Ep 018 :: บัญญัติใหม่ของวงการความงาม
องครักษ์เงาคนสนิทของหยางเอ่อคังแอบนำเหตุผลของความจำเป็มาบอกฮูหยิน เพื่อที่ว่าฮูหยินจะได้กลับไปที่จวนและไม่ทำให้ภารกิจท่านแม่ทัพล้มเหลวก่อนเวลาอันควร เพียงแต่หงเหลียนฮวาแม้จะได้ฟังความจำเป็นั้นแล้วแต่ก็ยังนิ่งเฉย (เพราะบุตรสาวช่วยให้นางคิดได้มาก่อนหน้านั้นแล้วว่าสามีมีเหตุจำเป็)
“แม้จะเป็เพียงการแสดง แต่เขาก็ทำกับข้าถึงเพียงนี้ เ้าคงไม่คิดว่าข้ายินดีจะกลับไปโดนเขาเฉยเมยใส่ หรือต้องทนดูเขาแกล้งเอ็นดูรักใคร่สตรีอื่นจริงๆ กระมัง”
“...ฮูหยิน”
“เ้ากลับไปเถิด ไม่ต้องบอกเขาว่าข้ารู้เื่เหตุจำเป็ของเขาแล้วด้วยล่ะ”
นางตัดสินใจเว่านางจะทำเป็ไม่รู้เื่ต่อไป ขอให้คนผู้นั้นกลับไปอยู่ข้างกายสามีโดยไม่แสดงท่าทีมีพิรุธใด ๆ มิเช่นนั้นนางจะไม่มีวันกลับไปอีก
เมื่อฮูหยินใจแข็งนายทหารจึงคิดจะอ้อนวอนคุณหนูและคุณชาย
มิได้คาดคิดว่าสุดท้ายแล้วผลลัพธ์ก็ลงเอยเช่นเดิม คนทั้งสามยืนยันจะอยู่จวนราชครูต่อไปจนกว่าภารกิจของสามีและผู้เป็บิดาจะเสร็จสิ้น ดีไม่ดีพอจบเื่แล้วจะกลับไปหรือไม่ก็ยังไม่รู้
องครักษ์เงาได้แต่สงสารเ้านายของตนในใจ
พอคิดจะพูดกับหงหลวนคุนหรือฮูหยินน่ะหรือ...
...เขาไม่โดนไล่ออกจากจวนอย่างหมูอย่างหมาก็ดีมากแล้ว คู่พ่อตาแม่ยายของผู้เป็ฮูหยินนั้นอยากจะให้บุตรสาวหย่ากับสามีจะเป็จะตาย
สุดท้าย...นายทหารเงาผู้นั้นจึงต้องถอยกลับอย่างจำยอม แต่ก็ทิ้งท้ายไว้ว่าจะกลับมารายงานความเป็ไปให้ฮูหยินทราบเป็ระยะ ๆ
เมื่อรู้เื่ราวหงเหลียนฮวาจึงกำชับบุตรธิดาไม่ให้แพร่งพราย รวมถึงไม่ต้องนำเื่ที่เกิดไปบอกบุตรชายคนโตเพื่อที่หย่งเลี่ยจะได้ไม่ต้องละทิ้งหน้าที่การงานที่กำลังก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อหวนกลับเมืองหลวง
ลูก ๆ ได้ฟังแล้วแม้จะขัดใจแต่ก็ยอมทำตามคำขอของมารดาแต่โดยดี ส่วนบิดามารดานั้นต่อให้ไม่บอกก็รู้ดีว่าควรทำอย่างไร หงเหลียนฮวาจึงไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ
“ท่านตา”
“โอ้ ๆ ว่าอย่างไรหลานตา”
การอยู่จวนราชครูนั้นสะดวกสบายไม่ต่างไปจากจวนแม่ทัพ ก่อนที่สองแม่ลูกคู่นั้นจะเข้ามาอยู่ในจวน หงหลวนคุนนั้นก็เป็พวกเห่อหลานมากถึงมากที่สุด (โดยเฉพาะหลานสาวที่เห่อมากที่สุด) ขนาดที่ว่าเพียงเอ่ยปาก ไม่ว่าอะไรท่านตาผู้นี้ก็พร้อมจะหามาให้
ยิ่งหงหลวนคุนนั้นมีความรู้กว้างขวาง เฟิ่งปิงจึงชอบฟังเื่ราวความรู้ของท่านทุกวัน ตาแก่จอมเห่อหลานน่ะรึ ขอเพียงหลานชอบก็พร้อมจะทำ ทุกวันจึงได้พูดเล่าเื่ราวต่าง ๆ น้ำไหลไฟดับ เจาะลึกรายละเอียดยิบย่อยยิ่งกว่าที่บันทึกไว้ในหนังสือเสียอีก
“สมบัติจวนราชครูก็ใช่ว่ามีเล็กน้อย หย่ากับผู้ชายพรรค์นั้นเถอะน่า”
“หย่าให้ท่านพ่อช้ำใจก็ดีนะท่านแม่”
“...โธ่”
ในขณะที่ผู้เป็แม่ยังคงแอบแซะความคิดของหงเหลียนฮวาให้หย่ากับสามีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ซ้ำยังได้หลานชายอย่างหย่งสือช่วยสนับสนุน หงเหลียนฮวาจึงได้แต่ส่ายหน้าปนยิ้มขำให้กับความห่วงใยเ่าั้
...ไว้นางจะคิดเื่หย่าดูบ้างก็แล้วกัน
ถึงแม้ว่าเฟิ่งปิงจะย้ายมาอยู่จวนราชครูแล้ว แต่กิจการทุกอย่างที่นางตั้งใจไว้ก็ดำเนินไปได้ด้วยดี โดยมีหัวหอกทั้งสี่จากบ้านเด็กกำพร้าคอยกำกับควบคุมดูแลให้ พร้อม ๆ กับท่านลุงท่านป้าที่ช่วยออกหน้าแทนนางแทบทุกอย่าง ซึ่งนางก็ทำเพียงแค่คอยคิดแผนงานต่าง ๆ และตามเช็กความเรียบร้อยจากหลังม่านเท่านั้นเอง
“นายหญิงเ้าคะ คนจากร้านแพรพรรณฝูลี่ขอเข้าพบเ้าค่ะ”
“เรียกมาเลย ๆ”
เฟิ่งปิงตอบคำสาวใช้แทนมารดา เพราะนางเป็คนสั่งการลงไปเองว่าให้นำชุดมาให้มารดาลองหลังจากตัดเย็บเสร็จ เพื่อที่ว่าจะได้เหลือเวลาพอที่จะแก้ขนาดก่อนถึงวันจริงเพื่อความสมบูรณ์ที่สุด
ร้านแพรพรรณ ‘ฝูลี่’ คือร้านเสื้อผ้าอาภรณ์ หนึ่งในธุรกิจของเฟิ่งปิงที่จะเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่หลังจากวันงานเลี้ยงฉลอง โดยมีพรีเซนเตอร์โฆษณาฟรีเป็ครอบครัวของนางนั่นเอง
ทันทีที่อาภรณ์สีสันสดใสถูกยกออกจากกล่องใสอย่างเบามือ หงเหลียนฮวาก็รับมันไปด้วยสีหน้านิ่งอึ้ง
“...แปลกตาจริง ๆ”
“ยายไม่เคยเห็นอาภรณ์เช่นนี้มาก่อน”
“มันไม่ดีหรือเ้าคะ ท่านแม่ ท่านยาย”
เฟิ่งปิงถามด้วยความไม่แน่ใจนักหลังจากเห็นมารดาและท่านยายนิ่งค้างเสียนาน
การออกแบบเสื้อผ้าของร้านนั้นผสมผสานความเรียบหรู สดใสและอื่น ๆ อีกหลากหลายแนว (ในล็อตแรกส่วนใหญ่แล้วนางเป็คนดีไซน์เองทุกงาน) โดยตั้งใจให้ผลงานจะออกมาอาภรณ์ที่มีความเป็แบบสมัยปัจจุบัน (จากหลายประเทศ) ผสมรวมกับความเป็จีนโบราณไม่ให้แปลกตาจนเกินไป
...ป้องกันไม่ให้เกิดความไม่ยอมรับในเครื่องแต่งกายที่ฉีกกฎเกณฑ์เดิม ๆ ไปมากพอดู
กระนั้น แม้นางจะมั่นใจว่านางผสมสไตล์สองยุคเข้าด้วยกันได้อย่างสวยงาม แต่นั่นก็เป็สายตาของนางที่หัวสมัยใหม่ และเคยมีชีวิตมาสองชาติภพทั้งปัจจุบันและในอดีต กับคนที่อาศัยอยู่ในยุคโบราณเพียวๆ เคร่งครัดกับกฎเกณฑ์และธรรมเนียม อาจจะไม่ยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบวัฒนธรรมการแต่งกายก็เป็ได้
...ถึงนางจะเตรียมแผนสำรองไว้หมดแล้วก็เถอะ แต่นางก็อยากให้ทุกแผนที่เตรียมไว้ประสบความสำเร็จล่ะนะ
“ไม่ ๆ มันงดงามมากจนแม่ตื่นตะลึงเลย”
“ยายไม่เคยได้ยินชื่อของร้านนี้มาก่อน ปิงเอ๋อร์หลานรักไปหาร้านอาภรณ์ชั้นดีเช่นนี้มาจากไหนกัน?”
หงเหลียนฮวารีบร้องบอก ฝ่ามือบางลูบไล้เนื้อผ้าไปมาอย่างหลงใหล เช่นเดียวกับท่านยายที่มองอาภรณ์ในมือของบุตรสาวด้วยความชื่นชม ได้ฟังเช่นนั้นเฟิ่งปิงก็โล่งใจเอ่ยปากอธิบายคำโกหกอย่างคล่องปาก
“ร้านในเมืองหลวงนี่แหละเ้าค่ะ เพียงแต่ยังไม่เปิดร้าน ปิงเอ๋อร์ได้พบคนดูแลร้านและได้พูดคุยกันอยู่บ้างจึงลองแนะนำท่านแม่ดู โดยทางร้านก็บอกจะลดราคาให้เป็กรณีพิเศษหากจะใส่ชุดที่ร้านออกแบบเข้าร่วมงานเลี้ยงพระราชทานน่ะเ้าค่ะ”
“ให้พวกเราเป็คนบอกเล่าปากต่อปากสินะ ช่างมีหัวคิดไม่เลว แถมอาภรณ์ชุดนี้ยังประณีตละเอียดยิ่ง เพียงมองดูก็รู้แล้วว่าต้องใช้เวลาทำนานไม่ใช่น้อย”
“ปิงเอ๋อร์เลือกร้านได้ดีมาก”
“มีส่วนของท่านตาท่านยาย แล้วก็พี่รองด้วยนะเ้าคะ”
เฟิ่งปิงผายมือไปยังพนักงานร้านฝูลี่ด้านหลังที่ยืนคอยอยู่ หญิงสาวสามคนจึงรีบนำกล่องเสื้อผ้าที่เหลืออยู่มาวางไว้บนโต๊ะ ก่อนจะถอยหลังไปยืนที่เดิมด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
ท่านยายคนดีเดินไปมองดูกล่องลวดลายสวยงามด้วยสายตาแปลกใจ เพราะกล่องไม้นี้ทำขึ้นอย่างละเอียด มันถูกบุด้วยผ้าหนา ทั้งบนผ้ายังปักลายเล็ก ๆ ด้วยชื่อร้าน (โลโก้) และชื่อผู้รับ (ชื่อเ้าของชุด) ลายปักบนตัวผ้าแทบจะเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว ที่เห็นความต่างชัดเจนมีแค่ชื่อที่ต่างกันของนาง สามี แล้วก็หลานชายเท่านั้นเอง
กล่องไม้นั้น (ด้วยวิทยาการของยุคนี้) ไม่ว่าจะพยายามเช่นไร ตัวกล่องก็อาจมีเสี้ยนอยู่ การบุผ้าไว้รอบกล่องจะทำให้ชุดข้างในไม่ถูกเสี้ยนจากตัวกล่องทำให้เสียหาย หรือทำให้ผู้สวมใส่เกิดการระคายเคืองผิว การปักชื่อร้านและชื่อผู้รับจนเหมือนเป็ของขวัญชิ้นพิเศษก็ทำให้น่าประทับใจ
...ั้แ่ตัวกล่องใส่ยันสินค้า ไม่ว่าสิ่งใดก็ล้วนคุณภาพดีทั้งสิ้น
ไม่รู้ว่าต้องลงทุนไปมากเพียงใด แต่ที่แน่ ๆ คนที่ผ่านโลกมามากจนเป็ยายคนเช่นนางแล้ว รู้สึกประทับใจั้แ่ที่เห็นตัวกล่องด้วยซ้ำไป
เฟิ่งปิงอยากเห็นกระแสตอบรับของลูกค้า นางจึงคะยั้นคะยอให้ท่านยายที่อยู่ในแวดวงชนชั้นสูงมานานได้เห็นสินค้าที่นางตระเตรียมมาอย่างดี
...ที่ท่านยายดูจะสนใจแพ็กเกจจิ้งด้วยก็แปลว่าแิของอนาคตก็ยังใช้ได้ อยากจะหาเงินจากพวกชนชั้นสูงของสังคม สินค้าที่ดีต้องมีทั้งคุณภาพและสวยงามั้แ่บรรจุภัณฑ์สิ!
“ลองเปิดดูสิเ้าคะท่านยาย”
มือที่เหี่ยวย่นไปตามอายุเปิดกล่องก่อนจะหยิบอาภรณ์ขึ้นมาลูบไล้ ดวงหน้างามที่แม้จะมีอายุที่มากขึ้นแย้มยิ้มด้วยสายตาเป็ประกาย เพียงดูก็รู้ว่าชื่นชอบ ภายในกล่องใบใหญ่ยังมีกล่องอีกใบที่บรรจุเครื่องประดับแปลกตาไว้หลายชิ้นทีเดียว
“เชิญนายหญิงทั้งหลายได้ลองเปลี่ยนเ้าค่ะ หากไม่พอดีหรือ้าให้ปรับแก้ พวกข้าน้อยจะได้รีบนำกลับไปแก้ไข”
“อึดอัดไม่พอดีหรือไม่เ้าคะ?”
หนึ่งในพนักงานร้านภายใต้เครื่องแบบเอ่ยขึ้นอย่างนอบน้อม พร้อมทั้งเข้ามาช่วยแต่งกายอย่างคล่องแคล่ว เล่นดีพร้อมทั้งสินค้าและการบริการขนาดนี้ เพียงเท่านี้ก็ได้ฮูหยินจวนราชครูเป็หนึ่งในลูกค้าประจำหลังจากร้านเปิดอย่างง่ายดาย
“เสี่ยวซีไปเรียกท่านพ่อกับหย่งสือมาหน่อย”
“บอกให้ตาแก่นั่นรีบ ๆ มาด้วยล่ะ”
“เ้าค่ะ”
ท่านยายและท่านแม่ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าอยากจะเห็นสองหนุ่มของที่บ้านในอาภรณ์ที่สวยงามแปลกตาเช่นกัน ทำเอาเฟิ่งปิงที่อยู่เื้ันั้นแทบกลั้นยิ้มไม่อยู่
...
“เป็เช่นไรชอบหรือไม่ตาแก่?”
“หย่งสือ ไม่ชอบหรือ?”
“ข้าชอบมากขอรับท่านแม่”
“หลานรักของข้าช่างรู้จักสรรหาจริง ๆ”
สองหนุ่มต่างวัยหัวเราะยินดี แม้พวกเขาจะเป็บุรุษส่วนใหญ่ที่ไม่เื่มากในเื่ของการแต่งกาย แต่ยามได้เห็นเสื้อผ้าสั่งตัดเฉพาะของพวกตนที่น้องสาวหรือหลานสาวกล่าวว่าสำหรับพวกเขา ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มหน้าบาน
และเมื่อมาถึงจุดนี้ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี แน่นอนแล้วว่าจวนราชครูทุกคนจะสวมใส่อาภรณ์จากร้าน ‘ฝูลี่ ‘รวมถึงเครื่องประดับจากร้าน ‘หลิงซื่อ’ กันทุกคน
...อ๋อ ร้านนั้นก็ของเฟิ่งปิงอีกนั่นแหละ
และแล้ววันงานก็มาถึง...
วันฉลองเนื่องในโอกาสวันพระราชสมภพ บรรดาขุนนางจำนวนหนึ่งที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วม ต่างพากันถูกเหล่าฮูหยินปลุกให้ตื่นั้แ่ไก่ยังไม่ทันขัน รวมไปถึงเหล่าคุณหนูคุณชายที่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมงานเป็กรณีพิเศษ ต่างต้องพากันตื่นมาเพื่อแต่งองค์ทรงเครื่องเพื่อประชันโฉมหาโอกาสให้ตนเองกันอย่างแข็งขัน
แน่ล่ะว่าทุกคนในจวนราชครูก็จำต้องตื่นแต่เช้ามืดเพื่อขัดศรีฉวีวรรณเช่นกัน
สุ่ยหลิวรีบปลุกคุณหนูั้แ่พระอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า แม้ว่าเฟิ่งปิงจะอยากนอนต่อมากเพียงไรก็จำต้องยอมให้กับความดื้อดึงของคนสนิทข้างกาย ร่างเล็กนั่งแช่น้ำจนเปื่อยไปทั้งตัวถึงได้ไปแต่งตัว โชคดีที่ทุกอย่างเตรียมไว้พร้อมสรรพนางจึงไม่ต้องกลัวการเตรียมตัวเข้าวังเช่นตอนไปพบพระสนมเมิ่งกุ้ยเฟย
“คุณหนู คนของร้าน ‘มี่จวง’ มาแล้วเ้าค่ะ”
“ให้พวกนางไปช่วยแต่งหน้าให้ท่านแม่กับท่านยาย ข้าบอกพวกท่านไว้แล้ว”
“เ้าค่ะ”
“ให้คนของร้านฝูลี่กับร้านหลิงซื่อไปช่วยท่านแม่กับท่านยายรวมถึงท่านตากับพี่รองรึยัง?”
“เรียบร้อยเ้าค่ะ”
“เช่นนั้นพี่สุ่ยหลิวมาช่วยข้าแต่งตัวหน่อยนะ”
“ทันทีเลยเ้าค่ะ”
กิจการมากมายที่นางหวังสร้าง แม้จะมุ่งหวังในเงินตราแต่ส่วนหนึ่งก็เพื่อตัวนางเอง โดยเฉพาะสิ่งเหล่านี้ที่นางอาจจะต้องพบเจอไปตลอดชีวิตเช่นการแต่งตัว แต่งหน้าอย่างไรเล่า!
สมัยโบราณนั้นเสื้อผ้าปักลายแม้จะสวยงามแต่ก็หลายชั้นมากมายทั้งหนาและหนัก ขนาดสวมใส่ในฤดูใบไม้ผลิยังอบอ้าวอับชื้นไม่ใช่น้อย นางจึงสร้างร้านแพรพรรณ ‘ฝูลี่’ ขึ้นเพื่อเปลี่ยนแปลงการแต่งตัวเสียใหม่
ยังมีเครื่องประดับต่าง ๆ ที่เทอะทะชวนปวดคอ เหมาะจะทำให้คนเป็โรคหมอนรองกระดูกคอเสื่อม นางจึงสร้างร้านเครื่องประดับ ‘หลิงซื่อ’ ขึ้นและจะใช้งานเลี้ยงในวันนี้ เป็ตัวบ่งบอกว่าความสวยงามหาใช้ว่าจะต้องเยอะ!
เฟิ่งปิงหมุนตัวเช็กความเรียบร้อยของอาภรณ์บนร่างเป็ครั้งสุดท้าย เมื่อเห็นว่าสวยงามเข้าที่ก็นั่งลงหน้าคันฉ่องทองเหลืองดังเดิม
“คุณหนู งดงามยิ่งเ้าค่ะ”
“หากเห็นมารดาและท่านยายท่านต้องตาค้างแน่พี่สุ่ยหลิว”
“เพียงแค่คุณหนูก็เหมือนว่าข้าได้พบนางเซียนน้อยแล้วเ้าค่ะ”
“อย่ายกยอข้านักเลย ให้คนของมี่จวงมาช่วยข้าแต่งหน้าที อยากจะรู้เหมือนกันว่าคนที่สอนมาจะพัฒนาขึ้นมากหรือไม่”
“รับทราบเ้าค่ะ”
เครื่องสำอางสมัยโบราณนั้นทั้งเหนียวเหนอะ แต่ดันหลุดลอกง่ายจึงต้องโบกให้หนา แป้งฝุ่นคล้ายแป้งทำขนมที่ทั้งร่วน ทั้งขาววอก และไม่ปกปิด ต้องเขียนคิ้วด้วยถ่านไม้ที่สีลอกออกเป็ชิ้น ๆ ระหว่างเดินได้ ชาดแดงที่ใช้ทาปากก็มีรสชาติปะแล่ม
นางจึงเร่งสร้างร้าน ‘มี่จวง’ เพื่อปฏิวัติวงการเครื่องสำอางในเมืองหลวง แม้จะไร้เครื่องมือไฮเทคและสารเคมี แต่แค่คิดวิธีสร้างเครื่องสำอางธรรมชาติที่เบาบางแต่เหมาะกับผิวหน้าคนนั้นนางสามารถทำได้ ทั้งยังฝึกฝนพนักงานให้แต่งนางตามแบบฉบับบปัจจุบันมากกว่าสักแต่พอก!
...นางอาจจะพูดเกินไปเพราะคุ้นชินกับเครื่องสำอางสมัยปัจจุบันที่บางเบาแต่ติดแน่นทนนานมากกว่าของสมัยนี้ แต่เพียงครั้งเดียวที่ต้องแต่งเต็มยศเข้าวัง นางก็ได้รู้ว่าการแต่งหน้าเช่นนั้น ทำให้การยิ้มเป็หายนะ เพราะแป้งทาหน้าจะร่วงตกลงบนเสื้อผ้า บ้างก็เข้าตาจนแสบตาไปไม่ใช่น้อย ตอนเหงื่อออกก็เหนอะหนะมาก
เฟิ่งปิงค่อนข้างมั่นใจกับร้านเครื่องสำอางมากกว่าอาภรณ์ เนื่องจากการสอบถามความชอบของบุรุษและสตรีทั้งหลายแล้ว (สอบถามก่อนเปิดร้านได้เพราะมันต่างจากเสื้อผ้าที่ถูกลอกเลียนดีไซน์ได้ง่าย)
เหล่าสามีส่วนใหญ่ชอบภรรยาในแบบที่เปลือยเปล่า ไม่ใช่หอมแก้มทีก็สำลักฝุ่นแป้งเต็มปาก จะจูบทีก็รสชาติน่าอาเจียน (แต่งหน้าแม้สวยงาม แต่พวกเขาแตะต้องพวกนางไม่ถนัดนั่นเอง) และสตรีเองก็เบื่อหน่ายการที่ต้องเสียเวลาพอกแป้งนานสองนานทั้งยังต้องระวังไม่ให้เครื่องสำอางหลุดลอกด้วย
” คุณหนู เชิญตรวจความเรียบร้อยเ้าค่ะ”
ไม่นานสตรีสองนางละมือจากใบหน้างามและเส้นผมดำละเอียดที่จัดทรงแล้ว นางหันซ้ายหันขวามองตัวเองในคันฉ่องที่ไม่มีความชัดแม้แต่น้อย มือเล็กจับ ๆ ทรงผมบนหัวเบา ๆ ก่อนจะยกยิ้ม
“ใช้ได้ ฝีมือดีขึ้นนะ”
“เพราะได้คุณหนูสอนสั่งเ้าค่ะ”
“แล้วทางคนอื่นเล่า?”
“เรียบร้อยแล้วทุกคนเ้าค่ะ”
“ทุกท่านต่างงดงามยิ่งนักเ้าค่ะ”
เฟิ่งปิงยกยิ้ม แม้จะยังไม่ทันได้เห็นผลงานของคนของตน แต่ก็เชื่อมั่นว่าทุกอย่างต้องออกมาดี ไม่นานสาวใช้ก็เดินเข้ามาตาม ใบหน้าของนางยังคงอึ้ง ๆ ั้แ่เดินเข้ามา แต่ยิ่งนิ่งอึ้งยามมองเห็นคุณหนูชัดถนัดตา
...อา...เหตุไฉนทั้งนายหญิง คุณหนู นายท่านถึงได้สง่างามเพียงนี้กันนะ
“...คะ...คุณหนู ฮูหยินบอกว่าจวนจะได้เวลาแล้วเ้าค่ะ”
“เข้าใจแล้ว”
นางลุกยืนเต็มความสูง ก่อนจะก้าวเท้าเดินออกจากเรือนอย่างมั่นคงและสง่างาม โดยด้านหลังมีคนของนางโค้งตัวยืนส่ง
...งานเลี้ยงครั้งนี้จะสร้างบทบัญญัติใหม่ให้กับวงการความงามสมัยโบราณแน่นอน
ครอบครัวจากจวนราชครูเดินเข้างานอย่างงามสง่า สะกดทุกสายตาภายในงานให้หันคอมองตามได้อย่างไม่ยากเย็น เมื่อทุกคนที่เดินเข้ามานั้นต่างงดงามแปลกตาและหล่อเหลาสง่าผ่าเผยอย่างยิ่ง
“...นั่นมัน”
“ไม่จริงน่า”
หงหลวนคุนและฮูหยินคนดีเดินนำหน้า ตามด้วยหงเหลียนฮวาและบุตรทั้งสอง ชุดผู้ชายทั้งของหงหลวนคุนและหยางหย่งสือนั้นแม้จะดูเรียบแต่ก็หรู มันถูกตัดเย็บให้พอดีตัวเสริมไหล่เล็กน้อยให้ดูสง่า ทั้งยังเสริมบุคลิกให้ดูอกผายไหล่ผึง ผ้าเนื้อดีปักลายองอาจแต่สบายตากำลังน่ามองไม่เยอะไป
ด้วยความที่ว่าชั้นผ้าของชุดไม่ได้หนามาก ทำให้เห็นเป็รูปร่างของบุรุษได้ชัดกว่าแบบของปกติ
“...คุณชายรองช่าง...”
“เสียดายที่คุณชายใหญ่ไม่มา...”
ในขณะที่ชุดของสตรีทั้งสามนั้นแตกต่างกันคนละแบบอย่างเห็นได้ชัด
ฮูหยินคนงามของราชครูอยู่ในชุดผ้าสีขาวเนื้อเรียบลื่นสะอาดรัดรูปถึง่ขาอ่อน ตรง่เอวมีผ้าจับจีบเน้น่สะโพก ในขณะที่ด้านล่างลงไปบานออกลากพื้นด้านหลังปักลายละเอียด ่บนเป็เกาะอกปักลาย ่อกไปจนถึงแขนเสื้อเป็รูปแบบจีนเดิม ๆ แต่ใช้ผ้าเนื้อบางสีอ่อนในการปิดให้พองามลากยาวไปถึงพื้นด้านหลัง
ผมสีดำแซมขาวจากอายุที่มากขึ้นถูกเกล้าสูงพอง ๆ ไม่เรียบตึง ให้มีปอยผมปิดต้นคอรำไร สวมใส่สร้อยคอกับต่างหูเส้นเล็กเรียบ ๆ ปักปิ่นหยกสีเขียวอ่อนให้สง่าเพียงสองด้าม แต่งหน้าให้ดูคมเข้ม สง่า เน้นเขียนขอบตาให้โฉบเฉี่ยวดูเข้มแข็งไม่บอบบาง
“ข้าไม่เคยเห็นอาภรณ์เช่นนั้นมาก่อนเลย”
“แปลก... แต่มันไม่ได้ดูไม่งามเลย”
“...ทั้ง ๆ ที่มันน่าจะเปิดเผยไป แต่ในสายตาข้าก็ดันเห็นว่ามันก็ดูเรียบร้อยซะอย่างนั้น”
“ไม่เท่าของหงเหลียนฮวาหรอก อาภรณ์เช่นนั้นแปลกจริง ๆ แต่มันสวยงามเหมือนสวนดอกไม้”
“ใช่ ๆ เหมือนนางเป็เทพธิดาบุปผาเลย”
“ท่านแม่ทัพทิ้งสตรีเช่นนางลงได้ยังไง”
หงเหลียนฮวานั้นอยู่ในชุดผ้าสีชมพูไล่จนสีแดงทึบด้านใน ่บนรัดรูปพอเป็่เอวจะพองออก ในขณะที่ด้านนอกเป็ผ้าบางหลายชั้นติดดอกไม้ประดับแทนการปักให้ดูเป็สามมิติจับจีบพับไปพับมา แขนเสื้อปักลายไม่ลากยาวมากจนลบจุดเด่นของกระโปรง
เส้นผมดำดุจแพรไหมเกล้าขึ้นสามส่วนปักปิ่นนกพิราบระย้าด้วยดอกไม้ดอกเล็กเพียงอันเดียว ส่วนที่เหลือปล่อยยาวจับดัดลอนใหญ่ ๆ ให้ดูมีวอลุ่ม (ดัดลอนนั้นทำยากมากเพราะต้องทำท่อเหล็กให้ร้อนก่อนม้วนผม ไม่มีไดร์ให้ใช้) ไม่สวมสร้อยคอแต่ใส่ต่างหูเล็ก ๆ แต่งหน้าอ่อน ๆ เผยผิวกระจ่าง เสริมโทนสีชมพูส้ม
“นั่นคุณชายรอง แสดงว่านั่นคือคุณหนูใหญ่สินะ”
“ช่างเป็ใบหน้าที่น่าอิจฉาเสียนี่กระไร”
“เติบโตไปคงมิพ้นงามล่มเมืองเป็แน่”
เฟิ่งปิงในชุดผ้าสีชมพูอ่อนในชุดจีนแต่ผ้าพองแบบมารดา ทว่าไม่ประดับประดามากมายเท่า หากแต่ผ้าผูกเอวด้านหลังเป็โบว์ใหญ่สีขาว แต่งหน้าแต่เบา ๆ แบบเด็ก ๆ สวมกระพรวนกระดิ่งบริเวณข้อเท้าและข้อมือ เส้นผมถูกถักเป็เปียคาดเก็บบริเวณต้นคอ เสริมด้วยกิ๊บดอกไม้ติดเส้นผมแต่กำลังน่ารักไม่มากเกินอายุ
“ทั้งที่ไม่ได้แต่งแต้มอะไรมากมาย เหตุใดถึงได้งดงามนัก!”
“ช่างน่าอิจฉาเกินไปแล้ว...”
หญิงสาวหลายคนจำต้องยกมือขึ้นลูบใบหน้าที่แต่งแต้มมาเสียหนาด้วยสูญเสียความมั่นใจไปเสียมาก เมื่อยิ่งเปรียบเทียบพวกนางก็รู้สึกว่าความงามของตนนั้นไม่เป็ธรรมชาติ มองไม่เห็นแม้แต่ผิวหน้าที่แท้จริง ปิ่นประดับมากมายเทอะทะหนักคอ ทำให้พวกนางไม่อาจก้มหน้าอย่างสุภาพได้ด้วยซ้ำไป
“ชู่ นั่นท่านแม่ทัพกับอนุ...”
“แต่งตัวอะไรของพวกนางกัน ยิ่งเมื่อเทียบกับฮูหยินใหญ่แล้ว...”
“สามัญชนโดยแท้จริง”
“เมื่อเทียบกับคุณหนูใหญ่ คุณหนูรองทำไมจึงได้สามัญนัก อ๋อ ที่แท้ก็เหมือนแม่ คิก ๆ”
โต้วซิ่งซิวและโต้วซือซือได้ยินเสียงซุบซิบนินทาแล้วก็หน้าขึ้นสีด้วยความโกรธ พวกนางจัดเต็มอาภรณ์งามวิจิตรจนหนักกาย ทั้งยังใส่เครื่องประดับน้ำงามเสริมเสียหรูหราเท่าที่ใส่ได้ โบกหน้าขาว เขียนคิ้วโก่ง ทาชาดแดงเข้ม แต่งเสียเต็มที่ แต่ผู้คนกลับกล้าว่าพวกนางสามัญโดยไม่สนแม้แต่คนที่เดินนำหน้าพวกนางเลย
แต่แล้วสายตาของพวกนางก็เหลือบเห็นคนที่อยู่ด้านหน้า ขวากหนามที่ทิ่มแทงพวกนางมาตลอด ทั้ง ๆ ที่หนีหัวซุกหัวซุนออกจากจวนไปแล้ว เหตุใดจึงกล้ามาเดินหน้าเชิดต่อหน้าพวกนางอีก!
“ท่านพี่...นั่นมัน”
“ท่านแม่ใหญ่กับพวกพี่ ๆ นี่เ้าคะ”
“...”
หยางเอ่อคังที่ตอนแรกไม่ได้สนใจผู้ใดถึงกับชะงักไป เขามองเห็นภรรยาคนงาม ธิดาผู้น่ารัก บุตรชายคนรองที่หล่อเหลา ทุกคนดูมีความสุขดีแม้จะไม่มีเขาอยู่ข้าง ๆ ต่างจากยามอยู่ที่จวนลิบลับ
เขารู้ว่าเวลานี้แม้จะอธิบายอันใดก็คงกลายเป็เพียงคำแก้ตัว รวมถึงเป็ราชโองการของฮ่องเต้จึงไม่อาจตามไปหาถึงจวนราชครู
เขาดีใจที่คนที่ตนรักสุขสบายแต่ก็เสียใจที่ในความสุขนั้นไม่มีเขาอยู่ อีกทั้งทุกวันนี้เขาก็ไม่ต่างจากตกนรก เขาจ้องมองครอบครัวด้วยหัวใจที่บอบช้ำ ยิ่งเห็นสายตาของบุรุษมากมายจับจ้องภรรยาคนงามและลูกสาวคนดี เขาก็แทบจะพุ่งเข้าไปควักลูกตาเ้าพวกคนสามหาวนั่นเสียตรงนั้น!
แต่หยางเอ่อคังก็ทำสิ่งใดไม่ได้นอกจากอดทน...
“ท่านพี่ ไปทักพวกนางดีหรือไม่”
“ข้าคิดถึงพี่ใหญ่นักเ้าค่ะท่านพ่อ”
“...”
หยางเอ่อคังกัดฟัน สะบัดมือบางหยาบกร้านที่กอบกุมแขนเขาออกเดินไปยังสถานที่ที่จัดไว้ เพราะเกรงว่าจะเผลอตัวซัดฝ่ามือใส่พวกนางแม่ลูกให้ร่างแหลกเหลวมันกลางงานเลี้ยง
หุบปากไปเสียที!!