ขจรฝึกฝนท่าฤาษีดัดตนอยู่หลายท่า ทั้งวันไม่ออกไปไหน ตกตอนเย็นเขาก็ลองออกไปวิ่งใหม่ เพียงคนเดียว เขาสามารถวิ่งได้ถึง 8 กิโลเมตร ร่างกายก็เริ่มไม่ไหว
แต่พอเขากลับมาก็ทำท่าฤาษีดัดตน เพื่อรักษา แล้วก็หายเป็ปกติ พอตกกลางคืน เขากลับฝันอีกครั้ง คราวนี้ เขาได้อ่านตำราใบลาน ที่เป็ภาษาบาลีสันสกฤต ซึ่งเป็คาถา ในการกำกับ โดยมีฤาษีท่านหนึ่ง กำลังสั่งสอนเขา
“ ในการฝึกฝนท่าดัดตนนั้น ใครๆ ก็ฝึกฝนได้ แต่การที่จะทำให้มันมีประสิทธิภาพมันต้องมีเคล็ดวิชาคาถาเหล่านี้ท่องกำกับไปด้วย ถึงจะได้ผลดีที่สุด” แล้วท่านฤาษีก็ นำใบลานที่เขียนคาถาออกมาให้ศึกษา
ซึ่งคืนนั้น ขจรก็ได้อ่านคาถาบนใบลานที่อยู่ถึง 36 บทได้อย่างแม่นยำ จนกระทั่งตื่นเช้ามา
“ นี่เราฝันไปหรือนี่ ทำไมเหมือนจริงขนาดนี้” ขจรเริ่มท่องคาถากำกับ ท่าเปิดจุดลมปราณ แล้วทันใดนั้นเอง จุดลมปราณของเขาก็ถูกเปิดไปอีก ยี่สิบจุด เพิ่มเป็สองเท่ากว่าที่ไม่ได้ท่องคาถากำกับ บัดนี้ จุดลมปราณในร่างของเขา เพิ่มขึ้นมาเป็ 140 จุดแล้ว
ขจรมองเวลาตอนนี้ได้เวลาตีสาม เขาไม่ง่วงนอนแต่อยากออกไปวิ่งอีกครั้งแล้วเขาก็ ออกไปวิ่งเส้นทางเดิม โดยที่สองข้างทางนั้นมีแต่ความเงียบ ขจรหาได้กลัวไม่ บัดนี้ ร่างกายของเขาเริ่มแข็งแกร่งขึ้นอย่าง ในเช้าวันนี้เขาสามารถวิ่งได้ไกลถึง 15 กิโล ก็ถึงขีดจำกัดของร่างกายแล้ว
ขจรตื่นเต้นดีใจยิ่งนัก แต่ยังไม่กล้าบอกใคร เขาคิดว่ารอให้ถึงวันอาฑิตย์หน้า เขาค่อยบอกกับครูทิม เพื่อขอทดสอบใหม่อีกครั้ง
ขจรเริ่มทำท่า ฤาษีดัดตนที่ข้างทาง เพื่อให้ลดอาการเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า พร้อมท่องคาถาของท่านฤาษีไปด้วย แล้วอาการที่เหน็ดเหนื่อยของเขา ก็หายเป็ปลิดทิ้งไปในทันที แล้วขจรก็วิ่งกลับไปวัด เหมือนกับว่าเขาเพิ่งออกวิ่ง มาใหม่ๆ
วันนี้เขากลับมาตอนตีห้า ก็เข็นรถตามพระออกไปบิณทบาต ในตอนเช้า อย่างสบายๆ ไม่มีเหน็ดเหนื่อย จากนั้นก็ไปเรียนที่มหาลัย แต่วันนี้ เขาเห็นกิ๊ฟมากับท่านผู้กำกับ พ่อของเธอ ทำให้ขจรต้องเข้าไปไหว้ตามธรรมเนียม
“ เมื่อคืนกิ๊ฟ มาบอกกับฉันว่า เื่ตำรวจสายสืบเข้าไปค้นห้องของเธอ ไม่ต้องห่วง เื่นั้นฉันจัดการเคลียร์ให้เรียบร้อย ต่อไปพวกเขาจะไม่มาวุ่นวายกับเธออีกพวกเขา เป็คนของ แทนไท เขาคงทำไปเพราะว่า ไม่ชอบใจที่เธอมาคบกับลูกสาวของฉัน ฉันเองก็ไม่ชอบใจนัก ที่เขาหาเื่เธอแบบนี้ อย่างน้อยเธอก็เป็เพื่อนของลูกสาวฉัน แต่ฉันขอเตือนเอาไว้ ฉันอนุญาตให้คบกันได้ในฐานะเพื่อนเท่านั้น ห้ามคิดเป็อื่น เข้าใจไหม”
“ เข้าใจครับ”
“ ไงลูก พอใจไหม” ผู้กำกับทศพลหันมามองลูกสาวด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก
“ ขอบคุณนะคะ คุณพ่อน่ารักที่สุดในโลกเลย”
“ พ่อต้องไปทำงานแล้ว เลิกเรียนแล้วรีบกลับบ้านนะ”
“ ค่ะ”
ท่านผู้กำกับเอ่ยจบก็ขึ้นรถตำรวจออกไป ทิ้งให้ขจร ยืนอยู่กับ กิ๊ฟ สองคน
“ เห็นไหมเล่า พ่อเรามิใช่คนทำสักหน่อย”
“ ขอบใจนะ” ขจรเอ่ยสั้นๆ เพราะในหัวของเขาตอนนี้มีแต่คาถา 36 บทที่เขาเองยังมึนไม่หาย เลยไม่รู้จะเอ่ยอะไรออกมา จนกระทั่งกิ๊กหันมามองหน้า ขจร แล้วจับที่ใบหน้า ลูบไล้ไปมาอย่าง แปลกใจ
“ นี่นายไปทำอะไรมา ทำไมหน้าของนายถึงได้เนียนนุ่ม เป็สีชมพูเหมือนผู้หญิงเลย”
ขจรใช้มือลูบไล้ใบหน้าของตน ก็อดแปลกใจไม่ได้
“ สงสัยคงไปออกกำลังกายมาตอนเช้า เืลมมันคงสูบฉีด มากกว่าปกติ เลยเป็แบบนี้”
“ ไม่เห็นเกี่ยวกันเลย ใบหน้ามีเืฝาดยังพอรับฟังได้ แต่ว่ามันเนียนนุ่มขนาดนี้ นายเอาครีมอะไรมาทาหน้า บอกมานะ”
แย่แล้ว ที่นี่จะบอกยังไงเนี่ย ว่าใช้วิชาฤาษีดัดตน ท่าผลัดเปลี่ยนไขกระดูก เลยเป็แบบนี้
ไม่ทันที่จะตอบคำถาม เสียงสัญญาณเข้าเรียนก็ดังขึ้นเสียก่อน
“ ไปเรียนกันเถอะ”
“ นี่ บอกมานะ ว่าใช้ครีมอะไรกันแน่ หรือว่านายกินยาคุม”
“ บ้า เราจะไปกินของแบบนั้นทำไม”
“ ทำหน้าแบบนี้ ไม่ยอมบอกใช่ไหม?”
“ เรา ฝึกวิชาโยคะ มาน่ะ”
“หือ โยคะเหรอ?”
“ อืม”
คราวนี้กิ๊ฟถึงกับหมดคำถามได้แต่อมยิ้มออกมา แล้วจับมือขจรขึ้นไปเรียนทันที
หลังเลิกเรียน ขจรกลับบ้านไปเยี่ยม พ่อแม่บุญธรรม พบว่า แม่ได้ย้ายไปอยู่ห้องเช่าที่เจนได้เปิดร้านขายชานมไข่มุกแล้ว ทิ้งให้พ่ออยู่บ้านคนเดียว แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าพ่อไปไหน
ขจรเดินไปตามที่ร้านขายของชำในชุมชนแห่งนี้ ก็พบว่า พ่อบุญธรรมกินเหล้าเมาพับไปกับโต๊ะแล้ว โดยมีจ้อยกำลังนั่งกินข้าวอยู่ด้านข้าง
“ อ้าว คุณหมอ ไม่ได้เจอกันหลายวันเลยนะ”
“ สวัดดีครับ เจ๊”
“ อย่าเรียกเจ๊ ซิ เรียกม่าม๊าดีกว่า อาหมวยเอ้ย หมอจรมาแน่ะ รีบออกมาเร็ว”
เด็กสาวผมเปีย หน้าหมวย แต่งชุดมัธยมปลาย วิ่งเข้ามาจับแขน ขจรอย่างดีใจ
“ พี่จร มาได้ไงเนี่ย”
“ มาเยี่ยมพ่อกับแม่”
“ ไม่ต้องห่วง ลุงแจ้ง แข็งแรงดี ป้าจงก็ไปอยู่กับ พี่เจนที่ตึกแถว เห็นว่า มีลูกค้าเข้าเยอะด้วย”
ขจรมองพ่อของตนที่หลับฟุบบนโต๊ะ ก็ส่ายหัว ก็ส่ายหัว
“ พ่อติดหนี้เท่าไร”
“ ไม่ต้องหรอก พี่”
เจ้คิ้มได้ยินก็บอกว่า
“ หมอจร ไม่ต้องห่วงเื่นี้ เรียนหนังสือไปอย่างสบายใจ เื่นี้ ม๊าจะเคลียร์ให้เอง ม๊าบอกแล้วหากไม่มีตัง ก็มาเอาที่ม๊า ไม่ต้องไปกู้ยืมเงินใคร”
“ ไม่ได้หรอกครับ ของซื้อของขาย จะให้กินฟรีๆ ได้ยังไง”
“ พี่จรก็ อย่าคุยเื่เงินทองกับม๊าเลย ปีหน้าหมวยจะเข้าสอบแพทย์ พี่จรมีเวลาว่างมาช่วยติวให้หมวยด้วยนะ”
ขจรได้แต่พยักหน้า แล้วบอกว่าจะมาหาใหม่ แล้วก็เข้าไปพยุงร่างของ พ่อบุญธรรม กลับบ้านไปนอนพัก
“ จอยกลับบ้านบ้างไหม” ขจรเอ่ยกับจ้อยหลังจากที่พาพ่อบุญธรรมเข้านอนแล้ว
“ พี่จอยไปนอนที่หอเพื่อนของเขา”
“ ดูแลพ่อให้ดีนะ มีอะไรก็วิ่งไปตามพี่ที่วัด” ขจรยื่นเงินให้จ้อยเก็บไว้ 100 บาท
แล้วเขาก็เดินกลับวัดไป
่เวลาสี่ห้าวัน ขจรได้ทำการวิ่งวันละสองเวลา สามารถวิ่งได้ระยะทางถึง ยี่สิบกิโลเมตร โดยที่ร่างกายยังไม่รู้สึกเหนื่อย แม้ว่า ร่างของเขาจะผอมแห้ง แต่ว่ากระดูกของเขากลับแข็งแกร่งกว่าเก่ายิ่งนัก ส่วนลมปราณในตอนนี้ ถูกเปิดขึ้นมาถึง 150 จุดแล้ว วันอาฑิตย์ ขจรวิ่งตามนักมวยของค่ายได้อย่างกลมกลืน ทำให้ทุกคนล้วนมองขจรด้วยความสงสัย ทำไมขจร ถึงได้ฟิตร่างกายได้เร็วขนาดนี้
พอกลับมาถึงค่าย ก็ใช้ยางรถสิบล้องสองเส้น ผูกเอว แล้ววิ่งไปได้ไกล ถึง ห้ากิโล
สร้างความใให้กับ ครูทิม และ พี่ธงยิ่งนัก
“ ไม่น่าเชื่อ ว่าเอ็งจะฟิตร่างกายได้เร็วขนาดนี้ ดูท่าทางเอ็งไม่เหนื่อยเลย” ครูทิมเอ่ยอย่างแปลกใจ
“ นั่นซิ มึงทำได้ไงวะ ตอนกูเข้ามาใหม่ๆ ต้องใช้เวลาถึง สามเดือน กว่าจะลากยางได้ ถึง 5 กิโล”
“ ผมก็ออกวิ่งทุกวันทั้งเช้า และเย็น มันก็เลยทำได้”
“ โอ้โห นี่เอ็งวิ่งสองรอบเลยหรือนี่?”
“ ครับ”
“ ต่อไปก็ไปลองยืดเส้นยืดสาย ฝึกทักษะเริ่มต้นก่อน ให้ธงมันช่วยแนะนำให้"
พี่ธงก็เลยพา ขจรไปลองฝึกฝนท่าต่อสู้ ที่มีเขียนไว้บนผนัง มีทั้งท่าเตะ ท่าต่อย ท่าเข่า ท่าศอก และยังมีท่ารับ มองแล้วเหมือนกับตำราสอนมวยไทยเบื้องต้นเลยทีเดียว ขจรมองปราดเดียว ก็ลองขยับตัวไปมา แล้วจดจำวิธีการออกอาวุธได้ทั้งหมด ตัวเขาเองก็รู้สึกแปลกใจไม่น้อย
“ มึงไม่เคยต่อยมวยมาก่อน มึงใช้ผ้าพันมือก่อน มิอย่างนั้นมือไม้มึงพังหมดแน่”
ขจรถูกพี่ธงสอนให้รู้จักพันผ้าที่มือก่อนเวลาผ้าพันที่มือ ขจรก็รู้สึกว่า เขารู้สึกคุ้นเคยกับมันยิ่งนัก พอพี่ธง เริ่มสอนให้ปฏิบัติจริง โดยให้ปล่อยหมัดชกออกไปตามหลักการที่ถูกต้อง แล้วให้ขจรทำตาม ทำให้ขจรนึกภาพที่ครูมวยโบราณต่อยใส่เสาไม้ฉำฉา
“ หมัดแย็บ ต้องชกอย่าให้ไหล่ขยับ เพราะจะทำให้คู่ต่อสู้รู้ตัวก่อน ส่วนหมัดชกนั้น ต้องปล่อยออกทั้งไหล่ ส่วนการเตะนั้นขาอีกข้างต้องตั้งมั่นแล้วใช้สะโพก ช่วยเตะออกไป แรงเตะมันจะได้หนักขึ้น มึงฝึกท่าต่อยกับกับท่าเตะให้ชำนาญไปก่อน แล้วค่อยเรียนรู้ท่าศอก กับ ท่าเข่า เวลาล่อเป้า มึงจะได้รู้ว่า ท่าอาวุธเหล่านี้จะออกมาเส้นทางไหน”
ขจรรับฟังผ่านๆ ซึ่งการที่เห็นครูมวยโบราณชกนั้น มันรุนแรงยิ่ง เขาไม่ได้ใช้แค่ไหล่ แต่พลังหมัดที่ปล่อยออกไป นั้นน่าจะมีพลังปราณปล่อยออกไปด้วย
ขจรเริ่มชกกระสอบทราย ซ้ายขวา แม้ว่าจะเคอะๆ เขินๆ อยู่บ้างในสองสามนาทีแรก แต่ว่าหลังจากนั้น เขาจึงกระหน่ำเตะต่อย กระสอบทรายจนเสียงดังลั่นไปทั่ว ค่ายมวย จนนักมวยคนอื่นเริ่มหันมามอง พี่ธงเลยเข้ามาบอกให้ ขจรหยุดก่อน
“ มึงเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนวะ ทำไมถึงได้เตะต่อยไม่หยุดแบบนี้”
“ ไม่รู้เหมือนกัน พอได้ยกแขน ยกขา ปล่อยหมัดแบบนี้ รู้สึกว่าอดรีนาลีนในร่างมันปลดปล่อยออกมา ไม่รู้ตัวเลย”
“ พอแล้ว มึงสวมชุดล่อเป้า ครูทิมให้ไอ้เข้ม ลงนวมกับมึง ระวังตัวด้วย ไอ้นี่มันตีนหนัก มันไม่ไว้หน้าใคร กูบอกมันแล้ว ว่ามืงน้องกู แม่งไม่ช่วยเลย มันบอกว่า หากมึงไม่แกร่งพอ ก็อย่ามาเป็เด็กล่อเป้าเลย”
ขจรยิ้ม แต่ไม่พูดอะไร
พอขึ้นเวทีทดสอบ ก็มีคนเข้ามายืนดูอยู่สองสามคน คนอื่นๆ ก็ต่างซ้อม โดยไม่สนใจ
“ สองยก ยกละสามนาที ถ้าเอ็งต้านมันอยู่ ก็จะได้ทำงานเป็เด็กล่อเป้าของค่ายมวยศิษย์ยอดชาย เริ่มได้”
ไอ้เข้ม เป็นักชกที่ขึ้นชื่อว่าตีนหนัก ร่างกายของมันใหญ่กว่า ขจรซักสิบห้ากิโล
พอเสียงระฆังเริ่มต้น มันก็ร้องบอกว่า ขวา แล้วมันก็สะบัดเท้าขวาเข้าใส่ ขจรที่ใช้การ์ด ออกมาต้านรับ เสียงดังป๊าปใหญ่ ทีเดียว ขจร ถึงกับเซถลาไปติดเชือก
“ มาอีก ขวา ขวา ขวา” มันกระหน่ำเตะใส่ขจรไม่ยั้น แต่ว่า ขจรตั้งหลักได้ ก็ปักหลักปล่อยให้มันเตะใส่มาไม่ยั้ง เขาเองก็ไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว
“ ซ้าย” ไอ้เข้มสลับขา แล้วเตะเหวี่ยงซ้ายกลางลำตัวอย่างแรง แต่ทว่า ขจรก็ยังคงต้านรับได้ แม้มือไม้จะสั่นไปหมด
“ หมัดซ้ายขวา” มันเริ่มต่อยซ้าย ขวา สลับไปมา แต่ขจรก็ใช้การ์ดป้องกันเอาไว้ ได้ จนไอ้เข้ม เริ่มใช้เข่าเข้ากลางหน้าอก ทำให้ขจรถึงกับกระเด็นไปกองกับพื้น
“ ไหวไหมมึง” พี่ธงะโถามอย่างเป็ห่วง
“ ไหว ไหว”
แล้วคราวนี้ไอ้เข้ม มันเริ่มใช้ทั้งหมัดและเท้า ใส่มาเป็ชุด แล้วตบด้วยเข่าซึ่งมันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ ขจรต้องถึงกับจุกที่ถูกถีบเข้าที่หน้าอกเข้าเต็มๆ
ผ่านไปยกแรก ครูทิมก็เข้ามาถาม
“ เป็ไงบ้างวะ ต่อยกสองไหวไหม”
ขจรไม่ตอบ เพราะถูกอัดฝ่ายเดียว จนจุกไปถึงลิ้นปี่ พูดออกมาไม่ได้ แต่พอเขายืนขึ้นคราวนี้ ดวงตาของเขาเป็ประกายแปลกๆ ไม่มีใครสังเกตเห็น
ไอ้เข้มคิดว่า มันจะอัดเด็กใหม่ให้นอนพังพาบภายในยกนี้ให้ได้ มันจึงใช้ลูกเตะที่รุนแรง และไม่ยอมบอกก่อนด้วย แต่ทว่า ลูกเตะที่มันฟาดมา กับถูกรับเอาไว้ได้ ขาของขจรที่วางเท้านี้ หากใครสังเกตจะเห็นว่า เขาวางเท้าไม่เหมือนใคร มันเป็ท่าเท้าคชสาร เป็ท่าเท้าที่ หน่วยจาตุลังคบาทใช้ ต่อให้ศัตรูมากันมากแค่ไหน หากยังไม่ตาย ไม่มีใครกดดันให้ สี่จาตุลังคบาทถอยได้แม้แต่ก้าวเดียว
แม้นไอ้เข้มจะใช้แรงหนักปานใด เท้าที่ยืนหยัดอย่างมั่นคง ลำแขนที่ตั้งการ์ดเอาไว้อย่างมั่นใจ ทำให้ไอ้เข้ม ถึงกับหมดแรง ยกขาไม่ขึ้น
“ ไอ้เข้ม มึงไหวป่ะเนี่ย”
“ ไม่ไหวแล้วครู ไอ้เด็กใหม่นี่ มันอึดจริงๆ เข้งขาของผม ยกไม่ขึ้นแล้ว”
คนในค่ายมวยบัดนี้ หยุดการซ้อม มุงดูการชกล่อเป้าครั้งนี้กันหมด
“ ยินดีต้อนรับ เอ็งเป็ เด็กล่อเป้าคนใหม่ ของค่ายมวยยอดชายยิมของเรา”
พี่ธงเข้าไปยินดีกับ ขจรที่บัดนี้ ที่แทบจะช้ำไปทั้งตัว ขาเริ่มสั่น จนพี่ธงค่อยพยุงร่างลงมาจากเวที
“ ผมขอตัวเข้าห้องน้ำก่อน”
พี่ธงพา ขจรไป เพราะรู้ว่า คนไม่เคยฝึกมวย พอเริ่มชกครั้งแรก และยิ่งเป็เป้าซ้อมด้วย แม้เวลาที่ชก จะน้อยกว่า การต่อสู้จริงๆ แต่การถูกซัดแบบนอนสต๊อปแบบนี้ ไม่คลานก็ถือว่าเก่งแล้ว
ขจรเข้าไปในห้องน้ำ แล้วทำท่าฤาษีดัดตน แล้วท่องคาถากำกับไปด้วย ไม่นานอาการที่แข้งขาสั่น ก็กลับมาเป็ปกติ คงเหลือแต่ความอ่อนเพลีย ที่เขาไม่ทำการรักษาในตอนนี้ ไม่อยากให้ใครรู้ จะเป็การผิดปกติไป
“ ออกมาเร็วดีนี่ ปกติคนที่ขึ้นชกครั้งแรก ส่วนใหญ่แม่งเยี่ยวเป็เืทุกคนเลย มึงนี่เป็แบบนั้นหรือเปล่าวะ”
ขจรพยักหน้าส่งๆ ไป
หัวหน้าค่ายมวย ครูยอดชาย เรียกให้ขจรเข้าไปพบ เขาเห็นการต่อสู้ของ ขจรั้แ่ต้น ยังอดรู้สึกทึ่งกับ เขาไม่ได้
“ เด็กล่อเป้ากับพวกสมาชิก ชั่วโมงละ 500 บาท
เด็กล่อเป้าให้มวยสมัครเล่น ชั่วโมงละ 1,000 บาท
เด็กล่อเป้าให้มวยมืออาชีพ สามยก ค่าแรง 2,000 บาท ทางค่ายมวยหัก 20% นี่คืออัตราจ้างของค่ายของเรา”
ขจร เห็นว่า ค่าแรงขนาดนี้ก็ดีใจยิ่ง ดีกว่าไปทำงานร้านพิซซ่า ที่ได้ชั่วโมงไม่กี่สิบบาท ต่อไปครอบครัวของเขา ต้องมีความเป็อยู่ที่ดีกว่านี้แน่
“ หากตกลง พรุ่งนี้ก็เริ่มทำงานได้เลย”
“ ตกลงครับ”
ธงเข้ามาตบไหล่ กับขจรอย่างดีใจ ครูทิม พาตัว ขจรมาถ่ายรูป ติดป้ายเอาไว้ เวลาลูกค้า หรือ สมาชิกเข้ามาฝึกซ้อม พวกเขาก็จะได้ คัดเลือก เด็กล่อเป้าด้วยตัวเอง
คืนนั้น พี่ธงพาขจร มากินผัดไทยไข่ปู ตลาดโต้รุ่งของชุมชนวัดสถานทิพย์มงคล
ทั้งสองกำลังกินอยู่นั้น หมวยก็ขี่จักรยานมาที่ตลาดพอดี
“ พี่จร พี่ธง มาเลี้ยงฉลองอะไรกันเนี่ย”
“ มานั่งกินด้วยกันก่อน วันนี้ฉลองที่ไอ้จรมันได้งานทำที่ค่ายมวยครูยอด”
“ พี่จรจะไปชกมวยเหรอ?”
“ เปล่า เขาเรียกว่า เด็กล่อเป้า” จรเอ่ยออกมาเบาๆ
“ ตายแล้ว อย่างนั้นก็ต้องเจ็บตัวน่ะซิ หมวยไม่ยอมนะ พี่จรไปลาออกเลย”
“ มันไม่ได้เจ็บตัวอะไร แค่แต่งชุดป้องกัน แล้วให้ ช่วยสอนให้สมาชิกชกต่อยเท่านั้นเอง” พี่ธงอธิบาย
“ ไม่เจ็บตัวจริงๆ นะพี่”
ขจรพยักหน้า ขณะที่ทั้งสามกำลังกิน ผัดไทยไข่ปู แล้วกำลังจะสั่งบัวลอยไข่เค็ม มากินกันต่อ ก็มีมอเตอร์ไซด์ ขับมาเกือบยี่สิบคันมาที่ตลาด พวกมันเห็นน้องหมวยก็ร้องะโขึ้นมาว่า
“ เฮ้ย น้องหมวยคนสวยของกู อยู่ที่นี่เว้ย”
“ พี่โซ้ยตี๋” หมวยเอ่ยอย่างใ
“ ยังจำพี่ได้ด้วย เมื่อวานพี่บอกแล้วไง พี่จะมาหาน้องหมวย ไม่ว่าน้องจะอยู่ที่ไหนพี่จะตามไปหาทุกๆ ที่เลย วันนี้ไป ดูพี่แข่งรถกันไหม พี่จะแข่งที่บนสะพานพระราม 18 งานนี่เดิมพันเป็แสนเลยนะ”
“ พี่ไปเหอะ ฉันไม่ไปหรอก”
“ เฮ้ย พี่โซ้ยตี๋เอ่ยปากขนาดนี้แล้ว ยังกล้าปฏิเสธอีกเหรือ น้องสาว” ลูกน้องโซ้ยตี๋เดินเข้ามาอีกสิบกว่าคน ล้อมโต๊ะของ ขจรเอาไว้
“ หรือว่าที่น้องหมวยปฏิเสธพี่ เพราะไอ้หน้าอ่อนสองคนนี่”
“ ไม่นะ พี่สองคนเขาไม่เกี่ยวด้วย ฉัน..”
หมวยทำท่าว่าจะยอมไปกับพวกมัน เพราะไม่อยากทำให้ ขจรกับ พี่ธงต้องเจ็บตัว
แต่ทว่า พี่ธงนั่งหน้านิ่งๆ แล้วพูดว่า
“ ในเมื่อหมวย ไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป”
“ ไอ้นี่ มึงคิดว่ามึงเป็พระเอกหรือไงวะ” โซ้ยตี๋ปราดเข้ามา แล้วง้างหมัดมาแต่ไกล แต่ช้ากวาาตีนของพี่ธง ที่ถีบเสยเข้าหน้า ร่างของมันหงายหลังลงไปนอนกับพื้น
“ ไอ้จร พาหมวยกลับบ้านไปทางตรอกโรงหมูเร็ว”
ขจรเข้าใจทันที เพราะทางนั้นเป็ทางแคบ พวกมันไม่มีทางล้อมกรอบได้ จึงคว้ามือของน้องหมวย แล้ววิ่งปราดไปที่ทางเข้าตรอกโรงหมูทันที ส่วนพี่ธงนั้นเป็นักมวยอยู่แล้ว ต่อให้พวกมันมากันเป็สิบ ก็ยากที่จะล้มพี่ธงได้ง่ายๆ
พอพวกมันเห็น ขจรวิ่งหนีออกไปเช่นนั้น โซ้ยตี๋พอลุกขึ้นมาได้ ก็แบ่งคนออกเป็สองส่วน 5 คนอยู่ที่นี่จัดการกับ พี่ธง ส่วนอีกสิบห้าคน วิ่งตามขจรกับน้องหมวยไปติดๆ......