เสียงหัวเราะขบขันหลังจากฟังเรื่องเล่าของแต่ละคน เจ้าสำนักทั้งสามคุยกันเพลินจนเวลาล่วงเลยไปถึงเที่ยงวันซึ่งเป็นเวลาอาหารพอดี
“พวกเจ้าสองคนมาก็ดีแล้ว ถ้าได้ลิ้มรสชาติอาหารของแม่ครัวยูกิพวกเจ้าจะต้องติดใจแน่นอน” เฉิงเหลือบมองซึฮากิและก็นึกขึ้นได้ว่าพวกเขาพึ่งสูญเสียพรรคพวกที่สำคัญไป จากใบหน้ายิ้มระรื่นค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีหน้าเรียบนิ่งจนเจ้าสำนักทั้งสองประหลาดใจ
“ผมจะไปบอกยูกิให้ ปกติเขาก็อยากทำอาหารอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วและยิ่งมีคนอยากกินก็ยิ่งชอบใจซะด้วย” ซึฮากิเดินออกไปนอกห้องปล่อยให้สามเจ้าสำนักได้อยู่กันส่วนตัว
เฉิงถอนหายใจโล่งอก “พวกเขาพึ่งสูญเสียคนไปเพราะสายลับจากสำนักมนต์ดำ ถ้าข้ารู้ตัวเร็วกว่านี้คงต้องจะดี”
“ข้าพอจะเข้าใจความรู้สึกนั้น แต่ดู ๆ แล้วอาจารย์ชั้นสูงจะไม่เศร้าเลยนะ หรือจะเก็บความรู้สึกเก่งกันแน่?”
“นั่นสินะ อาจารย์เขาเป็นคนที่เดาอารมณ์ไม่ได้เลยจริง ๆ”
ขณะเดียวกันเด็กหนุ่มที่มากับเจ้าสำนักเป่าก็ได้ท้าดวลกับคิโนริอีกครั้ง โดยรอบ ๆ กันนั้นก็มีสายตาของพวกเซนและศิษย์สำนักเฝ้ามองอยู่
“ก็ว่าทำไมหน้าคุ้น ๆ ที่แท้ก็เจ้าเด็กนั่นนี่เอง” เซนยิ้มเยาะเหมือนคิดเรื่องสนุก ๆ ในหัวได้
"คราวก่อนข้าใช้อาวุธไม่ได้ก็เลยเสียเปรียบพอสมควร แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนเดิมหรอกแม่สาวน้อย" เขาชักดาบคาตานะสีเงินออกมาเตรียมพร้อมปะทะขณะที่คิโนริสร้างดวงไฟวนรอบตัวเพื่อตอบรับความห้าวหาญของคู่ประลอง
“พูดมากเกินไปแล้ว” เธอมองด้วยสายตาเรียบนิ่งไม่หวั่นไหวกับคำยั่วยุของเด็กหนุ่มผู้นั้น
“ถ้าทั้งคู่พร้อมแล้วก็เริ่มได้เลย” กังเป็นคนกล่าวเปิดการต่อสู้ของเด็กวัยเรียนรู้ทั้งสอง เหล่าศิษย์สำนักเองก็อยากเห็นว่าคนของอาจารย์ซึฮากิจะมีฝีมือมากแค่ไหนรวมถึงลูกชายของเจ้าสำนักเป่าด้วย
“ลงดาบรูปแบบที่หก”
ขณะที่เอินเหยียดแขนไปสุดทางคิโนริก็รีบพุ่งเข้าใส่ก่อนที่เขาจะได้เหวี่ยงดาบ
“[สะบั้นวารีกลืนกิน]”
เด็กหนุ่มวาดดาบจากซ้ายไปขวาสร้างคลื่นวารีพัดออกไปราวกับเป็นสึนามิและดับดวงไฟของคิโนริจนหมดสิ้น
“ซวยแล้วแบบนี้คิโนริก็แพ้ทางสุด ๆ เลยสิ” เซนกวาดสายตาพยายามมองหาตัวคิโนริที่โดนดาบวารีกลืนกินหายไป
“อย่าพึ่งกังวลไปเลยน่า ถ้าเลเวลพอ ๆ กันเธอก็น่าจะรับมือได้อยู่หรอก คิโนริ...เธอเป็นคนที่ได้รับการฝึกจากกิโดยตรงเลยนะ” คานะยังคงนั่งมองอย่างสบายใจเชื่อใจในความสามารถ
อุตส่าห์ใช้ลงดาบทั้งทีก็ขอให้ชนะทีเถอะ เอินยังคงวาดดาบจากซ้ายไปขวาซ้ำแล้วซ้ำเล่ากินมานาและแรงกายไปมากโขจนแทบจะยืนไม่อยู่ ที่ปลายสุดของระยะเวทมนตร์ก็มีบาเรียที่เหล่าศิษย์ช่วยกันสร้างไว้เพื่อป้องกันสิ่งของเสียหาย
“ยังไม่สมบูรณ์นี่นา” ระหว่างที่เด็กหนุ่มกำลังเพ่งสมาธิกับเส้นทางตรงหน้าจึงไม่ได้ระวังหลังให้ดีก็มีเสียงเด็กสาวกระซิบข้างหูทำเอาขนลุกไปทั้งตัว
“หา?” เอินหันมองด้วยความประหลาดใจก่อนจะโดนสันมือฟันเข้าที่สันจมูก
เสียงร้องโอดครวญของเด็กหนุ่มทำให้รู้ผลลัพธ์ของการดวลได้ทันที บาเรียทั้งหมดสลายหายไปก่อนจะมีคนเข้ามาดูอาการแต่โชคดีที่ไม่ได้เป็นอะไรมาก
“สุดยอดเลยน้องพี่ ไม่คิดเลยว่าจะใช้วิธีแบบนั้นด้วย” เซนโผเข้ามาตบบ่าชมพร้อมกับยกนิ้วให้
“แน่นอน ! พี่กิเป็นคนสอนหนูเองนะเนี่ย ตอนแรกก็กังวลเพราะปกติลงดาบรูปแบบที่หกจะกินพื้นที่โดยรอบแต่ของเขาใช้ได้แค่ด้านหน้าเท่านั้น”
เด็กหนุ่มค่อย ๆ ตั้งสติและรักษาเบื้องต้นไว้ก่อนจึงค่อยเดินมาหาคิโนริ
“เจ้ามาอยู่ข้างหลังข้าได้อย่างไร? ถ้าจะฝ่าคลื่นวารีเข้ามาข้าก็น่าจะเห็นแล้วสิ”
คิโนริหัวเราะในลำคอดูภาคภูมิใจสุด ๆ ก่อนจะตอบกลับ “ก็แค่ขุดดินเอง สะบั้นวารีกลืนกินมีข้อจำกัดหากใช้มันในพื้นปกติเพราะมันจะซัดมาแค่ด้านหน้าเท่านั้น ตอนที่พี่กิเห็นคนอื่นใช้ก็เลยวิเคราะห์และเอามาสอนต่อ”
พอเอินได้ยินเช่นนั้นจึงมองดูมือของคิโนริแต่ก็ไม่มีร่องรอยของการขุดเจาะพื้นดินเลยแม้แต่น้อย
“แล้วเจ้าขุดดินเร็วขนาดนั้นได้อย่างไร? ถ้าเป็นคนที่มีเวทมนตร์ดินก็คงไม่แปลกใจแต่เจ้าใช้ได้แค่เวทมนตร์เพลิงนี่”
“ความลับ...” เธอยิ้มยียวนตอบกลับและเหลือบไปเห็นซึฮากิจึงรีบวิ่งไปหาทันที
“พี่กิ ! หนูลองขุดดินแบบที่พี่สอนด้วยล่ะ ถึงจะทำได้ไม่ไวเท่าพี่แต่ก็ใช้มันเอาชนะมาได้”
“เก่งจริง ๆ ตัวแค่นี้ เอาไว้กลับบ้านพี่จะสอนการใช้มานาแบบอื่นให้อีก”
หลังจากนั้นนักดวลทั้งสองก็ได้ไปอาบน้ำล้างตัวให้สะอาดเพื่อมากินอาหารร่วมโต๊ะกัน แน่นอนว่าพ่อครัวหลักก็ยังเป็นยูกิอีกเช่นเคยแต่ครั้งนี้พวกเซนก็เข้าไปช่วยอีกแรง
“ข้าบอกให้เอาข้าวออกจากหม้อ !” ยูกิตะคอกใส่เซนดังมาถึงห้องอาหารและก็ยังมีเสียงข้าวของหล่นโครมครามเหมือนมีสงครามในห้องครัว
“พวกเขาจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม?” เฟยเฟิ่งพยายามเงี่ยหูฟังสิ่งที่เกิดขึ้นในครัว
“ถ้าเป็นสองคนนั้นก็มีปากเสียงกันเป็นปกติอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลไปหรอกครับ” ระหว่างที่นั่งรออาหารซึฮากิก็กวาดสายตามองดูพฤติกรรมของผู้ร่วมโต๊ะอาหารทุกคน
“ข้าขอกล่าวทักทายอาจารย์ขอรับ” เอินลุกจากที่นั่งเพื่อเดินไปหาฟราน
“อา...ไม่ต้องสุภาพขนาดนั้นก็ได้ แล้วก็ไม่ต้องเรียกอาจารย์หรอกเพราะสิ่งที่ฉันสอนไปมันแค่การฟันดาบเอง”
“ไม่หรอกขอรับ ถึงท่านอาจารย์จะสอนข้าแค่นั้นแต่การที่ข้าได้เห็นท่วงท่าการใช้วิชาดาบก็ถือว่าได้เรียนรู้แล้ว” ฟรานยิ้มเขิน ๆ ตอบโต้กับความตื่นเต้นของเด็กหนุ่มคนนั้นก่อนที่เจ้าสำนักเป่าจะเรียกให้กลับไปนั่งที่
พอสิ้นเสียงของเอินก็กลับกลายเป็นโต๊ะอาหารที่บรรยากาศเงียบขรึมราวกับเป็นอาหารมื้อสุดท้ายก่อนโดนประหารอย่างไรอย่างนั้นเลย
“คุณเป่าเป็นพ่อของเอินเหรอคะ?” ฟรานเปิดคำถามพร้อมด้วยรอยยิ้มเบิกบานเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศให้ดีขึ้น
“ใช่แล้วขอรับท่านผู้กล้า และข้าก็เป็นคนส่งเอินไปเรียนที่อาณาจักรเซียหวังจะได้ความรู้แขนงใหม่กลับมา...แต่สุดท้ายเขาก็อยากเป็นนักดาบตามรอยครอบครัวเหมือนเดิม”
ฟรานยิ้มหัวเราะก่อนจะตอบกลับ “อย่างน้อยเขาก็แสดงความตั้งใจให้เห็นแล้ว ถ้าคุณเป่าช่วยฝึกให้เขาก็น่าจะไปได้ไกลแน่นอนค่ะ”
“อืม...ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ ข้าว่าจะให้เจ้าเด็กนี่ไต่เต้าตั้งแต่การเป็นศิษย์นอกเพื่อให้รับรู้ถึงความยากลำบาก”
“ถึงไม่บอกข้าก็จะทำอยู่แล้วน่า” เอินพูดแทรกขึ้นมาทันทีแล้วก็โดนเป่าเขกหัวด้วยความรวดเร็ว
“อย่าพูดแทรกตอนผู้ใหญ่กำลังพูด” เป่าตะเบ็งเสียงข่มแต่เอินกลับยิ้มหัวเราะชอบใจที่ได้กวนประสาทพ่อของตนเอง
หลังจากนั่งคุยเล่น ๆ เวลาก็ผ่านไปครึ่งชั่วโมงแล้ว เสียงประตูห้องครัวเปิดออกมาทำให้ทุกสายตาจับจ้องไปยังอาหารจานยักษ์ที่กำลังเดินมาเสิร์ฟ
“นี่มัน...ไก่นรกหรือ?” เฟยเฟิ่งถึงกับขมวดคิ้วสงสัยกับภาพไก่ตัวยักษ์ที่โดนเสียบทะลุปากดูน่าประหลาดแต่กลิ่นมันช่างน่าพิสมัยเสียเหลือเกิน
“ใช่แล้ว ไก่นรกเสียบไม้ย่างทั้งตัวพร้อมเสิร์ฟแต่นั่นยังไม่หมดหรอก” ยูกิยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ขณะที่อธิบายรสชาติและกรรมวิธีการทำ
“ขั้นตอนสุดท้ายของเมนูนี้ก็คือ...” ยูกิยกหม้อขนาดกลางออกมาจากครัวและขึ้นไปยืนบนเก้าอี้เพื่อเทของเหลวสีดำราดบนตัวไก่
“นะนี่มัน”
ของเหลวสีดำหนืด ๆ ดึงดูดสายตาของผู้ร่วมโต๊ะอาหาร ยูกิค่อย ๆ ราดน้ำสีดำให้ทั่วจนเปลี่ยนผิวของไก่เป็นสีดำจากนั้นก็โรยงาขาวและผักชีเพื่อเพิ่มอรรถรสในการกิน
“อย่าพึ่งรีบนะทุกคน เราจะมากินอาหารเรียกน้ำย่อยกันก่อน” ยูกิดีดนิ้วเป็นสัญญาณให้เซนและคานะเอาอาหารอีกจานออกมาเสิร์ฟ
“อาหารเรียกน้ำย่อยง่าย ๆ ได้แก่ถั่วสามรส จะกินรสไหนก่อนก็ได้แต่ต้องกินให้ครบนะทุกคน”
“ถั่วเคลือบน้ำตาล ถั่วคั่วเกลือแล้วก็ถั่ว...” เฉิงเริ่มที่ถั่วด้านซ้ายไล่ไปขวา แม้จะรู้รสชาติถั่วสองแบบแต่อย่างสุดท้ายกลับเดาไม่ได้ว่ามันคืออะไร
“อันนี้คงเป็นถั่วธรรมดาสินะ” เฟยเฟิ่งลองชิมตามลำดับที่เฉิงกิน หลังจากมองดูถั่วแบบสุดท้ายที่ดูไม่มีอะไรเหมือนเป็นแค่ถั่วธรรมดาก็เลยกิน ๆ ไปอย่างนั้นแหละ
“ข้าชอบถั่วเกลือนะ มันเค็ม ๆ กินเพลินดี” กังโยนเกลือเข้าปากมีลีลาในการกินเช่นเดียวกับเซนที่พยายามแข่งท่ากินกัน
หลังจากกินถั่วหมดยูกิจึงเริ่มผ่าไก่เป็นชิ้น ๆ
“ซอสที่ราดจะเคลือบผิวไก่ให้มีรสชาติเข้มข้น และเราก็จะมีซอสแยกเพื่อให้ทุกคนได้จิ้มกินหรือจะราดใส่ข้าวเลยก็ได้”
เพียงแค่ดูการหั่นก็สัมผัสได้ถึงความนุ่มเด้ง เนื้อไก่ที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยซอสสีดำไหลเยิ้มลงบนข้าวสวยร้อน ๆ ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วห้องอาหาร รสหวานเค็มที่ผสมกันได้อย่างลงตัวแถมรสชาติยังไม่จัดเกินไปหรืออ่อนเกินไป ทำให้ไม่ว่าจะกินเนื้อไก่ล้วน ๆ หรือกินกับข้าวก็ยังคงรสชาติดั้งเดิมไว้ไม่มีเลี่ยน
“ทำไมไก่นรกถึงได้อร่อยถึงเพียงนี้...ข้า” ขณะที่เฟยเฟิ่งกำลังบรรยายความน่าทึ่งก็เหลือบไปเห็นเพื่อนร่วมโต๊ะอาหารกินหมดจานไปแล้ว
“ข้าขอเพิ่มได้ไหมขอรับ?” เอินเอ่ยถามทั้ง ๆ ที่ยังเคี้ยวไม่หมดด้วยซ้ำ
“เอาสิ จริง ๆ ยังมีอีกหลายตัวเพราะข้าว่าจะทำให้ทุกคนได้กินกัน”
มื้ออาหารอันแสนสุขผ่านไปรวดเร็วเสียเหลือเกิน ไม่ใช่แค่เหล่าเจ้าสำนักแต่อาจารย์และลูกศิษย์ของสำนักต่างก็ได้ลิ้มรสชาติอาหารเลิศรสที่จะไม่มีวันลืม หลังจากกินอิ่มจนพุงกางพวกเขาก็นั่งคุยกันเพลิน ๆ ฆ่าเวลา
“จะกลับพรุ่งนี้แล้วสินะ เห็นทีข้าต้องให้ของขวัญอำลาเสียหน่อย” เฟยเฟิ่งค้นของในกระเป๋าเสื้อแล้วยื่นถุงแปลก ๆ ให้ก่อนจะพูดต่อ
“นี่เป็นน้ำหอมกลิ่นเฉพาะที่มีขายแค่ในอาณาเขตของข้าเท่านั้น ตอนแรกข้าว่าจะมามอบสัญญาเฉย ๆ แต่ก็ได้อยู่กินอาหารด้วยเสียอย่างนั้น” เธอยื่นถุงบรรจุน้ำหอมให้ยูกิเหมือนเป็นคำขอบคุณสำหรับอาหารเหล่านั้น
เมื่อเป่าและเฉิงเห็นเช่นนั้นจึงหาของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เช่นกันและแน่นอนว่าพวกเขามอบให้กับยูกิแต่เพียงผู้เดียว
“พวกข้าขอบคุณอาหารมื้อนี้จริง ๆ ถ้ามาที่สำนักข้าจะจัดเตรียมอาหารที่ดีที่สุดไว้ให้เลย” หลังจากกล่าวลาเจ้าสำนักเป่าก็พาลูกชายเดินทางกลับ
เรื่องสัญญาของคนอื่นเสร็จหมดแล้ว ทีนี้ก็เหลือแค่สำนักมนตร์ดำเท่านั้น หลังจากแยกย้ายซึฮากิก็กลับไปที่ห้องของตนเองเพื่อเก็บข้าวของเช่นเดียวกับพรรคพวกของเขา
พื้นที่ครึ่งหนึ่งของอาณาจักรคาเป็นของสำนักมนตร์ดำไปแล้ว การไล่ล่ากวาดล้างของพวกมันทำให้สำนักใกล้ ๆ โดนยึดไปหมดแถมยังมีการกระจายอำนาจออกไปทั่วทุกแห่ง ตอนนี้เราไม่มีทางต่อกรกับพวกมันได้เลยแม้แต่น้อยแถมดีไม่ดีพวกมันก็อาจจะแฝงตัวอยู่ในเมืองเอลโฟเรียแล้วก็ได้
ในคืนนั้นซึฮากิได้แต่นอนคิดวิเคราะห์ไปไกลจนถึงขั้นต้องยืมมือของกลุ่มนักเดินทางวิกตอเรียเพื่อกำจัดสำนักมนตร์ดำให้สิ้นซาก
อย่างน้อยพวกมันก็ค่อนข้างมีอุดมการณ์ในการทำงานสูง ถ้าจ่ายเงินมากพอก็น่าจะซื้อข้อมูลภายในองค์กรของพวกมันได้ แต่ก็นะราคาขายตัวเองคงมากจนเป็นไปไม่ได้แน่ ๆ ใครจะอยากเปิดไพ่ในมือให้ดูง่าย ๆ กันเล่า รอร่างโคลนกลับมาค่อยรวบรวมข้อมูลอีกครั้งแล้วกัน
29 พฤษภาคม พ.ศ.2576
พวกซึฮากิเก็บข้าวของออกเดินทางตั้งแต่เช้ามืดโดยมีกังและเจ้าสำนักยืนโบกมือลา สีหน้าเศร้า ๆ ที่เห็นคงจะอยากกินอาหารของยูกิอีกเป็นแน่
“ครั้งนี้เราจะกลับกันเร็ว ๆ หน่อยนะ” ซึฮากิเร่งฝีเท้าวิ่งนำไปก่อนใครทั้ง ๆ ที่แบกของของพวกคิโนริไปด้วย
พวกเขาแบ่งช่วงการวิ่งเพื่อความมั่นใจว่าเด็ก ๆ จะปลอดภัย หลังจากผ่านเส้นทางตามเมืองที่มีผู้คนพลุกพล่านพวกเขาก็ตรงเข้าไปในป่าซึ่งเป็นทางลัดตรงไปยังกำแพงชายแดนได้ไวที่สุด
“กิไปรู้ทางแบบนี้มาได้ยังไงนะ?” เซนพูดลอย ๆ แต่เสียงก็ไปเข้าหูซึฮากิพอดี
“ความลับ...”
“เฮ้ย ! บอกมาเถอะน่า” เซนถึงกับคิ้วขมวดกับมุกตลกหน้าตายของซึฮากิ
“ก็ได้ ๆ เส้นทางนี้ฉันเคยใช้มาก่อน รู้เอาไว้แค่นี้ก็พอ”
ไม่นานนักพวกเขาก็ไปถึงกำแพงชายแดนซึ่งทอดยาวตลอดเส้นแบ่งอาณาจักรแถมยังสูงมากจนยากที่จะปีนข้าม
“กลับไปพวกนายอยากเรียนหรือเปล่า?” สีหน้าเรียบนิ่งที่ดูมีเลศนัยกำลังกวาดสายตาอันเยือกเย็นมอง
“เรียนอะไรเหรอ?” คานะถาม
“อืม...อย่าบอกนะว่า” ฟรานสังเกตเห็นออร่ามานาที่กำลังแปรเปลี่ยนกลายเป็นมานาที่มีลักษณะเหลี่ยม ๆ
“หลังจากวิจัยมาได้สักพักก็เลยค่อนข้างแน่ใจแล้ว” มานาจำนวนหนึ่งกระจายขึ้นไปเป็นลำดับสร้างเป็นบันไดสำหรับปีนข้ามกำแพงสูงตรงหน้า พอสร้างเสร็จซึฮากิจึงได้พูดต่อ
“มานาของเราสามารถทำอะไรได้มากกว่าที่คิดอีกนะ” ซึฮากิปีนบันไดจาง ๆ นั่นขึ้นไปก่อนเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาได้สร้างอะไรขึ้นมากันแน่
“เจ๋งสุด ๆ ไปเลยนี่” พอเซนเห็นจึงรีบทำตามทันทีโดยที่ไม่รู้ขั้นตอนเลยด้วยซ้ำแต่รอยยิ้มสนุกสนานของเขาก็เป็นเครื่องยืนยันความตื่นเต้นที่ได้ลองอะไรใหม่ ๆ ไม่ว่าจะทำผิดหรือถูกก็ตาม
“เสริมกำลังสินะ” ฟรานใช้เวลาสักพักก็สามารถวิเคราะห์ได้แล้ว แต่การใช้เสริมกำลังกับสิ่งอื่นนอกเหนือจากตนเองก็ยังต้องฝึกอีกสักพัก
“ไม่แน่มานาอาจจะกินได้ก็ได้นะ” คำพูดของยูกิทำให้ทุกคนต้องคิดหนักจินตนาการตามแต่ก็ไม่กล้าทำ
“ไม่รู้สิแต่เรารีบไปกันเถอะ” ซึฮากิปีนขึ้นไปก่อนเป็นการนำทาง
อีกฟากหนึ่งก็เป็นป่าลึกแต่ก็มีร่องรอยการเดินทางของซึฮากิกับแคทเทอรีนอยู่ พวกเขาก็แค่เดินตามเส้นทางไปเรื่อย ๆ ก็จะไปถึงถนนเส้นหลัก
“ต้องกลับมาที่หนาว ๆ อีกแล้วสินะ” พอวิ่งกันมาได้ครึ่งวันก็ถึงเขตที่เป็นหิมะหนาวเย็น เซนถึงกับต้องสร้างเปลวเพลิงเพื่อมอบความอุ่นให้ตนเอง
“ใช้ไฟได้ยังจะบ่นอีกเหรอ?” ขณะที่กล่าวเช่นนั้นคานะก็เดินเข้ามาประชิดเพื่อแบ่งปันความอบอุ่นด้วยคน
“หนูขอด้วย” คิโนริก็เดินเข้ามาหาด้วยเหมือนกัน
“ผมด้วย ๆ” พอรอนตามมาเด็กคนอื่น ๆ ก็พากันมาล้อมรอบตัวเซน
“ข้าด้วยสิ...เจี๊ยก” มังกี้ปีนขึ้นขี่คอและพวกเขาก็เดินไปด้วยกันทั้งอย่างนั้น
การเดินทางอันเงียบสงบเหมือนกำลังไปเที่ยวกับครอบครัวแม้บางครั้งจะมีสัตว์อสูรโผล่มาบ้างแต่ก็โดนกำจัดได้อย่างง่ายดาย พอตกดึกก็นอนโดยผลัดเวรยามเฝ้าแล้วก็เริ่มเดินทางต่อเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย
30 พฤษภาคม พ.ศ.2576
หลังจากการเดินทางอย่างเร่งรีบในที่สุดพวกเขาก็มาถึงค่ายที่พวกลุงโทลอยู่ การกลับมาของพวกเขาทำให้เจ้าหน้าที่มีกำลังใจเพิ่มขึ้นเพราะดูจากสีหน้าโทรม ๆ หม่นหมองคงทำงานกันหนักน่าดู
“พวกนายเข้าไปพักกันก่อนเลย ฉันขอไปคุยธุระแป๊บหนึ่ง”
“ตามนั้น” เซนและคนอื่น ๆ รีบเข้าที่พักเพื่อหลบความหนาวและฟื้นฟูความเหนื่อยล้า
ซึฮากิเดินตรงไปยังเต็นท์ที่แคทเทอรีนอยู่ซึ่งห่างออกไปไม่ไกลนักโดยมีสายตาของทหารยศน้อยใหญ่มองด้วยความสงสัยแต่ก็ไม่กล้าทำอะไรเพราะพวกเขาก็อาศัยอาหารและที่พักของคนอื่นอยู่
“เจ้านั่นกำลังมาครับ !” ทหารคนหนึ่งวิ่งเข้ามารายงานท่ามกลางความตึงเครียดของผู้นำทั้งสี่คน
“แล้วใครคือเจ้านั่นล่ะ?” แคทเทอรีนถามกลับ
“เอ่อ...คนที่เป็นหัวหน้าพวกคนจากอาณาจักรอาฟครับ...” พูดไม่ทันขาดคำซึฮากิก็เดินแทรกเข้ามาเสียก่อน
สายตาของพลเอกทั้งสามและจอมพลแคทเทอรีนจับจ้องไปยังชายผู้มีใบหน้าเรียบนิ่ง ความฉงนสงสัยเกิดขึ้นในใจว่าทำไมซึฮากิถึงกล้าเข้ามาที่นี่เพียงคนเดียวแถมยังมาด้วยสีหน้าแววตาเช่นนั้นอีก
“ไม่เห็นหน้ามาสักพักแล้วสินะ แล้วนายมาทำอะไรที่นี่?” แคทเทอรีนโยนเก้าอี้ไปให้ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามพอดีเพื่อให้ซึฮากินั่ง
“อือ...จะว่าไปพวกคุณปรับความเข้าใจได้ไวกันเหมือนกันนะครับ”
“ช่างเรื่องนั้นเถอะ บอกมาสักทีว่ามาทำอะไร?”
“ก็ได้งั้นผมขอเข้าประเด็นเลยแล้วกัน พื้นที่ทางใต้ผมขอได้ไหม?”
“หา? นี่เอ็งตั้งใจมากวนประสาทหรือยังไง?” เอธอสเหวี่ยงเท้าขึ้นบนโต๊ะแล้วถลึงตามองซึฮากิพยายามข่มขวัญ
“คนที่ไม่เกี่ยวข้องโปรดเงียบด้วยนะครับ” ซึฮากิดันเท้าของเอธอสลงจากโต๊ะโดยที่เขาไม่แม้แต่จะมองหน้าด้วยซ้ำ
“ไอ้เวรนี่ !” เอธอสหยิบแส้ขึ้นมาสะบัดต่อหน้าแต่ก่อนที่จะได้ลงมือทำอะไรก็มีปอร์ธอสเข้ามาห้ามเสียก่อน
“ดูรอบ ๆ สิเอธอส เจ้านั่นไม่ใช่คนที่เราจะบุ่มบ่ามทำอะไรได้หรอก”
ภายใต้เงาเล็ก ๆ มีออร่ามานาที่พร้อมพุ่งทะลวงหน้าอกแม้จะสามารถกำจัดพวกเขาได้ทุกเมื่อแต่ซึฮากิก็ไม่ทำ
“เวทมนตร์วายุสินะ แถมยังร่ายได้รวดเร็วจนพวกเราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ” อารามิสจ้องมองมานาที่พื้นโดยที่มีเสริมกำลังคอยปกป้องร่างกายไว้ ต่อให้พวกเขาจะเลเวลมากกว่าแต่ความคงทนของร่างกายเปล่า ๆ ก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก ถ้าพลาดโดนเข้าจัง ๆ ก็สิ้นชีพได้เหมือนกัน
“พวกนายนั่งเงียบ ๆ ไปนั่นแหละ ส่วนนาย...ซึฮากิผู้นำของคนพวกนั้น ต่อให้นายจะช่วยฉันไว้แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำอะไรก็ได้นะ”
“อืม ถ้างั้นพวกคุณอยากประกาศสงครามกันตรงนี้เลยไหม?” แม้ซึฮากิจะกล่าวเช่นนั้นแต่เหล่าพลเอกทั้งสามก็ทำได้เพียงนั่งเก็บกดความโกรธไว้เพราะคำสั่งของจอมพล
“เหอะ ๆ คำขู่ก็ยังเป็นแค่คำขู่อยู่วันยังค่ำ ขนาดนายที่เป็นผู้นำยังมีเลเวลแค่หกเอง อำนาจการสั่งการก็คงได้รับการสืบทอดมาสินะไม่ได้ไขว่คว้ามาด้วยตัวเอง”
“ถือว่านั่นคือคำตอบนะครับ แล้วก็ผมเลเวลเจ็ดแล้วโปรดแก้ไขข้อมูลด้วย”
สุดท้ายซึฮากิก็เดินกลับออกไปเงียบ ๆ
“เจ้านั่นช่างอวดดีจริง ๆ” เอธอสยังรู้สึกโกรธกับคำพูดและท่าทางของซึฮากิที่เหมือนไม่เห็นหัวพลเอกและยังหยามหน้าจอมพลอีก
“พวกนายไปเตรียมตัวเดี๋ยวนี้ สงครามมันเริ่มแล้ว” แคทเทอรีนเดินผ่านเหล่าพลเอกออกไปโดยทิ้งคำพูดไว้แค่นั้นสร้างความงุนงงให้กับพวกเขาเป็นอย่างมาก
“กะอีแค่เจ้าเมืองคนหนึ่งจะกล้าทำสงครามกับเราเชียวหรือ?” อารามิสถาม
“มันก็อาจจะเป็นแค่คนโง่คนหนึ่ง ก็ดีเหมือนกันฉันจะได้ไล่บี้พวกมันซะ” เอธอสตามแคทเทอรีนออกไปข้างนอกก่อนที่พลเอกอีกสองคนจะเดินตามไปติด ๆ
ทั้งสี่คนได้แต่ยืนนิ่งสับสนกับสถานการณ์ตรงหน้า เหล่าทหารชั้นผู้น้อยทั้งหลายนอนตายกันเกลื่อนทั้ง ๆ ที่ซึฮากิพึ่งออกมาได้ไม่กี่นาที
“เริ่มโจมตีได้ !” แคทเทอรีนตะโกนสั่งการก่อนจะมุ่งหน้าตรงไปที่ของพวกซึฮากิเต็นท์
เอธอสหัวเราะสนุกเหมือนคนบ้าพร้อมกับสะบัดแส้ไปด้วย “ได้เวลาแล้ว”
“อย่าประมาทเชียวล่ะ” ปอร์ธอสกล่าว
ขณะที่พวกเขาเตรียมอาวุธประจำตัวแคทเทอรีนก็กลับมาเสียแล้วแถมยังหน้านิ่วคิ้วขมวดไม่กล้ามองหน้าเหล่าพลเอกตรง ๆ
“พวกเราแพ้แล้ว ส่วนเรื่องทางใต้เจ้านั่นจะกลับมาคุยอีกรอบ” คำพูดเหล่านั้นทำให้พลเอกทั้งสามช็อกยืนนิ่งไปสักพัก
“จอมพล...ไม่สิท่านจักรพรรดินีแพ้แล้วเนี่ยนะ” อารามิสเดินตามหลังแคทเทอรีนไปติด ๆ เพราะอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“เมื่อกี้ท่านต้องล้อเล่นแน่ ๆ” พวกเขาเดินตามหลังแคทเทอรีนกลับเข้าไปในห้องประชุมอีกครั้งแต่ไม่ว่าจะถามอะไรเธอก็ไม่ตอบเลย
“เดี๋ยวพวกนายก็รู้” คำพูดสั้น ๆ ยิ่งทำให้เหล่าพลเอกอยากรู้อยากเห็นเข้าไปใหญ่
เสียงฝีเท้าที่เบาริบหรี่แต่กลับได้ยินชัดเจนเหมือนกำลังเดินผ่านหลัง ความหนาวเหน็บที่รู้สึกได้ราวกับยืนอ้าแขนรับพายุหิมะและแล้วซึฮากิก็เดินเข้ามาพร้อมกับคนแปลกหน้าอีกหลายคน
“ทำไมถึงอยากได้อาณาเขตทางใต้ล่ะ?” แคทเทอรีนถามขณะที่พลเอกทั้งสามนั่งเกร็งไม่กล้าปริปากพูดอะไร
“ไม่ต้องห่วงเพราะผมไม่ใจร้ายขนาดนักหรอก” ซึฮากิยื่นแผนที่ที่กำหนดพื้นที่ที่ต้องการให้กับแคทเทอรีนโดยไม่สนคำถามของเธอ
“อืม ถ้าแค่นี้ก็คงไม่เป็นปัญหา...แต่จุดประสงค์หลักก็คือเหมืองหินเวทสินะ”
“ถ้ายอมรับได้ก็เซ็นสัญญาได้เลย แน่นอนว่าผมไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้นทางเราจึงขอพื้นที่ตรงนั้นแลกกับการช่วยบูรณะอาณาจักร”
แคทเทอรีนเงยหน้ามองกลุ่มชายหญิงที่ยืนอยู่ด้านหลังซึฮากิได้แต่ก้มหัวยอมเซ็นตามเงื่อนไขทุกอย่างที่ยื่นให้
“ขอบคุณที่เข้าใจนะครับ ส่วนคนข้างนอกยังไม่ตายหรอกก็แค่ทำให้หมดสติเท่านั้น” พูดจบซึฮากิและกลุ่มคนพวกนั้นก็เดินออกไป
เสียงถอนหายใจโล่งอกของแคทเทอรีนทำให้เหล่าพลเอกผ่อนคลายลงได้
“พวกนั้นคือคนที่เคยมาหาท่านจอมพลใช่ไหมครับ?” ปอร์ธอสถาม
“อืม ฉันเองก็ไม่คิดเลยว่าเจ้าซึฮากินั่นจะเป็นลูกชายของเธอคนนั้น กลุ่มนักเดินทางวิกตอเรีย”
ขณะเดียวกันซึฮากิได้พาพวกวิกตอเรียไปที่เต็นท์พักเพื่อนั่งพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ พอเห็นอย่างนั้นลุงโทลจึงรีบเข้ามาทำความเคารพวิกตอเรียทันทีเช่นเดียวกับพวกเซนที่อยากรู้อยากเห็นจึงเข้ามาในวงสนทนาด้วย