หลินสวินไม่ได้ตอบ เขาหันมาพยักหน้าให้น้องสาวครั้งหนึ่งก่อนจะเดินนำหน้าเข้าประตูไปเป็คนแรก และทุกคนก็ทยอยกันเดินตามเข้าไป
ฟู่หนานซีกับหรั่นเซียงหยูถูกทิ้งให้เดินรั้งท้าย นั่นทำให้ชายหนุ่มรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง งานเลี้ยงวันนี้จัดขึ้นมาเพื่อเขา แล้วทำไมกลายเป็หลินสวินที่ได้หน้า แขกรับเชิญหลายคนยังทักทายเพียงหลินสวินไม่ได้ทักทายตนเลยด้วยซ้ำ!!
“ช้าก่อน!!”
“คนผู้นี้คือใคร ใครอนุญาตให้เ้าเข้ามารวมอยู่ในกลุ่มพวกเรา” ฟู่หนานซีชี้มือไปที่ชายหนุ่มคนหนึ่ง ตั้งใจจะทำตัวเป็เ้าของงานที่มีสิทธิ์ตัดสินว่าใครจะได้เข้าร่วมงานเลี้ยงหรือไม่
ชายหนุ่มร่างผอมท่าทางดูใสซื่อ แต่งกายด้วยเสื้อผ้าเก่าสีซีดแต่ซักจนสะอาดสะอ้านที่เมื่อครู่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น เขายืนตัวสั่นเมื่อทุกสายตาพลันจับจ้องมาที่เขา
“ข้าน้อย..หลงหนิวขอรับ.. ข้าน้อยได้รับเทียบเชิญจากจวนท่านแม่ทัพจริงๆ ข้าจะไม่มาก็กลัวว่าจะถูกลงโทษ หากนี่เป็การเข้าใจผิดกันข้าก็ต้องขออภัยด้วย” ชายหนุ่มลนลานรีบหยิบเทียบเชิญออกมายืนยันด้วยมืออันสั่นเทา
คนทั้งหมดที่เข้าร่วมงานเลี้ยงหากเป็บุรุษก็ล้วนมีตำแหน่งหน้าที่ทางการทหาร ส่วนสตรีก็เป็ทายาทขุนนางน้อยใหญ่ทั้งสิ้น มีเพียงตนเท่านั้นที่แตกต่าง
ตอนที่ได้รับเทียบเชิญเขาก็ถามกับคนที่เอาเทียบมาส่งซ้ำอยู่หลายครั้ง คนผู้นั้นก็ยังยืนยันว่าไม่ผิดตัวเขาจึงจำต้องมาปรากฏตัวที่นี่ทั้งที่ไม่รู้จักใครเลยสักคน
“โกหก! เทียบเชิญจากจวนแม่ทัพหลี่จะส่งไปถึงคนชั้นต่ำอย่างเ้าได้อย่างไร!" ฟู่หนานซีตวาดก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้
“โอ้! หรือว่านี่เป็เื่จริง ข้าลืมไปได้เช่นไรว่าคนผู้นี้อาจเป็สหายของคุณชายหลิน หากไม่ได้แม่ทัพหลี่ช่วยเหลือเอาไว้ เวลาเขาก็คงมีสภาพไม่ต่างจากหมอนี่เช่นกัน เขาเป็สหายของท่านใช่หรือไม่คุณชายหลิน”
ใบหน้าคมเข้มของหลินสวินมีกลิ่นอายดุดัน เขาไม่ตอบคำถาม แววตาล้ำลึกไร้ขอบเขตจ้องตอบฟู่หนานซีอย่างเ็า เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อมาโต้คารมกับผู้ใด อีกอย่างเขาไม่รู้จักบุรุษผู้นั้น
“นั่นมันหลงหนิวบุตรชายของสัปเหร่อที่อาศัยอยู่ข้างสุสานคนไร้ญาติมิใช่หรือ ทำไมเขาเข้าไปรวมอยู่ในกลุ่มคุณหนูคุณชายเ่าั้ด้วยเล่า” เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากกลุ่มชาวบ้านที่ยังจับกลุ่มอยู่หน้าเหลาอี้เทียน
พอได้ยินคำว่าสัปเหร่อสตรีหลายคนก็ถอยหลังกรูด แม้แต่บุรุษบางคนก็ยังหน้าซีดจ้องมองหลงหนิวผู้น่าสงสารอย่าง้าคำตอบ
“เขาเป็แขกที่ข้าเชิญมาเองนั่นล่ะ” หลี่จื่ออิงก้าวออกมายืนกลางกลุ่มคนที่ถอยหลังกันไปคนละหลายก้าว ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน รวมทั้งหลงหนิวด้วย
“คุณหนู..ขอบคุณ ขอบคุณขอรับที่ช่วยข้าน้อย วันหน้าหากมีโอกาสข้าน้อยจะตอบแทนท่านนะขอรับ นี่คงเป็เื่เข้าใจผิดกันข้าน้อยขอตัวลาไปก่อน” ชายหนุ่มรู้สึกขอบคุณหญิงสาวยิ่งนัก เขาเชื่อว่าเทียบเชิญอาจจะเป็เื่ผิดพลาด แต่คุณหนูหลี่ก็ยังออกหน้าช่วยเหลือเขาไม่ให้ถูกตำหนิ
หลินสวินหันมามองหญิงสาวแววตาประหลาดใจ ถึงแม้ว่าเขากับหลี่จื่ออิงจะไม่เคยไปไหนมาไหนด้วยกัน แต่เขาก็คอยปกป้องดูแลหญิงสาวอยู่ห่างๆ และมั่นใจว่าในบรรดาสหายรอบกายนางไม่มีบุคคลชื่อแซ่นี้อย่างแน่นอน
อย่าว่าแต่ตัวหลงหนิวเลย แม้แต่สัปเหร่อแซ่หลิวนั่นก็ด้วย นางไปรู้จักกับเขาได้อย่างไรกัน?
“พี่ชายท่านนี้! ท่านไม่จำเป็ต้องไปไหนเ้าค่ะ เป็ข้าที่เชิญท่านมาเอง เข้าไปข้างในพร้อมกับข้าเถิด หมดเื่แล้วใช่หรือไม่คุณชายฟู่ พวกเราจะได้เข้าไปร้านกันเสียที”
“อิงเอ๋อร์..คนผู้นี้เป็บุตรชายสัปเหร่อนะ รอบกายเขามีแต่ความอัปมงคล หากเ้าไม่รู้มาก่อนก็ไม่ผิด เวลานี้รู้แล้วเ้ายังจะเชิญเขาเข้าไปอีกหรือ” หรั่นเซียงหยูทำท่าขนลุกรังเกียจ
“ข้าให้คนส่งเทียบเชิญไปถึงเรือนเขา ทำไมข้าจะไม่รู้เล่าว่าเขาเป็ใคร ถ้าไม่มีใครอยากนั่งใกล้เขาก็ให้เขามานั่งกับข้าก็แล้วกัน"
หลินสวินพยักหน้าให้กับหลงหนิวเป็การยืนยันคำพูดของหญิงสาว ทำเอาอีกฝ่ายน้ำตารื้นที่ได้รับเกียรติสูงสุดอย่างที่ไม่เคยได้รับมาก่อน เขาปัดฝุ่นที่ติดบนเสื้อผ้าอย่างบรรจงและเดินตามหลังหลินสวินไปด้วยท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างถึงที่สุด
หลี่จื่ออิงไม่นึกรังเกียจหลงหนิวเลยแม้แต่นิด คดีลอบสังหารของบิดาในชาติก่อน ศพของท่านราชทูตต่างแคว้นได้รับการอนุญาตให้ผ่าศพเพื่อค้นหาสาเหตุการตาย แต่อู่จั้ว (เ้าหน้าที่ชันสูตรศพ) ทั่วทั้งเมืองหลวงกลับพากันล้มป่วยหรือไม่ก็มีเหตุต้องเดินทางไปเยี่ยมญาติกะทันหันไม่เหลือแม้แต่คนเดียว
เท่าที่นางได้ยินมาหลินสวินในชาติก่อน เป็เพราะเ้าหน้าที่ทุกคนไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีลอบสังหารขุนนางระดับสูง ไม่ว่าคนร้ายจะเป็หลี่หยวนตงหรือใครก็ตาม เพราะพวกเขาอาจจะถูกลอบสังหารเพื่อปิดปากหรือแก้แค้นได้เช่นกัน
ศพของท่านราชทูตรอการผ่าพิสูจน์อยู่นานถึงหกวันทางการก็ยังตามหาคนมาจัดการไม่ได้ จนในที่สุดสหายคนหนึ่งของหลี่หยวนตงก็นึกถึงสัปเหร่อแซ่หลงแห่งสุสานคนไร้ญาติขึ้นมาได้ จึงได้นำความมาบอกหลินสวิน
หลงเป่าซานบิดาของหลงหนิวไม่กลัวการผ่าศพและไม่ล่วงรู้ถึงอันตรายที่อาจเกิดกับตนเอง ด้วยความซื่อสัตย์เขาจึงกลายเป็บุคคลเดียวที่ยอมลงมือทำ
ส่วนทางการก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้อะไรมากนักจากสัปเหร่อนอกสังกัด พวกเขาขออนุญาตผ่าศพไปแล้วก็ต้องทำตามหน้าที่ให้พ้นไปเท่านั้นจึงได้เรียกตัวเขามาอย่างเร่งด่วน
สองพ่อลูกเดินทางไปด้วยกันและทำการชันสูตรศพต่อหน้าหมอหลวงหลายคนรวมทั้งหลินสวินที่พยายามทุกวิถีทางเพื่อหาหลักฐานมาแก้ต่างให้ท่านแม่ทัพหลี่
ระหว่างนั้นหลงหนิวมีอาการตื่นเต้นและจ้องมองไปในเศษซากของเสียที่ถูกผ่าออกมาจากกะเพาะอาหารของท่านราชทูต แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาเพราะการระบุสาเหตุการตายในครั้งนี้จะถูกบันทึกโดยหมอหลวงแทน พวกเขาสองพ่อลูกไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
การตอบสนองของชายหนุ่มอยู่ในสายตาของหลินสวินโดยตลอด และสุดท้ายหลินสวินก็แอบไปหาหลงหนิวที่สุสานเพื่อถามความจริงจนสามารถคลี่คลายคดีได้ในตอนท้าย
ชาตินี้นางจะหาทางป้องกันไม่ให้มีเหตุการณ์วางยาพิษ สองพ่อลูกอาจจะไม่ต้องมาผ่าศพให้ผู้ใด แต่หากไม่มีหลงหนิวในชาติที่แล้วบิดาของนางก็ต้องถูกตัดสินปะาชีวิต นางจึงเชิญหลงหนิวมาวันนี้ด้วยความรู้สึกสำนึกบุญคุณ คนที่มีความสามารถเช่นเขาไม่ควรต้องถูกกีดกันให้อยู่แต่ในสุสานคนไร้ญาติ
……….
“ตกลงนี่มันงานเลี้ยงของผู้ใดกันแน่! น่าโมโหนัก!” ฟู่หนานซีหงุดหงิดจนหน้าเขียวคล้ำ เขายกถ้วยสุราขึ้นมาซดคราวเดียวหมดชาม
“คนส่วนใหญ่เป็สหายของหลินสวิน เป็ธรรมดาที่พวกเขาจะเอนเอียงไปทางฝั่งนั้นสักหน่อย คุณชายอย่าโมโหไปเลยเ้าค่ะ” หรั่นเซียงหยูปลอบใจฟู่หนานซี แต่ในใจก็รู้สึกไม่ดีเช่นกัน
งานเลี้ยงถูกจัดขึ้นในสวนกลางแจ้ง มีโต๊ะอาหารล้อมรอบเวทีขนาดเล็กที่มีหญิงงามออกมาร่ายรำให้ความสำราญใจ แต่พื้นที่รอบตัวฟู่หนานซีกลับมีสหายของพวกเขากับกลุ่มสตรีที่ไม่กล้าเข้าใกล้หลงหนิวรวมตัวกันอยู่ราวสิบคน ทุกคนต่างนั่งดื่มกินกันเงียบไร้เสียงพูดคุย
แขกส่วนใหญ่พากันเคลื่อนย้ายโต๊ะเข้าไปใกล้หลินสวินและหลี่จื่ออิง และร่วมสนทนากับหลงหนิวอย่างไม่นึกรังเกียจ ทั้งยังส่งเสียงหัวเราะพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ทำให้บรรยากาศสองฝั่งแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
“จะไม่ให้ข้าโมโหได้อย่างไรกัน! เมื่อครู่พวกเขาสองคนพี่น้องก็หักหน้าข้าต่อหน้าผู้คนมากมายไปคราวหนึ่งแล้วเ้าไม่เห็นหรือ?”
“จริงด้วยคุณชายฟู่ เหตุใดคุณหนูหลี่ถึงได้เปลี่ยนไปมากเช่นนี้เล่า นางทำราวกับว่างานเลี้ยงในวันนี้ไม่ได้เตรียมไว้สำหรับท่านแต่เป็เขามากกว่า” สหายในกลุ่มคนหนึ่งบุ้ยปากไปทางหลินสวินที่กลายเป็คนที่ถูกให้ความสนใจมากที่สุด
“ไม่ได้การแล้ว หากปล่อยให้เป็เช่นนี้ต่อไป ข้าคงถูกมองเป็ตัวตลกแน่นอน เราต้องหาทางแก้ไขสถานการณ์” ฟู่หนานซีหันไปกระซิบเบาๆ ข้างหูหรั่นเซียงหยู เขามั่นใจว่าหญิงสาวจะหาทางช่วยเหลือเขาได้เหมือนทุกครั้ง