จอแสดงผลภายนอกหอบัดนี้เกิดจุดสีเหลืองเคลือนที่ไปมาว่องไวสุดเปรียบปาน จากหนึ่งจุดเพิ่มเป็นสอง...สาม..สี่...และ...ห้า..หก...เจ็ด..แปดในที่สุด สร้างเสียงพูดคุยต่าง ๆ นา ๆ ขึ้น
"จุดสีเหลืองในหอชั้นที่เก้าได้เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว ..รวดเร็วยิ่งนัก !!"
"สีเหลืองเพิ่มเป็นสองจุดแล้ว...สามจุด..สี่จุด....นี่มันอะไรกัน.."
"โอ๊ะนั่น..ห้าจุดแล้ว....หก..จุด....เจ็ดจุด....อาาา...ครานี้มีถึงแปดจุด..หรือมีใครแอบเข้าไปช่วยผู้ทดสอบกัน"
"โป๊ก.."
"โอ้ยยย..ไอ้บ้า..!! มาเขกกะบาลข้าอีกทำไม ...อูยยยย..หัวข้าโนเลยเห็นไหม "
"เจ้าโง่..!!..มันจะมีใครแอบเข้าไปช่วยได้...พูดออกมาได้ ..ถ้าทำเช่นนั้นได้คงมีคนจ้างคนอื่นเพื่อให้ผ่านหอแต่ละชั้นไปได้ถึงชั้นที่สิบนานแล้ว หอนิรทุกข์พยายมคงไม่อยู่มาหลายร้อยปีจนถึงบัดนี้เพราะไม่มีใครพิชิตได้หรอกรึ"
"ข้าก็พูดไปอย่างนั้น...เจ้าก็มาจริงจัง ถึงกับเขกกะบาลข้าซะเต็มแรง ไอ้บ้า..!!"
ทางด้านกังหลงหลังจากวิ่งฉวัดเฉวียนอยู่ราวครึ่งชั่วยาม ใช้จิตเหนือโลกีย์แบ่งส่วนหนึ่งฝึกฝนท่าร่างท่ามกลางสายฟ้า ส่วนหนึ่งโคจรลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติดูดกลืนธาตุพลังสายฟ้าและธาตุอื่น ๆ ทุกชนิด กลั่นกรองเป็นปราณบริสุทธิ์เสริมสร้างแก่ตนเอง
บัดนี้ทั้งจุดชีพจร เส้นชีพจร กล้ามเนื้อกระดูก ปีกฟ้าวายุคำรณ เข้าสู่กระบวนการผลัดเปลี่ยนซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนปีกฟ้าวายุคำรณปรับเปลี่ยนเป็นใสบางดุจแก้วแต่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเพชร หากมิสังเกตุก็จะมิทราบว่าเป็นปีก มองผิวเผินเป็นเหมือนกระจกใส
เมื่อเป็นเช่นนี้กังหลงยินดีเป็นยิ่งนักเพราะถ้าเป็นแบบนี้ ยากที่จะเป็นจุดสังเกตุของผู้คนการเรียกปีกฟ้าวายุใช้งานจึงมิจำเป็นต้องกลัวผู้คนพบเห็นอีก แต่มิทราบสภาพปีกที่ใสนี้จะคงอยูไปอีกนานเท่าใด หรือจะมีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาไปเป็นสีอื่นอีกรึไม่ เหตุการณ์เช่นนั้นยังมาไม่ถึง ไว้ค่อยแก้ปัญหาในภายหลังหากแม้นมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น กังหลงคิด
ส่วนกายาทองแดงนั้นสะท้อนแสงเป็นมันปลาบขึ้นวูบวาบยามกระทบกับประกายสายฟ้าที่ฟาดลงมาตลอดเวลาทำให้แข็งแกร่งขึ้นมากมายนัก หรือพลังธาตุธรรมชาติต่าง ๆ จะมีผลต่อการพัฒนาของกายาทองแดงเช่นกัน กังหลงฝึกฝนไปจวบจนพลังธาตุธรรมชาติในหอชั้นที่เก้าเบาบางลงจึงหยุดฝึกและมุ่งขึ้นสู่หอชั้นที่สิบในทันที ตนต้องการทราบว่าหอชั้นที่สิบเป็นเช่นใดมิทราบตนจะสามารถพิชิตได้รึไม่ เนื่องจากเวลาไม่คอยท่า การทดสอบจตุรนามสู่ราชันย์ นามแรกถึงกับใช้เวลาไปหลายวัน คงต้องรีบเร่งแล้ว
ทันที่ที่ผ่านม่านพลังเข้าสู่หอชั้นที่สิบ กลับผิดคาดหมายของกังหลงยิ่งนัก หอชั้นที่สิบกลับไร้พลังกดดันใด ๆ ไร้พลังธาตุใด ๆ กลับมีแต่เมฆหมอกและความมืด ทันใดนั้นกังหลงรู้สึกสมองหมุนตาลาย รีบนั่งลงสำรวมจิตในทันที่ คำนึงขึ้นในใจ
"พลังจิตวิญญาณอันกล้าแข็งนัก ประมาทชั่วครู่เกือบเพลี่ยงพล้ำเป็นอันตราย หากแม้นสำรวมจิตไม่ทัน จิตวิญญาณถูกครอบงำคงต้องกลายเป็นคนบ้า หรือคนไร้จิตวิญญาญเป็นแน่แท้ มาดูซิว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น"
หลังจากสงบจิต กังหลงแผ่พลังจิตวิญญาณคุ้มครองจิตของตน จิตตั้งมั่น เกิดสภาวะจิตเหนือโลกีย์ขึ้น บัดนี้หมอกควันยิ่งหนาแน่นพลังจิตวิญญาณยิ่งกล้าแข็งขึ้น จิตวิญญาณของกังหลงเหมือนถูกนำพาไปสู่อีกโลกหนึ่ง กังหลงยืนโดดเดี่ยวอยู่คนเดียวท่านกลางความมืดมิด ทันใดมีร่างใหญ่โตสีดำราวยักษ์ปักหลั่น พร้อมเสียงหัวเราะก้อง
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้ามนุษย์ตัวกระจ้อยร่อย บังอาจจะมาต่อกรกับข้าผู้เป็นราชาแห่งจิตวิญญาณรึ ช่างมิเจียมตัวเสียกระไร ข้าจะบดขยี้ให้แหลกเละดุจขยี้มดปลวกอันต่ำต้อย"
ปรากฎฝ่ามือยักษ์ตบลงมาหวังขยี้ร่างของกังหลงให้แหลกเละไปในคราเดียว กังหลงสำรวมพลังจิตวิญญาณสร้างเป็นดาบยักษ์เล่มใหญ่ฟาดฟันเข้าใส่ฝ่ามือยักษ์ที่กำลังตบลงมา
"ฉั๊วะ..!!"
ฝ้ามือยักษ์ถึงกับขาดสะบั้นตั้งแต่ข้อมือในทันทีพร้อมเสียงร้องอย่างเจ็บปวดก้องไปทั่วแผ่นฟ้า
"อ๊ากกกกกก"
ชั่วครู่ร่างยักษ์สีดำค่อย ๆ เลือนหายไป กังหลงสำรวมจิตครุ่นคิด
"ชั้นที่สิบมิมีพลังใดที่มีผลต่อร่างกายแต่สิ่งที่มีผลต่อจิตใจนี้ พลังวิญญาณ อาใช่.. พลังวิญญาณที่กล้าแข็งหากแม้นสามารถดูดกลืนพลังวิญญาณในที่แห่งนี้ได้มิทราบจะเป็นประโยชน์แกพลังจิตวิญญาณของข้าปานใด วิชาโอสถก็มีโอกาสที่จะพัฒนาไปด้วยเช่นกัน แต่จะดึงดูดพลังวิญญาณเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ได้อย่างอย่างไร"
กังหลงสำรวมจิตอีกครั้งใช้สภาวะจิตเหนือโลกีย์แบ่งแยกจิตเป็นสองส่วนอีกครั้ง ส่วนหนึ่งสงบจิตสำรวจทะเลแห่งจิตพบระลอกคลื่นและการหมุนวนช้า ๆ ของพลังจิตวิญญาณ
"หมุนวน...!!...ดูดกลืน....อะ...มิทราบลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติ สามารถดูดกลืนพลังวิญญาณได้หรือไม่ คงต้องทดลองดูแล้ว"
แบ่งจิตอีกส่วนควบคุมการโคจรของลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติ จักระทุกจุดเริ่มหมุนวนพลังปราณหมุนเวียนไปตามจุดเส้นชีพจรรอบแล้วรอบเล่าแต่มิอาจดูดกลืนพลังวิญญาณได้แม้แต่น้อย กังหลงไม่ย่อท้อหมุนวนลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติผ่านจุดเส้นชีพจรผ่านจุดจักระรอบแล้วรอบเล่า แต่ผลที่ได้ยังคงเป็นเช่นเดิมมิอาจชักนำพลังจิตวิญญาณเข้ามาหาตนได้แม้แต่น้อย
กังหลงเริ่มเกิดความท้อแท้ จิตวิญญาณเริ่มสับสน เสียงหวีดหวิวของวิญญาณเริ่มหลอกหลอนดังขึ้นในจิต
"เหอ ๆ...จงเอาชีวิตมา...!!"
"วิ้ว ..วิ้ว...วี๊ดดดดด ...เจ้าต้องตายยย..."
สติของกังหลงยิ่งเลอะเลือนเริ่มปรากฎร่างปีศาจมากมายขึ้นมาห้อมล้อม ร่างกายกังหลง
"แคว๊ก....ตุ๊บ"
เสียงพื้นดินแตก มีโครงกระดูกมากมายโผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน นัยย์ตาสีแดงลึกกลวงโบ๋พุ่งเข้ามาหากังหลง ทันใดกังหลงนึกถึงดาบยักษ์ที่ฟาดฟันใส่ร่างปีศาจตัดฝ่ามือยักษ์จนสูญสลายไป ห้วงความคิดที่ผ่านมาแว๊บนี้ กังหลงสำรวมจิตสภาวะจิตเหนือโลกีย์พัฒนาไปอีกขั้นสงบระงับ จนเสมือนพิภพนี้มิมีสิ่งใด
กังหลงดิ่งความรู้สึกเข้าสู่ทะเลจิต กำหนดการโคจรพลังจิตวิญญาณตามแนวทางลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติ จิตเริ่มชักนำพลังจิตวิญญาณในทะเลแห่งจิตให้เริ่มไหลวนช้า ๆ จากช้าเป็นเร็ว จวบจนเป็นกระแสธารวิญญาณสีดำไหลวนอย่างรวดเร็ว จนเกิดเป็นพลังหมุนวนจากจุดเล็กเป็นใหญ่และใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นหลุมดำขนาดใหญ่เริ่มดูดกลืนพลังจิตวิญาณในทะเลแห่งจิตเข้าไป กระแสดูดกลืนยิ่งรุนแรงจนแผ่กระจายออกรอบกายกังหลง ขยายรัศมีการดูดกลืนออกไปเรื่อย ๆ หนึ่งเมตร สองเมตร ห้าเมตร สิบเมตร ห้าสิบ...หนึ่งร้อย ครึ่งลี้ หนึ่งลี้ สองลี้....
หลุมดำในทะเลแห่งจิตยิ่งขยายขนาดพลังดูดกลืนยิ่งรุนแรงจวบจน มองเห็นพลังวิญญาณเป็นเส้นสายสีดำวิ่งเข้าสู่ร่างกายของกังหลง พลังวิญญาณในหอชั้นที่สิบต่างถูกดูดกลืนเข้าสู่ร่างกายกังหลงและกลั่นกรองเป็นพลังวิญญาณบริสุทธิ์ไปเติมเต็มทะเลแห่งจิตจนหน่าแน่นยิ่งขึ้น ยิ่งพลังวิญญาณถูกเติมเต็ม ความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณกังหลงยิ่งสูงขึ้นความคมชัดของจิตยิ่งมากมายแผ่ขยายออกไปเป็นสองลี้..สามลี้...และจวบจนถึงรัศมีห้าลี้ ..
พลังจิตวิญญาณในหอชั้นที่สิบเริ่มเบาบางลงในที่สุด หมอกหนาที่ปกคลุมหอชั้นที่สิบเบาบางลง จนสลายหายไปสิ้น บัดนี้สภาพภายในหอชั้นที่สิบชัดเจน มองเห็นเป็นพื้นที่กว้าง เบื้องหน้ากังหลงปรากฎสระน้ำที่ใสสะอาดกว้างขนาดยี่สิบก้าว ภายในสระมีดอกบัวสีดำสนิท ใจกลางดอกบัวคล้ายมีสิ่งหนึ่งเต้นระริกอยู่ตลอดเวลา กังหลงเมื่อมองชัดตาถึงกับตกตะลึง อุทานออกมา
"เปลวอัคคี ...