คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 71 ไคหยางหายไปจากโลกแล้ว

            

            หลายวันผ่านไป

            ยามสารทฤดูของเมืองฉางอันอากาศเริ่มหนาวเย็นขึ้นมาบ้างแล้ว

            หนุ่มวัยรุ่นที่น่าจะมีอายุเพียงสิบหกถึงสิบเจ็ดปียืนอยู่กลางลานฝึกของสำนักเทียนหลาน

            เขากระชับดาบที่ดูไม่น่าสะดุดตาเอาไว้ในมือมั่น

            หากเพียงเคลื่อนกายสายฟ้าก็พากันส่องสว่างขึ้นเพลิงศักดิ์สิทธิ์มากมายหล่อหลอมเข้าด้วยกันจนกลายเป็นม่านคุ้มกายขณะที่พลังดาบอันแสนมหาศาลก็ปะทุซ่านเซ็นไปทั่วทิศ

            เขามีระดับพลังต่ำต้อยเพียงระดับหลอมจิตทว่าดาบที่ถูกเหวี่ยงออกไปอย่างโหมกระหน่ำกลับรวดเร็วจนคนปกติเห็นเพียงเงาเลือนรางเท่านั้นแต่ไม่อาจจับภาพที่แท้จริงของดาบได้เลย

            “สังหาร!” เขาตะโกนเสียงดังสนั่นส่งเสียงคำรามอย่างทรงพลังดุจดังพญาราชสีห์พลันเงาของดาบขนาดใหญ่ก็ถูกเหวี่ยงลงมาจากด้านบน แล้วกระแทกลงบนลานฝึกอย่างรวดเร็ว

            เสียงกึกก้องปะทุขึ้น พื้นหินบนลานถูกกระแทกจนลอยขึ้นเหนือพื้นดินแล้วกระเด็นไปทั่วทุกสารทิศในพริบตา

            “ฮู่...” ชายหนุ่มพ่นลมหายใจหนักๆ ออกมาร่างของเขาหยุดนิ่งลง ก่อนดาบจะถูกเก็บกลับเข้าไปในฝักอีกครั้ง

            เขาหลับตาลงราวตกสู่ภวังค์คล้ายกำลังครุ่นคิดเรื่องบางอย่าง

            เขาเบิกตากว้างขึ้นอีกครั้งในประมาณสิบอึดใจให้หลัง

            ใบหน้าของเขาไม่ได้หล่อเหลาสักเท่าไรนัก แต่แลดูใสสะอาดเป็นอย่างมากใสสะอาดราวกับหิมะในดินแดนทางเหนือเลยก็ว่าได้ บริสุทธิ์ ไร้สิ่งแปดเปื้อนดวงตาของเขาก็ใสมากไม่ต่างกัน ใสจนราวกับธารน้ำบนเทือกเขาสูงที่มองทะลุลงไปจนถึงพื้นน้ำได้

            แต่ขณะนี้ ใบหน้านั้นกลับแลดูเคร่งเครียดเล็กน้อยเขาขมวดคิ้วมุ่น แล้วเอ่ยกับตัวเองเบาๆ “ยังไม่พอ”

            ในที่สุดเขาก็ถอนหายใจหนักๆ ออกมาอีกครั้งแล้วบ่นกับตัวเอง “หากผู้อาวุโสฉู่อยู่ด้วยก็คงดี”

            พอฉู่ซีฟงไม่อยู่ เขาก็ไม่รู้ว่าจะปรึกษาปัญหาในการฝึกวิชาดาบกับใครจึงได้แต่ฝึกเช่นเดิมซ้ำๆ เพื่อทำความเข้าใจด้วยตนเองเท่านั้น ทว่าการฝึกซ้ำๆ เช่นนี้ทำให้เสียทั้งเวลาและแรงไปมากแต่กลับได้ผลเพียงเล็กน้อยเหลือเกิน เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ซูฉางอันก็ถอนหายใจยาวๆออกมา จากนั้นชี้ปลายดาบขึ้นฟ้า แล้วเก็บมันขึ้นแผ่นหลัง เมื่อทำทุกอย่างเสร็จซูฉางอันจึงเดินไปยืนอยู่ที่ขอบของลานฝึก มองไปยังต้นไม้ที่ผลัดใบลงมาจนแทบไม่มีใบเหลือส่วนลึกของจิตใจพลันเศร้าสลดขึ้นมาอย่างยากจะอธิบาย

            สำนักเทียนหลานในยามนี้ ช่างเงียบเหงาเหลือเกินฉู่ซีฟงไปเจียงตง เซี่ยโหวฟ่งอวี้ก็อยู่แต่ในวังหลวงกู่เซี่ยนจวินเองก็ได้รับบาดเจ็บ จึงต้องพักรักษาตัวไปก่อน ในสำนักแห่งนี้นอกจากอวี้เหิงก็เหลือเพียงซูฉางอันกับฝานหรูเยว่เท่านั้นที่ยังเดินไปเดินมาทำกิจกรรมต่างๆ อยู่ ซูฉางอันยังไม่ชินกับชีวิตที่ไม่มีพวกเขาจริงๆ

            เขาถอนหายใจออกมาอย่างอดไม่ได้ และก็ทรุดตัวนั่งลงบนลานด้วยท่าทีเรียบง่าย

            สายลมพัดโชยมาใบไม้ใบสุดท้ายบนกิ่งเบื้องหน้าไหวเอนไปตามแรงลม จนในที่สุดก็มิอาจฝืนต้านสายลมอีกต่อไปปลิดปลิวลงจากต้นอย่างอ้อยอิ่ง

            ซูฉางอันมองใบไม้ที่ร่วงหล่นลงมาพร้อมกับสายลมอย่างเหม่อลอย

            “คุณชายซู! ”จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง

            ซูฉางอันที่เพิ่งได้สติหันกลับไปมองตามเสียงจึงได้พบกับฝานหรูเยว่ในชุดกระโปรงสีขาวกำลังวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหากระโปรงที่ปลิวไสวไปตามแรงลม ช่างแลดูงดงามเสียจริง

            ซูฉางอันลุกยืน แล้วเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้านาง “มีอะไรรึ?”

            ฝานหรูเยว่หยุดลงตรงหน้าซูฉางอัน เพราะวิ่งมาเสียไกลใบหน้าของนางจึงปรากฏสีแดงระเรื่อและมีเหงื่อซึมออกมาที่หน้าผากเล็กน้อยแลดูน่ารักเหลือเกิน

            “คุณชายซู มีผู้หญิงคนหนึ่งมาที่สำนัก นางบอกว่าตัวเองเป็นผู้สืบทอดของท่านไคหยางบอกว่าอยากจะพบท่าน” ฝานหรูเยว่พูดพลางหอบหายใจ

            ซูฉางอันนิ่งไปเล็กน้อย ผู้สืบทอดของอาจารย์ลุงไคหยางอย่างนั้นหรือ? เขารู้ว่าอาจารย์ลุงท่านนี้ของตนยังมีชีวิตอยู่ แต่เขายังไม่เคยได้เจอไคหยางมาก่อนจึงรู้เรื่องเกี่ยวกับไคหยางเพียงน้อยนิดเท่านั้น ทว่าในตอนนี้ จู่ๆก็มีผู้สืบทอดปรากฏตัวขึ้นเช่นนี้ มันทำให้เขารู้สึกประหลาดใจขึ้นอย่างอดไม่ได้เขาเอียงคอพลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นผู้สืบทอดตัวจริงหรือตัวปลอม อย่างไรเสียก็ควรไปพบสักหน่อยเมื่อคิดได้ดังนั้น จึงหันไปพยักหน้ากับฝานหรูเยว่ แล้วพูดขึ้น “ไปกันเถอะไปดูกันเสียหน่อย”

            “อืม” ฝานหรูเยว่ขานรับ จากนั้นก็หมุนตัวมุ่งหน้าเดินนำซูฉางอันออกไป

            “เจ้าเป็นผู้สืบทอดของอาจารย์ลุงรึ?” ซูฉางอันมองดูสตรีในอาภรณ์เขียวตรงหน้าพลางถามขึ้นอย่างอดไม่ได้

            นางเป็นหญิงสาวที่สวยมากคนหนึ่ง ที่เอวมีขลุ่ยหยกทัดอยู่ในมือมีกระบี่ที่ยาวราวสามฉื่อเอาไว้ ใบหน้าของนางงดงามราวกับเทพธิดาบนดวงจันทร์ก็ว่าได้คิ้วเข้ม จมูกโด่ง ปากแดงระเรื่อ ฟันขาวสะอาด แต่สิ่งที่ทำให้ลืมไม่ลงมากที่สุดย่อมเป็นดวงตาคู่งามของนางมันแลดูบริสุทธิ์ ไร้ซึ่งสิ่งแปดเปื้อน ดังเช่นสายน้ำกลางเทือกเขาไม่มีผิดแต่ในขณะเดียวกัน มันก็แลดูลึกล้ำเหลือคณา ราวกับท้องนภาที่เต็มไปด้วยดวงดาวเรียกได้ว่าสวยจนบุปผาอายเลยทีเดียว

            ทว่าใบหน้าของนางกลับแลดูเย็นชาเหลือเกินปานเป็นเกล็ดหิมะที่ยากจะเข้าใกล้อย่างไรอย่างนั้น

            “อืม” สตรีผู้นั้นพยักหน้าเบาๆ พลางปรายตามองมาที่ซูฉางอัน“เจ้าเป็นศิษย์ของมั่วทิงอวี่รึ?”

            “อืม” ซูฉางอันพยักหน้าตอบทันทีทันใด แม้ไม่เคยพบสตรีผู้นี้มาก่อนแต่ดวงตาที่ใสสะอาดของนางกลับให้ความรู้สึกคุ้นตาเหลือเกิน แต่พอมาตรองดูอีกที สตรีที่งดงามถึงเพียงนี้หากเคยได้พบเจอ ย่อมไม่มีทางลืมลงเป็นแน่ เหตุนี้ เขาจึงล้มเลิกความสงสัยในใจลง“เจ้ามาที่นี่ทำไมรึ”

            “ข้าเป็นผู้สืบทอดของสำนักเทียนหลานย่อมต้องเข้ามาพักอาศัยในสำนักเป็นธรรมดา” หญิงสาวกล่าวขึ้น เสียงของนางไม่เร็วและไม่ช้าจนเกินไป ทั้งยังฟังดูใจเย็นและเรียบเฉยเป็นอย่างมาก ราวกับว่าสิ่งที่นางพูดออกมาเป็นสิ่งที่สมควรและเหมาะสมทุกประการ

            ซูฉางอันชะงักไป เขาคิดว่าสตรีผู้นี้พูดถูกแต่ก็รู้สึกเหมือนมีบางอย่างที่ไม่ค่อยถูกต้อง เขาคิดอยู่สักครู่ และถามขึ้นอีก “เจ้ามีเครื่องยืนยันว่าเป็นผู้สืบทอดของท่านไคหยางหรือไม่?”

            “เจ้าอยากให้ยืนยันอย่างไรเล่า?” หญิงสาวถามกลับ

            ซูฉางอันนิ่งไปอีกครั้งเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าควรจะยืนยันเช่นไรดี

            ในขณะที่เขากำลังเหม่อลอย สตรีผู้นั้นก็เดินตรงเข้าไปภายในสำนักเทียนหลานเสียแล้ว

            ซูฉางอันสะดุ้งตกใจรีบเอื้อมมือเข้าไปรั้งร่างของหญิงสาวเอาไว้ทันที “เจ้าจะทำอะไร?” เขาถามด้วยท่าทางไม่สู้พอใจนัก

            หญิงคนนั้นขมวดคิ้วมุ่น “ก็เข้าไปข้างในอย่างไรละ”

            “ไม่ได้ เจ้ายังไม่ได้พิสูจน์ว่าเจ้าเป็นผู้สืบทอดของท่านไคหยางเลย”

            “แต่เจ้าก็ไม่รู้ ว่าจะให้ข้าพิสูจน์เรื่องนี้อย่างไร”

            “...”

            ซูฉางอันรู้สึกเคร่งเครียดขึ้นมาเล็กน้อย สตรีผู้นี้พูดถูกแต่ครั้นจะปล่อยให้หญิงที่ไหนไม่รู้เข้าไปในสำนักง่ายๆเช่นนี้ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ยังรู้สึกว่าไม่เหมาะสมอยู่ดี แม้หญิงผู้นี้จะมีรูปร่างหน้าตาที่งดงามมากก็เถอะ

            สตรีผู้นั้นขมวดคิ้วเป็นปม นางเริ่มอารมณ์ไม่ดีแล้ว

            นางคิดไม่ถึงเลยว่าคนอย่างซูฉางอันจะให้นางยืนยันตน แต่กลับมาบอกว่าไม่รู้ว่าควรจะยืนยันอย่างไรอีกครั้นนางจะเข้าไป เขาก็ไม่ยอมปล่อยให้เข้าไปเช่นกันหญิงงามวางมือลงบนด้ามกระบี่โดยสัญชาตญาณ... ในช่วงชีวิตอันแสนยาวนานที่ผ่านมาเมื่อพบเจอพวกที่ไม่มีเหตุผล นางมักยัดเยียดเหตุผลให้พวกเขาด้วยกระบี่ในมือเสมอ

            นี่เป็นวิธีที่ท่านอาจารย์สอนนาง และนางก็สอนเรื่องเหตุผลกับผู้อื่นด้วยวิธีเช่นนี้มามากจนนับไม่ถ้วนมีตั้งแต่คนที่เป็นนักรบแห่งดาราจักรไปจนถึงทหารชั้นล่าง นางจึงคิดว่านี่เป็นวิธีใช้เหตุผลดีที่สุดแล้วนั่นทำให้นางยังใช้วิธีนี้มาจนถึงตอนนี้

            แต่เพียงไม่นานนางก็ตระหนักถึงบางอย่างขึ้นมาได้ซูฉางอันมีบุญคุณกับนางมาก่อน และที่นางมายังที่แห่งนี้ ก็เพื่อตอบแทนบุญคุณของเขาแม้ผู้มีพระคุณผู้นี้จะไม่มีเหตุผลไปหน่อย แต่อย่างไรเสีย เขาก็เป็นผู้มีพระคุณเมื่อคิดได้ดังนี้ นางก็ลดมือที่วางอยู่บนด้ามกระบี่ไปแนบข้างลำตัว เบิกตากว้างแล้วตอบคำถามของซูฉางอันอย่างใจเย็น

            และในตอนที่ทั้งสองกำลังถกเถียงกันอยู่ ทันใดนั้นเองเสียงที่เต็มไปด้วยความแก่ชราของใครบางคนก็ดังขึ้นภายในสำนัก

            “ให้นางเข้ามาเถิดนางเป็นผู้สืบทอดของอาจารย์ลุงเจ้าจริงๆ”

            ซูฉางอันชะงักไป แน่นอนเขาเชื่อในสิ่งที่อวี้เหิงพูดอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ทำไม จู่ๆเขาก็รู้สึกอารมณ์ไม่ดีขึ้นมา ซูฉางอันนิ่งไปเล็กน้อย จากนั้นจึงพูดขึ้นในที่สุด“ไปกันเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปหาอาจารย์อวี้เหิงเอง”

            หญิงสาวพยักหน้ารับ จากนั้นก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมาอีก เพียงแค่เดินตามซูฉางอันไปจนถึงหออวี้เหิงอย่างเงียบๆเท่านั้น

            พอมาถึงหน้าประตู ในตอนที่ซูฉางอันกำลังจะผลักประตูเข้าไปเสียงที่เต็มไปด้วยความแก่ชราก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง

            “ฉางอัน เจ้ากลับไปก่อนเถอะข้ามีเรื่องอยากจะคุยกับนางเป็นการส่วนตัว”

            “อ้อ” ซูฉางอันชะงักไปเล็กน้อยแต่ในที่สุดก็ยอมพยักหน้าเป็นเชิงตกลง เขามองประเมินหญิงสาวเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินออกไปด้วยความสงสัยพร้อมกับฝานหรูเยว่

            หญิงสาวดันประตูเข้าไป

            มันเป็นห้องที่ตกแต่งอย่างธรรมดาเหลือเกิน

            ในห้องมีเพียงโต๊ะไม้หนึ่งตัว เก้าอี้ไม้สองสามตัว ตรงกลางห้องมีเก้าอี้ไทชิตั้งอยู่สองตัวและมีภาพวาดทิวทัศน์ที่ไม่ได้งดงามอะไรมากมายติดอยู่เท่านั้น

            บนเก้าอี้ไทชิ หนึ่งในนั้น มีร่างชราของใครบางคนนั่งอยู่

            คนผู้นั้นแลดูแก่ชรามากเหลือเกิน

            เขาเป็นเจ้าของเส้นผมขาวโพลนอันแสนบางตาใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น ร่างกายค่อมโค้งเล็กน้อย ดวงตาหรี่เล็กคู่นั้นเต็มไปด้วยความง่วงซึมที่มากจนไม่อาจปิดบังเหมือนเคย

            ตั้งแต่ได้พบกับคนชรา หญิงสาวก็มีท่าทีประหลาดไป

            “เจ้ากำลังจะตายแล้ว” นางพูดเช่นนั้น

            “อืม” อวี้เหิงพยักหน้า

            “แต่เจ้าจะไม่ตายก็ได้นี่” นางพูดขึ้นอีกครั้ง

            “หืม?” อวี้เหิงเบิกตาที่เคยหรี่เล็กขึ้น“เจ้าหมายถึง ให้ทำเหมือนไคหยางรึ?”

            “แบบนั้นไม่ดีหรือ?” หญิงสาวสงสัย

            “มนุษย์ทุกคนย่อมต้องตายในสักวัน” อวี้เหิงบอกแบบนั้น

            หญิงสาวยังไม่เข้าใจ นางกำลังจะถามบางอย่างออกมาแต่อวี้เหิงก็ชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน

            “เจ้าชื่ออะไร”

            “ชิงหลุน”

            “...” อวี้เหิงนิ่งเงียบไปชั่วขณะราวกำลังนึกลังเลบางอย่าง แต่ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจถามขึ้น “เขาเป็นอย่างไรบ้าง”

            “โลกใบนี้ ไม่มีไคหยางอีกแล้ว” หญิงสาวตอบเช่นนั้น 

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน