**ปฐมบทแห่งความมืดมิดที่โอบล้อมแสงสว่าง**
ณ ใจกลางของ 'สมรภูมิดาราทะลวงนรก' เขาวงกตเหล็กกล้าที่แฝงไปด้วยความตายและกลิ่นคาวเลือดบัดนี้ได้เผยให้เห็น 'แกนกลางดารา' (StarCore) ซึ่งเป็นลานกว้างขนาดยักษ์รูปวงกลมที่ปูด้วยศิลาหยกสวรรค์เรืองแสงสีทองอร่ามตรงกึ่งกลางของลานมีเสาแสงสีรุ้งพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าสีเลือด มันคือ 'เขตปลอดภัย' แห่งเดียวในมิตินี้สถานที่ที่จะตัดสินชะตากรรมของผู้เข้าแข่งขันนับแสนว่าผู้ใดจะได้ก้าวต่อไปในงานประลองคัดเลือกดาราและผู้ใดจะต้องทิ้งกระดูกไว้ในเขาวงกตที่ไร้ซึ่งความเมตตาแห่งนี้
ทว่าความงดงามและศักดิ์สิทธิ์ของแสงสีรุ้งนั้น กลับถูกสลักทับด้วยรังสีสังหารที่มืดมิดและบ้าคลั่งที่สุดเท่าที่มหาทวีปเคยจารึกไว้!
เบื้องหน้าของแสงสว่างนั้นคือกำแพงมนุษย์ที่ก่อตัวขึ้นจากกองทัพอัจฉริยะผู้ฝึกตนกว่า **สามพันชีวิต!**พวกมันไม่ใช่ทหารเลวที่ถูกเกณฑ์มาตาย แต่ล้วนเป็นยอดฝีมือระดับหัวกะทิของ 'ตระกูลอัสนีม่วง' และ 'หอหมื่นวิญญาณ' อัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่ถูกขัดเกลามาด้วยทรัพยากรมหาศาลของนครสวรรค์ระดับพลังที่ต่ำที่สุดในกองทัพนี้คือ 'ก่อตั้งรากฐานขั้นสูงสุด' และมีผู้ที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขต 'ผสานจิตวิญญาณขั้นต้น' มากกว่าสามร้อยคน!รังสีปราณที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของคนทั้งสามพัน หลอมรวมกันจนเกิดเป็นโดมพลังงานสีม่วงสลับดำที่บิดเบือนมิติและบดบังแสงอาทิตย์เทียมของลานประลองจนมืดมิดประหนึ่งค่ำคืนที่ไร้แสงดาว
บนเกี้ยวศิลาที่ลอยอยู่กลางอากาศด้วยกลไกต้านแรงโน้มถ่วง'เหลยเจิ้น' นายน้อยแห่งตระกูลอัสนีม่วงนั่งกอดอกมองลงมาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเคียดแค้นและสะใจใบหน้าหล่อเหลาที่เคยถูกหลินเทียนหักหน้าจนป่นปี้ที่จัตุรัสดาราวิถีบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยรอยยิ้มอำมหิต แส้อัสนีในมือของมันส่งเสียงดังเปรี๊ยะๆอย่างเกรี้ยวกราด
ถัดไปไม่ไกล 'จ้าวเทียนหลิง' นายน้อยแห่งหอหมื่นวิญญาณสวมเกราะรบสีดำสนิทที่อาบด้วยอักขระเวทคนบาปยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางองครักษ์เงาระดับผสานจิตวิญญาณขั้นกลางถึงสี่คนดวงตาสีโกเมนของมันหรี่ลง ทอประกายความวิปริตและกระหายเลือดมันไม่เคยลืมความอัปยศที่ถูกเด็กหนุ่มชุดซอมซ่อบีบคอและทำลายห้องวีไอพีของมันจนพินาศ
"สามพันคน...ต่อให้มันเป็นสัตว์ประหลาดมาจากไหนมันก็ต้องถูกบดขยี้จนไม่เหลือแม้แต่เศษเนื้อ!" จ้าวเทียนหลิงแค่นเสียงหัวเราะ"วันนี้ ข้าจะเอาเลือดของมันมาล้างเท้าและเอาหัวของมันไปเสียบประจานหน้าหอหมื่นวิญญาณ!"
เบื้องหน้าของกองทัพอันเกรียงไกรห่างออกไปเพียงหนึ่งร้อยวา... คือบุรุษเพียงสองคน
เหยียนฟาน แห่งหุบเขาเพลิงสวรรค์ยืนถือหอกเพลิงด้วยมือที่สั่นระริกแม้เขาจะเป็นอัจฉริยะที่ห้าวหาญและไม่เกรงกลัวความตายทว่าแรงกดดันของคนสามพันคนที่ประสานกันเป็นหนึ่งเดียวมันหนักหน่วงเกินกว่าที่ขอบเขตผสานจิตวิญญาณขั้นต้นของเขาจะรับไหวเหงื่อเย็นเยียบไหลซึมลงมาตามกรอบหน้าเปลวไฟสีแดงชาดที่เคยลุกโชนรอบตัวบัดนี้ถูกแรงกดดันทางจิตวิญญาณของศัตรูบีบอัดจนเหลือเพียงเปลวเพลิงที่ริบหรี่
"หลินเทียน... สหาย..."เหยียนฟานกลืนน้ำลายอึกใหญ่ "ข้าไม่เคยกลัวตายนะ...แต่การเอาไข่ไปกระทบหินภูเขาไฟแบบนี้ มันไม่ใช่วิถีของนักรบ แต่มันคือวิถีของคนโง่...เราถอยไปตั้งหลัก แล้วหาทางลอบเข้าไปในแกนกลางดาราตอนที่พวกมันเผลอดีไหม?"
ทว่าบุรุษในชุดคลุมหนังสัตว์ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของเหยียนฟานกลับไม่มีทีท่าว่าจะขยับเขยื้อนหรือถอยหลังแม้แต่ครึ่งก้าว
หลินเทียนยืนสงบนิ่งแผ่นหลังของเขาตั้งตรงดุจเสาค้ำสวรรค์ที่ไม่อาจโอนอ่อนต่อพายุใดๆสายลมที่พัดพาเอากลิ่นอายความตายของคนสามพันคนมากระทบใบหน้า ไม่อาจทำให้ดวงตาสี sapphire ของเขากะพริบได้เลยแม้แต่น้อยเขามองตรงไปยังกองทัพเบื้องหน้า ไม่ใช่ด้วยสายตาของเหยื่อที่ถูกต้อนให้จนมุมทว่ามันคือสายตาของ 'เทพเจ้ามังกร' ที่กำลังทอดพระเนตรมองดูฝูงมดปลวกที่พยายามจะสร้างกำแพงขวางทางเดินของพระองค์
> **"ฝูงแกะนับหมื่นตัวที่รวมฝูงกันอาจดูยิ่งใหญ่และทรงพลังในสายตาของสัตว์กินพืช... ทว่าในสายตาของราชสีห์จำนวนที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้หมายถึงความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้น แต่มันหมายถึง 'ปริมาณอาหาร' ที่มากขึ้นต่างหาก... สัจธรรมของโลกใบนี้ไม่เคยวัดกันที่ปริมาณ แต่วัดกันที่ 'ความบริสุทธิ์' ของเจตจำนง"**
"ถอยงั้นรึ?" หลินเทียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบทว่ากลับดังกังวานก้องเข้าไปในโสตประสาทของเหยียนฟานและกองทัพเบื้องหน้าอย่างชัดเจน"หากข้าก้าวถอยหลังเพียงหนึ่งก้าว สัจธรรมกระบี่ของข้าก็จะเกิดรอยร้าว...ในเมื่อพวกมันอุตส่าห์มารวมตัวกันให้ข้าเชือดถึงที่ข้าก็ไม่ต้องเสียเวลาเดินตามล่าพวกมันทีละคน"
หลินเทียนปลดตะขอเสื้อคลุมหนังสัตว์ที่ขาดวิ่นออกปล่อยให้มันร่วงหล่นลงบนพื้นศิลาเผยให้เห็นเรือนร่างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อและรอยแผลเป็นแห่งเกียรติยศรังสีปราณสีม่วงทองที่ถูกบีบอัดและซ่อนเร้นมาตลอดบัดนี้เริ่มปะทุขึ้นทีละน้อยประหนึ่งภูเขาไฟที่กำลังจะระเบิด!
"เหยียนฟาน... คอยดูหลังให้ข้าอย่าให้ใครรอดเข้าไปในแกนกลางดาราได้แม้แต่คนเดียว...ส่วนพวกที่อยู่ตรงหน้าข้าทั้งหมด... ข้าจะเหยียบย่ำพวกมันให้จมดินเอง!"
**การเริงรำของมฤตยูและกองหน้าแห่งความตาย**
สิ้นคำประกาศที่โอหังและท้าทายสวรรค์ของหลินเทียนเหลยเจิ้นที่อยู่บนเกี้ยวศิลาก็แผดเสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวจนเส้นเลือดปูดโปน"ฆ่ามัน! กองหน้าหน่วยที่หนึ่งถึงห้า บดขยี้มันซะ! ใครเอาแขนขามันมาให้ข้าได้ข้าจะตบรางวัลเป็นผลึกนีออนปราณหนึ่งแสนก้อน!"
*เฮ้อออออ!*
เสียงโห่ร้องดังกึกก้องปฐพี! กองหน้าทัพแรกจำนวนห้าร้อยคนซึ่งล้วนเป็นยอดฝีมือระดับก่อตั้งรากฐานขั้นสูงสุดพุ่งทะยานเข้าหาหลินเทียนดุจคลื่นสึนามิสีดำและม่วง!ศาสตราวุธเวทมนตร์นับร้อยชิ้นถูกปลดปล่อยออกมา ทั้งดาบอัคคี หอกน้ำแข็ง ง้าวสายฟ้าและกระสุนพลังจิต พุ่งแหวกอากาศเข้าหาเด็กหนุ่มจากทุกทิศทางปิดกั้นช่องว่างในการหลบหลีกโดยสมบูรณ์!
นี่คือการโจมตีที่แม้แต่ยอดฝีมือระดับผสานจิตวิญญาณขั้นกลางก็ยังต้องกระอักเลือดและถอยหนี!
ทว่า หลินเทียนกลับแสยะยิ้ม!
เขาไม่ได้ชักกระบี่มังกรพลิกฟ้าออกจากฝัก!มือขวาของเขากุมอยู่ที่ด้ามกระบี่ ส่วนมือซ้ายจับที่กลางฝักเขาตัดสินใจใช้กระบี่ที่ยังอยู่ในฝักเป็นอาวุธ!
"สัจธรรมมังกร:ก้าวพริบตาข้ามสังสารวัฏ!"
*บูมมมมมมมม!*
พริบตาที่หลินเทียนก้าวเท้าพื้นศิลาเหล็กกล้าใต้เท้าของเขาถึงกับยุบตัวลงเป็นหลุมลึกขนาดสิบวา!ร่างของเขาหายไปจากการมองเห็นของคนทั้งสามพันคน! ไม่ใช่วิชาภาพมายาแต่เป็นความเร็วทางกายภาพที่ทะลวงขีดจำกัดของมิติ!
ห่าฝนศาสตราวุธและเวทมนตร์นับร้อยพุ่งปะทะกันเองตรงจุดที่หลินเทียนเคยยืนอยู่เกิดการระเบิดดังกัมปนาท ควันไฟและเศษฝุ่นคละคลุ้ง!
"มันหายไปไหน!?" หนึ่งในหัวหน้ากองหน้าตวาดลั่น
"ข้าอยู่นี่"
เสียงกระซิบที่เย็นเยียบดุจลมหายใจของยมทูตดังขึ้นจาก 'ใจกลาง' ของกองทัพทัพหน้าทั้งห้าร้อยคน!
หลินเทียนปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางวงล้อมของศัตรูดวงตาสี sapphire ของเขาทอประกายสีทองบริสุทธิ์เขาไม่ได้ใช้เวทมนตร์กวาดล้าง แต่เขาใช้วิชา 'กระบี่คู่กาย' ในระยะประชิดที่สุด!
**"กระบี่ไร้ลักษณ์ ขั้นที่หก:พายุไร้เงาสะบั้นเศียร!"**
หลินเทียนหมุนตัวพร้อมกับฟาดฝักกระบี่มังกรพลิกฟ้าออกไปรอบทิศทาง!ปราณอัสนีสีม่วงทองระเบิดออกมารอบฝักกระบี่ก่อตัวเป็นพายุทอร์นาโดขนาดยักษ์ที่คมกริบดุจใบมีดโกนนับหมื่นเล่ม!
*ผัวะ! กร๊อบ! เปรี้ยง! ฉัวะ!*
เสียงกระดูกแตกหักเสียงเกราะเหล็กกล้าถูกบดขยี้ และเสียงเนื้อถูกฉีกขาด ดังระงมไปทั่วสมรภูมิ!ความเร็วในการฟาดฝักกระบี่ของหลินเทียนนั้นรวดเร็วจนเกิดภาพติดตานับร้อยร่างผู้ฝึกตนระดับก่อตั้งรากฐานขั้นสูงสุด ที่เคยหยิ่งผยองและคิดว่าตนเองเป็นอัจฉริยะบัดนี้กลับถูกฟาดฟันจนร่างปลิวละลิ่วขึ้นไปบนฟ้าประหนึ่งเศษใบไม้ร่วงในพายุไต้ฝุ่น!
เกราะเวทมนตร์ระดับสวรรค์ของพวกมันไม่อาจต้านทาน 'สัจธรรมแห่งการทำลายล้าง' ที่แฝงอยู่ในฝักกระบี่ของหลินเทียนได้เลยแม้แต่น้อย!เพียงแค่ถูกฝักกระบี่เฉี่ยว กระดูกซี่โครงก็แหลกละเอียดอวัยวะภายในบอบช้ำจนกระอักเลือดสีดำออกมา!
เวลาผ่านไปเพียงห้าลมหายใจ...
เมื่อพายุอัสนีสีม่วงทองสงบลงกองหน้าจำนวนห้าร้อยคน ที่เคยมุ่งหมายจะบดขยี้หลินเทียนบัดนี้นอนกองระเนระนาดอยู่บนพื้นศิลา! ไม่มีใครตายเพราะหลินเทียนไม่ได้ใช้คมกระบี่ ทว่าสภาพของพวกมันทุกคนล้วนกระดูกหักสาหัสเส้นชีพจรแหลกเหลว สิ้นสภาพการต่อสู้ไปตลอดกาล!กองเลือดสีแดงสดเจิ่งนองย้อมพื้นศิลาหิมะให้กลายเป็นสีชาด!
ชายหนุ่มเพียงคนเดียว...ล้มยอดฝีมือห้าร้อยคนด้วยมือเปล่า (ฝักกระบี่) ภายในเวลาไม่ถึงสิบวินาที!
ความเงียบที่น่าสะพรึงกลัวเข้าปกคลุมกองทัพที่เหลืออีกสองพันห้าร้อยคนทันที!เสียงโห่ร้องที่เคยดังกึกก้องถูกแทนที่ด้วยเสียงกลืนน้ำลายที่ฝืดคออัจฉริยะหลายคนที่อยู่แถวหน้าถึงกับก้าวถอยหลังด้วยความหวาดกลัวจนขาสั่นพวกมันเพิ่งจะตระหนักว่า สิ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าพวกมัน ไม่ใช่มนุษย์... แต่เป็น 'ภัยพิบัติ' ที่เดินได้!
> **"ความน่ากลัวของการถูกฟันให้ตายในดาบเดียวมันยังเทียบไม่ได้กับความน่ากลัวของการถูกทุบตีจนกระดูกแหลกละเอียดโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าศัตรูลงมือตั้งแต่เมื่อไหร่...นี่แหละคือความสยดสยองที่แท้จริงของการเผชิญหน้ากับสัจธรรม"**หลินเทียนสะบัดคราบเลือดออกจากฝักกระบี่สายตาเย็นชาจ้องมองไปยังเหลยเจิ้นและจ้าวเทียนหลิง "ส่งมาอีกสิ...หรือพวกเจ้าจะลงมาเอง?"
**ค่ายกลหมื่นวิญญาณผนึกสวรรค์และข่ายอัสนีมรณะ**
"บ้าน่า...เจ้านั่นมันตัวประหลาดอะไรกัน!" เหลยเจิ้นมือสั่นระริก แส้อัสนีในมือแทบจะหลุดร่วง"แค่เวลาไม่กี่วัน พลังของมันเพิ่มขึ้นถึงขนาดนี้ได้อย่างไร!"
จ้าวเทียนหลิงกัดฟันแน่นจนเลือดซิบดวงตาสีโกเมนเบิกกว้างด้วยความโกรธเกรี้ยวและหวาดหวั่นทว่าศักดิ์ศรีของนายน้อยแห่งสี่มหาอำนาจไม่อนุญาตให้มันถอยหนี"อย่าไปกลัวมัน! พละกำลังกายเนื้อมันมหาศาลก็จริง แต่มันก็เป็นแค่มนุษย์!มันต้องมีขีดจำกัด! หน่วยค่ายกล! กาง 'ค่ายกลหมื่นวิญญาณผนึกสวรรค์' (MyriadSoul-Sealing Array) สกัดกั้นลมปราณของมันเดี๋ยวนี้!และเหลยเจิ้น! สั่งคนของแกให้กาง 'ข่ายอัสนีสวรรค์ลงทัณฑ์' ซะ! เราจะบีบอัดมันให้แหลกคาค่ายกล!"
"ดะ... ได้! หน่วยเวทอัสนี!กางข่ายอาคมเดี๋ยวนี้!" เหลยเจิ้นรีบตะโกนสั่งการ
ยอดฝีมือระดับผสานจิตวิญญาณขั้นต้นกว่าสองร้อยคนจากทั้งสองฝั่งพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าพวกมันกระจายตัวออกล้อมรอบหลินเทียนเป็นรูปค่ายกลแปดเหลี่ยมขนาดยักษ์!
ทางฝั่งหอหมื่นวิญญาณร่ายรำอาคมแผ่พุ่งปราณสีดำทมิฬนับหมื่นสายลงมาปักบนพื้นศิลา ก่อตัวเป็นโซ่ตรวนวิญญาณสีดำที่มุ่งเป้าไปที่การ'ผนึก' และ 'สกัดกั้น' การไหลเวียนของลมปราณและพละกำลังกายเนื้อ!โซ่นับหมื่นเส้นพุ่งทะลวงอากาศเข้าพันธนาการแขน ขาและลำตัวของหลินเทียนไว้อย่างแน่นหนา!
ในเวลาเดียวกัน ทางฝั่งตระกูลอัสนีม่วงก็ร่ายเวทสร้างตาข่ายสายฟ้าสีม่วงเข้มขนาดยักษ์ครอบทับลงมาจากฟากฟ้า!ตาข่ายนี้เต็มไปด้วยปราณอัสนีระดับสวรรค์ที่มีความร้อนและแรงดันมหาศาลมันบีบอัดพื้นที่รอบตัวหลินเทียนให้แคบลงเรื่อยๆหมายจะย่างสดและบดขยี้เขาให้กลายเป็นเถ้าถ่านในคุกค่ายกลนี้!
"หลินเทียน!"เหยียนฟานที่เฝ้าดูอยู่ด้านหลังตะโกนด้วยความตกใจ เขาพยายามจะพุ่งเข้าไปช่วยทว่าก็ถูกยอดฝีมือของศัตรูนับร้อยคนสกัดกั้นไว้ "บัดซบเอ๊ย!ค่ายกลผสานระดับผสานจิตวิญญาณกว่าสองร้อยคนต่อให้เป็นผู้อาวุโสไป๋มู่ก็ยังต้องบาดเจ็บ!"
หลินเทียนยืนนิ่งอยู่กลางค่ายกลมรณะโซ่วิญญาณสีดำนับพันเส้นรัดรึงร่างกายของเขาจนกล้ามเนื้อและกระดูกส่งเสียงลั่น 'กรอบแกรบ' ตาข่ายสายฟ้าสีม่วงบีบอัดเข้ามาจนห่างจากใบหน้าเพียงหนึ่งฉื่อความร้อนแผดเผาจนอากาศรอบๆ บิดเบี้ยวเกล็ดมังกรสีน้ำเงินที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวหนังเริ่มปริร้าว!
"ฮ่าๆๆๆ!เป็นยังไงล่ะไอ้สวะ!"จ้าวเทียนหลิงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งเมื่อเห็นหลินเทียนถูกตรึง"ต่อให้แกมีพละกำลังเท่ามังกร แต่ภายใต้ค่ายกลผนึกวิญญาณระดับสวรรค์แกก็เป็นได้แค่หนอนแมลงที่รอวันถูกบี้! ตายซะเถอะ!"
ทว่า...ท่ามกลางความเจ็บปวดและแรงกดดันที่สามารถบดขยี้ยอดฝีมือให้แหลกสลายหลินเทียนกลับหลับตาลง
เขาไม่ได้ดิ้นรน ไม่ได้แผดเสียงร้องและไม่ได้พยายามใช้พละกำลังกายเนื้อเพื่อกระชากโซ่ตรวน
> **"เมื่อร่างกายถูกพันธนาการ...เมื่อปราณฟ้าดินถูกตัดขาด... สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ คือความว่างเปล่าภายในจิตใจ...และในความว่างเปล่านั้นเอง ที่สัจธรรมอันแท้จริงจะถือกำเนิดขึ้น"**
หลินเทียนปล่อยตัวให้ผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์ลมหายใจของเขาแผ่วเบาจนแทบไม่รู้สึก ทว่าลึกลงไปในจุดตันเถียน 'หัวใจมังกรคราม' ที่เคยเต้นอย่างดุดันบัดนี้หยุดนิ่งไปชั่วขณะ... ก่อนจะบีบรัดตัวอย่างรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา!
*ตึก-------ตัก!*
เสียงหัวใจเต้นเพียงหนึ่งครั้ง...ทว่ามันดังกังวานทะลวงผ่านค่ายกลผนึกวิญญาณ ทะลวงผ่านตาข่ายอัสนีและสะท้อนก้องเข้าไปในจิตวิญญาณของผู้ฝึกตนทั้งสามพันคน!
หลินเทียนลืมตาขึ้น! รูม่านตาสี sapphire หายไปโดยสมบูรณ์ แทนที่ด้วย **'ดวงตาสีทองคำบริสุทธิ์' (TrueDragon's Eyes)** ที่เปล่งประกายเจิดจ้าและเต็มไปด้วยอำนาจที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ของสรวงสวรรค์!
เขาไม่จำเป็นต้องใช้พละกำลังเพื่อทำลายโซ่ตรวนเพราะบัดนี้ 'สภาวะผสานจิตวิญญาณ' ของเขา ได้หลอมรวมเข้ากับ 'สัจธรรมแห่งการทำลายล้าง' อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว!
**การเบิกเนตรราชันมังกรและกระบี่ที่สับสวรรค์**
"วิชากระบี่นิรนาม...ปฐมบทแห่งการกำเนิดใหม่..."
หลินเทียนกระซิบแผ่วเบามือขวาที่ถูกโซ่วิญญาณพันธนาการไว้ ค่อยๆ ขยับไปจับที่ด้าม 'กระบี่มังกรพลิกฟ้า' อย่างเชื่องช้า...ทว่าโซ่ตรวนระดับสวรรค์เหล่านั้นกลับไม่สามารถหยุดยั้งการเคลื่อนไหวของเขาได้เลยแม้แต่มิลลิเมตรเดียว!มันเป็นความเชื่องช้าที่แฝงไปด้วยพลังอำนาจระดับ 'ตัดมิติเวลา'!
*กิ๊งงงงงงงงงงง!*
พริบตาที่กระบี่มังกรพลิกฟ้าถูกชักออกจากฝักอย่างสมบูรณ์!
แสงสว่างสีขาวบริสุทธิ์ที่เจิดจ้ากว่าแสงอาทิตย์นับพันเท่าระเบิดออกจากใบดาบสีดำขลับ! มันไม่ใช่ปราณอัสนี ไม่ใช่ปราณเพลิง แต่มันคือ **'แสงแห่งสัจธรรม' (Light ofAbsolute Truth)** ที่สามารถล้างบางทุกกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้!
*เพล้ง! เพล้ง! เพล้ง!*
เพียงแค่แสงของกระบี่สาดส่องกระทบ...โซ่ตรวนวิญญาณนับหมื่นเส้นที่รัดรึงร่างกายของเขาก็สลายกลายเป็นผุยผงในชั่วพริบตา! ตาข่ายอัสนีสวรรค์ที่บีบอัดลงมาถูกกระบี่แสงฟันขาดเป็นสองท่อนประหนึ่งหยากไย่ที่ไร้ค่า!
"เป็นไปไม่ได้!ค่ายกลระดับสวรรค์ถูกทำลายด้วยการชักกระบี่เพียงครั้งเดียว?!" ยอดฝีมือระดับผสานจิตวิญญาณกว่าสองร้อยคนที่ควบคุมค่ายกลต่างกระอักเลือดสีดำคำโตร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าประหนึ่งนกปีกหัก!รากฐานลมปราณของพวกมันถูกทำลายสะท้อนกลับจนหมดสิ้น!
หลินเทียนยกกระบี่มังกรพลิกฟ้าที่สว่างจ้าดุจแกนดวงดาวขึ้นเหนือศีรษะเกล็ดมังกรสีทองเปล่งประกายครอบคลุมทั่วท่อนแขนและใบหน้าครึ่งซีกเขาจ้องมองไปยังกองทัพศัตรูที่เหลืออีกกว่าสองพันคนซึ่งบัดนี้ยืนตัวแข็งทื่อด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงขีดสุด
> **"พวกเจ้าคิดว่าจำนวนสามพันคนจะสามารถบดขยี้มังกรได้งั้นรึ?... งั้นข้าจะแสดงให้พวกเจ้าเห็นว่าอะไรคือความหมายของคำว่า 'ภัยพิบัติที่ไม่อาจต้านทาน'!"**
**"วิชากระบี่นิรนามกระบวนท่าที่สี่: มังกรกลืนดารา!" (Nameless Sword Art, 4th Stance: Dragon Devouring theStarry Sky)**
หลินเทียนฟาดกระบี่ลงมาอย่างสุดกำลัง!
ไม่มีเสียงระเบิด ไม่มีเปลวเพลิงทว่าสิ่งที่ปรากฏขึ้นคือ 'ความบิดเบี้ยวของมิติ' ขนาดยักษ์ที่แผ่ขยายออกไปเป็นรูปพัดครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่าห้าสิบลี้!ปราณกระบี่สีขาวบริสุทธิ์แปรเปลี่ยนรูปลักษณ์เป็น **'มังกรครามโปร่งแสงขนาดยักษ์'** ที่มีขนาดใหญ่โตจนบดบังท้องฟ้าของสมรภูมิดาราทะลวงนรก!
มังกรครามยักษ์อ้าปากกว้างพุ่งทะยานเข้ากลืนกินกองทัพอัจฉริยะกว่าสองพันคน!
มันไม่ได้โจมตีเพื่อสร้างบาดแผลทางกายภาพทว่ามันโจมตีเข้าที่ **'แก่นแท้ของจิตวิญญาณ'** (DaoHeart) โดยตรง!
พริบตาที่คลื่นปราณมังกรกวาดผ่าน...ผู้ฝึกตนระดับก่อตั้งรากฐานและผสานจิตวิญญาณกว่าสองพันคนพลันทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นพร้อมๆ กัน อาวุธในมือร่วงหล่นพวกมันไม่ได้กระอักเลือด ไม่ได้แขนขาขาดทว่าแววตาของพวกมันกลับว่างเปล่าและเลื่อนลอย 'เจตจำนงในการต่อสู้' และ 'ความเย่อหยิ่ง' ของพวกมันถูกมังกรของหลินเทียนกลืนกินไปจนหมดสิ้น!
ความหวาดกลัวที่สลักลึกถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณทำให้พวกมันไม่สามารถแม้แต่จะประคองสติให้ยืนหยัดอยู่ได้ บางคนสลบเหมือดไปในทันทีบางคนร้องไห้ฟูมฟายด้วยความหวาดผวากองทัพอันเกรียงไกรที่เคยหมายมั่นจะบดขยี้หลินเทียน บัดนี้กลายเป็นเพียงฝูงชนที่ไร้ทางสู้!
มังกรกลืนดารา คือกระบวนท่าที่ทำลาย 'วิถีแห่งเต๋า' ของศัตรูนี่คือความโหดร้ายที่เหนือกว่าการพรากชีวิต!
**จุดจบของความหยิ่งยโสและก้าวสู่แกนกลาง**
เกี้ยวศิลาของเหลยเจิ้นแตกละเอียดเป็นผุยผงนายน้อยตระกูลอัสนีม่วงร่วงตกลงมากระแทกพื้นอย่างแรง ขาทั้งสองข้างของมันหักสะบั้นมันคลานถอยหลังด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ร้องขอชีวิตอย่างน่าสมเพช
ส่วนจ้าวเทียนหลิงนายน้อยแห่งหอหมื่นวิญญาณ ที่มีระดับพลังผสานจิตวิญญาณขั้นกลางมันใช้ยันต์สละชีพดึงเอาวิญญาณขององครักษ์เงาทั้งสี่คนมารับการโจมตีแทนทว่ามันก็ยังได้รับบาดเจ็บสาหัส เกราะสีดำแตกละเอียด กระอักเลือดไม่หยุดมันมองดูหลินเทียนด้วยความหวาดกลัวประหนึ่งเห็นเทพเจ้าแห่งความตายก่อนจะบีบยันต์เคลื่อนย้ายมิติ หลบหนีออกจากสมรภูมิไปอย่างขี้ขลาดทิ้งลูกน้องนับพันให้เผชิญชะตากรรม
หลินเทียนค่อยๆ ลดกระบี่มังกรพลิกฟ้าลงแสงสีขาวบริสุทธิ์และเกล็ดมังกรสีทองค่อยๆ จางหายไปร่างกายของเขากลับคืนสู่สภาวะปกติ ทว่าความน่าเกรงขามที่แผ่ออกมากลับสลักลึกอยู่ในใจของทุกคนที่ยังมีสติอยู่
เหยียนฟานที่รอดพ้นจากการต่อสู้เดินเข้ามาหาหลินเทียนด้วยขาทั้งสองข้างที่สั่นระริกชายผมแดงมองดูกองทัพนับพันที่นอนระเนระนาดอยู่บนพื้นด้วยความตกตะลึงจนพูดไม่ออก
"จะ... เจ้ามัน... ไม่ใช่คนแล้วหลินเทียน" เหยียนฟานกลืนน้ำลาย "สามพันคน...สยบด้วยการตวัดกระบี่เพียงครั้งเดียว...แบบนี้ใครจะไปสู้กับเจ้าได้อีกในงานประลองคัดเลือกดารา!"
"นี่เป็นเพียงแค่รอบคัดเลือก"หลินเทียนเอ่ยเสียงเรียบ ขณะที่สะบัดคราบพลังงานออกจากกระบี่ก่อนจะเก็บเข้าฝัก"ในนครสวรรค์ชั้นใน ยังมีตัวตนที่แข็งแกร่งกว่าพวกสวะเหล่านี้อยู่อีกมาก...ไปกันเถอะ แกนกลางดารารอเราอยู่"
หลินเทียนก้าวเดินข้ามร่างของผู้พ่ายแพ้มุ่งหน้าเข้าสู่เสาแสงสีรุ้งที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเหยียนฟานรีบเดินตามไปติดๆ
เมื่อร่างของทั้งสองก้าวเข้าสู่แสงสีรุ้งค่ายกลเวทมนตร์ก็เปล่งแสงสว่างวาบ ดึงตัวพวกเขาขึ้นสู่ท้องฟ้ามุ่งหน้ากลับสู่นครสวรรค์
งานประลองคัดเลือกดาราในรอบ 'สมรภูมิดาราทะลวงนรก' ได้สิ้นสุดลงแล้ว ทว่าตำนานของ **'ยมทูตนิรนาม'** ผู้สยบกองทัพสามพันคนด้วยกระบี่เดียวได้ถูกจารึกลงในประวัติศาสตร์ของมหาทวีป และความหวาดกลัวนี้จะดังกึกก้องไปถึงหูของสี่มหาอำนาจแห่งนครสวรรค์อย่างแน่นอน!
**จบบทที่ 46 (สัจธรรมแห่งราชันผู้โดดเดี่ยว)**