"ข้าต้องขอโทษด้วยที่รีบร้อนเช่นนี้ เจ้าคงไม่ว่าอะไรใช่หรือไม่ท่านเจ้าเมือง?"
ชายชราหันหน้าเล็กน้อยกล่าวกับมู่หลงเสวี่ยนด้วยท่าทีให้เกียรติไม่ได้ถือว่าตนเป็นผู้ที่แข็งแกร่งกว่าแต่อย่างใด มู่หลงเสวี่ยนได้ยินดังนั้นก็รีบกล่าวปัดอย่างรนรานเพราะแน่นอนว่าบนโลกใบนี้ความแข็งแกร่งนั้นคือทุกสิ่ง ต่อให้เขามีศักดิ์เป็นถึงเจ้าเมืองแต่นั่นจะมีความหมายอันใดเมื่ออยู่ต่อหน้าความแข็งแกร่ง ยศฐา บรรดาศักดิ์ ล้วนแล้วแต่ไม่มีความหมาย..
และถึงแม้เขาจะอยากกล่าวก็คงกล่าวออกไปไม่ได้อยู่ดีเพราะหากเผลอกล่าวสิ่งใดไม่เข้าหูอาจจะต้องจบชีวิตลงอย่างไร้ค่าก็เป็นได้ ถึงแม้ว่าชายชราจะไม่มีเจตนาเช่นนั้นก็ตาม
"เอ่อ เช่นนั้นผู้น้อยขอเชิญผู้อาวุโสและท่านจอมยุทธทุกท่านไปนั่งพักบนที่นั่งรับรองแขกดีกว่าขอรับ"
มู่หลงเสวี่ยนกล่าวด้วยน้ำเสียงน้อบน้อมก่อนจะผายมือเป็นการเชื้อเชิญให้ชายชราและเจียงเฉินไปยังที่นั้งพิเศษที่เตรียมไว้
"ก็ดีเช่นนั้นเรื่องการจัดการประลองข้าขอฝากพวกเจ้าก็แล้วกัน"
ชายชรานามเฉินเทียนหันกลับไปออกคำสั่งกับชายวัยกลางคนทั้ง 2 ก่อนจะกล่าวให้มู่หลงเสวี่ยนนำทางไปยังที่นั่งก่อนที่มู่หลงเสวี่ยนเดินนำทางชายชราและชายหนุ่มนามเจียงเฉินไปยังที่นั่งพิเศษที่เตรียมไว้ด้วยความรู้สึกประหม่า
ส่วนบนเวทีประลองในตอนนี้เหลือเพียงแค่ชายวัยกลางคนทั้งสองให้รับหน้าที่เป็นผู้จัดการและควบคุมการประลองในครั้งนี้
"เอาล่ะ!! ข้าจะไม่พูดให้มากความ เช่นนั้นข้าจะเริ่มการทดสอบรอบแรกนะบัดนี้"
ชายวัยกลางคนที่สวมชุดสีเทายาวไว้ผมและเครายาวสีดำก้าวออกมาข้างหน้าก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงดังพลางกวาดตามองโดยรอบ
ผู้คนโดยรอบเมื่อได้ยินเสียงของชายคนดังกล่าวต่างก็เงียบเสียงและตั้งใจฟังกันอย่างพร้อมเพรียงกันในทันที
"พวกเจ้าคงจะทราบกันดีว่าสำนักอัคคีสวรรค์ของเรารับเฉพาะศิษย์ที่ใช้ปราณอัคคีเป็นหลักเท่านั้น!! ใครที่รู้ตัวว่าไม่ได้เป็นผู้ใช้ปราณอัคคีเป็นหลักขอให้ถอยออกไปอยู่ด้านหลัง ส่วนคนที่ใช้ปราณอัคคีเป็นหลักและอยากเข้าร่วมการประลองให้ต่อแถวเดินขึ้นมาบนเวทีทีละคน"
ชายสวมชุดเทาไว้ผมยาวสีดำกล่าวพร้อมหงายฝ่ามือขึ้นก่อนจะมีผลึกหินสีดำก้อนหนึ่งขนาดเท่าศีรษะมนุษย์ปรากฏอแกมา และหลังจากนั้นเขาก็สะบัดแขนอีกข้างก่อนจะมีแท่นหินสูงประมาณ 5 ฉื่อ ( 1.25 เมตร) ปรากฏออกมาในเวลาไล่เรี่ยกัน
ชายผมดำนำศิลาที่ถืออยู่ในมือวางลงบนแท่นหินดังกล่าวก่อนจะปรายตามองผู้คนรอบริเวณอีกครั้งและเอ่ยขึ้นพร้อมชี้ไปที่ศิลาก้อนนั้นว่า
"สิ่งนี้เรียกว่า ศิลาอัคคี มันเป็นศิลาที่จะตอบสนองเฉพาะผู้ที่ใช้ปราณอัคคีเท่านั้น ซึ่งทางสำนักจะใช้สิ่งนี้เป็นการตรวจสอบพรสวรรค์ที่พวกเจ้าครอบครองอยู่ว่าอยู่ในระดับใด โดยศิลาก้อนนี้จะแบ่งพรสวรรค์ออกตามความสว่างที่ศิลาเปล่งออกมา มีทั้งหมด 9 ระดับ และในการทดสอบแรกนี้เราจะรับเฉพาะผู้ที่มีพรสวรรค์อยู่ในระดับ 5 ขึ้นไปเท่านั้น"
แม้การพูดจาของชายผมดำจะฟังดูเป็นการอธิบายกฎตามปกติแต่สายตาและน้ำเสียงของกลับแฝงการดูถูกเหยียบหยามอยู่ภายในลึก ๆ ราวกับไม่เห็นผู้คนในเขตดาราใต้ที่อ่อนแอเช่นนี้อยู่ในสายตา
ฉินหยางยืนอยู่ที่เดิมเอามือไขว้หลังมองขึ้นไปบนเวทีประลองด้วยความสงบไม่ได้เอ่ยสิ่งใด แม้ว่าเขาจะสามารถมองเห็นสายตาดูถูกเหยียมหยามที่ชายผมดำคนดังกล่าวแสดงออกมาก็ตาม
"เอาล่ะ หากพวกเจ้าไม่มีคำถามใด เช่นนั้นก็ต่อแถวแล้วขึ้นมาบนเวทีทีละคนซะ...เริ่มจากเจ้าก่อนแล้วกัน"
เสียงของชายผมขาวดวงตาเรียวเล็กเอ่ยขึ้นและชี้นิ้วไปยังชายคนหนึ่งให้ขึ้นมาบนเวที
หลังจากชายคนดังกล่าวเดินขึ้นมาบนเวทีด้วยความรู้สึกทั้งประหม่าทั่งสั่นกลัวแล้วชายผมขาวก็เอ่ยออกคำสั่งต่ออีกว่า
"นำมือของเจ้าแตะบนศิลาแล้วถ่ายเทพลังปราณไปที่มันซะสิ"
ชายคนดังกล่าวรีบทำตามที่ชายผมขาวบอกอย่างรนราน เขานำมือวางทาบลงบนศิลาอัคคีและถ่ายเทพลังปราณลงไปในศิลาอย่างช้า ๆ ตามที่ชายผมขาวบอก ไม่นานศิลาอัคคีสีดำสนิทที่ได้รับพลังปราณของชายคนดังกล่าวก็เริ่มเปล่งแสงสว่างสีแดงออกมาจาง ๆ
"ระดับ 1........ ไม่ผ่าน!!"
ชายผมขาวมองเห็นระดับแสงสว่างที่ศิลาอัคคีเปล่งออกมาก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงแฝงแววเย้ยหยันอยู่เล็กน้อย ราวกับคิดไว้ก่อนแล้วว่าผลจะออกมาเช่นนี้
ชายคนดังกล่าวหลังจากได้ยินระดับพรสวรรค์ของตนเขาก็เดินลงจากเวทีไปด้วยสีหน้าหดหู่และหมดหวัง
"คนต่อไป"
ชายผมขาวดวงตาเรียวเล็กเอ่ยขึ้นอีกครั้งอย่างไม่รีรอ ก่อนที่คนอื่น ๆ ที่ต่อแถวอยู่จะเริ่มทยอยขึ้นมาบนเวทีกันทีละคน ๆ
"ระดับ 1 ไม่ผ่าน!!"
"ระดับ 2 ไม่ผ่าน!!"
"ระดับ 4 ไม่ผ่าน!!"
"ระดับ 1 ไม่ผ่าน!!"
หลังจากผ่านไปราว 100 คนก็ยังไม่มีผู้ใดผ่านการทดสอบในครั้งนี้จนคนที่เหลือที่ต่อแถวอยู่เริ่มมีสีหน้าหมดหวังและถอดใจ บางคนก็เดินออกจากแถวไปเป็นผู้ชมอยู่เงียบ ๆ
"ระดับ 2 ไม่ผ่าน!!
"ระดับ 3 ไม่ผ่าน!!"
ผ่านไปอีกราว 200 คนเสียงของชายผมขาวดวงตาเรียวเล็กก็ยังคงกล่าวคำเดิม ๆ ออกมา มู่หลงเสวี่ยนที่ยืนอยู่ข้างหลังชายชรานามเฉินเทียนและเจียงเฉินบนที่นั่งพิเศษเองก็เริ่มมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก ไม่คิดว่าสำนักอัคคีสวรรค์จะมีมาตรฐานในการรับศิษย์เข้าสำนักสูงลิ่วเช่นนี้
ชายชรานามเฉินเทียนยังคงนั่งมองภาพเบื้องหน้าด้วยท่าทีนิ่งเรียบไม่ได้มีปฏิกิริยาใด ๆ กับเหตุการณ์ตรงหน้า แต่เจียงเฉินที่นั่งอยู่ในที่นั่งที่ต่ำกว่าชายชราเล็กน้อยกลับแสดงสีหน้าเหยียดหยามออกมาอย่างไม่คิดปิดบัง
"ก็สมกับที่เป็นดินแดนดาราที่ 132 ละนะ ถ้าไม่มีใครในนี้สามารถผ่านการทดสอบเลยแม้แต่คนเดียวข้าก็ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องแปลกอันใด"
เจียงเฉินเอ่ยปากพูดออกมาเป็นครั้งแรกหลังจากที่มาถึง แม้มู่หลงเสวี่ยนจะรู้สึกไม่พอใจกับคำพูดเมื่อครู่ของเจียงเฉินเท่าใดนักแต่ก็ทำได้แค่นิ่งเงียบอยู่ข้าง ๆ เพราะในใจเขาเองก็หวั่นเช่นกันว่าวันนี้อาจจะไม่มีใครสามารถผ่านการทดสอบจริง ๆ ก็เป็นได้
แต่เมื่อเขาหันไปมองยังเวลาประลองก็ต้องใจเต้นรัวเพราะคนที่เดินขึ้นไปบนเวทีประลองในตอนนี้ก็คือมู่เฉินบุตรชายของเขา
มู่เฉินเดินขึ้นไปบนเวทีประลองก่อนจะนำมือวางลงบนศิลาปราณและถ่ายเทพลังปราณไปยังศิลาอัคคีตรงหน้าดช่นเดียวกับที่คนอื่น ๆ เคยทำมา
พลังปราณจากมือของไหลเข้าสู่ศิลาอัคคีอย่างรวดเร็ว ไม่นานศิลาอัคคีที่เคยดำสนิทก็เปล่งแสงสีแดงเจิดจ้าออกมาทำให้ผู้คนโดยรอบที่เคยส่งเสียงพูดคุยเงียบสงัดลงไปในทันที
ชายผมขาวเปิดดวงตาเรียวเล็กของเขาขึ้นเล็กน้อยด้วยความรู้สึกประหลาดก่อนท่าทีของเขาจะกลับมาเป็นปกติและประกาศขึ้นว่า
"ระดับ 5 ผ่าน!!"
สิ้นเสียงของชายผมขาวผู้คนโดยรอบที่เคยเงียบสงัดก็เริ่มส่งเสียงอื้ออึงขึ้นมาราวกับมีคลื่นลูกใหญ่ตกกระทบใส่ชายฝั่ง
"สุดยอด ผ่านแล้วมีคนผ่านแล้วเด็กคนนั้นเป็นใครกัน"
"เจ้าไม่รู้งั้นรึ? เขาเป็นบุตรชายของท่านเจ้าเมืองหมู่หลงเสวี่ยนยังไงละ"
"จริงรึ?"
เสียงผู้คนกล่าวกระซิบกระซาบถึงตัวของมู่เฉินกันอย่างดังระงม มู่เฉินที่ได้ยินเสียงยกยอของผู้คนก็เชิดหน้าขึ้นยกยิ้มพึงพอใจก่อนจะหันมองไปยังหลินลู่เฟยและบิดาของตน
มู่หลงเสวี่ยนเห็นสายตาที่จ้องมาของบุตรชายก็ยกยิ้ยินดีขึ้นไปการตอบรับในทันที
"ไม่เลว..นั่นลูกชายเจ้างั้นสินะ"
ชายชรานามเฉินเทียนเอ่ยปากถามมู่หลงเสวี่ยนขึ้น
"ขะ ขอรับเป็นลูกชายของข้าน้อยเอง"
มู่หลงเสวี่ยนตอบกลับเสียงสั่นเครือ แต่ใบหน้าของเขากลับแสดงความดีอกดีใจออกมาอย่างไม่อาจปิดบัง ที่บุตรของตนสามารถผ่านรอบนี้ไปได้
"เหอะ ก็แค่ระดับ 5 ยังไงก็เป็นพวกปลายแถวอยู่ดี"
เจียงเฉินชายตามองท่าทีดีอกดีใจมู่หลงเสวี่ยนก็สบถขึ้นกับตัวเองในใจอย่างไม่สบอารมณ์ แต่ภายนอกกลับยังคงรักษาท่าทีนิ่งเรียบไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมาแต่อย่างใด
"อะแฮ่ม!! เจ้าไปยืนรอตรงนู้นก่อน เอาล่ะคนต่อไป"
ชายผมขาวกระแอมไอเล็กน้อยและให้มู่เฉินไปยืนรอที่มุมหนึ่งของเวที ก่อนจะเรียกให้คนถัดไปขึ้นมา ซึ่งคนที่เดินขึ้นมาก็คือหลินลู่เฟยสหายคนสนิทของมู่เฉินนั่นเอง หลินลู่เฟยก้าวเท้าขึ้นมาบนเวทีช้า ๆ และวางมือลงบนศิลาหลังจากนั้นศิลาก็เรืองแสงสีแดงสว่างวาบขึ้นมาทำให้ผู้คนโดยรอบต้องเงียบเสียงไปอีกครั้ง
"ระดับ 5 ผ่าน"
สิ้นเสียงของชายผมขางผู้คนก็ส่งเสียงอื้ออึงขึ้นมาอีกครั้ง
"สุดยอดมีคนผ่านอีกแล้ว เขาคือใครกัน?"
เสียงของผู้คนโดยรอบกระซิบกระซาบถึงตัวตนของหลินลู่เฟยอีกครั้ง
"หึ แน่นอนว่าข้าก็ต้องผ่านอยู่แล้ว"
หลินลู่เฟยที่ได้ยินใบนสนทนาของผู้คนโดยรอบก็กล่าวขึ้นกับตัวเองก่อนจะเชิดหน้าเดินไปยืนอยู่ข้าง ๆ มู่เฉิน
"เราผ่านเข้ารอบกันแล้วมาดูกันว่าไอ้เด็กนั่นมันจะผ่านหรือไม่"
"นั่นสิข้าเองก็ไม่คิดว่าสำนักอัคคีสวรรค์จะมีทดสอบเช่นนี้ก่อนเริ่มการประลอง ถ้าเจ้าเด็กนั่นมันไม่ผ่านขึ้นมาแผนที่พวกเราวางไว้ก็พังหมดพอดี"
ทั้งสองกล่าวซุบซิบกันอย่างเงียบ ๆ และจ้องมองไปยังฉินหยางด้วยท่าทีโกรธแค้น ฉินหยางที่สัมผัสได้ถึงสายตาของทั้งสองก็ปรายตามองเล็กน้อย แต่ไม่ได้กล่าวสิ่งใด
"คนต่อไป"
ชายผมขาวเอ่ยขึ้นอีกครั้งแต่หลังจากที่มู่เฉินและหลินลู่เฟยผ่านเข้ารอบก็ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดผ่านอีกเลยจนมาถึงลำดับของซูฉิน
เขาดินขึ้นไปบนเวทีอย่าง ๆ ผู้คนที่พูดคุยสนทนากันต่างหยุดเงียบและจับจ้องมายังซูฉินกันเป็นเป็นตาเดียว เพราะว่าซูฉินเองก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ผู้คนต่างคาดว่าจะผ่านการทดสอบในครั้งนี้ไปได้เช่นเดียวกับมู่เฉินและหลินลู่เฟย
ซูฉินเดินขึ้นไปบนเวทีด้วยความรู้สึกประหม่าเล็กน้อยเขาเดินไปหยุดยืนตรงหน้าศิลาอัคคีและนำมือวางลงพร้อมทั้งโคจรพลังไปยังศิลาในทันที
แสงจากศิลาค่อยสว่างขึ้นเรื่อย ๆ ผู้คนโดยรอบรวมทั้งซูหมิงพี่ชายของซูฉินต่างจ้องมองและลุ้นระทึกไปพร้อม ๆ กัน
แสงสว่างจากศิลาอัคคีเริ่มเปล่งแสงสว่างมากขึ้นเรื่อย ๆระดับ 2 ระดับ 3 ระดับ 4 ระดับ 5 แสงสว่างสีแดงสาดแสงสว่างจนไปถึงระดับ 5 แต่ดูเหมือนแสงเจิดจ้าจะยังไม่หยุดแค่นั้นแสงสว่างจากศิลาอัคคียังคงเปล่งแสงมากขึ้น ๆ จนมาหยุดอยู่ที่ระดับ 6 แสงที่ค่อย ๆ เจิดจ้าขึ้นก็สงบลง...
ชายผมสีดำและขาว เมื่อเห็นแสงสีแดงที่ปรากฎอยู่บนศิลาอัคคีต่างก็มีสีหน้าตกใจระคนแปลกใจขึ้นมาพร้อม ๆ กันในทันที แต่ทั้งสองก็ไม่ได้รู้สึกหรือแสดงอาการอะไรออกมามากนักก็กลับเป็นปกติดังเดิมก่อนชายผมขาวดวงตาเรียวเล็กจะเป็นคนเอ่ยขึ้นว่า
"ระดับ 6 ผ่าน!!"
เสียงประกาศของชายผมขาวเป็นราวกับก้อนหินที่ตกกระทบลงบนผิวน้ำเกิดคลื่นกระเพื่อมผู้คนโดยรอบส่งเสียงอื้ออึงกันอย่างชุลมุนวุ่นวายแม้แต่ซูฉินเองก็ไม่คาดคิดว่าตนจะมีระดับพรสวรรค์ถึงระดับนี้
"น้องฉินสุดยอดไปเลยพรสวรรค์ระดับ 6 เชียว ช่างน่ายินดียิ่งนัก"
ซูหมิงที่เห็นน้องชายของตนได้ระดับพรสวรรค์ถึงระดับ 6 ก็กล่าวออกมาอย่างยินดี แม้แต่ฉินหยางเองก็เผยรอยยิ้มออกมาจาง ๆ เช่นเดียวกันแม้ความจริงเขาเองก็พอจะมองระดับพรสวรรค์ของซูฉินออกตั้งแต่แรกอยู่แล้วจึงไม่ได้ประหลาดใจเท่าใดนัก
"เจ้าไปยืนรออยู่ตรงนู้นซะ เอาล่ะคนต่อไป!! ขึ้นมา"
หลังจากชายผมขาวขึ้นเอ่ยกับซูฉินแล้วก็เรียกให้คนต่อไปขึ้นมาทันที ซึ่งคนที่ขึ้นมานั่นไม่ใช่ใครอื่น เขาก็คือซูหมิงพี่ชายของซูฉินนั่นเอง
ซูหมิงเดินขึ้นไปอย่างองอาจบุคลิกท่าทางของเขาให้ความรู้สึกว่าเขาเป็นชายที่ใสซื่อและตรงไปตรงมา หลังจากเขาเดินมาจนถึงแท่นที่วางศิลาอยู่เขาก็ไม่รอช้าเอามือทาบลงและโคจรพลังปราณในทันที
สายตาผู้คนล้วนจับจ้องมาที่ใจกลางเวทีอย่างตื่นเต้นเป็นตาเดียวอีกครั้ง
"ระดับ 5 ผ่าน!!"
เสียงประกาศของชายผมขาวดังขึ้นอีกครั้งแม้ผู้คนจะรู้สึกผิดหวังกับระดับพรสวรรค์ที่ซูหมิงได้อยู่บ้างเพราะต่างก็คิดว่าซูหมิงที่เป็นพี่ชายของซูฉินอาจมีระดับพรสวรรค์ที่มากกว่าที่ซูฉินก็เป็นได้ แต่ถึงอย่างนั้นผู้คนก็ยังรู้สึกทั้งยินดีและอิจฉาที่ซูหมิงได้ผ่านเข้ารอบต่อไปในเวลาเดียวกัน
ซูหมิงยกยิ้มพึงพอใจออกมา แม้ว่าเขาจะไม่ได้มีระดับพรสวรรค์เทียบเท่ากับซูฉินน้องชายของตนก็ตาม
หลังจากที่เขาได้ผ่านเข้ารอบถัดไปแล้วก็เดินไปรวมกลุ่มกับซูฉินที่ยืนอยู่มุมหนึ่งของเวที
"คนถัดไป รีบขึ้นมา!!"
ครั้งนี้เป็นเสียงของชายสวมชุดเทาไว้ผมยาวสีดำเป็นคนกล่าวขึ้น ไม่นานก็มีเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาอายุราว 15 ปี สวมชุดสีแดงซึ่งก็คือฉินหยางนั่นเอง
ฉินหยางเดินขึ้นไปยังเวมีประลองอย่างไม่รีบร้อน สายตาของผู้คนที่มองขึ้นมายังเวทีไม่ได้มีความลุ้นระทึกหรือให้ความสนใจในตัวเขามากเท่าใดนักเพราะหลายคนไม่เคยพบเห็นหรือได้ยินว่าเคยมีชื่อเสียงของเขามาก่อน แต่สำหรับคนที่เคยเห็นฉินหยางจัดการหลินลู่เฟยได้เพียงกระบวนท่าเดียวในตอนนั้นต่างพากันจ้องมองและคาดเดาถึงระดับพรสวรรค์ที่ฉินหยางจะได้รับอยู่เงียบ ๆ
ฉินหยางเดินไปหยุดอยู่ที่หน้าแท่นศิลาปราณก่อนจะวางมือทาบลงและโคจรพลังเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ
พลังปราณของเขาเริ่มไหลออกจากจุดตันเถียนที่ดูว่างเปล่าไหลเวียนไปตามเส้นลมปราณไปยังแขนข้างขวาที่สัมผัสกับศิลาอัคคีอยู่
หลังจากที่ศิลาอัคคีได้รับพลังปราณของฉินหยางเข้าไปมันก็ค่อย ๆ เรืองแสงสว่างมากขึ้นเรื่อย ๆ
ระดับ 1..ระดับ2..ระดับ 3..ระดับ 4 ระดับ 5 แสงสว่างสีแดงจากศิลาอัคคียังคงเพิ่มแสงสว่างมากขึ้นเรื่อย ๆ และยังไม่มีท่าทีว่าจะหยุดแต่อย่างใด จนกระทั้งระดับ 8 ระดับ 9 หลังจากแสงสว่างมาถึงระดับก้าวศิลาปราณอัคคีก็เกิดสั่นไหวก่อนแสงสีแดงที่เคยเปล่งประกายจะเริ่มเปลี่ยนสีไปจากเดิมเป็นแสงสีแดงแปรเปลี่ยนไปเป็นสีเหลืองทองสว่างเจิดจ้าจนทำให้ผู้คนรอบลานประลองต้องหลับตาลงเพราะแสงสว่างที่ศิลาอัคคีเปล่งออกมาในตอนนี้นั้นมันสว่างจ้าจนสามารถย้อมท้องฟ้ายามเช้าบริเวณนั้นให้กลายเป็นสีเหลืองทองไปในพริบตา
ชายชรานามเฉินเทียนที่นั่งอย่างสงบเงียบมาตลอดอยู่บนที่นั่งพิเศษก่อนหน้านี้ ต้
องลุกพรวดขึ้นด้วยความตกตะลึง ดวงตาของเขาเบิกโพรงด้วยความไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่เห็นตรงหน้าและพึมพำออกมาเสียงเบาราวกับกำลังกล่าวกับตัวเองว่า
"นะ..นี่มันคือ...พรสวรรค์ระดับตำนาน..!?"