ไป๋ลู่ จอมยุทธข้ามแดนสีชาด

    ตอนที่ 53 แลกเปลี่ยนพูดคุยอย่างถูกปาก

            ทั้งสองเริ่มแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับ สภาพแวดล้อมและผลประโยชน์และประสบการณ์ผจญภัยของชายหนุ่มที่เล่าเด็กน้อยที่ตั้งตาฟังอย่างใจจดใจจ่อ ก็ได้รับรู้สึกแปลกใหม่มากมาย เด็กน้อยก็ไม่น้อยหน้า พยายามสาธยายสิ่งที่ตนรู้ให้ชายหนุ่มฟังอย่างเต็มใจ เรื่องราวการผจญภัยป่าไม้หรือสัตว์อสูรธรรมชาติ ที่หาได้ตามจุดนั้นนี้ ชายหนุ่มก็สนใจไม่น้อย เรื่องของกินที่เลื่องชื่อหรือแม้แต่ ความนิยมหนุ่มสาวเด็กหนุ่มก็พอจะสามารถตอบคำถามชายหนุ่มได้อย่างไม่ปิดบัง ทั้งสองสามารถพูดคุยเปิดอกได้อย่างไม่รู้สึกที่ต้องมีท่าทีจับผิดกันทำให้บทสนทนาไหลลื่นขึ้น


      

             "เอานี่ดูนี้นะ" ชายหนุ่มชูใบหญ้าที่ไม่ต่างจากใบหญ้าเขียวขจีที่ยาวโค้งสีเขียวเข้ม และตัวใบที่ใหญ่กว้างกว่าใบหญ้าปกตินิดหน่อยแต่ทว่าใบหญ้าที่ชายหนุ่มเอาขึ้นมานั้นกลับเป็นสีน้ำตาลและมีคราบเขม่าติดแต้มที่ปลายใบ เด็กหนุ่มยืนหน้าเข้าไปใกล้รู้สึกความอื่นบางเบาแม้ไม่ได้สัมผัสตรงๆก็ตาม ก่อนจะชายหนุ่มจะบอกต่อไป


            "นี่คือใบหญ้าอัคคีหากเจ้าเด็ดตัวใบนี้ออกฉีกออกมาเล็กน้อยเท่านั้น  ของเหลวด้านในใบหญ้านี้จะใช้เป็นเชื้อเพลิงในการซุ่มไฟ ในพื้นที่มืดมิดได้ อีกทั้งอัตราการแผดเผาที่ต่ำดีกว่า การใช้คบเพลิงเป็นไหนๆ เพียงแค่นำกองใบเขียวขจีแห่งนี้มารวมกันแล้วหักใบอัคคีนี้ พรึบ! เห็นไหมเล่า" กองไฟที่รวบรวมมาเล็กน้อยเท่ากำมือ กับของเหลวขนาดน้อยนิ้วเท่าข้อนิ้ว ที่หยดลงไป จุดประกายไฟสีสมนวลทีสว่างยิ่งกว่า กองไฟธรรมชาติที่ถูกจุดขึ้นมา ก่อนจะนำเสบียงมากมาย มาทำการเผาไม้ให้สุกทันที" 



            "อัตราการเผาไหม้ตัวใบต่ำกว่าจริงๆด้วย  แต่ความร้อนที่มีประสิทธิภาพขนาดนี้ คงทำได้หลากหลายอย่างเลยนะ อย่างนี้ก็สามารถใช้ชีวิตภายใต้ความมืดได้สบายเลยสิขอรับ! ชายหนุ่มทำมือห้ามปรามออกมา "ในที่มืดทวีปของข้าไม่เหมือนกัน ของเจ้าพื้นผิวใบหญ้าขจีนั้นมีใย ปรานกำกับทุกพื้นผิวอสูรธรรมชาติไม่ออกหากินในช่วงเวลานั้น"



            "มีเพียงอสูรแท้เท่านั้นที่เรียกเหล่าบริวาร ร่างมายาออกมา ทำให้พวกเจ้าสามารถจำแนกช่วงเวลาในการหลีกเลี่ยงได้อย่างแม่นยำ ในขณะที่ทวีปของข้ามีเพียงขี้เถ้าเพียงเท่านั้น ยามค้ำ อสูรที่ฝังตัวดูดซับเพลิงเผาลาวาหรือแร่ธาตุจากผิวดินจะออกมาเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นจึงเป็นค้ำคืนฝันร้ายของเหล่าผู้เข้ามาใหม่ เลยก็ว่าได้ ผิวกายส่วนใหญ่จะเป็นปล่องที่คอยพ่นเพลิงกักเก็บภายใน ไม่ต้องพูดถึงสัตว์อสูรแท้ที่ใช้ชีวิตที่แห่งนั้น อสูรมายาที่เรียกออกมาก็ล้วนสายอัคคีทั้งสิ้น ความสามารถด้านการต่อสู้อยู่เหนือกว่าทวีปพฤกษาของเจ้าเป็นที่สุด"



            "ถ้าเช่นนั้นท่านก็มาที่นี้เพื่อหลบภัยหรือขอรับ? เด็กน้อยเอียงหัวถามไถ่ ก่อนจะเริ่มเห็นชายหนุ่มปริศนาคนนี้ก็ยังยิ้มแต่ไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่ออีกเลย ทั้งสองเริ่มหันมาให้ความสนใจกับอาหารตรงหน้า เด็กหนุ่มเริ่มหยิบชิ้นเนื้อมากมายมากัดกินอย่างอาเหร็ดอร่อย ท่าทางที่กัดกินอย่างมุมมาม ชายหนุ่มก็หัวเราะชอบใจไม่น้อย ก่อนจะหันไปหยิบม้วนกระดาษห่อนึงออกมายืนให้



            "เจ้าลองเปิดดูสิ นี้เป็นข้อมูลอสูรโดยละเอียดที่ข้าต้องการนำมาเพื่อแลกเปลี่ยนกับที่นี้ เจ้าเป็นคนแรกที่ได้อ่านมัน และถือเป็นการขอบคุณที่ไว้ใจคนอย่างข้าเจ้าหนู" เด็กน้อยรีบ ขลี่ม้วนภาพออกมามองภาพสัตว์อสูรประจำทวีปที่เกิดจากการวาดลงหมึกของ บุรุษผู้นี้ ความสามารถในการเจาะจงคุณลักษณะพิเศษของอสูรแต่ละตัว ล้วนถูกวาดขึ้นมาอย่างแม่นยำ มีขีดบอกจุดนี้คือจุดอ่อนจุดแข็ง ลูกแก้วอสูรที่ได้จากการปราบจะดีสำหรับชาวยุทธสายธารธาตใด ก็จะแนกออกมาอย่างชัดเจน หากพลาดท่าต้องสถานะนั้นนี้ ต้องใช้สิ่งใดเยี่ยวยาก็บันทึกไว้อย่างละเอียดเช่นกัน ก่อนจะมีเสียงเคาะโต๊ะที่บรรจุเต็มไปด้วยเสบียงมากมายกองตรงหน้าเรียก ใบหน้าน้อยที่จดจ้องอย่างสนใจหันขึ้นมา



            "ข้าก็คือชาวยุทธผู้หนึ่งต้องการท่องเที่ยวหลากหลายพื้นที่ แลกเปลี่ยนหลากหลายความคิด วิทยายุทธที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ของผู้ใดข้าก็ยินดีแลกเปลี่ยนเพื่อพัฒนาและแก้ไขเช่นกัน หากข้าอ่อนแอ ข้าจะกลับไปเล่าเรื่องของข้าให้ผู้คนที่ข้าจากมาได้เช่นไรเจ้าว่าไหม? ทั้งสองต่างหัวเราะ ความคิดแบบเดียวกัน



            "ข้าก็อยากเป็นเช่นเดียวกับท่าน นี้เป็นความฝันของข้าเช่นกันท่านรู้ไหม...ตลอดเวลาข้าถูกกลั่นแกล้งมากเพียงใด ถูกหยามเหยียดมากเท่าใดก็ตามตัวข้าไม่อาจทำสิ่งใด โต้ตอบคนเหล่านั้นได้ เลยแม้แต่น้อย มีเพียงความคิดและจินตการของข้าเพียงเท่านั้นถึงอย่างนั้นหากข้ามีพลัง ข้าจะสามารถสร้างเส้นทางและทำให้คนพวกนั้นหุบปาก ไม่กล้ามาตอแยข้าและให้ข้าได้ออกท่องโลกกว้างนี้ให้ไกลสุดลูกหูลูกตาเท่าที่ข้าปราถนาได้"



            ชายหนุ่มที่นั่งฟังก็พอ พงกหัวเบาๆ เป็นเชิงเข้าใจ ช่วงเวลานั้นไม่ว่าผู้ใดก็ต่างไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตน จะโชคชะติลิขิตหรือสิ่งใดก็ช่าง หากการคุกคามเช่นนี้ยังอยู่ ความโสมม การเข่นฆ่า ก็ล้วนแล้วสามารถเกิดได้ทุกที่ทุกเวลา มีเพียงพฤติกรรมของพวกเค้าเป็นตัวกำหนดว่าสิ่งนั้นจะมาเมื่อไหร่ จากการกระทำของตน ก่อนจะคิดบางอย่างไม่รู้จะพูดดีหรือไม่ชายหนุ่มลูบคางตัวเองเหมือนคลายสงสัย เด็กหนุ่มที่รู้ชายหนุ่มอยากจะพูดบางอย่างแต่ก็เก็บงำไว้ก็บอกอย่างเป็นกันเอง



            "ท่านมีสิ่งใดพูดออกมาเถอะ ไม่ต้องเกร็งใจผู้เยาว์ ตัวข้าชินกับสิ่งนี้มานานชะตาของข้าคงลิขิตให้เป็นเช่นนี้อยู่ร้ำไป ข้าก็แค่ปราถนาตามความคิดเพียงเท่านั้นแม้ การกระทำนั้นจะยากเพียงใดหากแต่ผู้เยาว์ก็คงจะยังมีหวัง เป็นแสงที่เหนี่ยวนำให้ข้าอยากมีชีวิตอยู่เฉกเช่นชาวยุทธ์คนอื่นๆ นั้นแหละขอรับ เด็กน้อยพูดไปยิมเจือนๆไป ชายหนุ่มที่ได้ยินเรื่องสิ่งที่ลิขิตที่เด็กน้อยพูดออกมา คิ้วก็ย่นเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจพูดออกมา



            "อภัยให้ข้าด้วยหละเจ้าหนู ตอนที่อุ้มเจ้าจากกลุ่มชาวยุทธมากมายนั้น ข้าแอบถือวิสาสะ ตรวจสอบพลังของเจ้ามันเป็นความเคยชินของข้าเองที่เสียมารยาท จุดชีพจรของเจ้านั้นล้วนบิดเบี้ยวพัวพันกั้นยุ่งเหยิง หากแต่ด้วยองค์ความรู้ที่ร่ำเรียนสายแพทย์โอสถก็พอมีอยู่บ้าง แท้จริงมิได้เกิดจากร่างกายของเจ้า พลังตันเถียนนั้นตรวจสอบได้ง่ายหากช่วยพลังที่ห่างเกินไป และข้าก็ดูแล้วเจ้านะ พิการพลังปราณแต่กำเนิด"



            เด็กหนุ่มก็พงกเข้าใจ และยอมรับความจริงในสิ่งที่ชายหนุ่มพูด ก่อนจะพูดปลอบประโลมตัวเองเล็กน้อยทว่า ชายหนุ่มกลับพูดขึ้นตัดช่วงเด็กน้อยอีกครั้ง "หากแต่เส้นชีพจรของเจ้าที่ม้วนพันกันนั้นมิใช่เกิดจากตัวเจ้าธรรมชาติ หากแต่เป็นการผนึกเส้นพลังจากแหล่งอื่น" เด็กหนุ่มยืนอ้าปากค้าง ท่วงท่าทุกอย่างหยุดลงคำพูดที่จะกล่าวสิ่งใดนั้นนิ่งอัดแน่นอยู่เพียงปลายลิ้น  

    คล้ายกับเรื่องไป๋ลู่ จอมยุทธข้ามแดนสีชาด ที่คุณอ่าน