สายลมยามเช้าพัดสะบัดผ่านผืนผ้าทอรูปสิงโตทองคำบนยอดเสาเหนือคฤหาสน์อัลดริชอย่างสง่างาม ท้องฟ้าเหนือเมืองฮาร์เรนเปิดกว้าง ปราศจากเมฆหมองใด ๆ ทว่าบรรยากาศภายในลานกว้างด้านหน้าคฤหาสน์กลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดและชุลมุน เหล่าทหารรักษาการณ์ในชุดเกราะครบมือและเหล่าคนรับใช้ต่างวิ่งวุ่นไปทั่วบริเวณ ราวกับกำลังจัดเตรียมงานต้อนรับบุคคลสำคัญระดับประเทศ
เกวียนหรูหราประดับตกแต่งด้วยลวดลายกิ่งไม้ทองคำหลายคันจอดเรียงรายอยู่อย่างเป็ระเบียบหน้าทางเข้า อัศวินเกราะเงินยืนเข้าแถวสองข้างทางเรียบร้อยดุจกำแพงเหล็ก ขณะที่คนรับใช้รีบช่วยกันปูพรมแดงผืนยาว ทอดยาวั้แ่ประตูใหญ่คฤหาสน์ไปจนถึงลานกว้างด้านหน้า
วันนี้...คือวันที่แขกผู้มีเกียรติสูงสุดจากเมืองหลวงเดินทางมาถึงเมืองฮาร์เรน
"..."
ทหารยามบนหอคอยเพ่งมองออกไปทางถนนสายหลัก ก่อนจะแผดเสียงร้องแจ้งข่าวขึ้นลั่นบริเวณ
"...มาแล้ว! ขบวนของท่านประธานสมาคมมาแล้ว!"
ไม่นานนัก ขบวนรถม้าหุ้มเหล็กสีดำสนิท ประดับตราประทับค้อนไขว้สลักทับด้วยเปลวเพลิงสีทองลอยเด่นก็ค่อย ๆ แล่นเข้ามาอย่างช้า ๆ ก่อนจะหยุดลงตรงหน้าพรมแดงกลางลานคฤหาสน์
ตราสัญลักษณ์ค้อนไขว้เพลิงทอง...คือสัญลักษณ์อันทรงเกียรติสูงสุดของ สมาคมช่างตีเหล็กหลวงแห่งอาณาจักรเซซิลล่าร์ องค์กรที่ควบคุมวงการช่างฝีมือและคลังอาวุธาทั่วทั้งทวีป
บานประตูรถม้าไม้แกะสลักถูกเปิดออกอย่างนุ่มนวล ชายวัยประมาณห้าสิบปีค่อย ๆ ก้าวลงมายืนบนผืนพรมแดง
เรือนผมสีดอกเลาถูกหวีเรียบตึงไปด้านหลังอย่างระเบียบ หนวดเคราสีเทาบนใบหน้าได้รับการตัดแต่งอย่างประณีตบรรจง ถึงแม้ร่างของเขาจะสวมเพียงชุดช่างตีเหล็กสีดำเรียบง่ายที่ไร้ซึ่งอัญมณีหรือเครื่องประดับใดๆ แต่บารมีและรังสีอำนาจที่แผ่ออกมาจากตัวกลับสง่างามน่าเกรงขามยิ่งกว่าขุนนางชั้นสูงหลายๆ คนในเมืองหลวงเสียอีก
มือทั้งสองข้างของเขาค่อนข้างใหญ่ หนา และเต็มไปด้วยรอยแผลเป็กับรอยลวกจากความร้อนของการตีเหล็กมานับสิบๆปี ั์ตาสีเทาคมกริบกวาดมองสถาปัตยกรรมรอบตัวและกองทหารเพียงครั้งเดียว ก็สามารถประเมินความพร้อมของเมืองนี้ได้ทั้งหมด
ชายผู้นี้คือ อิกเนียส วัลคาร์
หัวหน้าช่างตีเหล็กหลวง ประธานสมาคมช่างตีเหล็กแห่งเมืองหลวง ผู้ซึ่งเคยผ่านการหลอมประดิษฐ์ศาสตราวุธถวายแก่กษัตริย์ แม่ทัพใหญ่ และวีรบุรุษามาแล้วนับไม่ถ้วน ชายผู้ถูกขนานนามว่าเป็หนึ่งใน "ห้าค้อนทองคำ" แห่งทวีป
"ยินดีต้อนรับสู่เมืองฮาร์เรน ท่านอิกเนียส"
ไวเคานต์เอริก อัลดริช ก้าวเท้าออกมาต้อนรับด้วยตนเอง ชายชราทั้งสองสบตากันครู่หนึ่งก่อนจะจับมือกันอย่างสุภาพตามมารยาทของชนชั้นสูง
"ไม่ได้พบกันหลายปีแล้วนะ ท่านไวเคานต์" อิกเนียสเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลัง "เมืองของท่านยังคงสงบเรียบร้อยดี"
"เช่นกัน ท่านอิกเนียส"
ขณะนั้นเอง อาเดลซึ่งยืนหลบอยู่ด้านหลังก็รีบก้าวออกมาข้างหน้าและก้มหัวคารวะทันที แม้บนใบหน้าของเขาจะยังคงมีรอยฟกช้ำดำเขียวหลงเหลืออยู่อย่างชัดเจน แต่ดวงตาของเขากลับฉายประกายความมั่นใจและถือดีขึ้นมาอีกครั้ง
"ครั้งนี้...ต้องรบกวนท่านประธานอิกเนียสช่วยกอบกู้เกียรติยศให้พวกเราด้วยขอรับ"
อิกเนียสปรายสายตาสีเทาคมกริบมองรอยบวมช้ำบนใบหน้าของอาเดลนิ่ง ๆ ก่อนจะเอ่ยปากถามตรงประเด็นโดยไม่เกริ่นนำ
"คนที่ทำรอยพวกนี้บนหน้าเ้า...คือใคร?"
"ช่างตีเหล็กสามัญชนคนหนึ่งในเมืองนี้ขอรับ!" อาเดลแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงเต็มไปด้วยความแค้นเคือง
"ฝีมือมัน...ดีแค่ไหน?" อิกเนียสถามต่อ
อาเดลยักไหล่ด้วยความเหยียดหยาม "ก็แค่คนป่าเถื่อนที่ใช้กำลังกายเก่งนิดหน่อยขอรับ! ส่วนเื่ศาสตร์แห่งการตีเหล็กและการหลอมโลหะ...มันเป็แค่ช่างตีเหล็กบ้านนอก ไม่มีทางเทียบชั้นกับมวลความรู้ของท่านประธานได้แม้แต่เสี้ยวเล็บ!"
หัวหน้าช่างตีเหล็กหลวงไม่ได้เอ่ยคำตอบรับหรือปฏิเสธคำประจบนั้น เขาเพียงแค่พยักหน้าลงช้า ๆ ด้วยใบหน้าไร้อารมณ์
ไม่นานหลังจากนั้น ทั้งหมดก็ย้ายเข้าไปยังห้องประชุมใหญ่ชั้นบนสุดของคฤหาสน์อัลดริช
บนโต๊ะไม้โอ๊กขนาดใหญ่ใจกลางห้อง มีแผ่นแผนผังลานประลองกลางเมือง รายชื่อคณะกรรมการผู้ตัดสิน กฎระเบียบฉบับแก้ไข และเอกสารรายละเอียดการแข่งขันวางเรียงรายอยู่อย่างเป็ระเบียบ
ไวเคานต์เอริกก้าวไปยืนหัวโต๊ะและเปิดการประชุมทันที "การแข่งขันในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้...ข้า้าให้ทุกอย่างเป็ไปตามแผนการที่วางไว้โดยสมบูรณ์แบบ"
เมื่อไวเคานต์เอ่ยจบ ประตูห้องประชุมก็เปิดออก ชายวัยกลางคนและชายชราอีกหลายคนทยอยเดินเข้ามานั่งล้อมรอบโต๊ะ... หนึ่งในนั้นคือ หัวหน้าสมาคมช่างตีเหล็กแห่งเมืองฮาร์เรน, ผู้พิพากษาประจำเมือง, ประธานกรรมการคัดเลือกอาวุธ, และกลุ่มขุนนางท้องถิ่นที่มีอิทธิพล
เลดี้วิกตอเรียยืนกอดอก มองไปยังกลุ่มกรรมการด้วยรอยยิ้มเ็า "ทุกท่าน...ค่าตอบแทนและวัตถุดิบพิเศษตามที่สมาคมการค้าของเราตกลงไว้...ได้รับจัดสรรกันครบถ้วนแล้วใช่หรือไม่?"
เสียงหัวเราะแ่เบาด้วยความพึงพอใจดังระงมไปทั่วห้องประชุม ชายอ้วนซึ่งเป็หนึ่งในกรรมการหลักยกมือขึ้นลูบถุงเหรียญทองหนักอึ้งที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อคลุมหรูหราของตน
"แน่นอนขอรับ เลดี้วิกตอเรีย..." ชายอ้วนตอบด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ "พวกเราสมาคมการค้าและกรรมการ ย่อมรู้ดีว่าอาวุธประเภทใดคู่ควรกับกองทัพเมืองฮาร์เรน พวกเราจะไม่ทำให้ตระกูลอัลดริชต้องผิดหวังอย่างแน่นอน"
อาเดลยิ้มกว้างด้วยความสะใจ "ข้าบอกพวกท่านแล้ว! ไอ้ช่างตีเหล็กขยะนั่นมันไม่มีทางชนะั้แ่แรกแล้ว!"
หัวหน้าสมาคมช่างตีเหล็กแห่งฮาร์เรนหยิบเอกสารกติกาแผ่นใหม่ออกมากางเสนอ "พวกเราได้ทำการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบเล็กน้อยแล้วขอรับ...กฎข้อที่หนึ่ง วัตถุดิบและแร่โลหะทั้งหมดที่ใช้ในการประลอง จะต้องเป็แร่เหล็กที่สมาคมจัดเตรียมไว้ให้ ณ ลานประลองเท่านั้น ห้ามนำวัตถุดิบภายนอกเข้ามาเด็ดขาด"
วิกตอเรียพยักหน้าพอใจ "ดีมาก...แล้วเื่การตรวจเช็ก?"
กรรมการอีกคนเอ่ยเสริมทันที "และก่อนเริ่มทำการหลอม...อาวุธ เครื่องมือ และถุงวัตถุดิบของผู้เข้าแข่งขันทุกคน จะต้องถูกตรวจค้นอย่างละเอียดโดยอัศวินประจำตระกูล หากพบโลหะหรือแร่แปลกปลอมใด ๆ ที่ไม่ได้ผ่านการรับรองจากสมาคม... ผู้เข้าแข่งขันรายนั้นจะถูกตัดสิทธิ์และจับกุมทันทีในข้อหาโกงการประลองขอรับ!"
"ยอดเยี่ยม! ต่อให้มันดั้นด้นเสี่ยงตายไปหาแร่แปลกๆ หรือเหล็กหายากมาจากหุบเขาไหน...มันก็ไม่มีโอกาสได้งัดออกมาใช้ในการแข่งขันอยู่ดี!"
เสียงหัวเราะะเิดังลั่นไปทั่วห้องประชุมลับแห่งนั้น...ทุกคนในห้องต่างเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ว่า ชัยชนะอันเด็ดขาดและอนาคตของเมืองฮาร์เรนได้ถูกรวบมาอยู่ในกำมือของพวกเขาเป็ที่เรียบร้อยแล้ว การแข่งขันที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วัน... เป็เพียงแค่พิธีการปาหี่ทางการเมืองเพื่อประกาศความพ่ายแพ้และลากตัวโซร่าไปปะาชีวิตเท่านั้น
ทว่า...ท่ามกลางเสียงหัวเราะแห่งความเลวร้ายที่ดังระงมไปทั่วห้อง
กลับมีเพียงชายคนเดียวที่ยังคงนั่งสงบนิ่งราวกับรูปสลักหิน...อิกเนียส วัลคาร์ เขานั่งประสานมือประสานกันบนโต๊ะ ั์ตาสีเทาจับจ้องมองเอกสารการแข่งขันตรงหน้าอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กลับทรงพลังจนตัดผ่านเสียงหัวเราะของทุกคนในห้องให้เงียบกริบลงทันตา
"ข้ามีคำถาม..."
ทุกคนในห้องหันมามองหัวหน้าช่างตีเหล็กหลวงเป็ตาเดียว
อิกเนียสเงยหน้าขึ้น สบตากับไวเคานต์เอริกตรง ๆ "ช่างตีเหล็กที่ชื่อโซร่าคนนั้น...เขายังไม่รู้เื่ข้อบังคับและการปรับเปลี่ยนกติกาพวกนี้...ใช่หรือไม่?"
เอริกสบตากับอิกเนียสนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยคำสั้น ๆ "ใช่...เขาไม่รู้"
อิกเนียสพยักหน้าลงเพียงครั้งเดียวด้วยท่าทีเรียบเฉย "งั้นหรือ...ก็ดี"
ไม่มีผู้ใดในห้องประชุมแห่งนั้นสังเกตเห็นเลยว่า...ั์ตาสีเทาของประธานสมาคมช่างตีเหล็กหลวงแห่งอาณาจักร ไม่ได้มีร่องรอยแห่งความดูแคลน รังเกียจ หรือเหยียดหยามคู่แข่งเหมือนเช่นพวกขุนนางและกรรมการเลยแม้แต่น้อย
หากแต่มันกลับเป็แววตาแห่งความฉงนสงสัย... แววตาของช่างฝีมือชั้นครูผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาทั้งชีวิต ที่กำลังเกิดความสนใจในตัวของชายปริศนา... ชายผู้กล้าลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจของตระกูลขุนนางทั้งตระกูลด้วยตัวคนเดียว ว่าเขาจะมีฝีมือและจิติญญาแห่งเหล็กกล้า สมกับความอวดดีนั้นจริงหรือไม่
.
.
.
.
ขณะเดียวกัน ณ อีกฟากหนึ่งของเมืองฮาร์เรน...
หลังจากที่โซร่าออกไปฟามวัสดุจากพวกมอนเตอร์นอกเมืองมาครบแล้ว ที่ลานกว้างหน้าโรงตีเหล็ก Flame Nest ยังคงเงียบสงบ เ้าของร้านผมแดงผู้ถูกกำหนดชะตากรรมไว้ล่วงหน้า ยังคงหมกมุ่นอยู่กับการเตรียมการในโรงหลอม โดยไม่ได้แยแสเลยว่า กระดานการแข่งขันที่เขากำลังจะก้าวขึ้นไปนั้น...ถูกศัตรูร่วมมือกันจัดวางหมากและหลุมพรางเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
หรือบางที...สำหรับสัตว์ร้ายผู้ยึดครองยอดสูงสุดของโลกใบนี้มาั้แ่ยุคโบราณ กฎเกณฑ์และกระดานหมากของพวกมนุษย์...อาจเป็เพียงสิ่งไร้สาระที่รอเวลาถูกเทกระดานทิ้งเท่านั้น
ค่ำคืนอันเงียบสงบปกคลุมเมืองฮาร์เรนอย่างราบเรียบ... ดวงจันทร์สีเงินลอยเด่นอยู่เหนือหลังคาบ้านเรือนและแนวทิวเขาไกลออกไป แสงไฟตามร้านค้า ตลาด และบ้านเรือนของชาวเมืองค่อย ๆ ดับลงทีละดวงจนทั้งเมืองจมลงสู่เงามืด
เหลือเพียงโรงตีเหล็ก Flame Nest ณ มุมหนึ่งของเมือง ที่ยังคงมีแสงสีส้มสว่างไสวพวยพุ่งและลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้หนาออกมา...
กึง... กึง...
เสียงค้อนเหล็กกระทบกับทั่งรองรับดังก้องเป็จังหวะหนักแน่น สม่ำเสมอราวนับเป็จังหวะหัวใจแห่งความเงียบ ประกายไฟสีส้มแดงปลิวว่อนแตกกระจายดุจหิ่งห้อยนับร้อยนับพันตัว ลอยตัวก่อนจะค่อย ๆ มอดดับลงกลางอากาศอันเร่าร้อน
ภายในโรงตีเหล็ก ชายหนุ่มผมแดงสวมผ้ากันเปื้อนหนังเก่ายืนเหงื่อท่วมตัวอยู่หน้าเตาหลอมที่ลุกโชน โซร่ายังคงยกค้อนหนักขึ้นและตกลงบนแท่งโลหะเวทมนตร์อย่างไม่หยุดพัก ท่วงท่าของเขาเรียบง่าย แน่วแน่ และทรงพลังอย่างน่าประหลาด ราวกับร่างมนุษย์นี้ไม่เคยรู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อยหรืออ่อนล้า...
แกร๊ก...
เสียงสลักประตูไม้ถูกผลักเปิดออกอย่างแ่เบา ร่างบางของหญิงสาวเรือนผมสีเงินยาวส่องประกายสู้แสงจันทร์ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาภายในร้านเพียงลำพัง
สเตลร่าเดินตรงเข้ามาโดยไม่ได้เอ่ยคำใด นางทำเพียงแค่ย้ายกายไปหยุดยืนข้างเตาหลอม ั์ตาสีเงินประกายคมกริบมองแผ่นหลังกว้างอันอุดมด้วยกล้ามเนื้อของชายหนุ่มอยู่เงียบๆ เวลาล่วงเลยผ่านไปพักใหญ่ มีเพียงเสียงฟืนไม้แตกและเสียงค้อนที่ยังคงดังสม่ำเสมอโซร่าเอ่ยขึ้นทั้งที่สายตาและจิตสั่งการยังคงแน่วแน่อยู่กับแท่งโลหะสีดำตรงหน้า
"เ้ายังไม่นอนอีกหรือ..."
สเตลร่ายักไหล่เบาๆ พลางอิงแผ่นหลังเข้ากับเสาไม้ข้างเตาหลอม "เ้าก็เหมือนกันไม่ใช่รึไง"
โซร่าไม่ได้ตอบคำถามนั้น ค้อนในมือยังคงตกลงบนแท่งโลหะร้อนฉ่า
กึง! กึง! กึง!
สเตลร่าทอดสายตามองเปลวไฟสะท้อนใบหน้าคมคายและหยดเหงื่อที่ไหลซึมตามกรอบหน้าของอีกฝ่าย ก่อนจะถอนหายใจออกมาแ่เบา
"วันนี้ข้าออกไปสืบข่าวข้างนอกมา..."
"..."
"พวกอัลดริชเริ่มเคลื่อนหมากบนกระดานแล้ว"
มือที่ถือค้อนหยุดชะงักลงเพียงชั่วอึดใจสั้นๆ ก่อนจะตีลงไปใหม่ "ข้ารู้แล้ว"
"รู้แล้ว?" สเตลร่าเลิกคิ้ว
“ใช่”
สเตลร่าหลุดหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ "เ้าคงเดาได้จริงๆ นั่นแหละว่าตระกูลขุนนางพวกนั้นวางแผนจะทำอะไร..."
นางก้าวขยับเข้ามาใกล้เตาหลอมมากขึ้น ไอร้อนมหาศาลไม่ได้สร้างความระคายเคืองต่อผิวเนียนละเอียดของนางแม้แต่น้อย
"พวกมันคงซื้อตัวคณะกรรมการจนหมดสิ้น...เปลี่ยนกติกาการแข่งให้ใช้ได้เฉพาะแร่เหล็กกากเดนที่สมาคมจัดเตรียมไว้ และเตรียมส่งอัศวินเข้าตรวจค้นตัวผู้เข้าแข่งขันอย่างเข้มงวดก่อนเริ่มงาน..."
นางเว้นจังหวะ ั์ตาสีเหลืองฉายแวว
"...หากเ้าพกพาวัตถุดิบหรือแร่โลหะใดๆ ที่ไม่ได้รับอนุญาตจากสมาคมเข้าสนามประลอง...พวกมันจะใช้ข้อหาโกงเพื่อตัดสิทธิ์และส่งอัศวินจับกุมเ้าทันทีกลางลานประลอง"
โรงตีเหล็กกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง มีเพียงเสียงฟืนูเาไฟแตกเปรี๊ยะๆ อยู่ภายในเตาหลอม
สเตลร่าจ้องมองใบหน้าด้านข้างของชายผมแดง...ทว่า สีหน้าและดวงตาสีแดงฉานของเขากลับราบเรียบ ไร้ซึ่งร่องรอยแห่งความตื่นตระหนก ใ หรือสับสนแม้แต่น้อย
"...เ้าดูไม่ตื่นตระหนกเลยนะโซเบล"
"หึ ข้าควรจะต้องใด้วยงั้นหรือ"
"ตามปกติแล้ว มนุษย์ทั่วไปต้องใและสิ้นหวังเมื่อเจอการใช้อำนาจมืดแบบนี้"
"แต่ข้าไม่ใช่มนุษย์...และข้าไม่สนใจกฏบ้าบออะไรนั่นของพวกมันด้วย"
คำตอบอันแสนเรียบง่ายทว่าเต็มเปี่ยมด้วยความจริงแท้ ทำให้สเตลร่าหลุดยิ้มออกมาด้วยความขบขัน
"นั่นสินะ...ข้าลืมข้อเท็จจริงข้อนี้ไปเสียสนิท"
ทั้งสองนิ่งเงียบกันไปครู่หนึ่ง ท่ามกลางเสียงไอร้อนพวยพุ่ง ก่อนที่สเตลร่าจะเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น
"...โซเบล"
"อะไร"
"เ้าคิดจะทำอย่างไรกับการแข่งขันครั้งนี้กันแน่? เ้าคิดว่าจะเอาชนะการแข่งขันนี้ยังไง"
ชายหนุ่มค่อยๆลดแขนลง วางค้อนเหล็กหนักลงบนขอบทั่ง เสียงโลหะกระทบกันดัง แกร๊ง เบาๆเขาหมุนตัวหันกลับมาประจันหน้ากับเปลวไฟที่ลุกโชนในเตาหลอม ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงสั้นกระชับ
"ก็แค่ตีอาวุธในแบบของข้า...ให้ดีกว่าของพวกมัน"
สเตลร่าขมวดคิ้วเรียวสวย "ข้าไม่ได้หมายถึงเื่ฝีมือการตีเหล็ก...ข้าหมายถึง เ้าจะรับมือกับกฎระเบียบและกลโกงสกปรกที่พวกลิงขุนนางนั่นเตรียมเอาไว้ตัดสิทธิ์เ้าอย่างไร?"
โซร่าหันกลับมาสบตากับหญิงสาวเรือนผมสีเงินเป็ครั้งแรก ั์ตาสีแดงเพลิงฉายประกายลึกล้ำ ลุกโชนด้วยแรงดันพลังงานโบราณที่ซ่อนอยู่ภายใน
"สเตลร่า..."
"หืม?"
"เ้ายังจำได้หรือไม่..."
"..."
"...ยามที่ข้ายังคงดำรงเป็ัเพลิงในตำนานโซเบล"
สเตลร่ายิ้มบางๆ ั์ตาสีเหลืองส่องประกายวับแวม "จำได้สิ...ยุคสมัยที่ัและอสูราปกครองผืนฟ้าและแผ่นดิน"
"ตลอดระยะเวลาพันล้านปีที่ผ่านมา..." โซร่าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบเนิบช้า แต่ทว่าทรงพลังดุจเสียงก้องจากโบราณกาล "...เคยมีมนุษย์ เทพเ้า หรืออสูรตนใด สามารถตรากฎเกณฑ์ขึ้นมาบังคับให้ข้าปฏิบัติตามได้หรือไม่?"
สเตลร่าหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ "ไม่มี...เพราะไม่เคยมีสิ่งมีชีวิตใดในโลกนี้โง่เขลาและกล้าหาญพอที่จะทำเช่นนั้น"
โซร่าพยักหน้าช้าๆ
"แล้วเหตุใด...ข้าต้องเริ่มทำตามกฎของพวกตัวโง่เง่าของพวกมัน"
ประโยคนั้นทรงพลังและราบเรียบเสียจนทำให้สเตลร่านิ่งตะลึงไปครู่หนึ่ง นางจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้านิ่งอยู่พักใหญ่ ก่อนจะหัวเราะร่าออกมาอย่างผ่อนคลาย
"ฮะๆ...สมเป็เ้าจริงๆโซเบล"
นางส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ พลางยกมือขึ้นทัดเส้นผมสีเงินไว้ข้างใบหู "ข้าเสียเวลาไปตั้งหลายวัน นั่งคิดหาวิธีซับซ้อนเพื่อแก้เกมการเมืองอันโสโครกของพวกมัน"
โซร่ายื่นมือหนาลงไปยกแท่งโลหะสีดำสนิทที่เพิ่งผ่านการนวดและหลอมด้วยเปลวไฟาขึ้นมาอย่างช้าๆ แสงสีส้มแดงจากเตาหลอมสะท้อนลงบนพื้นผิวขรุขระ ทอประกายลึกล้ำราวกับหินลาวาใต้ชั้นลาวาโลก
"เ้าคิดจะไม่ลงไปเล่นในเกมของพวกมันงั้นหรือ?"
"ไม่มีทาง พวกมันก็แค่หนูชั้นต่ำที่ตั้งกฏโง่ๆของพวกมันเพื่อเอาชนะข้า"
"แล้วเ้าจะทำอย่างไร?"
โซร่าจ้องมองแท่งโลหะในมือ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ดุจคำประกาศิตที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง
"ข้าจะสร้างศาสตราวุธ...ที่ทำให้กฎเกณฑ์และกระดานหมากขยะของพวกมัน กลายเป็สิ่งไร้ความหมาย"
ความเงียบอันทรงพลังปกคลุมไปทั่วทั้งโรงตีเหล็กอีกครั้ง สเตลร่าหลุบตานิ่งครู่หนึ่ง ก่อนที่รอยยิ้มมุมปากอันเฉียบคมและเ้าเล่ห์จะค่อย ๆ ปรากฏบนใบหน้านวลเนียน
"เข้าใจแล้ว..."
หญิงสาวเงยหน้าขึ้น สบตาสีเพลิงของัโบราณตรง ๆ
"งั้น...เ้าทำในสิ่งที่เ้าถนัดที่สุดไปเถอะ"
"ส่วนข้า..."
ั์ตาสีเหลืองของนางทอประกายอันตรายและลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม
"...ข้าจะทำให้ตระกูลอัลดริชและพวกขุนนางชั่วไม่เหลือแม้แต่เกียรติยศหรือความชอบธรรมใดๆ ให้ใช้เป็ข้ออ้างหน้าอัฒจันทร์อีกต่อไป"
โซร่าเพียงพยักหน้ารับคำเบาๆ ไม่จำเป็ต้องมีคำอธิบายหรือการวางแผนที่ซับซ้อนไปกว่านี้ เพราะทั้งสองต่างสบตาและเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของตนอย่างแจ่มแจ้งแล้ว
ชายหนุ่มยกค้อนเหล็กั์ขึ้นสูงอีกครั้ง แขนขวาปรากฏรอยเกล็ดัแวววาวซึมใต้ิัเล็กน้อยก่อนจะหายไป
กึง!!
เสียงค้อนทุบลงบนแท่งโลหะดังก้องกังวานสะท้อนไปทั่วทั้งย่านการค้าอันเงียบสงบ เปลวไฟสีส้มแดงในเตาหลอมพุ่งสูงขึ้นชนเพดานราวกับัเพลิงที่กำลังตื่นจากการหลับใหล...
ประกาศชัดแจ้งว่า ในค่ำคืนนี้...สิ่งที่กำลังถูกหลอมสร้างขึ้นในโรงตีเหล็กเล็กๆแห่งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่อาวุธชิ้นหนึ่งสำหรับประลอง