ตอนที่10 : คำเยาะเย้ยแห่งผู้แพ้ในใจ
หลายวันหลังการเข้าเฝ้าฮ่องเต้
ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วราชสำนักว่า —
“องค์ชายใหญ่ได้รับความไว้วางใจจากฝ่าา!
ฮ่องเต้ถึงกับตรัสว่าเขาคือ ‘ความหวังของแผ่นดิน’!”
เสียงกระซิบในวังดังไปทุกมุม
ขุนนางบางคนเริ่มเปลี่ยนทิศ ลอบส่งของบรรณาการไปยังจวนหย่งหราน
ฝ่ายที่เคยหนุนองค์ชายรองเริ่มลังเล
และนั่น... คือประกายแรกของเพลิงริษยาในหัวใจของ “หานอวี้หลง”
ยามเย็น ณ ตำหนักหลงอวิ๋น
องค์ชายรองโยนจอกสุราทองลงพื้นแตกเป็เสี่ยง
“คนที่เคยเป็ตัวตลกของวังหลวง...กลับได้ยินเสียงชื่นชมเหนือข้า!”
ขันทีคนสนิทคุกเข่าตัวสั่น
“ฝ่าาอย่าเพิ่งกริ้วพ่ะย่ะค่ะองค์ชายใหญ่เพิ่งได้รับตำแหน่งใหม่... แต่ขุนนางยังลังเลไม่กล้าเข้าข้างใครแน่ชัด—”
“หึ!ข้าจะทำให้พวกมันแน่ใจเองว่า ผู้ที่จะได้บัลลังก์... มีได้เพียงคนเดียว!”
เขาลุกขึ้น
“เตรียมรถม้า — ข้าจะไปเยี่ยมพี่ชายสุดที่รักของข้าเสียหน่อย”
หานอวี้จินนั่งสงบในศาลาเล็กริมบ่อปลา
แสงสุดท้ายของวันตกกระทบผิวน้ำสะท้อนราวทองคำละลาย
บนโต๊ะมีตำราขงจื่อเปิดอยู่หน้าที่พูดถึง “德者本也 — ธรรมคือรากแห่งอำนาจ”
เสียงฝีเท้าม้าดังขึ้นจากทางเข้า
อาหลิวรีบวิ่งเข้ามาอย่างใ
“องค์ชาย! องค์ชายรองเสด็จมาพร้อมขบวนใหญ่พ่ะย่ะค่ะ!”
หานอวี้จินเงยหน้าขึ้น
ดวงตาสงบนิ่ง
“ขบวนใหญ่หรือ... แปลว่าเขาไม่ได้มาเยี่ยมแต่จะมาโชว์ให้โลกรู้ว่าเขา ‘สูงกว่า’”
เขาวางตำราลง ลุกขึ้นช้า ๆ
“เชิญเขาเข้ามาเถิด”
ไม่นานขบวนรถม้าในสีแดงทองเคลื่อนเข้ามาหน้าจวน
องค์ชายรองก้าวลงจากรถด้วยรอยยิ้มที่เย็นเยียบ
เื้ัมีบ่าวไพร่และองครักษ์กว่า 20 นาย
เป็การ “เยี่ยมเยียน” ที่ดูราวกับขบวนทหาร
“พี่ใหญ่ของข้า!ข้าได้ยินว่าเ้าฟื้นแล้ว ก็เลยมาด้วยใจคิดถึง!”
น้ำเสียงนั้นอ่อนโยนแต่ทุกคำเต็มไปด้วยหนาม
หานอวี้จินยกมือขึ้นคำนับเบา ๆ
“ขอบใจที่เ้ามาเยี่ยม... จวนเล็ก ๆของข้าอาจไม่งดงามเท่าตำหนักของเ้า แต่ข้าจะต้อนรับด้วยใจ”
“หึ! ใจกับทองคำ —เ้าคงเลือกใจสินะ?”
“แน่นอน”
“เพราะทองคำทำให้คนตาบอด ส่วนใจ... ทำให้คนมองเห็นแม้ในความมืด”
บ่าวไพร่รอบข้างนิ่งงันบางคนกลั้นหัวเราะ
แววตาขององค์ชายรองสั่นเล็กน้อย แต่รีบปรับสีหน้า
ทั้งสองนั่งตรงข้ามกันในศาลา
น้ำชาเดือดพล่านในกาน้อย
เสียงน้ำรินเบา ๆ เหมือนเสียงระฆังเริ่มต้นการประลอง
องค์ชายรองเอ่ยขึ้น
“ได้ยินว่าเ้าพูดเื่ธรรมะต่อหน้าพระบิดา จนทรงโปรดนักข้าขอทดสอบหน่อยได้หรือไม่?”
“ย่อมได้”
“หากโลกนี้เต็มไปด้วยคนเขลาเ้าจะเลือกทำให้พวกเขาฉลาด หรือจะใช้ความเขลานั้นเพื่อปกครอง?”
หานอวี้จินยกถ้วยชาขึ้น
ไอร้อนพวยพุ่งคล้ายหมอก
“หากโลกเต็มไปด้วยคนเขลา — ข้าจะไม่เร่งทำให้เขาฉลาด
แต่จะสอนให้พวกเขา กล้าคิดก่อนเชื่อ
เพราะความเขลาที่มีหัวใจคิดได้... จะกลายเป็ปัญญาในวันหนึ่ง
แต่ผู้ที่ฉลาดโดยไร้หัวใจ — จะกลายเป็ภัยร้ายของโลก”
เสียงเงียบงันทั้งศาลา
หานอวี้หลงหัวเราะเบา ๆ แต่รอยยิ้มกลับแข็ง
“คำพูดของเ้า... ช่างเหมือนคนที่คิดว่าตนเองคือผู้รู้เหนือฟ้า”
หานอวี้จินตอบเรียบ ๆ
“ข้าเพียงพยายามเป็คนที่รู้จักฟ้า... ไม่ใช่คิดแทนฟ้า”
องค์ชายรองเอนตัวมาข้างหน้า
“แล้วเ้าไม่คิดหรือ ว่าฟ้ากำหนดให้เ้าต้องอยู่ใต้ข้าเสมอ?
เพราะเ้าเกิดก่อน แต่ไร้ความสามารถ
ส่วนข้าเกิดทีหลัง แต่์มอบปัญญาให้เต็มเปี่ยม!”
หานอวี้จินเงียบไปครู่ก่อนจะตอบด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
“หากเ้าคิดว่าฟ้าให้ปัญญาแก่เ้า
ก็จงอย่าลืมว่า — ฟ้ายังให้ ‘เวลา’แก่ข้าเพื่อเรียนรู้จากความโง่ของตัวเอง”
เสียงชาในถ้วยสะท้อนแสงตะวันยามเย็นระยิบระยับ
บ่าวทั้งสองข้างกลั้นหายใจ
หานอวี้หลงกำมือแน่น
“เ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“ข้าเพียงพูดความจริง”
หานอวี้จินยกสายตามองอีกฝ่ายตรง ๆ
“เ้ามีปัญญา แต่ไม่เคยผ่านความผิดพลาด
เ้าจึงยังไม่เข้าใจว่า ‘ปัญญาที่แท้จริง’
คือการรู้ว่าเมื่อใดควรหยุดใช้มัน”
คำพูดนั้นราวฟ้าผ่ากลางใจ
องค์ชายรองลุกขึ้นโดยไม่รู้ตัว มือสั่นเล็กน้อย
ก่อนจะหัวเราะเสียงแห้ง
“เ้าช่างพูดได้เหมือนเซียน— ข้าอยากดูนัก ว่าคำพูดของเ้าจะช่วยอะไรได้ในสนามรบ!”
หานอวี้จินลุกขึ้น
เดินไปยืนข้างบ่อปลา มองเงาจันทร์สะท้อนน้ำ
“เ้าพูดถูก...สนามรบย่อมต้องใช้ดาบ
แต่ดาบที่ไม่ผ่านการลับด้วยปัญญา —ย่อมบาดมือของผู้ถือก่อนศัตรูเสมอ”
องค์ชายรองนิ่ง
พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
หานอวี้จินหันกลับมาพร้อมรอยยิ้มสงบ
“ข้าขอส่งเ้าถึงประตู ไม่ใช่ในฐานะพี่น้องที่แข่งกัน
แต่ในฐานะคนสองคนที่กำลังเรียนรู้ว่า... ฟ้าสูงเพียงใด”
เขาโค้งเล็กน้อย เป็การให้เกียรติ
แต่ในแววตา — แฝงพลังของผู้เหนือกว่าอย่างแท้จริง
องค์ชายรองเดินออกไปอย่างแข็งกร้าว
แต่เมื่อพ้นจวนแล้ว เขากลับหันไปมองอีกครั้ง
แสงจากจวนหย่งหรานยังส่องลอดหน้าต่างออกมาอ่อนโยน
“เ้าอาจชนะด้วยคำพูดวันนี้... แต่วันหน้าข้าจะทำให้เ้าคุกเข่าด้วยดาบของข้าแน่!”
คืนนั้นหานอวี้จินจดบันทึกลงในสมุดเล่มเดิม
“วันที่สิบ —ข้าพบเงาของตัวเองในร่างของน้องชาย
เขาเร่าร้อนดั่งเพลิง แต่ยังไม่รู้ว่าไฟที่ร้อนเกินไปย่อมเผาเ้าของมันเอง
ข้าจะไม่ต่อสู้กับเขาด้วยความเกลียด แต่ด้วยแสงแห่งเหตุผล
เพราะศัตรูที่น่ากลัวที่สุด...คือคนที่ข้ายังอยากให้รอดพ้นจากความมืด”
เสียงระบบ M.A.S. ดังแ่ในหัว
「ประเมินผล:องค์ชายรองเข้าสู่สภาวะอิจฉาอย่างรุนแรง
โอกาสปะทะโดยตรงในอีกไม่เกิน 6 เดือนข้างหน้า
คำแนะนำ: เตรียมเสริมอำนาจด้านการทหารและพันธมิตรทางปัญญา」
หานอวี้จินพยักหน้าเบา ๆ
“ข้าเข้าใจแล้ว... ศึกใหญ่ไม่ใช่ในสนาม แต่ในใจของผู้คน”
เขามองออกไปนอกหน้าต่าง
แสงจันทร์ขาวนวลสะท้อนบนบ่อปลาเหมือนคมดาบ
“และข้าจะใช้แสงนั้น...เป็ดาบของข้าเอง”