขียนภาพวาดนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ เทพพู่กันหยวนเหอชิง” อาจารย์ลู่อันเอ่ยออกมาตามตรง
“ อาจารย์รู้จัก เทพพู่กันหยวนเหอชิง อะไรนี่ด้วยรึ?” เสี่ยวเทียนสงสัย
อาจารย์ลู่เอินสบัดมือไปที่ภาพปรากฏ ตัวหนังสือใต้ภาพว่า เทพพู่กันหยวนเหอชิง
“ โอ้โห อาจารย์ทำได้ไงเนี่ย”
“ แค่พลังมิติทับซ้อน หากว่าใครรู้วิชาเวทย์ก็สามารถทำได้ แสดงว่าครั้งก่อน เทพพู่กันหยวนเหอชิง ได้ร่ายเวทย์พาเจ้าเข้าไปช่วยองค์หญิงเมี่ยวซ่าน ข้าเดาว่าเขาจะต้องรู้วิชาเทพพยากรณ์ด้วยอย่างแน่นอน” อาจารย์ลู่เอินเอ่ยอย่างมั่นใจ
“ อาจารย์แล้วนี่ท่านเทพพู่กันหยวนเหอชิง จะส่งข้าไปที่ใดอีกหรือไม่เนี่ย”
เสี่ยวเทียนเอ่ยด้วยความหวั่นใจ
“ หากว่าท่านเทพพู่กันส่งเจ้าไป นั่นคือชะตาของเจ้า หนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น”
“ แสดงว่าข้าต้องเตรียมใจไปดินแดนประหลาดๆ แบบครั้งนั้นอีกแล้วหรือนี่ แล้วอาจารย์จะไปกับข้าด้วยหรือเปล่า ขอรับ”
“ เจ้าอย่าห่วงเรื่องนั้น อาจารย์มีวิธีตามเจ้าจนเจออยู่แล้ว”
ทันใดนั้น ก็มีเสียงสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ไปทั่วดินแดนพิภพ แผ่นดินรอบๆ เริ่มมีอาการสั่นเหมือนถูกฉีกออกจากกัน สร้างความตระหนกตกใจ ให้กับผู้ได้ยินทั่งทั้งแผ่นดิน
เสี่ยวเทียนพุ่งตัวออกไปบนฟ้า มองหาจุดที่เกิดเหตุ แล้วปล่อยสัมผัสไปทั่วแผ่นดินแต่ไม่อาจสัมผัสได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“ อาจารย์เสียงอะไรนี่ ทำไมถึงได้น่ากลัวเช่นนี้”
“ มันคือ จ้าวอสรพิษดับตะวัน มันมาอยู่ในดินแดนพิภพชั้นที่สองได้ยังไงกัน”
อาจารย์ลู่เอินเอ่ย ด้วยความสงสัย
“ มันคือตัวอะไร ขอรับ”
“ มันน่าจะเป็นทายาท เทพอสรพิษในแดนไอยคุปต์ ที่เรียกว่า งูเทพเจ้าอโปฟิส แต่ฟังจากการเคลื่อนตัวของมัน ไม่น่าจะใช่ เจ้างูเทพเจ้าอโปฟิส เพราะงูเทพอโปฟิสนั้นตัวมันใหญ่ขนาดกว่าโลกหลายสิบเท่า ความยาวของมันสามารถโอบล้อม ดวงอาฑิตย์ได้ อาหารของมันคือแสงอาฑิตย์
ดังนั้น มันจึงชอบกินดวงอาฑิตย์ ทุกวัน ซึ่งทำให้ เทพเจ้าราปฐมเทพแห่งแดนไอยคุปต์ จะเป็นผู้สังหารมันทุกวัน แต่พอร่างของมันกระทบแสงหรือความร้อนจากดวงอาฑิตย์ มันจะคืนร่างเช่นเดิม แล้วมันก็กลืนกินดวงอาฑิตย์อีก 12 ชั่วโมง แล้วอีก12ชั่วโมง เทพเจ้าราก็ฆ่ามันตายอีกครั้ง วนไปเช่นนี้ไม่มีวันจบ จนกระทั่งโลกไอยคุปต์ เกิดกลางวัน และกลางคืน ก็เพราะสาเหตุนี้ นั่นคือเหตุการณ์ในสมัยบรรพกาลของแดนไอยคุปต์ ไม่น่าเชื่อว่า มันจะมีทายาท แล้วมากำเนิดใหม่ในดินแดนพิภพชั้นสองแห่งนี้ หากไม่รีบทำลายมัน โลกชั้นสองนี่เกิดภัยพิบัติแน่” อาจารย์ลู่เอินอธิบาย
“ พวกเราไปจัดการมันเลย ดีไหม” เสี่ยวเทียนคิดว่ายังไงอาจารย์ก็มีวิธีเอาชนะมันจนได้
“ ยังก่อน ข้ารู้สึกว่า ผู้ที่สามารถนำไข่มันที่โลกใบที่สองแห่งนี้ได้ ต้องไม่ใช่มนุษย์โลกใบนี้แน่ ข้ายังไม่สามารถสัมผัสถึงตัวมันได้ รอให้มันปรากฏโฉมก่อน ค่อยจัดการกับพวกมันพร้อมกันทีเดียว”
“ พวกมันยังมี คนบงการใหญ่อีกหรือนี่?”
“ หากว่าจ้าวอสรพิษดับตะวันตัวนี้ ยังไม่เข่นฆ่าสังหารคน ก็อดทนรอไปก่อน”
เสี่ยวเทียนฟังจบก็ได้แต่รอ แต่ว่าเวลานี้เขาสามารถจับพิกัด เจ้างูยักษ์มหาประลัยตัวนี้ได้แล้ว
ณ สถานที่ลึกลับใต้ดินแห่งหนึ่ง
“ ท่านเจ้าวังศักดิ์สิทธิ์ บัดนี้ งูเทพเจ้าได้ฟักตัวออกมาแล้ว ร่างของมันกลับขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อวานวันเดียว ร่างกายมันขยายออกไปเกือบยี่สิบเมตร”
“ นึกไม่ถึง ว่าเจ้าไข่ก้อนนั้นที่บรรพบุรุษของเรา นำมาเก็บเอาไว้เป็นไข่งูเทพเจ้าในตำนานจริง ๆ” เจ้าวังศักดิสิทธิ์นั่งเป็นประธานในที่ประชุม
“แล้วพวกเราจะทำอย่างไรดีต่อ ขอรับ” สาวกวังศักดิ์สิทธิ์ผู้หนึ่งรีบเอ่ยถาม
“ ไม่ต้องทำอะไร รอให้งูยักษ์มันหิวจัด มันจะทำลายดินแดนแห่งนี้ให้ย่อยยับ ให้มันกลืนกินแสงแห่งดวงอาฑิตย์ไปจนหมด แล้วสุดท้ายจ้าวแห่งรัตติกาล จะกำเนิดมาอีกครั้ง ถึงวันนั้น พวกเราจะไม่ต้องอยู่หลบๆ ซ่อนๆ แบบนี้อีกต่อไป”
หน้าตาของแต่ละคนที่อยู่ในวังศักดิ์สิทธิ์ ล้วนเหมือนมนุษย์แต่ผิวซีด สีขาว ในตากลวงโบ๋ แขนยาวขายาว มือยาวมากกว่ามนุษย์ทั่วไป หัวก็โตกวาคนทั่วไป นัยน์ตามีแต่สีดำมืดสนิท เจ้าวังศักดิสิทธิ์ ร่างกายจะใหญ่กว่ามนุษย์ทั่วไป สามเท่า ที่พวกเขาต้องการที่จะทำลายแสงจากดวงอาฑิตย์ เป็นเพราะว่า พวกเขาไม่สามารถโดนแสงแดดได้นี่เอง
วังหลวงของจักรพรรดิหยางไค
“ เสด็จพ่อได้ยินเสียงหรือไม่พระเจ้าค่ะ” รัชทายาทกำลังฝึกฝนตน ได้ยินเสียงรีบมาเข้าเฝ้าทันที
“ มันเป็นเสียงคล้ายการเคลื่อนไหวของสัตว์ยักษ์ ที่ข้าไม่เคยรู้จักมาก่อน มันคงมาจากมิติอื่นแน่ๆ ข้าจับความเคลื่อนไหวมันไม่ทัน แต่รู้ว่ามันอยู่ในใต้ดินลึกมาก
หวังว่ามันคงไม่ขึ้นมาบนโลก เพื่อสร้างปัญหาให้เหล่ามวลมนุษย์ แจ้งแม่ทัพตอนเหนือ เตรียมกำลังให้พร้อม แล้ว แจ้งสี่สำนักใหญ่ให้ช่วยเฝ้าระวัง สัตว์ร้ายตัวนี้ มันอยู่ทางตอนเหนือของอาณาจักรของเรา”
รัชทายาทรับบัญชา แล้วกระจายคำสั่งออกไป
สำนักทั้งสี่พอรับคำสั่ง ก็ส่งเหล่าศิษย์ไปดินแดนตอนเหนือกันทันที
เสี่ยเทียนกับศิษย์พี่สาม กับศิษย์ร่วมสำนักอีก 8 คนก็ถูกส่งตัวไปโดยที่มีศิษย์พี่สามเป็นศิษย์พี่ใหญ่ที่สุดเป็นผู้นำ
แล้วศิษย์สำนักภูผาสวรรค์ ศิษย์สำนักวารีมรกต และศิษย์สำนักเทียนเฉิง ทุกคนต่างมุ่งหน้า ไปที่ดินแดนหนาวเย็น เป็นที่จักรพรรดิหยางไค บอกว่า สัตว์ร้ายได้เคลื่อนไหวอยู่
พอทุกคนมาถึงจุดที่พักชายแดนเหนือ ก็มี แม่ทัพชายแดนเหนือ มาคอยต้อนรับ
แล้วบอกให้ทุกคนฟังรายละเอียด
“ ท่านจอมยุทธ์ทุกท่าน หลังจากเสียงการเคลื่อนไหวของสัตว์ร้ายดังออกไปจากที่แห่งนี้ ก็เกิดรอยแยกของแผ่นดินกว่า ห้าสิบกิโลเมตร ภูเขาน้ำแข็งถล่มลงมาหลายลูก ชาวบ้านที่อยู่นอกด่าน ต่างหลบหนีกันเข้ามาในด่านกันมากมาย
เพราะเชื่อว่า สัตว์ประหลาดยักษ์ตัวนี้ กำลังก่อกำเนิดใหม่ พวกทหารต่างก็ระส่ำระสายกันอย่างหนัก พวกท่านมาก็ดีแล้ว พวกเราอยากรู้ว่ามันคือตัวอะไรกันแน่ พวกเราเชื่อว่า พวกจอมยุทธ์เช่นพวกท่านน่าจะให้คำตอบกับพวกเราได้”
แม่ทัพรายงานสถานการณ์ชายแดนเหนือให้ทุกคนรับทราบ
“ ไม่ทราบว่า มีใครเคยเห็นสัตว์ประหลาดตัวนี้บ้างไหม” เสียงลูกศิษย์สาวของสำนักวารีสวรรค์
“ ไม่มีหรอก เพราะเสียงนั้นมันมาจากใต้ดินลึกมาก แต่ว่ามีหุบเหวน้ำแข็งโบราณลึกลงไปกว่า 100 เมตร พวกเราไม่มีใครกล้าลงไป แต่พวกท่านเป็นจอมยุทธ์น่าจะลงไปที่หุบเขานั้นได้” แม่ทัพชายแดนเอ่ยบอก
“ ทางเช่นนั้น พวกเราอยากให้ท่านพาพวกเราไปดูหน่อยได้ไหม” ศิษย์พี่สามเอ่ยขึ้นพร้อมมองตา ศิษย์สาวสวยจากสำนักวารีสวรรค์ไปด้วย
“ ได้ พรุ่งนี้พวกเราจะพาพวกท่านไป” แม่ทัพชายแดนเหนือเอ่ยจบก็ให้ศิษย์สำนักทั้งสี่ นอน ในกระโจมที่ทหารได้สร้างเอาไว้ แล้วศิษย์จากสี่สำนักทุกคนก็เข้ามาประชุมกัน เรื่องหาผู้นำที่จะไปตามล่าสัตว์ประหลาดครั้งนี้
“ ข้าเลือกศิษย์พี่สาม เซี่ยคัง ของสำนักสะท้านฟ้าเป็นผู้นำ” เสี่ยวเทียนเอ่ยเดินออกมาต่อหน้าทุกคน แล้วบอกกล่าวกับทุกคน
“ ข้าก็ขอเลือกพี่ใหญ่ ตัวเอ่อปา จากสำนักภูผาสวรรค์ของข้าเป็นผู้นำ”
“ ข้าก็ขอเลือกศิษย์พี่หญิง ฟางอี้หลิน จากสำนักวารีมรกตเป็นผู้นำในครั้งนี้”
“ พวกอาตมาเป็นคนของสถาบันสงฆ์ ไม่ขอเป็นผู้นำ แต่หวังช่วยปราบมารร้ายเท่านั้น” หลวงจีนสำนักเทียนเฉิงไม่สนใจตำแหน่ง
“ ถ้าเช่นนั้น ขอให้ทั้งสามคนประลองกัน ใครชนะก็ได้เป็นผู้นำในครั้งนี้”
ตัวเอ่อปา เอ่ยกับอีกสองคน ที่กำลังมองหน้ากันนิ่ง สร้างความรู้สึกแปลกๆ ให้กับเสี่ยวเทียนที่มองทั้งคู่อยู่
“ ศิษย์พี่สาม ท่านสู้พวกเขาได้หรือเปล่า ให้ข้าช่วยไหม” เสี่ยวเทียนกระตุกแขนเสื้อศิษย์พี่สาม ที่ยืนเหม่อมองฟางอี้หลินตาไม่กระพริบ
“ ข้าสู้ตัวเอ่อปาได้แน่ แต่ว่าฟางอี้หลินข้าไม่แน่ใจ” ศิษย์พี่สามเอ่ยขณะที่มองตาฟางอี้หลิน
“ งั้นข้าจัดการนางเอง ศิษย์พี่ไม่ต้องห่วง ข้าจะทุบนางให้แบนเลย” เสี่ยวเทียนเอ่ยออกมา ตั้งใจใช้หมัดพลังมฤตยูสามท่า จัดการ
“ อย่านะ เรื่องนี้ข้าจัดการเองเจ้าไม่ต้องยุ่ง” ศิษย์พี่สามเอ่ยปรามเสี่ยวเทียนเอาไว้
ศิษย์พี่สามพูดจบก็ก้าวเดินออกไปยืนด้านหน้า สู้กับตัวเอ่อปาเป็นคู่แรก โดยที่ตัวเอ่อปาใช้อาวุธคือขวานคู่สายฟ้า ส่วนศิษย์พี่สามใช้ กระบี่บรรพชน พอเริ่มประลองทั้งคู่ ปัจจุบันมีพลังขั้นปราณพรหมเทพระดับที่40 สูงสุด อยู่แล้ว ดังนั้นผลแพ้ชนะขึ้นอยู่กับเพลงยุทธ์ ซึ่ง เสี่ยวเทียนเพิ่งเห็นศิษย์พี่สาม ใช้กระบี่สีเขียว
ซึ่งศิษย์พี่สามเรียกว่า กระบี่บรรพชน น่าจะเป็นกระบี่ที่เป็นของพรรพชนที่ได้ตกทอดมา พลังกระบี่พอปล่อยออกมา ล้วนมีพลังของบรรพบุรุษส่งมาด้วย ขวานคู่สายฟ้าก็ไม่ธรรมดา สามารถเรียกพลังสายฟ้า จากธรรมชาติลงมาช่วย พออาวุธทั้งสองปะทะกัน ตูม !!! เกิดเสียงดังสนั่น ร่างของตัวเอ่อปากระเด็นถอยหลังกระแทกพื้น แค่พลังกระบี่เดียว ก็สามารถสยบต้าเอ่อปาไว้ได้
ฟางอี้หลิน ศิษย์จากสำนักวารีมรกต เดินเข้ามา แล้วชักกระบี่สีเขียวมรกตออกมาเป็นสีเขียวคล้ายกันอีก ทั้งสองมองตากันนิ่ง ถือกระบี่ทำท่ารุก พร้อมกัน
ทั้งสองจ้องมองกันอยู่อย่างนั้น ยังไม่มีการปะทะกัน จนทั้งหมดรู้สึกได้ว่าผิดปกติ
จึงทำให้ฟางอี้หลิน เข้าโจมตีศิษย์พี่สาม ซึ่งไม่ตอบโต้ได้แต่ตั้งรับเพียงอย่างเดียว
เพลงกระบี่ที่พุ่งออกมาแบบนั้น เสี่ยวเทียนมองแล้วศิษย์พี่ใหญ่ก็รับได้ไม่ยาก แต่ทำไมกลับถอยหลังล้มไปอย่างง่ายดาย
“ ข้าแพ้แล้ว ตำแหน่งผู้นำยกให้ แม่นางฟางอี้หลิน เป็นผู้นำในครั้งนี้เถิด”
ศิษย์พี่สามเอ่ยยอมแพ้ เสี่ยวเทียนสงสัยทำไม ศิษย์พี่แกล้งแพ้ทำไม แม่นางฟางอี้หลิน ก็ไม่เห็นจะจู่โจมร้ายกาจอะไรเลย
“ ทุกคนพักผ่อน พรุ่งนี้ออกเดินทางแต่เช้า” ฟางอี้หลินใช้ตำแหน่งหัวหน้าเอ่ยสั่งให้ทุกคนเข้าที่พักผ่อน เสี่ยวเทียนกับ ศิษย์พี่สามเข้ามาในกระโจมที่พัก เสี่ยวเทียนรีบถามทันที
“ ศิษย์พี่ ยอมแพ้แม่นางฟางอี้หลินทำไม?”
“ เอาไว้เจ้าโตกว่านี้ ก็จะเข้าใจ” ศิษย์พี่สามเอ่ยพร้อมกันเหม่อมองไปที่ท้องฟ้า
สร้างความมืนงงให้เสี่ยวเทียนยิ่งนัก ทันใดนั้น แม่นางฟางอี้หลินก็มายืนหน้ากระโจมขอพบศิษย์พี่ใหญ่สองต่อสอง
“ แม่นายฟาง มาได้ยังไงเนี่ย”
“ ข้ามาขอบคุณศิษย์พี่เซี่ยคัง ที่ออมมือให้ข้า”
“ แม่นางฟาง มีพลังฝีมือเก่งกว่าข้า อย่าพูดเช่นนี้เลย”
“ เรียวข้าว่า อี้หลิน เถอะ พรุ่งนี้เจอกัน” ฟางอี้หลินเอ่ยเท่านี้ก็หมุนตัวจากไป
“ ได้ ศิษย์น้องอี้หลิน” ฟางอี้หลินไปตั้งนานแล้ว ศิษย์พี่สามเพิ่งเอ่ยตอบ
“ ศิษย์พี่เข้านอนเถอะ ท่านจะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานไหม” เสี่ยวเทียนเห็นศิษย์พี่สามยืนอยู่กับที่ตั้งนานเลยส่งเสียงเรียกออกไป
“ พรุ่งนี้เจอกัน” ศิษย์พี่สามพูดเอ่ยออกมาเบาๆ....