ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 114 ผงอึ

            หวงซางที่ใช้พลังฟ้าดินสร้างม่านพลังป้องกันขึ้นมาแล้วก็เข้าสู่ภวังค์ทันที

            ถึงแม้ว่าการสร้างม่านพลังขนาดประมาณร้อยเมตรสำหรับยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นสูงสุดแล้วมันจะไม่ได้ใช้พลังงานมากมายเท่าไรนักแต่เมื่อต้องตกอยู่ภายใต้การโจมตีด้วยของเหลวอันน่ากลัวของฝูงมัจฉาอัคคีนับหมื่นนั่นแล้วพลังฟ้าดินของหวงซางก็ถูกเผาผลาญลงอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ

            เขาจึงต้องเพ่งสมาธิเพื่อให้สามารถคงสภาพม่านพลังเอาไว้ได้นานขึ้นกว่าเดิมแม้เพียงครู่เดียวก็ยังดี

            แต่ทุกคนต่างรู้ว่า ต่อให้เป็นเถ้าแก่หวงซางก็ตามแค่ทนได้อีกสักครึ่งชั่วยามก็นับว่าไม่เลวแล้วเพราะว่าจำนวนของมัจฉาอัคคีที่ตามหลังมานั้น ยิ่งนานยิ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆถ้าหากฝืนป้องกันอยู่เฉยๆ อาจจะทำให้ผู้คนทั้งหมดถูกกลืนกินไปในเสี้ยวพริบตาก็เป็นได้

            ดังนั้นอีกสักครู่ก็คงจะถึงเวลาที่ต้องเปิดฉากต่อสู้ฆ่าฟันนองเลือดขึ้นแล้วและเมื่อถึงตอนนั้นแล้งก็คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงเรื่องของการบาดเจ็บล้มตายที่กำลังจะเกิดขึ้นได้แน่

            และในตอนนั้นเอง อยู่ๆ หวงซางก็ยกมือขึ้นปิดจมูกเขารู้สึกเหมือนว่าจะมีกลิ่นเหม็นประหลาดลอยมาแตะที่จมูกของเขา

            หืม?

            กลิ่นอะไรน่ะ?

            หวงซางค่อยๆ ลืมตาขึ้น

            เขามองเห็นหลินหยางที่ยืนอยู่ข้างๆ ตลอดนั้นไม่รู้ว่าสวมใส่ถุงมือเอาไว้ทั้งสองข้างตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ขณะเดียวกันก็กำผงอะไรบางอย่างที่มีสีเหลืองอ่อนเอาไว้ในมือด้วยกลิ่นประหลาดที่แสบจมูกเมื่อครู่นี้คงจะมาจากผงประหลาดที่อยู่ในมือของหลินหยางเป็นแน่

            นั่นมันอะไร?

            หวงซางถึงกับเกิดอาการงุนงง

            ส่วนคนอื่นๆ เองก็เห็นพฤติกรรมประหลาดๆของหลินหยางเหมือนกัน ในเวลาแบบนี้มันยังจะเล่นอะไรอยู่อีก

            มีเพียงหลานไห่เท่านั้นที่ตื่นเต้นจนหายใจหนักหน่วงขึ้น

            “ได้เวลาแล้ว”

            “ได้เวลาอะไร?” จีหยูยี่ที่ยืนข้างเขาถามขึ้น

            “ได้เวลาที่ผงไล่อสูรสูตรลับของคุณชายหลินออกโรงอย่างไรเล่า!”

            ผงไล่อสูร!!

            ทุกคนที่ได้ยินพากันอึ้งไปทันที

            นี่มันไม่ใช่สัตว์ป่าที่พบเจออยู่ตามป่าเขาทั่วไปเหมือนพวกหมาแมวเสียหน่อยที่กำลังเผชิญอยู่นี่มันเป็นถึงหนึ่งในอสูรทะเลผู้ปกครองผืนสมุทรอย่างมัจฉาอัคคีเชียวนะ!

            จะใช้ผงไล่อสูรกับพวกมันนี่ล้อเล่นอยู่หรือเปล่า?

            โดยเฉพาะมู่หยงไป๋ที่ถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างเย็นชาทีหนึ่งพร้อมกับกล่าวขึ้นมาสามคำว่า“ไร้สาระ!”

            แต่หลินหยางไม่ได้สนใจเขาสะบัดมือพร้อมกับใช้พลังฟ้าดินช่วนหนุนเสริมเพื่อโยนผงสีเหลืองอ่อนนี่ออกไปให้ไกลที่สุด

            กลายเป็นกลุ่มควันสีเหลืองลอยฟุ้งอยู่บนอากาศจากนั้นสักพักมันก็ร่วงลงสู่ผืนน้ำแล้วจมหายลงไป

            แต่เหมือนจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

            แววตาคาดหวังของผู้คนพลันหม่นหมองลงไป

            ดูท่าหลินหยางรอบนี้จะล้มเหลวเสียแล้ว

            แต่หลังจากผ่านไปได้ไม่ถึงหนึ่งนาทีดีอยู่ๆ ก็มีเงาร่างอันเปียกโชกสายหนึ่งโผล่พรวดขึ้นมาจากในน้ำขึ้นมาบนเรือ

            เซวี่ยเทียนนั่นเอง

            พอเขาขึ้นมาแล้วคำพูดประโยคแรกที่เอ่ยขึ้นก็ทำให้คนอื่นยืนอึ้งจนเอ๋อไปเลย“มารดามันเถอะ โคตรประหลาดเลยเจ้าพวกนั้นอยู่ๆ ก็ถอยกลับไปเองซะอย่างนั้น!!”

            ฟิ้ว

            เสียงลมทะเลพัดผ่านไป

            ทั่วทั้งบริเวณนั้นตกอยู่ในความเงียบราวป่าช้า

            เซวี่ยเทียนที่เห็นคนทั้งหมดมีสีหน้าพิลึกพิลั่นจึงหันซ้ายหันขวาแล้วถามขึ้นว่า

            “อะไรเล่า? พวกเจ้าไม่ดีใจกันหรืออย่างไร?”

            ไม่ ไม่ใช่...

            คนอื่นๆ พากันส่ายหัว แล้วหันสายตาไปมองที่หนุ่มน้อยเสื้อเขียวที่ยืนอยู่ตรงหัวเรือ

            แม้แต่หวงซางที่ตอนนี้สลายม่านพลังฟ้าดินไปแล้วก็ยังหันมามองหลินหยางที่ยืนอยู่ข้างๆเขาด้วยความรู้สึกที่แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง

            เหล่ามัจฉาอัคคีที่น่ากลัวปานอสูรร้ายตอนนี้ได้ถอยกลับออกไปจนอยู่ห่างจากตัวเรือเป็นระยะทางกว่าพันเมตรแล้ว

            หลินหยางที่ยืนรับลมทะเลด้วยท่าทางสงบเงียบนั้นให้ความรู้สึกราวกับพระราชาที่กำลังมองดูสรรพสิ่งก็ไม่ปาน

            เป็นไปได้อย่างไรกัน!!

            ในที่สุดความสงสัยของผู้คนก็ระเบิดลั่นออกมา

            โดยเฉพาะจ้าวจื้อผิงแห่งลัทธิศักดิ์สิทธิ์ที่ออกมาหน้าแตกอยู่กลางฝูงชนนั้นเขาแทบไม่อยากจะเชื่อคำพูดของเซวี่ยเทียนเลยสักนิด เขาพลันมุ่งหน้าไปยังบริเวณขอบเรือด้วยใบหน้าแดงก่ำแต่ก็มองเห็นว่าในผืนน้ำรอบๆ เรือฉลามทมิฬนี้มีแต่ความสงบเรียบร้อยอย่างที่ว่าจริงๆ

            เหล่ามัจฉาอัคคีฝูงใหญ่ถอยออกไปแล้วบางส่วนไปรวมกลุ่มกันอยู่บริเวณที่ห่างจากเรือไปนับพันเมตรและมีอีกส่วนที่มุ่งหน้าไปหาเรือของมหาอำนาจอีกสี่ฝ่ายที่ตามหลังมาแล้ว

            เรือฉลามทมิฬตอนนี้ปลอดภัยอย่างสิ้นเชิง

            “น...นี่มันเป็นไปไม่ได้”

            เซวี่ยเทียนเพิ่งจะได้ยินวีรกรรมของหลินหยางจากปากคนอื่นเมื่อครู่นี้เองสีหน้าของเขาก็ดูตกตะลึงสุดขีดเช่นกัน

            ไม่มีใครที่รู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของมัจฉาอัคคีได้เท่าเขาอีกแล้วบนโลกนี้จะไปมีผงวิเศษที่สามารถขับไล่พวกมันออกไปได้อย่างไร

            ในใจของเขานั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความอึ้งทึ่งเขารีบดีดตัวมาอยู่ข้างหลินหยาง ซึ่งบังเอิญที่หลินหยางเพิ่งจะล้วงเอาผงสีเหลืองอ่อนนั่นขึ้นมาอีกกำหนึ่งพอดี

            “พี่น้องหลินเจ้านี่มันชอบทำให้คนอื่นตกใจจนเกือบหัวใจวายตายตลอดเวลาเลยนะนี่ ฮะ! นอกจากเจ้าวิหคล่อฟ้านั่นแล้ว ยังมีสุดยอดสมบัติสุดพิสดารแบบนี้อีกไหนข้าขอดูหน่อย นี่มันผงอะไรน่ะ?”

            ระหว่างที่พูดอยู่ เซวี่ยเทียนก็หยิบเอาผงสีเหลืองอ่อนจากมือหลินหยางขึ้นมาส่วนหนึ่งเขาลองเอามันขึ้นมาดมดู ก็พบว่ามันมีกลิ่นที่เหม็นจนแสบจมูก

            “นี่มันอะไรกัน?แม้แต่มัจฉาอัคคียังกลัวเลยรึ?” ด้วยความที่เขาเป็นลูกหลานชาวประมงโดยกำเนิดพอพูดจบเขาก็เอาผงนั่นเข้าปากไปทดลองชิมทันที

            “อย่า...” หลินหยางกำลังจะขวางเอาไว้แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว จึงได้แต่มองไปที่เซวี่ยเทียนด้วยสีหน้าประหลาด

            พรูด

            ใกล้ๆ กันนั้นเอง หั่วเอ๋อร์ที่ตอนนี้กำลังเกาะอยู่บนไหล่ขององค์หญิงเซียวเซียงนั้นกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่ไหวจนเผลอขำหลุดออกมา

            “เป็นอะไรไป หั่วเอ๋อร์?”องค์หญิงเซียวเซียงที่มองไปทางหลินหยางตลอดเวลาตอนนี้ยังต้องหันกลับมามองหั่วเอ๋อร์ด้วยความสงสัย

            “ไม่...ไม่มีอะไร...”

            ถึงแม้ว่าบรรยากาศบริเวณนั้นจะตึงเครียดในระดับหนึ่งแต่หั่วเอ๋อร์ก็ยังคงหัวเราะจนมีสีหน้าประหลาด

            ถ้าหากเซวี่ยเทียนรู้ว่า ไอ้ผงไล่อสูรนี่มันก็แค่ผงที่ทำจากการเอาอึที่หั่วเอ๋อร์เบ่งออกมาไปตากแห้งแล้วนำมาบดก็เท่านั้นไม่รู้ว่าสีหน้าของเขาจะกลายเป็นอย่างไร...

            อันที่จริงแล้วหลินหยางได้เตรียมไอ้ผงอึพวกนี้เอาไว้ก่อนแล้วจำนวนหนึ่ง

            หลังจากที่หลินหยางได้เห็นเหล่าสัตว์อสูรชั้นต่ำศิโรราบให้กับหั่วเอ๋อร์เมื่อตอนที่อยู่ในเมืองฮุยยื่อแล้วหลินหยางก็เกิดความคิดขึ้นมาว่าถ้าหากเราเอาสิ่งที่มีกลิ่นของปี้ฟังติดอยู่อย่างเข้มข้น เช่น อึและฉี่ของหั่วเอ๋อร์มาผสมกันแล้วตากให้แห้งเพื่อบดเป็นผงละก็มันจะกลายเป็นสมบัติสุดมหัศจรรย์ขึ้นมาทันที

            แต่เดิมแล้วหลินหยางตั้งใจจะใช้มันเพื่อขับไล่สัตว์อสูรเวลาที่ต้องเข้าป่าเท่านั้นซึ่งเขาก็ไม่คิดว่าบนผืนสมุทรแบบนี้เองก็สามารถใช้ได้ผลเหมือนกัน

            คิดว่าเหล่ามัจฉาอัคคีทั้งหลายแต่ละตัวน่าจะเป็นเพียงแค่สัตว์อสูรระดับธรรมดาทั่วไปเท่านั้นดังนั้นพวกมันไม่น่าจะสามารถต้านทานกลิ่นอายของปี้ฟังอันเข้มข้นได้จึงถูกหลอกให้ถอยหนีออกไปไกลนับพันเมตรซึ่งนั่นถือเป็นผลลัพธ์ที่สมเหตุสมผลที่สุดแล้ว

            แต่ผลลัพธ์แบบที่ว่าสำหรับเหล่าสมาชิกบนเรือฉลามทมิฬแล้วมันแทบจะเป็นปาฏิหาริย์เลยด้วยซ้ำ

            พอเซวี่ยเทียนนลองชิมอึของหั่วเอ๋อร์ไปแล้วก็รู้สึกว่ารสชาติแอบประหลาดอยู่ไม่น้อย แต่เขาแทบไม่ได้สนใจเรื่องแบบนั้นแล้ว

            เขาเข้าไปสวมกอดหลินหยางอย่างเร่าร้อนทีหนึ่งจากนั้นก็เงยหน้าขึ้นฟ้าพร้อมหัวเราะว่า “ฮ่าฮ่าฮ่า! พี่น้องหลิน ไม่รู้ล่ะหลังจากกลับไปครั้งนี้ ข้าจะต้องฆ่าหมูฆ่าไก่ ดื่มเหล้าดื่มสุราสามวันสามคืนเพื่อขอบคุณท่านในฐานะตัวแทนของเหล่าพี่น้องโจรสลัดสายลมทมิฬของข้าเอง!”

            เฮ เฮ!

            เหล่าโจรสลัดกลุ่มสายลมทมิฬทั้งหลายต่างพากันส่งเสียงแห่งความปีติออกมา

            คนอื่นๆ ที่เหลือเองก็มีสีหน้ายิ้มแย้มเต็มเปี่ยมไปด้วยความยินดี

            ไม่ว่าใครก็ไม่กล้าดูถูกการเคลื่อนไหวเล็กๆน้อยๆ แบบนี้ของหลินหยางเลยเพราะนั่นมันไม่ใช่แค่เรื่องการขับไล่มัจฉาอัคคีออกไปเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

            เขาได้ช่วยให้คนทั้งหมดรอดพ้นจากความสูญเสียจำนวนมหาศาลที่อาจเกิดขึ้นอีกทั้งยังช่วยออมแรง และยังช่วยให้ผ่านจุดที่ยากที่สุดของการเดินทางได้อีกด้วย

            ความช่วยเหลือทั้งหมดที่บอกมานั้นช่วยให้ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้กับอสูรทะเลลดน้อยลงถึงสามส่วนหรือมากกว่านั้นซึ่งจำนวนที่ว่ามานั้นมันเทียบเท่ากับชีวิตของคนเกือบร้อยคนเลยทีเดียว!

            ใครบ้างล่ะจะไม่รู้สึกขอบคุณหลินหยาง?

            พวกเขาแทบจะกราบเท้าลงไปแล้วด้วยซ้ำ!

            เมื่อเทียบกับเรือฉลามทมิฬที่เต็มไปด้วยความปีติแล้วขุมอำนาจที่เหลืออีกสี่ฝ่ายดูจะเจอปัญหากันไม่ใช่น้อย

            เหล่ามัจฉาอัคคีที่ถูกกลิ่นอึของหั่วเอ๋อร์ไล่ไปนั้นพวกมันได้หันเหทิศทางพุ่งไปที่เรือสี่ลำที่แล่นตามเรือฉลามทิมฬมาแทน

            เมื่อเทียบกันแล้วฝ่ายของราชอาณาจักรเทียนฉางและฝ่ายของเผ่าฝูโปที่ตั้งอยู่แถวสองนั้นยังได้รับผลบุญจากเรือฉลามทมิฬมาบ้างพวกมัจฉาอัคคีจำนวนมากที่หนีออกจากส่วนหัวเรือของพวกเขาไปด้วย แต่ก็ยังโจมตีส่วนท้ายเรืออยู่แต่ฝ่ายของราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยและลัทธิหมื่นวิญญาณดูท่าทางจะเจอปัญหาหนัก

            ฝูงปลาอสูรอันน่ากลัวนับหมื่นตัวที่ทำให้คลื่นน้ำกลายเป็นคลื่นสีแดงไปแล้วนั้นพริบตาเดียวก็เข้าไปล้อมรอบเรือของทั้งสองฝ่ายเอาไว้แล้ว การต่อสู้อันดุเดือดและยากลำบากของสองฝ่ายนี้กับฝูงปลาก็ได้เริ่มต้นขึ้น

            โบ๋ววว!!

            ผู้คนพลันได้ยินเสียงคำรามสะท้านฟ้าของหมาป่าดังขึ้นจากนั้นก็มีเงาของกระบองเขี้ยวหมาป่าขนาดยักษ์ท่อนหนึ่งฟาดลงไปในผืนน้ำจากบนเรือยักษ์ของราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยดังตูม

            กระบองเขี้ยวหมาป่าขนาดมหึมาเริ่มขยับพลันเปลี่ยนไปเป็นดั่งเครื่องบดเนื้ออันน่าสะพรึงกลัวเครื่องหนึ่งในทันทีเกิดเป็นคลื่นโลหิตขนาดมหึมาที่ทะลักจากกลางฝูงของมัจฉาอัคคี

            “นั่นมันกระบองเขี้ยวหมาป่า‘ดาวอำมหิต’ ของผู่อาหมานนี่! บ้าเอ๊ย ไอ้พวกป่าเถื่อนนั่น ยังไม่ทันไรก็เปิดฉากสังหารโหดซะแล้ว!!”

            เซวี่ยเทียนที่อยู่บนเรือฉลามทมิฬกัดฟันตะเบ็งเสียงออกมาว่า

            “ถ้าเป็นอย่างนี้มันจะไม่ได้ไล่มัจฉาอัคคีออกไปแค่อย่างเดียว แต่มันจะยิ่งดึงดูดสัตว์อสูรที่ทรงพลังที่อาศัยอยู่แถวนี้มาเร็วกว่าเดิมด้วยน่ะสิ!”

            ช่วยไม่ได้

            ไอ้พวกนักรบของราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยนั่นเกิดมาก็มีสายเลือดของนักสู้ไหลเวียนอยู่เต็มตัวแล้ว ทุกครั้งที่ผ่านทะเลอสูรนี้ ก็เป็นกลุ่มของพวกเขาที่สังหารสัตว์อสูรได้โหดเหี้ยมและบ้าคลั่งที่สุด

            กระบองเขี้ยวหมาป่าที่ตอนนี้ได้สังหารโหดเหล่ามัจฉาอัคคีในน้ำไปแล้วเกือบหมื่นตัวอย่าง“ดาวอำมหิต” นี้ มันคืออาวุธที่เคยสร้างความหวาดกลัวไปทั่วทั้งทวีปชี่อู่

            และผู้เป็นนายของมัน ก็คือชายฉกรรจ์ผู้โหดเหี้ยมอย่างที่ไม่อาจมีผู้ใดเทียบได้ฉายาหมาป่าโลหิต - ผู่อาหมาน!