ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่ 177 ลืมตาตื่นอีกครั้ง

            “ท่านต้องรีบไปไม่มีเวลาแล้ว ! ไป ไปได้แล้ว !!”เสียงมังกรคำรามแผดร้องสะเทือนทั่วหล้า แสงเพลิงระเบิดออก พลังมหาศาลทะลักทลายระเบิดดวงดาวเป็นจุนมังกรตนนั้นหายไปแล้ว...

             

            “ไม่ !!!!!!”

             

            เสียงลมหายใจขาดช่วงกลับมาหอบอย่างรุนแรงของชายหนุ่มผู้หลับใหลนิทราชายหนุ่มเปิดเปลือกตาด้วยความตระหนกสติสัมปชัญญะกลับคืน เมื่อครู่เขาฝันร้าย ! แต่ทันทีที่เขามีตื่นความเจ็บปวดก็แล่นเข้ามาทันทีใบหน้าเขาบิดงออย่างทุกข์ทรมาน

             

            กระดูกซี่โครงไม่ทราบว่าหักไปกี่ซี่ อวัยวะภายในถูกทำลายไปบ้างหรือไม่ ?เขาพึ่งตื่นขึ้นมาแต่ก็สลบกลับไปอีกครั้ง

             

            ชายหนุ่มผู้นี้ไม่ใช่ใครที่ไหนเขาก็คือหนิงเฟยหลงผู้รอดจากความตายอย่างหวุดหวิด

             

            หลังจากการสลบครั้งนั้นเขาก็ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ทว่าสถานที่นั้นแตกต่างไปเขาลืมตาขึ้นก็พบเพดานไม้แล้ว และตอนนี้เขากำลังอยู่บนเตียงไม้หนิงเฟยหลงพยายามยันกายขึ้น แต่เขาค้นพบว่าบนตัวเขาถูกพันแทบจะเป็นดักแด้ทั้งมีกลิ่นยาสมุนไพรฟุ้งเต็มห้อง แรงแขนเขายังไม่กลับมาการยันกายจึงล้มเหลวมือก็พลันปัดไปชนแก้วยาที่เตรียมตกแตก

             

            “เจ้าฟื้นแล้ว ?” เสียงหญิงสาวดังขึ้นในโสตประสาทเขาเบี่ยงกายหันมองก็เห็นดรุณีสาวแรกรุ่นผู้หนึ่ง ผมดำขลับหยิกเป็นลอน ดวงเนตรกลมโตริมฝีปากหนา ร่างบาง ผิวสีแทนสวมอาภรณ์หนังสัตว์กำลังเดินถือโอสถมาที่เขา

             

            “แม่นางท่านเป็นใคร ? ข้าอยู่ที่ไหน ?” หนิงเฟยหลงเอ่ยถามขึ้น เขาไม่คุ้นเคยกับชุดที่นางใส่และเครื่องใช้หลายสิ่งก็ดูไม่คุ้นตาเอาเสียเลย รวมถึงรูปร่างหน้าตาของหญิงสาวด้วยคงไม่มีใครในหนานโจวที่มีรูปลักษณ์เช่นนี้ แม้แต่คนเถื่อนก็ตาม

             

            “ข้าชื่อ ‘กาน่าอี่’ เป็นลูกสาวหัวหน้าเผ่าเขาแดง”หญิงสาวมองชายหนุ่มอย่างแปลกใจ หนิงเฟยหลงเองก็เช่นกัน เผ่าเขาแดง ?เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน ทั้งสี่ทวีปมีชนเผ่าด้วย ?

             

            “เช่นนั้นที่นี่คือเผ่าเขาแดง ? เกิดอะไรขึ้นกับข้า ?”

             

            “ก็ใช่นะสิที่นี่ก็ต้องเป็นเผ่าแดงอยู่แล้วข้าเจอเจ้าที่แท่นบวงสรวงของเผ่าเราระหว่างกำลังทำพิธีสักการะองค์เทพแห่งเผ่า อยู่ๆ เจ้าก็ปรากฏตัวขึ้น ทำเอาผู้คนแตกตื่นกันไปหมดจากนั้นเจ้าก็หมดสติท่านพ่อจึงพาเจ้ามาไว้ที่บ้าน บอกว่าเจ้าคือ คนที่เทพเจ้าส่งมาปกป้องและปลดปล่อยพวกเรา”

             

            กาน่าอี่ยื่นถ้วยยาให้หนิงเฟยหลง เขารับมาแล้วดื่มทันที เขาไม่สงสัยในเจตนาดีของหญิงสาว

             

            ‘สักการะเทพเจ้าเผ่าพอดีแล้วข้าก็ปรากฏตัว...หืม ?หรือว่าแสงสว่างนั่นพาข้าเชื่อมต่อมาที่นี่ ?’หนิงเฟยหลงนึกถึงเรื่องราวก่อนจะสลบไป ก่อนที่เขาจะถูกโจมตีครั้งสุดท้ายได้นำมุกราตรีพิภพออกมาจากนั้นก็เห็นแสงสว่างวิ่งผ่านหน้าระหว่างที่ทนรับการโจมตีสูงสุดของจักรพรรดิเยว่แล้วเขาก็มาปรากฏตัวที่นี่

             

            ‘ประตูเคลื่อนย้าย ?’หนิงเฟยหลงพลันนึกถึงสิ่งก่อสร้างที่เขาเห็นในห้องนั้นกับแท่นที่จักรพรรดิเยว่ลงมือโจมตีพลาด

             

            “พาข้าไปดูที่แท่นบูชาเทพของพวกเจ้าได้หรือไม่ ?” หนิงเฟยหลงเอ่ยกาน่าอี่ก็ไม่ลังเลที่จะตอบ

             

            “แน่นอน แต่ต้องรอให้เจ้าหายก่อน ทีนี้ก็ตาเจ้าบ้าง จงบอกนามของเจ้ามา”

             

            “ข้าชื่อเหวินเหลียง” หนิงเฟยหลงไม่อาจไว้วางใจใครอื่นได้จนสนิทใจเขาจำเป็นต้องเหลือทางหนีให้ตนเองจึงไม่ใคร่กล่าวชื่อจริงออกไปบอกเพียงนามที่ตนตั้งไว้ในการทดสอบ

             

            “เจ้าเป็นตัวแทนเทพ ?”

             

            เมื่อได้ยินคำถามนี้หนิงเฟยหลงไม่รู้จะร้องไห้ หรือหัวเราะดีหากเขาเป็นตัวแทนเทพจริงไฉนจึงมีสภาพเช่นนี้ได้ “ไม่ใช่ข้าแค่ถูกส่งมาโดยแท่นบูชาของพวกเจ้า”

             

            “เช่นนั้นเจ้าคือคนในคำทำนาย คนที่จะนำพวกเราสู่การปลดปล่อย”หญิงสาวกล่าวอย่างจริงจัง นั่นทำให้หนิงเฟยหลงต้องเงียบไปเขาไม่อาจปฏิเสธได้ทั้งหมดจึงไม่ได้ปฏิเสธ และไม่ได้ตอบรับเสียทีเดียว

             

            “ปลดปล่อย ? จากอะไร ?”

             

            “ใช่ การปลดปล่อยจากการกดขี่ของเผ่าฟ้าร้อง” กาน่าอี่กล่าวถึงตรงนี้ดวงตานางก็ราวกับมีเปลวเพลิงลุกไหม้มันลุกไหม้ด้วยความโกรธแค้น !

             

            “เดิมทีพวกเราเคยเป็นเผ่าที่อยู่อย่างอิสระ และเป็นเผ่าขนาดกลางต่อมาถูกคนทรยศในเผ่าหักหลังกับศัตรูทำให้สูญเสียอำนาจที่ควรจะมีตกต่ำจนกลายเป็นเผ่าเล็กที่สุดในเขตนี้ถูกกดขี่ ถูกใช้แรงงานเยี่ยงทาสจากกลุ่มคนผู้ที่ทรยศ และศัตรู พวกมันรวมตัวกันใหม่ถูกเรียกในยามนี้ว่าเผ่าฟ้าร้อง !”

             

            หนิงเฟยหลงเห็นความแค้นในดวงตานั่นก็อดที่จะขนลุกซู่ไม่ได้ไม่รู้ว่าต้องมีความแค้นเท่าใดกันจึงจะปล่อยไอสังหารและความเกลียดชังได้มากขนาดนี้ จากสาวน้อยธรรมดาคนหนึ่ง ที่แม้แต่เขาเองก็ไม่มี

             

            “เข้าใจแล้ว แต่ข้าคงช่วยพวกเจ้าไม่ได้ในยามนี้ ร่างกายข้า...”

             

            กาน่าอี่ค่อย ๆ เปลี่ยนแววตากลับมาสดใสเล็กน้อยและกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ

             

            “ข้าเข้าใจ พวกข้าถึงได้คัดเลือกสมุนไพรที่ดีที่สุดมาใช้รักษาเจ้าทั้งยังทุ่มเทเลือกเปลี่ยนสมุนไพรล้ำค่ามาเพื่อการนี้ท่านพ่อเองก็เป็นคนไปติดต่อกับเผ่าอื่นด้วยตนเอง เจ้าไม่ต้องห่วงเจ้าจะต้องหายได้ในเร็ววันแน่”

             

            หนิงเฟยหลงรู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก เขายิ้มตอบหญิงสาว แล้วกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอันซาบซึ้งและแผ่วเบา “ขอบคุณ”

             

            “อืม” ไม่รู้ด้วยเหตุอันใดนางจึงก้มหน้าตอบแล้วรีบเดินจากห้องไปอย่างเร่งงรีบทำให้เขางงงวยไปด้วย

             

            ...

             

            หนิงเฟยหลงได้รับดูแลเป็นอย่างดี ร่างกายก็ฟื้นฟูขึ้นเรื่อย ๆ ผ่านไปยี่สิบวันร่างกายของเขาจึงเริ่มเข้าสู่สภาวะสมบูรณ์สร้างความตกตะลึง และแปลกใจให้กับกาน่าอี่เป็นอันมาก

             

            “ร่างกายเจ้าทำไม...?”

             

            “อย่าถามเลยข้าเองก็ตอบไม่ได้”หนิงเฟยหลงตอบเสียงราบเรียบนี่เป็นสิ่งที่เขารู้สึกธรรมดาไปแล้ว

             

            กาน่าอี่พยักหน้า“ใช่แล้ววันนี้ท่านพ่อกลับมาจากการไปแลกเปลี่ยนสมุนไพรให้กับเจ้าแล้วหากว่าท่านมาเห็นเจ้าในสภาพนี้คงแปลกใจไม่น้อยเลย แต่ไม่รู้ว่าสมุนไพรที่แลกได้อย่างยากเย็นนั้นยังจะพอมีประโยชน์สำหรับเจ้าอยู่หรือเปล่า?” นางหัวเราะคิกคักก่อนเดินออกไปหาบิดา

             

            หนิงเฟยหลงลุกขึ้นยืนนี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่เขามาอยู่ที่นี่ที่ลุกขึ้นมายืนได้ เขาต้องการการฝึกซ้อมและโคจรลมปราณ เพียงแต่พอเขาเริ่มต้นเท่านั้นก็จำต้องหยุดลง ความรู้สึกแย่ ๆของเจ็ดปีที่แล้วกลับคืนมา...

             

            พลังยุทธ์ของเขาใช้การไม่ได้ !

             

            แต่หาใช่แบบเดิมไม่คราวนี้ยังดีหน่อย เส้นลมปราณเสียหายอย่างหนักเท่านั้นหากฝืนใช้ก็ได้อยู่แต่ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดสุดแสนทรมาน

             

            หากเป็นอดีตเขาคงแทบหมดอะไรตายอยากอีกครั้ง ทว่านี่ไม่ใช่หนิงเฟยหลงคนเดิมเวลานี้เขาคือ ชายหนุ่มที่ผ่านโลกมาบ้างแล้วมีความคิดที่เติบโตเห็นอะไรมามากมายและพลังยุทธ์ก็ไม่ใช่สิ่งเดียวที่มี !

             

            เขายังมีพลังจิต

             

            เพียงแค่ต้องขัดเกลาฝึกฝน และหาวิธีรักษาเส้นลมปราณคืนกลับเท่านี้ก็สามารถใช้พลังยุทธ์ได้ดังเดิมแล้ว

             

            “เสี่ยวลี่มีวิธีไหนไหมที่จะช่วยยกระดับจิตได้เร็วยิ่งขึ้น ?”หนิงเฟยหลงเรียกเสี่ยวลี่ออกมาจากมิติปริศนา

             

            จิ้งจอกน้อยคลอเคลียอยู่กับชายหนุ่มมันค่อนข้างจะออดอ้อนเจ้านายเก่งเลยทีเดียว

             

            “ก็มีอยู่นะ ขอเวลาให้เสี่ยวลี่หน่อยนะ อืม...” เสี่ยวลี่กระโดดไปมาบนตักของชายหนุ่มพลางเอาขาหน้าขึ้นมาเกาศีรษะหนิงเฟยหลงรอคอยคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ แต่แล้วเสี่ยวลี่ก็...ก็หลับ !

             

            “........”

             

            หนิงเฟยหลงมุมปากกระตุกเขาอึ้งกับความสามารถในการหลับของเสี่ยวลี่ที่คิดจะหลับก็หลับไปเสียอย่างนั้น

             

            “เสี่ยวลี่ตื่นมาตอบคำถามข้าก่อน !” หนิงเฟยหลงยีหัวเจ้าจิ้งจอกน้อยให้ตื่นมันงัวเงียขึ้นมาส่งสายตาแวววาวพลางกระพริบตาปริบ ๆ ให้หนิงเฟยหลงลูบหัวมันอย่างเบามือ “เอาล่ะเจ้าน่าจะตอบคำถามข้าได้แล้ว”

             

            “เอ่อ...ที่จริงแล้ว..เสี่ยวลี่เองก็นึกไม่ออกนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกจนเผลอหลับไปอย่างที่นายท่านเห็นนั่นแหละ”เสี่ยวลี่ตอบด้วยความจนใจ

             

            “.......” หนิงเฟยหลงเงียบอยู่พักหนึ่งเขาไม่ได้บังคับให้เสี่ยวลี่เร่งหาคำตอบ แต่เป็นเขาเองที่ต้องเป็นคนหาคำตอบที่ทวีปหนานโจวมีคนฝึกฝนพลังจิตน้อยมาก ไม่อาจหาวิธีในการฝึกฝนที่ดีได้ไม่แน่ว่าในที่แห่งนี้ เขาอาจจะพบเจอสิ่งที่ต้องการก็เป็นได้

             

            ...

             

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน