่เวลากลางคิมหันตฤดู อากาศร้อนอบอ้าว ไม่มีลมแม้แต่น้อย
บนแท่นบูชาพระขนาดเล็กมีองค์พระโพธิสัตว์กวนอิมที่สลักด้วยหยกขาวประดิษฐานอยู่ด้านหน้ามีกระถางธูป สามขาสีม่วงสลักลวดลายประณีตใบหนึ่ง ควันจากธูปไม้จันทน์แดงสามดอกในกระถางลอยหมุนท่ามกลางแสงแดดก่อนเลือนหายไปช้าๆบรรยากาศตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ อันเป็เอกลักษณ์ของไม้จันทน์แดงช่วยให้ผู้ที่ได้กลิ่นจิตใจสงบนิ่ง ไม่คิดฟุ้งซ่าน
ดังที่กล่าวกันว่าหากจิตใจสงบนิ่งทุกสิ่งย่อมร่มเย็น
เสิ่นเย่ว์เฉินประนมมือ นั่งคุกเข่าบนเบาะกลม ลำตัวเหยียดตรงสมาธิจดจ่ออยู่กับการท่องพระคัมภีร์ ไม่แยแสทั้งความร้อนอบอ้าวภายในห้อง และเสียงจักจั่นที่ดังเสียดหูซึ่งทะลุผ่านหน้าต่างเข้ามาแม้แต่น้อย
บริเวณคิ้วและดวงตาของนางนับว่างดงามจิ้มลิ้ม ร่างกายผอมบางสวมใส่พัสตราภรณ์สีฟ้าอ่อนแขนเสื้อกว้าง ม้วนขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นข้อมือบางที่อยู่ภายในผมสลวยดุจเส้นไหมยาวลู่ถึงเอว ได้รับการหวีอย่างเป็ระเบียบอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
เรือนข้างที่นางอาศัยอยู่มีพื้นที่ไม่ใหญ่ตรงกลางลานมีต้นไหวโบราณแตกกิ่งใบบางตาอยู่ต้นหนึ่ง ข้างกันมีบ่อน้ำลึกแคบทิศใต้ของลานมีห้องซึ่งมุงหลังคากระเบื้องสีเขียวกำแพงสีเทาอยู่สามห้องเนื่องจากประตูและหน้าต่างหันหน้า เข้าหาดวงอาทิตย์ทำให้ห้องนี้กลายเป็จุดศูนย์กลางความร้อนระอุ ทั้งยังระบายอากาศได้ไม่ดีเมื่อถึงคิมหันตฤดู ภายในห้องจึงร้อนอบอ้าวเป็อย่างยิ่ง
แต่อบอ้าวก็ส่วนอบอ้าว หากเทียบกับอารามจิ้งเย่ว์ในกาลก่อนที่นี่นับว่าดีมากแล้ว
ของตกแต่งในห้องนี้มีไม่มาก เครื่องเรือนและของใช้ต่างๆล้วนเป็สีหม่นทำให้ดูเรียบง่ายตามแบบโบราณโดยเฉพาะโต๊ะหนังสือฉลุลายซึ่งทำจากไม้ประดู่ที่วางอยู่ริมหน้าต่างตัวนั้นบนโต๊ะมีเครื่องเขียนทั้งสี่[1]ครบครันรวมถึงพระคัมภีร์หลายม้วนวางเรียงซ้อนกันทั้งยังมีคัมภีร์ฉบับคัดมือเล่มหนาอีกสองกอง กระดาษที่ใช้ล้วนเป็กระดาษฮุยเซวียน[2]อย่างดีตัวอักษรบนกระดาษงดงามและทรงพลัง ดูแล้วเต็มไปด้วยความมั่นใจส่วนห้องทางทิศตะวันออกเป็ห้องนอน ภายในมีเพียงเตียงที่ทำจากไม้พุทราหน้าต่างมีม่านผืนบางโปร่งติดไว้นอกจากนี้ยังมีผ้านวมวางซ้อนอยู่บนเตียงอย่างเป็ระเบียบ
อีกห้าวันจะเป็วันครบรอบวันตายของหลินซื่อผู้เป็มารดาแท้ๆของเสิ่นเย่ว์เฉินคัมภีร์เ่าั้เป็ของที่นางจะส่งไปให้วัดไป๋ถ่าเพื่อสร้างกุศล
แม้วันนั้นจะเป็วันครบรอบวันตายหลินซื่อแต่ก็เป็วันเกิดของเสิ่นเย่ว์เฉินด้วยเช่นกัน
ตอนเกิดเสิ่นเย่ว์เฉินเป็เด็กคลอดยากหลินซื่อใช้เวลาหกชั่วยามกว่าจะคลอดบุตรสาวออกมาสำเร็จทว่านางกลับเป็ดั่งกลิ่นหอมที่จางหาย ดั่งชิ้นหยกที่แตกมลายตายไปโดยไม่ทันมองหน้าบุตรสาวให้ชัดด้วยซ้ำ
เพิ่งมาถึงโลกใบนี้ก็คร่าชีวิตมารดาเสียแล้วมิหนำซ้ำตอนเกิดก็มีโลหิตเปรอะเปื้อนทั่วทั้งสรรพางค์กายลืมตาขึ้นมากลับไม่ร้องไห้งอแง เช่นนี้ยิ่งทำให้ทุกคนประหวั่นพรั่นพรึงคิดว่านางเป็ปีศาจร้ายกลับชาติมาเกิดจนเสิ่นจื้ออวิ๋นผู้เป็บิดาบันดาลโทสะเกือบจับนางกดอ่างน้ำให้ตายด้วยมือตนเอง
เสิ่นเย่ว์เฉินที่รอดชีวิตมาได้อย่างยากลำบากย่อมไม่ใช่ปีศาจแต่อย่างใด ลักษณะท่าทางที่ดูผิดแผกเ่าั้เป็เพราะิญญาในร่างนี้คือิญญาที่มาจากโลกอนาคตเนื่องจากเกิดอุบัติเหตุรถยนต์อย่างกะทันหันทำให้ิญญาของหญิงสาวที่ชื่อเดียวกันทะลุมายังมิติเวลาที่แตกต่างนี้เดิมทีเสิ่นเย่ว์เฉินทั้งตื่นตระหนกและหวาดกลัว ทว่ายามนี้กลายเป็สงบนิ่งและคล้อยตามเสียแล้วการแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลาทำให้นางเรียนรู้ที่จะซาบซึ้งในความเมตตาของพุทธองค์กับสรวง์รู้จักปล่อยวางไปตามธรรมชาติพร้อมทั้งยอมรับความจริง
ราชวงศ์ต้าโจวเป็ราชวงศ์ใหม่ที่นางไม่เคยได้ยินในชาติก่อนแต่ยามนี้นางคุ้นเคยกับทุกสิ่งของที่นี่แล้ว
อู๋มามาเร่งฝีเท้าเดินเข้ามาในลานเรือน นางร้อนจนเหงื่อท่วมหน้า พัสตราภรณ์ด้านหลังชุ่มไปด้วยเหงื่อจนเห็นเป็รอยรูปวงรีขนาดใหญ่
หากเดินจากที่นี่ไปถึงเรือนหลักอย่างมากก็ใช้เวลาไม่เกินหนึ่งถ้วยชา[3]ถ้าอาศัยเดินเรียบไปตามระเบียงทางเดินที่เย็นสบายจะเดินไปกลับได้เร็วขึ้นทั้งที่เป็เช่นนี้แต่คนดูแลบัญชีกลับมีเจตนาถ่วงเวลาปล่อยให้นางยืนรออยู่ใต้แสงตะวันอันร้อนระอุอยู่เนิ่นนานกว่าจะนำเงินรายเดือนของเดือนนี้ออกมาได้
อู๋มามามีโทสะไม่ใช่น้อยแต่ก็ต้องกัดฟันอดกลั้นความโมโหนั้นไว้นางดูแลเสิ่นเย่ว์เฉินมานานหลายปีทราบดีว่าสถานการณ์ของคุณหนูในตระกูลเสิ่นยากลำบากมากนางจึงไม่อยากให้คุณหนูต้องโศกเศร้าเ็ปเพราะเื่เล็กน้อยเหล่านี้อีก
ทุกคนในจวนเสิ่นไม่ว่าจะตำแหน่งน้อยใหญ่ล้วนทราบดีว่าเสิ่นเย่ว์เฉินซึ่งอาศัยอยู่ในเรือนทักษิณยามนี้ เป็ผู้ที่ไม่ได้รับความรักรวมถึงเป็คุณหนูใหญ่ที่ไร้อำนาจและศักดิ์ศรีมากที่สุดในตระกูลแม้จะเป็บุตรสาวคนโตที่เกิดจากภรรยาเอกแต่มีดวงพิฆาตมารดา นายท่านจึงเมินเฉยเ็ากับนางมาั้แ่เล็กเพิ่งเกิดได้สามวันก็ถูกส่งไปเลี้ยงดูนอกจวนโดยให้ไปอยู่สำนักนางชีกลางูเาห่างไกลการไปคราวนี้ยาวนานถึงสิบกว่าปีกระทั่งปีที่แล้วนายท่านใหญ่ได้เลื่อนขั้นเป็ขุนนางขั้นสี่กินตำแหน่งเ้าเมืองไหลโจวฮูหยินผู้เฒ่าจึงนึกถึงนางและรับกลับมายังบ้านเก่าในเต๋อโจวพร้อมใส่ชื่อนางลงในลำดับวงศ์ตระกูล
ฮูหยินผู้เฒ่ารับเสิ่นเย่ว์เฉินกลับมาอย่างกะทันหันเช่นนี้ไม่ใช่เพราะรักนางแต่ที่ทำไปก็เพื่อรักษาหน้าตาของตระกูลเสิ่นเท่านั้นไม่ว่าอย่างไรนางก็เป็บุตรสาวคนโตของตระกูลเสิ่นเป็ถึงบุตรสาวเ้าเมืองผู้ผ่าเผยแต่กลับถูกส่งไปเลี้ยงดูที่สำนักนางชีมาตลอดหากเื่นี้แพร่ออกไปและคนภายนอกรู้เข้าเกรงว่าจะเป็การทำลายเกียรติของตระกูลเสิ่นและบุตรชายตน
สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ที่ทำงานราชการก็คือชื่อเสียงฮูหยินผู้เฒ่าเห็นว่าตำแหน่งหน้าที่ของบุตรชายยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆสายสัมพันธ์กับผู้คนก็กว้างขวางขึ้นเช่นกันจึงไม่อาจปล่อยให้ผู้อื่นนินทาเื่ของหลานสาวลับหลังได้
หลินซื่อผู้เป็ภรรยาเอกจากไปไม่นาน เสิ่นจื้ออวิ๋นก็แต่งงานใหม่อีกครั้งยามนี้เขาพาเหยาซื่อภรรยาเอกเหล่าอนุภรรยาและบุตรธิดาทั้งหมดไปอยู่ที่ไหลโจวแล้ว่วันหยุดกับ่เทศกาลจึงจะกลับมาพักเป็เวลาสั้นๆเรือนที่เต๋อโจวแห่งนี้จึงมีเพียงฮูหยินผู้เฒ่าและครอบครัวของนายท่านรองเสิ่นจื้อเจียนอาศัยอยู่เงียบเหงาเป็อย่างยิ่ง
เรือนหลังเก่าของตระกูลเสิ่นมีพื้นที่กว้างใหญ่ ห้องหับมากมายถึงอย่างนั้นฮูหยินผู้เฒ่าก็ยังจัดให้เสิ่นเย่ว์เฉินอยู่ที่เรือนทักษิณซึ่งตั้งอยู่ในซอกมุมอันห่างไกลโดยบอกว่าดวงของนางไม่ดี หากอยู่ใกล้กันจนเกินไปจะส่งผลต่อตน
อู๋มามายืนอยู่ใต้ชายคาเรือนทักษิณ ยกมือขึ้นปาดเม็ดเหงื่อบนใบหน้าพลางจ้องมองเสิ่นเย่ว์เฉินนิ่งๆ อีกฝ่ายคุกเข่าอยู่ตรงนั้น แผ่นหลังเหยียดตรงสีหน้าท่าทางสง่างาม ให้ความรู้สึกเงียบสงบดั่งห้วงธาราอย่างเป็ธรรมชาติไม่กระด้างไม่เสแสร้ง ราวกับเป็เช่นนี้มาแต่กำเนิด
มองไปมองมา จู่ๆ ในใจของอู๋มามาพลันโศกาอาดูรคิดไปว่าหากตอนนี้ฮูหยินยังอยู่ คุณหนูคงไม่ต้องใช้ชีวิตลำบากยากเข็ญถึงเพียงนี้คงได้ติดตามนายท่านไปใช้ชีวิตดีๆ ที่ไหลโจวเช่นเดียวกับคุณหนูคนอื่นๆ แล้ว
อู๋มามาปลงอนิจจังจนอดถอนใจเบาๆ ไม่ได้ นางหันหลังเดินเข้าไปห้องตนเองเพิ่งเข้าไปไม่ทันไร สาวใช้ตัวน้อยมวยผมคล้ายซาลาเปาสองก้อน สวมพัสตราภรณ์หยาบๆนางหนึ่งก็เดินออกมาต้อนรับอย่างกระตือรือร้น “มามากลับมาแล้ว”กล่าวจบก็สังเกตสีหน้าของอู๋มามาอย่างระมัดระวังเมื่อเห็นอีกฝ่ายขมวดคิ้วเล็กน้อยก็ทราบว่าคงได้รับความขุ่นเคืองมาจากเรือนหลักเป็แน่สาวใช้ตัวน้อยจึงรีบร้อนหยิบผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำให้นางซับเหงื่อแล้วรินชาส่งให้ถ้วยหนึ่ง
อู๋มามารับผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อบนหน้าตน ก่อนจะจิบชาไปหนึ่งอึกนางมองสาวใช้พลางกล่าวว่า “ชุ่ยซิน ข้ารับเงินรายเดือนมาแล้วตอนสายเ้าออกไปซื้อปลาดีๆ สักตัวมาบำรุงร่างกายให้คุณหนูหน่อยเถิด”
ชุ่ยซินได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจยาว จากนั้นก็ตอบรับอย่างขันแข็ง
อู๋มามาจิบชาอีกนิดหนึ่งแล้วผลัดเปลี่ยนพัสตราภรณ์เพื่อไปเตรียมอาหารกลางวันในห้องครัวเล็กชุ่ยซินก็ตามไปด้วย นางตวงน้ำซวนเหมย[4]จากไหที่แช่เย็นอยู่ในบ่อน้ำมาถ้วยหนึ่งแล้วยกไปส่งที่ห้องของเสิ่นเย่ว์เฉิน
ม่านไม้ไผ่ส่งเสียงสั่นไหว ชุ่ยซินเดินถือถาดเข้ามา ส่งเสียงเรียกว่า “คุณหนูเ้าคะ ยังพอมีเวลาก่อนจะกินอาหารกลางวันคุณหนูดื่มน้ำซวนเหมยเรียกน้ำย่อยสักหน่อยนะเ้าคะ” กล่าวจบก็วางถาดลงบนโต๊ะกลมด้านข้างแล้วเดินเข้าไปประคองเสิ่นเย่ว์เฉินพร้อมเอ่ยว่า“อู๋มามารับเงินรายเดือนมาแล้วบอกว่าเย็นนี้จะทำปลาให้คุณหนูด้วยเ้าค่ะ”
เสิ่นเย่ว์เฉินท่องส่วนสุดท้ายของคัมภีร์ให้จบแล้วค่อยจับแขนชุ่ยซินพยุงร่างของตนลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นใบหน้าเปี่ยมสุขราวเด็กน้อยของอีกฝ่ายก็อดเผยยิ้มออกมาไม่ได้
ั้แ่กลับมาที่ตระกูลเสิ่นฮูหยินผู้เฒ่าเห็นว่าข้างกายเสิ่นเย่ว์เฉินมีสาวใช้รุ่นใหญ่คอยปรนนิบัติเพียงคนเดียวจึงสั่งให้คนทยอยส่งสาวใช้มาที่เรือนอย่างไม่ขาดสายส่วนใหญ่ล้วนเป็พวกไร้ความสามารถทั้งยังดูแคลนว่าเสิ่นเย่ว์เฉินเป็คุณหนูที่ไม่ได้รับความรักใช้จ่ายยังฟุ่มเฟือยไม่เท่าอนุภรรยาด้วยซ้ำ บ้างก็ทำตัวเป็นกสองหัวดังนั้นจึงไม่มีใครอยู่ที่นี่ได้นาน
เสิ่นเย่ว์เฉินและอู๋มามาอยู่ด้วยกันและพึ่งพาอาศัยกันมาหลายปีนางเองก็ไม่ใช่คนที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจดังนั้นข้างกายจะมีคนรับใช้ติดตามมากขึ้นคนหนึ่งหรือน้อยลงคนหนึ่งนางย่อมไม่ใส่ใจแต่เพราะทราบถึงเจตนาดีของฮูหยินผู้เฒ่าสุดท้ายนางจึงรับสาวใช้ไว้คนหนึ่ง
ชุ่ยซิน เดิมชื่อชุนยา ถูกพวกค้ามนุษย์ซื้อมาจากบ้านเกิดด้วยแป้งขาวห้าจิน[5]เนื่องจากอายุน้อยเกินไป ทั้งยังตัวเล็กรูปร่างผอมโซราวกับคนป่วยจึงไม่เป็ที่ถูกใจสักเท่าไร
ถึงอย่างนั้นเสิ่นเย่ว์เฉินกลับถูกใจนางั้แ่แรกพบประการแรกเพราะชุ่ยซินอายุน้อย จิตใจย่อมบริสุทธิ์ จึงอบรมสั่งสอนได้ง่ายประการที่สองเพราะคิดว่านางน่าสงสารจริงๆ และไม่อยากให้นางมีชะตาชีวิตผกผันตกไปอยู่ในมือของพวกค้ามนุษย์จิตใจดำมืดั้แ่ยังเด็กเช่นนี้
แม้ชุ่ยซินจะอายุน้อยแต่ก็เป็เด็กรู้คุณคนเมื่อเข้ามาแล้วก็รับใช้เสิ่นเย่ว์เฉินอย่างจริงใจ มือเท้าคล่องแคล่วไม่เคยทำความผิดใหญ่หลวงอันใด
เสิ่นเย่ว์เฉินเดินมานั่งที่ข้างโต๊ะ ละเลียดชิมน้ำซวนเหมยรสััเปรี้ยวอมหวานและความเย็นจางๆ นับว่าอร่อยถูกปากยิ่งนัก
ชุ่ยซินเห็นรอยยิ้มเรียบนิ่งระคนพึงพอใจของคุณหนูก็ยกยิ้มบางๆ ที่มุมปากหันไปดับธูปไม้จันทน์แดงในกระถางและเก็บกวาดขี้เถ้าด้านในจนสะอาดเรียบร้อย
เพียงครู่เดียวกลิ่นธูปที่ตลบอบอวลอยู่ในห้องก็จางลงอู๋มามาถือถาดใบใหญ่เดินเข้ามาอย่างระมัดระวัง บนถาดมีบะหมี่รวมรสชามหนึ่งพร้อมผักดองและเครื่องเคียงรสจืดอีกหลายชนิดทั้งสีเหลืองสีเขียวปนกันไปดูน่าอร่อยเหลือเกิน
ชุ่ยซินล้างมืออีกครั้งแล้วรีบเดินตามเข้ามาก่อนจะยกชามบนถาดมาวางเรียงที่เบื้องหน้าของเสิ่นเย่ว์เฉิน
เสิ่นเย่ว์เฉินเพิ่งดื่มน้ำซวนเหมยช่วยกระตุ้นให้มีความอยากอาหารเสร็จนางหยิบตะเกียบขึ้นมากำลังจะขยับ ทว่ากลับได้ยินเสียงแ่เบาดังแว่วมาจากนอกประตูเสียก่อนเมื่อเงยหน้าขึ้นปรายตามองไปทางประตู ก็เห็นหลี่หมัวมัว[6]หญิงรับใช้ที่อยู่ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าเดินนำสาวใช้ที่สวมพัสตราภรณ์สีสดใสงดงามสองคนเข้ามา
อู๋มามารีบพาชุ่ยซินออกไปต้อนรับ เสิ่นเย่ว์เฉินวางตะเกียบลง ค่อยๆลุกขึ้นยืน
คนจากเรือนฮูหยินผู้เฒ่ามาหาใน่เวลาเช่นนี้ต้องมีเื่เร่งด่วนอันใดเป็แน่
อู๋มามาแย้มยิ้มอย่างเป็มิตรอยู่เบื้องหน้า ชุ่ยซินยืนหลุบตาอยู่เื้ัพลางฟังอู๋มามากล่าวว่า “หมัวมัวมาแล้วเชิญเข้ามาในห้องก่อนเ้าค่ะ”
หลี่หมัวมัวท่านนี้เป็สาวใช้สินเดิม[7]ของฮูหยินผู้เฒ่าเมื่อหลายปีก่อนนางถูกเรียกใช้และได้รับความสำคัญมาตลอดหลายปีแม้ปัจจุบันจะอายุเกินห้าสิบปีแล้วแต่ยังคงทำงานอย่างคล่องแคล่วและฉลาดมากไหวพริบแผ่นหลังของนางเหยียดตรง สวมใส่พัสตราภรณ์ธรรมดา แม้ร่างกายไม่ได้ดูกำยำแข็งแรง แต่ก็ไม่ได้ผอมแห้งจนดูอ่อนแอดวงตาทั้งสองเปล่งประกายวาววับ ดูมีชีวิตชีวายิ่งนัก
ชุ่ยซินย่อเข่าคารวะตามอู๋มามาแล้วรีบหันไปเลิกผ้าม่านขึ้น ก่อนจะเชิญหลี่หมัวมัวเข้ามาในห้องอย่างพินอบพิเทา
หลี่หมัวมัวยกเท้าเหยียบย่างเข้ามา ท่าทางราวกับจะยอบกายคารวะทว่าชั่วขณะที่นางย่อตัวลงเสิ่นเย่ว์เฉินก็รีบยื่นมือเข้าไปประคองพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “หมัวมัวอย่าได้เกรงใจไปเลย อากาศร้อนเช่นนี้เหตุใดจึงมาด้วยตัวเองเล่า”
เดิมทีหลี่หมัวมัวเพียงทำท่าทำทางเท่านั้นไม่ได้คิดจะคารวะจริงๆนางเหยียดตัวขึ้นตรงอีกครั้งพร้อมกวาดตามองไปที่โต๊ะด้านข้าง จากนั้นก็เผยยิ้มบาง “ท่าทางบ่าวจะมาได้ถูกเวลาจริงๆคุณหนูใหญ่กำลังจะกินข้าวหรือเ้าคะ”
เสิ่นเย่ว์เฉินผงกศีรษะ ฟังนางกล่าวต่อไป “วันนี้สะใภ้รองตระกูลจูมาเป็แขกที่เรือน ฮูหยินผู้เฒ่าให้บ่าวมาเชิญคุณหนูใหญ่ไปกินอาหารกลางวันด้วยกันคุณหนูใหญ่รีบไปผลัดเปลี่ยนพัสตราภรณ์เถิดเ้าค่ะ”
[1]เครื่องเขียนทั้งสี่ได้แก่ กระดาษ พู่กัน หมึก และจานฝนหมึก
[2] กระดาษฮุยเซวียน คือ กระดาษที่ทำจากเยื่อไม้ซึ่งมีขั้นตอนการผลิตที่ยุ่งยากและซับซ้อนเหมาะสำหรับการเขียนและวาดรูป
[3] หนึ่งถ้วยชา คือ เวลาประมาณ 15 นาที
[4] ซวนเหมย คือ น้ำบ๊วยเปรี้ยว
[5] หน่วยชั่งตวงของจีนโดยหนึ่งจินประมาณครึ่งกิโลกรัม
[6] หมัวมัวคือ หญิงรับใช้าุโระดับสูงที่ติดตามรับใช้มาั้แ่เ้านายยังเล็ก
[7] สาวใช้สินเดิมคือ สาวใช้ที่ติดตามเ้านายผู้หญิงไปรับใช้ที่บ้านสามียามออกเรือนถือเป็หนึ่งในสินเดิมของฝ่ายหญิงตอนแต่งงาน