อานหยางเองก็รู้สึกปวดศีรษะจวนเจียนจะระเบิดออกมาเช่นกัน
เขารู้สึกเพียงว่าเมื่อวานนี้หลังจากกลับมาอาการโกรธก็มิทุเลาลงคิดถึงเรื่องที่เยี่ยนเจาเจาไม่สนใจเขา อีกอย่างเฉินเหลียนเอ๋อร์ที่เดิมทีชื่นชมเขามาตลอดแต่กลับหัวเราะเยาะเย้ยแต่ไป๋ฝูฉวีที่เขาห่วงใยฟูมฟักกลับกลายเป็นคนที่มีชาติกำเนิดต่ำต้อยมันทำให้เขารู้สึกจิตใจสับสนวุ่นวายยากจะจัดการ
จิตใจของเขาวิตกกังวลเขาเดินวกไปวกมาทั่วลานล่าสัตว์ และช่วงดึกใต้เงาของต้นไม้ใหญ่ เขาก็ได้พบกับบุรุษผิวดำที่ถามเขาว่าอยากไปดื่มด้วยกันหรือไม่
สุราสุราจัดว่าเป็นของดี!
ดั่งคำกล่าวที่ว่าการเมาสลายความกังวลนับร้อยพันอานหยางคิดว่าหลังจากที่ดื่มจนเมาแล้ว ตนก็จะได้ไม่ต้องไปนึกถึงเรื่องกวนใจพวกนั้นอีกเมื่อรวมกับบุรุษผิวดำผู้นั้นที่คุ้นหน้าคุ้นตาชวนเขานั่งลง และถามว่าจะรับสุราสักกาหรือไม่
อานหยางมิได้กล่าวสิ่งใดบุรุษผิวดำผู้นั้นก็ไม่ได้พูดอะไร ทั้งสองคนหยิบถ้วยสุราขึ้นมองหน้ากันแล้วจึงดื่มไปหนึ่งอึก
สุรานี้มิรู้ว่าทำมาจากสิ่งใดกลิ่นฉุนรสชาติเผ็ดร้อน เขาดื่มเข้าไปเพียงไม่กี่อึกก็รู้สึกขึ้นไปถึงศีรษะ ฤทธิ์สุรารุนแรงจนทำให้ตาพร่ามัวรสเผ็ดร้อนนั้นทำให้ดูเหมือนว่ามีเพียงสิ่งนี้ที่ทำให้จิตใจของเขารู้สึกโล่งขึ้นได้บ้าง
แต่คนชอบสุรามิได้เป็นเช่นนี้หรอกหรือ?
ยิ่งเมาก็ยิ่งอยากดื่มยิ่งเมายิ่งต้องการดื่ม จอกแล้วจอกเล่าส่งสุราเหลืองลงท้องคิดว่าตนอยู่เหนือฟ้าเหนือดินไม่มีขื่อมีแป มิว่าสิ่งใดก็ต้องพูดออกไป
อานหยางคิดว่าความกดดันของตนมากเกินไป
เขาไม่อยากเป็นผู้สืบทอดคนต่อไปของตระกูลอานแห่งเมืองหยางโจวยิ่งไม่อยากถูกปฏิบัติให้เป็นผู้สืบทอดตระกูลเพื่อนำพาไปสู่ความรุ่งเรืองยิ่งกว่านั้นคือเขาไม่อยากแต่งงานกับเฉินเหลียนเอ๋อร์
แต่ในตอนนี้เขาไม่ต้องแต่งงานกับเฉินเหลียนเอ๋อร์แล้วในใจรู้สึกอึดอัดเป็นอย่างยิ่ง ทั้งๆที่รู้อย่างชัดเจนว่าเยี่ยนเจาเจาไม่เห็นหัวเขาแต่มันกลับรู้สึกเหมือนแมลงเม่าบินเข้ากองไฟที่มิอาจควบคุมหัวใจของตนได้
เขาเมามากเสียจนจดจำใบหน้าของคนตรงหน้าไม่ได้เมาจนหัวราน้ำ ทั้งยังกล่าวถึงความงามของเยี่ยนเจาเจาไม่หยุดปาก
ตลอดเวลาบุรุษผิวดำมิได้กล่าวสิ่งใดแม้จะพูดออกมาแต่ในตอนนั้นสมองของเขาก็เหมือนแป้งเปียกที่ไม่สามารถเข้าใจสิ่งใด
เขาเห็นเพียงริมฝีปากของบุรุษผิวดำผู้นั้นเปิดและปิดราวกับว่ากำลังพูดอะไรอยู่ “...นางชอบหยวนชิงชิวเจ้าชอบหยวนชิงจ้าว เช่นนั้นก็ถือว่าเป็นคู่ที่เข้ากันได้อย่างลงตัว” ทว่าตอนนั้นเขาดูเหมือนจะไม่เข้าใจความหมายของประโยคนั้นว่ามันหมายความว่าอย่างไรกันแน่
ดื่มไปถึงตอนท้ายเขาก็จดจำไม่ได้ว่าตนดื่มไปมากมายเพียงใดบุรุษผิวดำผู้นั้นก็ไม่รู้ว่าหายตัวไปตั้งแต่ตอนไหน
กลับมีสตรีสวมชุดขาวรูปร่างสะโอดสะองเดินเข้ามากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานนุ่มนวล “ศิษย์พี่หยาง เหตุใดท่านถึงดื่มมากมายถึงเพียงนี้ ข้าพาท่านกลับไปพักผ่อนดีหรือไม่เจ้าคะ?”
อานหยางได้กลิ่นหอมจางๆมาจากร่างของหญิงสาว เขาจำได้ว่าไป๋ฝูฉวีที่อยู่ข้างกายเขาชอบกำยานกลิ่นนี้อีกทั้งยังชอบเสื้อผ้าสีขาวอีกด้วย
น่าเสียดายที่ไป๋ฝูฉวีเกิดในชนชั้นที่ต่ำต้อยเขาไม่อยากมีความเกี่ยวข้องกับไป๋ฝูฉวี สตรีผู้กำเนิดมาจากดินแดนดอกไม้ไฟ
ทว่าเขาก็ดื่มมากจนเกินไปจริงๆเรี่ยวแรงที่ใช้ในการปฏิเสธไป๋ฝูฉวีมีน้อยนิดจนน่ากลัว สุดท้ายในหัวของเขาก็รู้สึกสับสนวุ่นวายจากนั้นก็หลับไปทันที
เขาไม่สามารถจดจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นได้เลยในตอนที่ตื่นขึ้นมาก็พบกับแสงแดดสว่างจ้าแล้ว ทว่าเขานอนอยู่บนเตียงที่หอมอบอวลไปด้วยกลิ่นของหญิงสาวผู้ที่นอนร่วมเตียงกับเขามิใช่ใครอื่น แต่เป็นไป๋ฝูฉวีผู้ที่เขาปฏิเสธไปเมื่อคืนนี้
ไป๋ฝูฉวีมองมาที่เขาด้วยสายตาที่ประหลาดใจมากเช่นเดียวกันในตอนที่นางกำลังจะร้องตะโกนอย่างมิรู้ตัว อานหยางก็ยกมือของตนมาปิดปากนางเอาไว้เสียก่อน
“เหตุใดเจ้าถึงอยู่ที่นี่!”
อานหยางถามด้วยเสียงต่ำและเบา
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความโกรธที่โดนระงับเอาไว้แม้ในสมองจะยังรู้สึกถึงความสับสนวุ่นวาย แต่ก็ยังมีอาการปวดจากการเมาค้างอยู่ ทว่าความโกรธของเขาก็เพิ่มขึ้นเมื่อไม่รู้ว่าเหตุใดไป๋ฝูฉวีถึงมาอยู่บนเตียงของตนได้
แต่การยกมือขึ้นในครั้งนี้ทำให้อานหยางรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
เสื้อผ้าบนตัวของเขายุ่งเหยิงรุงรังไปหมดส่วนเสื้อผ้าของไป๋ฝูฉวีที่โดนเขากดเอาไว้อีกฝั่งก็พะรุงพะรังไม่แพ้กัน
มีรอยกุหลาบหลายจุดบนลำคอของไป๋ฝูฉวีราวกับเป็นร่องรอยที่เหลือไว้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ไป๋ฝูฉวีทั้งโกรธทั้งละอายใจเมื่อวานนางโดนเฉินเหลียนเอ๋อร์กระทำ กลับมาก็ร้องไห้ไปยกใหญ่ร้องไห้จนนอนซมมื้อเย็นก็ไม่กิน ท้ายที่สุดจึงหลับไปอย่างงุนงง สุดท้ายแล้วก็มิรู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
จู่ๆอานหยางก็มาปรากฏกายบนเตียงของนาง เรื่องนี้หากโดนผู้อื่นพบเข้าจะทำอย่างไร?
ผู้คนทั่วไปไม่สามารถพูดถึงอานหยางอย่างรุนแรงอย่างมากก็บอกว่าเขาเป็นคนเจ้าชู้ที่ชอบลักหยกขโมยบุปผา แต่ประโยคนี้เมื่อนำมาไว้ที่ตัวนางก็จะเป็นประโยคที่ไม่น่าฟังเช่นว่าการผูกความสัมพันธ์ต่อผู้มีอำนาจ ไม่มีความละอายแม้แต่น้อย ก็จะถูกกล่าวไว้บนตัวนางเมื่อรวมกับชาติกำเนิดที่ต่ำต้อยของนางเกรงว่าใครก็คงล้วนแต่คิดว่านางตั้งใจยั่วยวนอานหยาง
ไป๋ฝูฉวีมิได้โง่ถึงเพียงนั้นยามนี้ส่งร่างของตนที่ไร้มลทินไร้ซึ่งชื่อไร้ซึ่งสถานะออกไป เกรงว่าผู้ที่เสียหายจะมิใช่ฝ่ายชายแต่เป็นตัวนางเอง
เดิมทีสถานการณ์ที่ด้านนอกของนางตอนนี้ก็ลำบากมากอยู่แล้วยามนี้สถานการณ์เช่นนี้ยิ่งทำให้ย่ำแย่เข้าไปใหญ่
เมื่อนึกถึงจุดนี้ไป๋ฝูฉวีก็อดรู้สึกเศร้าใจไม่ได้ น้ำตาที่อดกลั้นไว้ไหลออกมา
อานหยางเห็นนางร้องไห้เมื่อรวมกับเรื่องความวุ่นวายที่เกิดขึ้นบนเตียงและรอยแดงที่อยู่บนคอของไป๋ฝูฉวี เขาคิดไปโดยมิรู้ตัวว่าระหว่างตนและไป๋ฝูฉวีเกิดเรื่องอะไรบางอย่างขึ้นแล้วจริงๆ
ความจริงแล้วช่างเป็นเรื่องน่าขำแม้ว่าอานหยางจะเคยทำเรื่องเช่นนั้นแล้ว แต่ก็เป็นครอบครัวที่จัดการหาสาวใช้ต้นห้องมาให้โดยปกติแล้วเขาเป็นผู้ที่ควบคุมตัวเองได้อย่างดี ดังนั้นจึงมีรายละเอียดบางอย่างที่เขาเองก็ไม่ค่อยกระจ่างสักเท่าไร
ในใจของเขาคิดว่าตนมีความสัมพันธ์บางอย่างกับไป๋ฝูฉวีจิตใจจึงสับสนวุ่นวายเหมือนด้ายที่พันกัน แววตาของเขาเผยร่องรอยความว้าวุ่นออกมา
แต่ไป๋ฝูฉวีได้สติกลับมาจากการตื่นตระหนกในช่วงแรกเมื่อเห็นท่าทีของอานหยางเป็นเช่นนี้ แค่ครู่เดียวเข้าใจได้ว่าอานหยางน่าจะเข้าใจผิดคิดว่าตนกับนางเกิดความสัมพันธ์อะไรบางอย่างกัน
แต่ไป๋ฝูฉวีรู้ดีว่าระหว่างนางและอานหยางไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
รอยแดงตรงคอของนางรู้สึกเจ็บปวดดูเหมือนไม่ได้เป็นรอยที่เกิดขึ้นหลังจากการจูบ แต่กลับเหมือนร่องรอยที่เกิดจากท่านแม่ทุบตีเมื่อตอนเด็กนิ้วมือหนีบเข้าที่ผิวหนังของร่างกาย เหลือทิ้งไว้เป็นร่องรอยสีแดง
ที่ยิ่งไปกว่านั้นนางไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดใดๆชัดเจนแล้วว่าตนและอานหยางเพียงนอนอยู่บนเตียงเดียวกันเท่านั้น ไม่ได้เกิดความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งใดขึ้น
แต่ยามนี้อานหยางปวดศีรษะจนแทบระเบิดเพราะเจอปัญหาหนักยากจะจัดการแก้ไขได้
เขาไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรอาการเมาค้างยังคงหลงเหลืออยู่ มือหนากดที่ปากของไป๋ฝูฉวีอย่างดุดัน พร้อมกล่าวคำพูดข่มขู่ “เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ข้าจะชดเชยให้เจ้าหากคนอื่นกล่าวถาม เจ้าก็บอกไปแค่ไม่ได้เกิดเรื่องใดขึ้น! หากเจ้ากล้าพูดออกไปข้าจะทำให้เจ้ามิอาจอยู่ในสถานศึกษาตระกูลหยวนได้อีกต่อไป!”
ระหว่างที่พูดอานหยางไม่อยากหันไปมองสีหน้าของไป๋ฝูฉวีว่าเป็นเช่นไรเด้งตัวขึ้นมาจากเตียงนอน หอบชุดที่กระจัดกระจายเข้ามาสวมมันให้เรียบร้อยจากนั้นก็วิ่งตรงออกไปข้างนอกอย่างเร่งรีบ
เมื่อเขาเปิดประตูก็พบว่าสลักกลอนถูกขัดเอาไว้ด้านในเห็นได้ชัดว่าไป๋ฝูฉวีตั้งใจพาตนที่เมาไม่เป็นท่ามาที่นี่เพื่อทำอะไรบางอย่าง จิตใจอำมหิตเสียจริง
อานหยางในตอนนี้เกลียดไป๋ฝูฉวีจนเข้ากระดูกดำเดิมทีเขาไม่เคยคิดถึงเรื่องพวกนี้และไม่เคยปรารถนาเรือนร่างของไป๋ฝูฉวี คิดเพียงว่าหลังจากที่สู่ขอฮูหยินอย่างเป็นทางการแล้วค่อยจัดการเรื่องพิธีการโจวกง[1] แต่ทั้งหมดนี้ล้วนโดนไป๋ฝูฉวีสตรีชั้นต่ำผู้นั้นทำลายไปหมดแล้ว!
เดิมทีคิดว่านางเป็นเพียงสตรีเจ้าเล่ห์แต่คิดไม่ถึงเลยว่านางจะเป็นคนเลวทรามต่ำช้าได้มากเพียงนี้!
ความโกรธในใจของอานหยางไม่ทุเลาลงเขาเปิดประตูเดินออกไปโดยไม่คิดหันกลับมาปิด
ไป๋ฝูฉวีที่เดิมทีมีอาการตื่นตระหนกเป็นอย่างยิ่งตอนนี้กลับมีท่าทีที่สงบลง นางตระหนักดีว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้สำหรับตนแล้วไม่มีทางเปลี่ยนเป็นเรื่องดีอะไร
นางเดาว่าอานหยางมีความกลัดกลุ้มก็เลยดื่มจนเมามายอาการมึนเมาทำให้เขาเข้ามาที่นี่โดยไม่รู้ตัว เขาคิดว่าตนทำเรื่องเช่นนั้นกับไป๋ฝูฉวีไปตอนตื่นขึ้นมาก็พบว่ามันเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อดังนั้นจึงออกไปพร้อมกับความท้อแท้อย่างถึงที่สุด
ในใจของนางมีทั้งความตกใจและดีใจจึงทำให้นางมิอาจสังเกตเห็นความโกรธที่แผ่กระจายออกมาจากร่างของอานหยางแต่หลังจากที่ประตูโดนอานหยางเปิดออก กลิ่นหอมของยาเพียงชนิดเดียวก็ได้สลายไปประตูที่โดนผู้อื่นตั้งใจตบตาปิดมาจากด้านนอก ท้ายที่สุดก็มิอาจล่วงรู้เลยสักนิด
ไป๋ฝูฉวีไม่รู้ว่าเรื่องไร้สาระที่เกิดขึ้นครั้งนี้มีคนจงใจวางแผนอยู่เบื้องหลังอีกทั้งยังกระหยิ่มยิ้มย่องคิดว่าตนจะสามารถทำอย่างไรบ้าง ถึงจะได้ผลประโยชน์จากเรื่องนี้ได้มากที่สุด
ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างไป๋ฝูฉวีเฉินเหลียนเอ๋อร์และอานหยางทั้งสามคน ยามนี้ถูกส่งไปถึงมือของเยี่ยนเจาเจาแล้ว
กิจกรรมของวันนี้คือการตีคลีบัณฑิตจำนวนมากก็จะพากันไปชมคนเล่นตีคลี เยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอกำลังหนีงานไปนั่งพูดคุยกันในศาลาเล็กๆกลางป่า
นางหยิบกระดาษสีขาวที่อยู่ในมือมาอ่านจากนั้นก็กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย “ข้ายังคิดว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์ที่อดกลั้นมานานจะมีแผนการที่เก่งกาจ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”
หนานหมิงเหอมิได้กล่าวแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องระหว่างหญิงสาวทำเพียงเม้มริมฝีปากแล้วเผยรอยยิ้มออกมา
เยี่ยนเจาเจาเห็นลักยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปากของหนานหมิงเหอนางเข้าไปในอ้อมแขนของหนานหมิงเหอราวกับพบสมบัติล้ำค่ามือบางยื่นออกไปและลูบบนลักยิ้มของเขา ก่อนกล่าวออกมาพร้อมยิ้มตาหยี “ท่านพี่ เหตุใดท่านถึงไม่พูดอะไรล่ะเจ้าคะ?”
“จะให้พูดอะไรเล่าข้าย่อมคิดว่าน้องสาวของข้านั้นฉลาดที่สุดในใต้หล้านี้แล้ว”
ตอนที่กล่าวประโยคนี้ออกมาใบหน้าไม่ได้แดงหัวใจไม่ได้เต้นเร็ว เยี่ยนเจาเจาได้ยินเขาพูดเช่นนี้ก็ดีใจยิ่งนักหยอกล้อรอยยิ้มนั้นอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็กล่าวต่อในหัวข้อเมื่อครู่นี้ “แต่จริงๆ ก็ไม่นึกแปลกใจเลย ที่เฉินเหลียนเอ๋อร์และไป๋ฝูฉวีเป็นพี่น้องที่ดีต่อกันมาอย่างยาวนานนางเข้าใจความคิดของไป๋ฝูฉวีเป็นอย่างดี รู้ดีว่าไป๋ฝูฉวีจะต้องมีความคิดอื่นเกิดขึ้นอย่างแน่นอน”
“นางเกลียดอานหยางเข้ากระดูกเช่นนั้นนางจึงเอาอานหยางรวมเข้าไปด้วย เจ้าดูลักษณะของพฤติการณ์สิหยาบช้าอย่างแยบยล จะต้องใช้วิธีการที่เจ็บปวดมากที่สุด เพื่อให้อานหยางและไป๋ฝูฉวีชดใช้”
หนานหมิงเหอปลอบประโลมเยี่ยนเจาเจานางพิงอยู่บนตักของเขา เงยหน้าขึ้นมองด้วยดวงตากลมโตได้ยินสิ่งที่เขาพูดก็หัวเราะออกมาจนดวงตาคู่นั้นคว่ำลง
ในตอนนี้ใจของเขาไม่อยู่กับเนื้อกับตัวและคิดถึงกลอนประโยคหนึ่งขึ้นมา
“บนตักของหว่านเซินหลางมีหนใดที่ไม่น่าสังเวชใจ”
เยี่ยนเจาเจาอยู่บนตักของเขาทั้งน่ารักน่าสงสารจนทำให้หนานหมิงเหอรู้สึกคันมือ
เขายื่นมือไปบีบแก้มเยี่ยนเจาเจารอยสัมผัสให้ความนุ่มนวลและอบอุ่น ท้ายที่สุดเขาก็ดึงมือของตนออกด้วยใจอดกลั้น
กลอนประโยคนั้นแท้จริงแล้วก็มิได้เป็นเรื่องราวที่ดีความน่ารักและสังเวชใจนั้น หากมิต้องการก็ช่างมัน
---------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] พิธีการโจวกง คือ ก่อนการแต่งงาน ชายหนุ่มมิอาจมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นได้ยกเว้นหลังพิธีการแต่งงานไปแล้ว