หวงซางที่ใช้พลังฟ้าดินสร้างม่านพลังป้องกันขึ้นมาแล้วก็เข้าสู่ภวังค์ทันที
ถึงแม้ว่าการสร้างม่านพลังขนาดประมาณร้อยเมตรสำหรับยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นสูงสุดแล้วมันจะไม่ได้ใช้พลังงานมากมายเท่าไรนักแต่เมื่อต้องตกอยู่ภายใต้การโจมตีด้วยของเหลวอันน่ากลัวของฝูงมัจฉาอัคคีนับหมื่นนั่นแล้วพลังฟ้าดินของหวงซางก็ถูกเผาผลาญลงอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ
เขาจึงต้องเพ่งสมาธิเพื่อให้สามารถคงสภาพม่านพลังเอาไว้ได้นานขึ้นกว่าเดิมแม้เพียงครู่เดียวก็ยังดี
แต่ทุกคนต่างรู้ว่า ต่อให้เป็นเถ้าแก่หวงซางก็ตามแค่ทนได้อีกสักครึ่งชั่วยามก็นับว่าไม่เลวแล้วเพราะว่าจำนวนของมัจฉาอัคคีที่ตามหลังมานั้น ยิ่งนานยิ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆถ้าหากฝืนป้องกันอยู่เฉยๆ อาจจะทำให้ผู้คนทั้งหมดถูกกลืนกินไปในเสี้ยวพริบตาก็เป็นได้
ดังนั้นอีกสักครู่ก็คงจะถึงเวลาที่ต้องเปิดฉากต่อสู้ฆ่าฟันนองเลือดขึ้นแล้วและเมื่อถึงตอนนั้นแล้งก็คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงเรื่องของการบาดเจ็บล้มตายที่กำลังจะเกิดขึ้นได้แน่
และในตอนนั้นเอง อยู่ๆ หวงซางก็ยกมือขึ้นปิดจมูกเขารู้สึกเหมือนว่าจะมีกลิ่นเหม็นประหลาดลอยมาแตะที่จมูกของเขา
หืม?
กลิ่นอะไรน่ะ?
หวงซางค่อยๆ ลืมตาขึ้น
เขามองเห็นหลินหยางที่ยืนอยู่ข้างๆ ตลอดนั้นไม่รู้ว่าสวมใส่ถุงมือเอาไว้ทั้งสองข้างตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ขณะเดียวกันก็กำผงอะไรบางอย่างที่มีสีเหลืองอ่อนเอาไว้ในมือด้วยกลิ่นประหลาดที่แสบจมูกเมื่อครู่นี้คงจะมาจากผงประหลาดที่อยู่ในมือของหลินหยางเป็นแน่
นั่นมันอะไร?
หวงซางถึงกับเกิดอาการงุนงง
ส่วนคนอื่นๆ เองก็เห็นพฤติกรรมประหลาดๆของหลินหยางเหมือนกัน ในเวลาแบบนี้มันยังจะเล่นอะไรอยู่อีก
มีเพียงหลานไห่เท่านั้นที่ตื่นเต้นจนหายใจหนักหน่วงขึ้น
“ได้เวลาแล้ว”
“ได้เวลาอะไร?” จีหยูยี่ที่ยืนข้างเขาถามขึ้น
“ได้เวลาที่ผงไล่อสูรสูตรลับของคุณชายหลินออกโรงอย่างไรเล่า!”
ผงไล่อสูร!!
ทุกคนที่ได้ยินพากันอึ้งไปทันที
นี่มันไม่ใช่สัตว์ป่าที่พบเจออยู่ตามป่าเขาทั่วไปเหมือนพวกหมาแมวเสียหน่อยที่กำลังเผชิญอยู่นี่มันเป็นถึงหนึ่งในอสูรทะเลผู้ปกครองผืนสมุทรอย่างมัจฉาอัคคีเชียวนะ!
จะใช้ผงไล่อสูรกับพวกมันนี่ล้อเล่นอยู่หรือเปล่า?
โดยเฉพาะมู่หยงไป๋ที่ถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างเย็นชาทีหนึ่งพร้อมกับกล่าวขึ้นมาสามคำว่า“ไร้สาระ!”
แต่หลินหยางไม่ได้สนใจเขาสะบัดมือพร้อมกับใช้พลังฟ้าดินช่วนหนุนเสริมเพื่อโยนผงสีเหลืองอ่อนนี่ออกไปให้ไกลที่สุด
กลายเป็นกลุ่มควันสีเหลืองลอยฟุ้งอยู่บนอากาศจากนั้นสักพักมันก็ร่วงลงสู่ผืนน้ำแล้วจมหายลงไป
แต่เหมือนจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
แววตาคาดหวังของผู้คนพลันหม่นหมองลงไป
ดูท่าหลินหยางรอบนี้จะล้มเหลวเสียแล้ว
แต่หลังจากผ่านไปได้ไม่ถึงหนึ่งนาทีดีอยู่ๆ ก็มีเงาร่างอันเปียกโชกสายหนึ่งโผล่พรวดขึ้นมาจากในน้ำขึ้นมาบนเรือ
เซวี่ยเทียนนั่นเอง
พอเขาขึ้นมาแล้วคำพูดประโยคแรกที่เอ่ยขึ้นก็ทำให้คนอื่นยืนอึ้งจนเอ๋อไปเลย“มารดามันเถอะ โคตรประหลาดเลยเจ้าพวกนั้นอยู่ๆ ก็ถอยกลับไปเองซะอย่างนั้น!!”
ฟิ้ว
เสียงลมทะเลพัดผ่านไป
ทั่วทั้งบริเวณนั้นตกอยู่ในความเงียบราวป่าช้า
เซวี่ยเทียนที่เห็นคนทั้งหมดมีสีหน้าพิลึกพิลั่นจึงหันซ้ายหันขวาแล้วถามขึ้นว่า
“อะไรเล่า? พวกเจ้าไม่ดีใจกันหรืออย่างไร?”
ไม่ ไม่ใช่...
คนอื่นๆ พากันส่ายหัว แล้วหันสายตาไปมองที่หนุ่มน้อยเสื้อเขียวที่ยืนอยู่ตรงหัวเรือ
แม้แต่หวงซางที่ตอนนี้สลายม่านพลังฟ้าดินไปแล้วก็ยังหันมามองหลินหยางที่ยืนอยู่ข้างๆเขาด้วยความรู้สึกที่แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
เหล่ามัจฉาอัคคีที่น่ากลัวปานอสูรร้ายตอนนี้ได้ถอยกลับออกไปจนอยู่ห่างจากตัวเรือเป็นระยะทางกว่าพันเมตรแล้ว
หลินหยางที่ยืนรับลมทะเลด้วยท่าทางสงบเงียบนั้นให้ความรู้สึกราวกับพระราชาที่กำลังมองดูสรรพสิ่งก็ไม่ปาน
เป็นไปได้อย่างไรกัน!!
ในที่สุดความสงสัยของผู้คนก็ระเบิดลั่นออกมา
โดยเฉพาะจ้าวจื้อผิงแห่งลัทธิศักดิ์สิทธิ์ที่ออกมาหน้าแตกอยู่กลางฝูงชนนั้นเขาแทบไม่อยากจะเชื่อคำพูดของเซวี่ยเทียนเลยสักนิด เขาพลันมุ่งหน้าไปยังบริเวณขอบเรือด้วยใบหน้าแดงก่ำแต่ก็มองเห็นว่าในผืนน้ำรอบๆ เรือฉลามทมิฬนี้มีแต่ความสงบเรียบร้อยอย่างที่ว่าจริงๆ
เหล่ามัจฉาอัคคีฝูงใหญ่ถอยออกไปแล้วบางส่วนไปรวมกลุ่มกันอยู่บริเวณที่ห่างจากเรือไปนับพันเมตรและมีอีกส่วนที่มุ่งหน้าไปหาเรือของมหาอำนาจอีกสี่ฝ่ายที่ตามหลังมาแล้ว
เรือฉลามทมิฬตอนนี้ปลอดภัยอย่างสิ้นเชิง
“น...นี่มันเป็นไปไม่ได้”
เซวี่ยเทียนเพิ่งจะได้ยินวีรกรรมของหลินหยางจากปากคนอื่นเมื่อครู่นี้เองสีหน้าของเขาก็ดูตกตะลึงสุดขีดเช่นกัน
ไม่มีใครที่รู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของมัจฉาอัคคีได้เท่าเขาอีกแล้วบนโลกนี้จะไปมีผงวิเศษที่สามารถขับไล่พวกมันออกไปได้อย่างไร
ในใจของเขานั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความอึ้งทึ่งเขารีบดีดตัวมาอยู่ข้างหลินหยาง ซึ่งบังเอิญที่หลินหยางเพิ่งจะล้วงเอาผงสีเหลืองอ่อนนั่นขึ้นมาอีกกำหนึ่งพอดี
“พี่น้องหลินเจ้านี่มันชอบทำให้คนอื่นตกใจจนเกือบหัวใจวายตายตลอดเวลาเลยนะนี่ ฮะ! นอกจากเจ้าวิหคล่อฟ้านั่นแล้ว ยังมีสุดยอดสมบัติสุดพิสดารแบบนี้อีกไหนข้าขอดูหน่อย นี่มันผงอะไรน่ะ?”
ระหว่างที่พูดอยู่ เซวี่ยเทียนก็หยิบเอาผงสีเหลืองอ่อนจากมือหลินหยางขึ้นมาส่วนหนึ่งเขาลองเอามันขึ้นมาดมดู ก็พบว่ามันมีกลิ่นที่เหม็นจนแสบจมูก
“นี่มันอะไรกัน?แม้แต่มัจฉาอัคคียังกลัวเลยรึ?” ด้วยความที่เขาเป็นลูกหลานชาวประมงโดยกำเนิดพอพูดจบเขาก็เอาผงนั่นเข้าปากไปทดลองชิมทันที
“อย่า...” หลินหยางกำลังจะขวางเอาไว้แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว จึงได้แต่มองไปที่เซวี่ยเทียนด้วยสีหน้าประหลาด
พรูด
ใกล้ๆ กันนั้นเอง หั่วเอ๋อร์ที่ตอนนี้กำลังเกาะอยู่บนไหล่ขององค์หญิงเซียวเซียงนั้นกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่ไหวจนเผลอขำหลุดออกมา
“เป็นอะไรไป หั่วเอ๋อร์?”องค์หญิงเซียวเซียงที่มองไปทางหลินหยางตลอดเวลาตอนนี้ยังต้องหันกลับมามองหั่วเอ๋อร์ด้วยความสงสัย
“ไม่...ไม่มีอะไร...”
ถึงแม้ว่าบรรยากาศบริเวณนั้นจะตึงเครียดในระดับหนึ่งแต่หั่วเอ๋อร์ก็ยังคงหัวเราะจนมีสีหน้าประหลาด
ถ้าหากเซวี่ยเทียนรู้ว่า ไอ้ผงไล่อสูรนี่มันก็แค่ผงที่ทำจากการเอาอึที่หั่วเอ๋อร์เบ่งออกมาไปตากแห้งแล้วนำมาบดก็เท่านั้นไม่รู้ว่าสีหน้าของเขาจะกลายเป็นอย่างไร...
อันที่จริงแล้วหลินหยางได้เตรียมไอ้ผงอึพวกนี้เอาไว้ก่อนแล้วจำนวนหนึ่ง
หลังจากที่หลินหยางได้เห็นเหล่าสัตว์อสูรชั้นต่ำศิโรราบให้กับหั่วเอ๋อร์เมื่อตอนที่อยู่ในเมืองฮุยยื่อแล้วหลินหยางก็เกิดความคิดขึ้นมาว่าถ้าหากเราเอาสิ่งที่มีกลิ่นของปี้ฟังติดอยู่อย่างเข้มข้น เช่น อึและฉี่ของหั่วเอ๋อร์มาผสมกันแล้วตากให้แห้งเพื่อบดเป็นผงละก็มันจะกลายเป็นสมบัติสุดมหัศจรรย์ขึ้นมาทันที
แต่เดิมแล้วหลินหยางตั้งใจจะใช้มันเพื่อขับไล่สัตว์อสูรเวลาที่ต้องเข้าป่าเท่านั้นซึ่งเขาก็ไม่คิดว่าบนผืนสมุทรแบบนี้เองก็สามารถใช้ได้ผลเหมือนกัน
คิดว่าเหล่ามัจฉาอัคคีทั้งหลายแต่ละตัวน่าจะเป็นเพียงแค่สัตว์อสูรระดับธรรมดาทั่วไปเท่านั้นดังนั้นพวกมันไม่น่าจะสามารถต้านทานกลิ่นอายของปี้ฟังอันเข้มข้นได้จึงถูกหลอกให้ถอยหนีออกไปไกลนับพันเมตรซึ่งนั่นถือเป็นผลลัพธ์ที่สมเหตุสมผลที่สุดแล้ว
แต่ผลลัพธ์แบบที่ว่าสำหรับเหล่าสมาชิกบนเรือฉลามทมิฬแล้วมันแทบจะเป็นปาฏิหาริย์เลยด้วยซ้ำ
พอเซวี่ยเทียนนลองชิมอึของหั่วเอ๋อร์ไปแล้วก็รู้สึกว่ารสชาติแอบประหลาดอยู่ไม่น้อย แต่เขาแทบไม่ได้สนใจเรื่องแบบนั้นแล้ว
เขาเข้าไปสวมกอดหลินหยางอย่างเร่าร้อนทีหนึ่งจากนั้นก็เงยหน้าขึ้นฟ้าพร้อมหัวเราะว่า “ฮ่าฮ่าฮ่า! พี่น้องหลิน ไม่รู้ล่ะหลังจากกลับไปครั้งนี้ ข้าจะต้องฆ่าหมูฆ่าไก่ ดื่มเหล้าดื่มสุราสามวันสามคืนเพื่อขอบคุณท่านในฐานะตัวแทนของเหล่าพี่น้องโจรสลัดสายลมทมิฬของข้าเอง!”
เฮ เฮ!
เหล่าโจรสลัดกลุ่มสายลมทมิฬทั้งหลายต่างพากันส่งเสียงแห่งความปีติออกมา
คนอื่นๆ ที่เหลือเองก็มีสีหน้ายิ้มแย้มเต็มเปี่ยมไปด้วยความยินดี
ไม่ว่าใครก็ไม่กล้าดูถูกการเคลื่อนไหวเล็กๆน้อยๆ แบบนี้ของหลินหยางเลยเพราะนั่นมันไม่ใช่แค่เรื่องการขับไล่มัจฉาอัคคีออกไปเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
เขาได้ช่วยให้คนทั้งหมดรอดพ้นจากความสูญเสียจำนวนมหาศาลที่อาจเกิดขึ้นอีกทั้งยังช่วยออมแรง และยังช่วยให้ผ่านจุดที่ยากที่สุดของการเดินทางได้อีกด้วย
ความช่วยเหลือทั้งหมดที่บอกมานั้นช่วยให้ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้กับอสูรทะเลลดน้อยลงถึงสามส่วนหรือมากกว่านั้นซึ่งจำนวนที่ว่ามานั้นมันเทียบเท่ากับชีวิตของคนเกือบร้อยคนเลยทีเดียว!
ใครบ้างล่ะจะไม่รู้สึกขอบคุณหลินหยาง?
พวกเขาแทบจะกราบเท้าลงไปแล้วด้วยซ้ำ!
เมื่อเทียบกับเรือฉลามทมิฬที่เต็มไปด้วยความปีติแล้วขุมอำนาจที่เหลืออีกสี่ฝ่ายดูจะเจอปัญหากันไม่ใช่น้อย
เหล่ามัจฉาอัคคีที่ถูกกลิ่นอึของหั่วเอ๋อร์ไล่ไปนั้นพวกมันได้หันเหทิศทางพุ่งไปที่เรือสี่ลำที่แล่นตามเรือฉลามทิมฬมาแทน
เมื่อเทียบกันแล้วฝ่ายของราชอาณาจักรเทียนฉางและฝ่ายของเผ่าฝูโปที่ตั้งอยู่แถวสองนั้นยังได้รับผลบุญจากเรือฉลามทมิฬมาบ้างพวกมัจฉาอัคคีจำนวนมากที่หนีออกจากส่วนหัวเรือของพวกเขาไปด้วย แต่ก็ยังโจมตีส่วนท้ายเรืออยู่แต่ฝ่ายของราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยและลัทธิหมื่นวิญญาณดูท่าทางจะเจอปัญหาหนัก
ฝูงปลาอสูรอันน่ากลัวนับหมื่นตัวที่ทำให้คลื่นน้ำกลายเป็นคลื่นสีแดงไปแล้วนั้นพริบตาเดียวก็เข้าไปล้อมรอบเรือของทั้งสองฝ่ายเอาไว้แล้ว การต่อสู้อันดุเดือดและยากลำบากของสองฝ่ายนี้กับฝูงปลาก็ได้เริ่มต้นขึ้น
โบ๋ววว!!
ผู้คนพลันได้ยินเสียงคำรามสะท้านฟ้าของหมาป่าดังขึ้นจากนั้นก็มีเงาของกระบองเขี้ยวหมาป่าขนาดยักษ์ท่อนหนึ่งฟาดลงไปในผืนน้ำจากบนเรือยักษ์ของราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยดังตูม
กระบองเขี้ยวหมาป่าขนาดมหึมาเริ่มขยับพลันเปลี่ยนไปเป็นดั่งเครื่องบดเนื้ออันน่าสะพรึงกลัวเครื่องหนึ่งในทันทีเกิดเป็นคลื่นโลหิตขนาดมหึมาที่ทะลักจากกลางฝูงของมัจฉาอัคคี
“นั่นมันกระบองเขี้ยวหมาป่า‘ดาวอำมหิต’ ของผู่อาหมานนี่! บ้าเอ๊ย ไอ้พวกป่าเถื่อนนั่น ยังไม่ทันไรก็เปิดฉากสังหารโหดซะแล้ว!!”
เซวี่ยเทียนที่อยู่บนเรือฉลามทมิฬกัดฟันตะเบ็งเสียงออกมาว่า
“ถ้าเป็นอย่างนี้มันจะไม่ได้ไล่มัจฉาอัคคีออกไปแค่อย่างเดียว แต่มันจะยิ่งดึงดูดสัตว์อสูรที่ทรงพลังที่อาศัยอยู่แถวนี้มาเร็วกว่าเดิมด้วยน่ะสิ!”
ช่วยไม่ได้
ไอ้พวกนักรบของราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยนั่นเกิดมาก็มีสายเลือดของนักสู้ไหลเวียนอยู่เต็มตัวแล้ว ทุกครั้งที่ผ่านทะเลอสูรนี้ ก็เป็นกลุ่มของพวกเขาที่สังหารสัตว์อสูรได้โหดเหี้ยมและบ้าคลั่งที่สุด
กระบองเขี้ยวหมาป่าที่ตอนนี้ได้สังหารโหดเหล่ามัจฉาอัคคีในน้ำไปแล้วเกือบหมื่นตัวอย่าง“ดาวอำมหิต” นี้ มันคืออาวุธที่เคยสร้างความหวาดกลัวไปทั่วทั้งทวีปชี่อู่
และผู้เป็นนายของมัน ก็คือชายฉกรรจ์ผู้โหดเหี้ยมอย่างที่ไม่อาจมีผู้ใดเทียบได้ฉายาหมาป่าโลหิต - ผู่อาหมาน!