บรรยากาศรอบวังเต็มไปด้วยบรรยากาศมงคลทั้งผ้าที่ประดับประดาระโยงระยางตามคานไม้ทั้งตัวอาคารและทางเดินสีแดง พรมปูพื้นสำหรับให้ฮ่องเต้และฮองเฮาย่างพระบาทผ่านปะรำพิธีที่มีโต๊ะเก้าอี้สีแดงขลิบทอง ภาพประดับอันเป็นอุดมมงคลล้วนถูกคัดสรรเข้ามาในห้องโถงใหญ่
เจ้าบ่าวตัวสูงเพรียวโดดเด่นในชุดสีแดงในขณะที่เจ้าสาวร่างใหญ่สวมชุดแดงที่มีขนาดใหญ่กว่าเจ้าสาวทั่วไปถึงสี่เท่าแม้จะขยายไปในทางกว้าง แต่ความสูงของนางก็ยังอยู่ใต้ระดับจมูกของเจ้าบ่าว
‘โอ๊ย!ซูเจินกับซูเมิ่ง พวกเจ้าทำชุดเจ้าสาวเล็กไปนะ เปิ่นกงจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว’หานซู่ลี่หมุนตัวซ้ายขวาอย่างอึดอัด สายรัดเอวที่พยายามจะให้เห็นช่วงเว้าอันคอดกิ่วกลับกลายเป็นเครื่องทรมานการหายใจ
เจ้าสาวร่างใหญ่ท้องร้องโครกครากเมื่อเช้าเป่ยซูเจินแอบเอาหมั่นโถให้นางหนึ่งลูกท่านอ๋องเก้าที่ยืนใกล้ได้ยินเสียงอย่างชัดเจน “เจ้าทนไหวไหม?”
“จะจะ ไม่ไหวแล้วเพคะ” จบคำนั้น องค์หญิงหมีขาวก็หงายผลึงลงไปท่านอ๋องเก้าเกร็งลมปราณที่แขนประคองนางไว้ได้ เคราะห์ดีที่ผ้าแดงปิดหน้าเจ้าสาวยังไม่หลุดออก
บรรดาแขกผู้ใหญ่ร้องเอะอะโวยวายฮ่องเต้ที่ยังไม่เสด็จกลับ มองภาพนั้นแล้วส่ายพระพักตร์เบาๆ ‘อ๋องเก้าเอ๋ย! เราคงต้องทำดีกับเจ้าให้มากขึ้น เกือบไปแล้วเกือบเป็นเราที่ต้องเป็นเจ้าบ่าว’
หันมองซ้ายมองขวาก็ไม่มีผู้ใดคิดจะช่วย “นี่เป็นเจ้าสาวของเจ้า เจ้าก็อุ้มนางเข้าหอเลยแล้วกัน”ชินอ๋อง พี่ชายผู้รูปงามสง่ายืนเคียงข้างกับพระชายาเอกที่งดงามราวนางสวรรค์ทำสีหน้าเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่“ท่าทางนางคงจะหิวมากแล้ว เจ้ารีบพานางไปเถิด”
เท่านั้นเองท่านอ๋องเก้าก็ต้องแบกนางขึ้นหลังเข้าหอเหมือนครั้งแรกที่ได้ช่วยชีวิตนางในอุทยานหลวง หากจะให้อุ้มปกติ ท่านอ๋องเก้าอาจจะท่อนแขนหักทั้งสองข้างได้ใบหน้าของพระสนมโจว มารดาของท่านอ๋องเก้าดูเหยเก ลูกสะใภ้ร่างใหญ่ราวหมีขาวทำให้นางอับอายผู้คนยิ่ง ซ้ำร้ายยังมาเป็นลมในงานแต่งงานอีก
อ๋องเก้าแบกนางไปวางในห้องหอที่มีเตียงขนาดใหญ่สั่งทำพิเศษระหว่างที่ประวิงเวลาการอภิเษกสมรส เป็นช่วงการสั่งทำเตียง โต๊ะเก้าอี้ใหม่ที่มีขนาดเหมาะกับนาง เพราะเก้าอี้ธรรมดานางไม่สามารถวางส่วนก้นลงไปได้อีกทั้งขาเก้าอี้ก็มีแต่โอนเอนเหมือนจะหัก ยิ่งเตียงนอนในคืนสมรสท่านอ๋องยิ่งหนักใจ
“ท่านอ๋องท่านจะเข้าหอกับนางจริงหรือพะยะค่ะ?” ตงชาง องครักษ์ฝ่ายซ้ายขมวดคิ้วมองดูเตียงที่ท่านอ๋องสั่งให้ยกเข้ามารอในห้องหอด้วยความหวาดหวั่น
“แค่เข้าหอจะเป็นไร?”นางเป็นองค์หญิงจากต่างแคว้นการจะไม่เข้าหอดูไม่สมควรแต่เรื่องจะหลับนอนกับนางหรือไม่ นั่นเป็นการตัดสินใจของตน
หนานเฉิงองครักษ์ขวาได้แต่มองตาปริบๆ เขาไม่ค่อยออกความเห็นสิ่งใดปล่อยให้ตงชางพูดจะดีกว่า
“ตะ แต่ แต่ว่า....”เมื่อทั้งสองคิดถึงรูปร่างของเจ้าสาวแล้วถึงกับตาเหลือกขึ้นเล็กน้อย
“เล่นงิ้วอีกสักฉากประเดี๋ยวก็จบแล้ว” ท่านอ๋องตัดบทก็เพียงแค่รักษาหน้าให้นางในฐานะองค์หญิงต่างแคว้นเท่านั้น แค่เห็นรูปร่างของนางก็ยากจะทำอะไรได้แล้ว
นางกำนัลรูปร่างล่ำสันทั้งสองเข้ามานวดเนื้อนวดตัวให้ไม่นานนักเจ้าสาวของเขาก็ผุดลุก
“เปิ่นกงหิวมาก....”เสียงนางแหบโหย ลุกขึ้นได้ก็ซวนเซไปที่โต๊ะอาหาร
อ๋องเก้ามองแล้วส่ายหน้าเขากลับออกไปห้องโถงเพื่อร่วมดื่มกับแขกเหรื่อ แต่แล้วก็ต้องประหลาดใจที่เพื่อนสนิทดั้นด้นเดินทางจากแคว้นผิงกลับทันดื่มอวยพรในค่ำคืนนี้
“หลี่เปียวเจ้ามาทันเวลาเสียด้วย”
ฝูหลี่เปียวเป็นคนสูงสันทัด ผอมบาง มีรอยยิ้มกรุ้มกริ่มประดับบนใบหน้าเสมอ“กระหม่อมต้องมาวันสำคัญของสหายอยู่แล้ว”แม้จะสงสัยที่งานเลื่อนเข้ามากะทันหัน แต่ยามนี้ไม่เหมาะที่จะมาซักถาม
ฝูหลี่เปียวมอบสร้อยไข่มุกล้ำค่าที่ได้มาจากการเดินทางไปค้าขายแถบทะเลเขาเดินทางไปทั่วทั้งแคว้นผิง แคว้นเหลียน และแคว้นจินกว่าจะวนเวียนกลับมาถึงแคว้นหมิงก็มักจะค่อนปลายปี
ชายหนุ่มทั้งสองดื่มสุราสนทนากันอย่างออกรสเพราะไม่ได้เจอกันนานฝูหลี่เปียวตื่นเต้นที่องค์ชายเก้าได้รับการเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นจวิ้นอ๋องในวังหลวงที่มีองค์ชายจากรัชกาลเดิมจำนวนมาก หากไม่สร้างคุณความดีอย่างแท้จริงฮ่องเต้หมิงมีหรือจะพระราชทานตำแหน่งสำคัญนี้ให้
“บางทีเรื่องมันก็ไม่ได้เป็นแบบที่เจ้าได้ฟังมา”
สำหรับฝูหลี่เปียวแล้วนอกจากจะเป็นสหายสนิทมาตั้งแต่เยาว์วัย ยังถือว่าเป็นญาติห่างๆ สายหนึ่งด้วยทำให้มิตรภาพของทั้งสองแนบแน่น
“กระหม่อมมีเรื่องเล่าจากแคว้นผิงมาฝากท่านอ๋องด้วย”
“เอาไว้พรุ่งนี้เราค่อยคุยกัน”
ฝูหลี่เปียวงุนงง คืนนี้จะเข้าหอแล้วพรุ่งนี้เจ้าบ่าวไฉนเลยจะอยากออกมาคุยกับสหายอีกเล่า? มิใช่อยากจะคลอเคลียอยู่กับเจ้าสาวดอกหรือ?ได้ยินว่าเจ้าสาวเป็นองค์หญิงมาจากแคว้นเว่ยที่ร่ำลือกันไปถึงแคว้นผิงว่า มีรูปโฉมงดงามโดยเฉพาะรูปร่างอันอ้อนแอ้นที่หากได้ยลยามนางเยื้องย่างแล้วแทบจะลืมหายใจ
“ท่านอ๋องคงจะยุ่งเรื่องภายในวังอีกหลายวัน อีกห้าวันข้างหน้าหม่อมฉันจะมาเยือน พะยะค่ะ”
อ๋องเก้านึกถึงความวุ่นวายที่ต้องจัดการเจ้าหมีขาวตัวนั้นแล้วก็ถอนหายใจ
“เช่นนั้นก็ดีเราคงต้องทำสวนสัตว์ด้านหลังวังสักพัก”
“.......”ฝูหลี่เปียวได้แต่ทำตาปริบๆ
ร่างใหญ่ในชุดแดงกางแขนสองข้างครอบไปเสียเกือบครึ่งโต๊ะนางใช้มือหนึ่งคืบตะเกียบอีกมือถือเนื้อหมูทอดชิ้นใหญ่ในมือความหิวโหยทำให้นางลนลานกว่าปกติ
“องค์หญิงเพคะอีกสักครู่ท่านอ๋องน่าจะเสด็จแล้ว รีบเถิด” เป่ยซูเจินคอยเร่งอยู่ข้างๆหากท่านอ๋องมาเห็นสภาพนี้ ไม่รู้ว่าจะเคืองสักปานใด
หานซูลี่ตัดใจโยนเนื้อหมูชิ้นสุดท้ายลงปากเคี้ยวอย่างตั้งใจ หยิบจอกน้ำชามากระดกแล้วเทใหม่กระดกซ้ำ “อ่า....ค่อยยังชั่ว”
เป่ยซูเจินเตรียมผ้าชุบน้ำมาให้องค์หญิงเช็ดมือเลื่อนน้ำมาให้บ้วนปาก นำผ้ามาเช็ดปาก และเติมสีชาดให้เรียบร้อย นำองค์หญิงไปนั่งรอที่เตียงแล้วนำผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวมาคลุมไว้
ร่างกายที่อิ่มหมีพีมันได้เวลาพักผ่อนดีที่กำลังภายในนางแข็งแกร่งจึงนั่งหลับได้นานนางไม่ได้ยินกระทั่งนางกำนัลป่าวร้องว่า “ท่านอ๋องเสด็จแล้ว”
ตราบจนไม้ที่เปิดผ้าคลุมหน้าเสยเอาผ้าแดงผืนใหญ่ออกนางจึงเห็นเจ้าบ่าว ใบหน้าหล่อเหลาราวหยกสลักด้วยฝีมือเทพเซียนปรากฏต่อหน้านัยน์ตาองค์หญิงพร่าพรายไปชั่วขณะตลอดเวลาทำพิธีนางเห็นเพียงท่อนล่างของชายหนุ่มในชุดสีแดง
“เจ้าไม่ต้องคิดหรอกว่าเปิ่นหวางจะร่วมหอกับเจ้า” น้ำเสียงเย็นชานั้นไม่ดังนัก นางสลัดความมึนงงออก“เจ้ามีเรือนอยู่ด้านหลังวัง ทั้งเตียง โต๊ะและเก้าอี้พวกนี้เปิ่นหวางจะให้บ่าวไพร่ขนไปให้ พรุ่งนี้เจ้าไปนอนที่โน่น”
อ๋องเก้ามองใบหน้าจิ้มลิ้มที่จมลงไปในเนื้ออูมที่แทบจะท่วมดวงตาจมูก และปากของนาง “เจ้าดูเหมือนหมีขาวจริงๆ”
หานซู่ลี่คิดจะโต้กลับแต่เจ้าบ่าวกลับยื่นสองมือมาบีบแก้มของนางสองข้าง แยกออกจากกัน
“ข้าจะคิดเสียว่าเลี้ยงหมีไว้ดูเล่นสักตัว”
------------------------------------------------------
