ทันทีที่เห็นคนทั้งสี่ยืนเรียงกันอยู่หน้าประตู ยูรันก็สะดุ้งถอยหลังไปครึ่งก้าว
“แม่งเอ๊ย! ตกใจหมด ข้าเกือบหัวใจวาย!”
เขายกมือกุมหน้าอก ก่อนมองทั้งสี่อย่างไม่สบอารมณ์
“พวกท่านมายืนทำอะไรกันอยู่ตรงนี้? กินอาหารกลางวันกันแล้วหรือยัง หรือกำลังรอข้าอยู่?”
ยูรันชะงักไปเล็กน้อย ก่อนหันขวับไปหาเฮยหลงกับเยว่หลิน
“ไม่สิ พวกแกสองงูไม่ได้ทำอาหารเอาไว้หรืออย่างไร?”
เฮยหลงรีบประสานมือรายงาน
“ทำแล้วขอรับ แต่สุดท้ายพวกเรานำไปทำปุ๋ยหมดแล้ว”
“อ้อ”
ยูรันพยักหน้ารับอย่างง่ายดาย ราวกับไม่รู้สึกเสียดายแม้แต่น้อย
เฮยหลงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ
“แต่ว่านายท่านขอรับ พวกเรารออยู่นานมากแล้วก็ยังไม่เห็นท่านออกมา”
“เมื่อครู่ตัวอาคารเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พวกเราจึงช่วยกันค้นหาต้นเหตุ ก่อนพบว่าแรงสั่นสะเทือนมาจากห้องนี้”
เขาเหลือบมองเข้าไปภายในห้องซึ่งเพิ่งได้รับการซ่อมแซมจนไม่เหลือร่องรอยใด ๆ
“พวกเราคิดว่านายท่านน่าจะอยู่ข้างใน จึงพากันมายืนรออยู่ตรงนี้ขอรับ”
ยูรันโบกมือให้ทุกคนหลีกทาง
“ขึ้นไปบนดาดฟ้าก่อน เดี๋ยวข้าจะอธิบายทุกอย่างพร้อมกันทีเดียว”
ทุกคนจึงกลับขึ้นไปยังดาดฟ้าและนั่งประจำที่ เมื่อเห็นว่าพร้อมแล้ว ยูรันก็เริ่มเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้น
เขาอธิบายเรื่องการจำลองสุริยุปราคาโดยใช้ระบบดาวภายในดาราจักรของตนเองเป็นต้นแบบ รวมถึงการที่ทารกดาราสวรรค์ช่วยค้นหาระบบดาวซึ่งสามารถนำมาใช้สร้างปรากฏการณ์ดังกล่าวได้
หลังจากนั้น เขาจึงให้ไป๋หลิงกับหนานอวี้สร้างพื้นที่ว่างเปล่าขึ้นภายในหัวใจ ใช้จินตภาพจากสุริยุปราคารวบรวมพลัง ก่อนก่อให้เกิดการระเบิดขนาดเล็กจำนวนมาก แล้วกลั่นพลังปราณออกมาเป็นฝุ่นและกลุ่มควันสำหรับสร้างดาราจักร
ตบะเดิมของทั้งสองถูกดาราจักรกลืนกินและแลกเปลี่ยนเป็นพลังรูปแบบใหม่โดยไม่สูญเสียระดับพลัง กระทั่งพวกนางก้าวเข้าสู่ขอบเขตก่อแกนเอกภพได้สำเร็จ
ทว่าวิธีนี้ยังมีข้อบกพร่องสำคัญ
เนื่องจากดาราจักรไม่ได้ถือกำเนิดจากบิ๊กแบงที่สมบูรณ์ตั้งแต่ต้น พื้นที่ภายในจึงมีขนาดเล็กเกินกว่าจะรองรับตบะเดิมทั้งหมด เมื่อพลังงานเพิ่มขึ้นจนเกินขีดจำกัด ดาราจักรทั้งสองจึงเกือบระเบิดและพังทลาย
ยูรันต้องใช้พลังจิตควบคุมดาราจักรทั้งสองพร้อมกัน ก่อนช่วยสร้างการระเบิดครั้งใหญ่เพื่อบังคับขยายพื้นที่ภายใน นั่นคือสาเหตุที่ตัวอาคารสั่นสะเทือนและเขาได้รับบาดเจ็บจนเลือดอาบไปทั้งร่าง
“อืม เรื่องทั้งหมดก็มีประมาณนี้”
ยูรันสรุปด้วยท่าทางสบาย ๆ
“วิธีนี้เสี่ยงอย่างมาก ยิ่งระดับพลังเยอะก็ยิ่งเป็นปัญหา ถ้าหากควบคุมไม่ดีอาจจะตายตั้งแต่เริ่ม”
เมื่ออธิบายจบ ยูรันจึงหันไปหาหญิงสาวทั้งสอง
“หลิงเอ๋อร์ ศิษย์พี่สาม แสดงให้ทุกคนดูหน่อยสิ”
ไป๋หลิงกับหนานอวี้พยักหน้า ก่อนหลับตาลงและสัมผัสถึงพลังภายในหัวใจ
ครู่ต่อมา ภาพดาราจักรสองแห่งก็ปรากฏขึ้นเหนือฝ่ามือของพวกนาง
ภายในเต็มไปด้วยฝุ่นควัน ละอองดาว และกลุ่มพลังงานจำนวนมหาศาลซึ่งกำลังหมุนวนรอบแกนกลางอย่างต่อเนื่อง แม้ขนาดจะยังไม่อาจเทียบกับดาราจักรต้นกำเนิดของยูรัน แต่ก็ใหญ่โตและมั่นคงเกินกว่าจะมองเห็นจุดสิ้นสุดได้โดยง่าย
กลิ่นอายซึ่งแผ่ออกมาจากทั้งสองแตกต่างจากพลังปราณเดิมโดยสิ้นเชิง
พวกนางเปลี่ยนวิถีสำเร็จแล้วอย่างแท้จริง
หลานชิงอวี้มองดาราจักรของไป๋หลิงกับหนานอวี้ด้วยดวงตาเป็นประกาย ก่อนนึกถึงระดับพลังของคนที่เหลือขึ้นมาได้
“ตบะของท่านอาจารย์ เฮยหลง และเยว่หลินสูงมากอยู่แล้ว หากวิธีนี้ยิ่งอันตรายตามระดับตบะ เช่นนั้นตอนนี้พวกเขาก็ยังใช้ไม่ได้ใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
นางชี้เข้าหาตัวเอง
“แต่ข้ายังไม่เข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐานเลยด้วยซ้ำ”
ยูรันชะงัก ก่อนหันมามองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
“จริงด้วย”
เขาตบมือราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้
“เช่นนั้นจะรออะไรอยู่เล่า เปลี่ยนวิถีเสียตอนนี้เลยไหม?”
หลานชิงอวี้ตาเบิกกว้าง
“ตอนนี้เลยหรือเจ้าคะ?”
“อืม ระดับพลังของเจ้ายังต่ำ ดาราจักรไม่จำเป็นต้องรองรับตบะมากมายเหมือนพวกนาง ความเสี่ยงจากการขยายตัวจึงต่ำกว่ามาก”
ยูรันชี้ไปยังดาราจักรของหญิงสาวทั้งสอง
“ตอนนี้หลิงเอ๋อร์กับศิษย์พี่สามอยู่ขอบเขตก่อแกนเอกภพขั้นกลางทั้งคู่ ตามระดับพลังแล้วเทียบเท่ากับแก่นทองคำขั้นกลาง แต่พลังที่สามารถสำแดงออกมาได้จริงกลับเทียบเท่าผู้ฝึกตนขอบเขตวิญญาณทารกขั้นกลาง”
“หากภายหลังได้รับกายาพิเศษหรือมีความสามารถต่อสู้ข้ามขอบเขต พลังย่อมเพิ่มสูงขึ้นไปอีก”
ยูรันพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
“ของดีถึงเพียงนี้วางอยู่ตรงหน้าแล้ว ไม่รีบเปลี่ยนจะรออะไรอีก?”
หลานชิงอวี้ดีใจจนแทบควบคุมตัวเองไม่อยู่ ดวงตาเป็นประกายและรอยยิ้มกว้างจนแทบถึงใบหู
“เปลี่ยนเจ้าค่ะ! ข้าจะเปลี่ยนเดี๋ยวนี้เลย!”
นางกำหมัดแน่นด้วยความตื่นเต้น
“ข้าดีใจจนแทบบ้าแล้ว!”
ตรงกันข้ามกับหลานชิงอวี้ หลิงเยวี่ยกลับนั่งห่อเหี่ยวอยู่ด้านข้างอย่างเห็นได้ชัด
[นี่มันอะไรกัน...]
[เหตุใดข้าจึงรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้ง ทั้งที่ข้าเป็นอาจารย์ของพวกเขาแท้ ๆ]
นางเหลือบมองไป๋หลิงกับหนานอวี้ซึ่งเปลี่ยนวิถีสำเร็จแล้ว ก่อนมองหลานชิงอวี้ซึ่งกำลังจะได้เปลี่ยนเป็นคนต่อไป
จากนั้นจึงนึกถึงตนเองที่ยังใช้ก้าวพริบตาไม่ได้แม้แต่ครั้งเดียว
[แม้แต่ก้าวพริบตา ข้ายังฝึกไม่สำเร็จเลย...]
กลิ่นอายหดหู่รอบกายหลิงเยวี่ยยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ
ส่วนเฮยหลงกับเยว่หลินก็ไม่ได้มีสภาพแตกต่างกันมากนัก ทั้งสองก้มหน้าลงพร้อมกัน
[พวกเราอยู่ถึงขอบเขตหลอมสุญญตาแท้ ๆ แต่กลับใช้วิธีเปลี่ยนวิถีไม่ได้]
[ก้าวพริบตาก็ยังฝึกไม่สำเร็จ...]
[เหตุใดระดับพลังสูงกลับกลายเป็นภาระไปเสียแล้ว?]
ยูรันเห็นหลานชิงอวี้ตื่นเต้นจนแทบจะเริ่มทดลองเสียเดี๋ยวนั้น จึงรีบยกมือห้าม
“ชิงอวี้ เอาไว้พรุ่งนี้ก็แล้วกัน”
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลานชิงอวี้แข็งค้างทันที
“เอ๊ะ?”
“ข้าไม่รู้ว่าเจ้าจะใช้เวลาแลกเปลี่ยนตบะนานเพียงใด สองคนนี้ล่อตั้งแต่เช้าจนถึงเกือบบ่ายสาม ข้าเหนื่อยแล้ว”
ไป๋หลิงเหลือบมองเขาด้วยหางตา
[เป็นเจ้าเองไม่ใช่หรือที่ชวนพวกเราบำเพ็ญคู่กันสามคนตั้งแต่แรก!]
[แถมยังจุดไฟพวกเราจนหยุดไม่ได้อีก เจ้าคนบ้านี่!]
ส่วนหนานอวี้มองยูรันด้วยสีหน้าซับซ้อน
[เอ่อ...ข้าว่าสาเหตุที่ศิษย์น้องเหนื่อย ไม่น่าจะมาจากการเปลี่ยนวิถีเพียงอย่างเดียวนะ]
หลานชิงอวี้รีบเข้าไปประท้วง
“อะ...อ้าว ไม่ได้นะเจ้าคะ! จะเลื่อนไปเป็นพรุ่งนี้ได้อย่างไร?”
“ไม่ได้ก็คือไม่ได้”
ยูรันปฏิเสธอย่างไม่เปิดช่องให้ต่อรอง
“วันนี้เจ้าไปฝึกก้าวพริบตาให้สำเร็จก่อน ศิษย์พี่สามเองก็ยังฝึกไม่เสร็จเหมือนกัน”
หนานอวี้ซึ่งถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยสะดุ้งเล็กน้อย
ยูรันกวาดตามองทุกคน
“หืม...หืม?”
จากนั้นสายตาของเขาก็หยุดอยู่บนไป๋หลิง
“ส่วนหลิงเอ๋อร์ฝึกก้าวพริบตาสำเร็จแล้ว ต่อไปก็เป็นเหยียบเวหา เจ้าลองฝึกดูเองก่อนนะ”
“อืม”
ไป๋หลิงพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
หลานชิงอวี้กลับลากเสียงประท้วงยาวเหยียด
“โธ่~~~~ ไม่ยุติธรรมเลยเจ้าค่ะ!”
หลิงเยวี่ยยังคงรักษาสีหน้าสงบนิ่งเอาไว้ ทว่าภายในใจกลับแอบยิ้มด้วยความสะใจ
[สมน้ำหน้า]
[คิดจะเปลี่ยนวิถีแล้วทอดทิ้งข้าเอาไว้คนเดียว ก็ต้องเจอเช่นนี้แหละ]
ยูรันยกมือกุมหน้าผาก ก่อนถอนหายใจด้วยความเหนื่อยล้า
“เช่นนั้นข้าไปทำอาหารเย็นล่วงหน้าเลยก็แล้วกัน หลังจากกินเสร็จ ข้าจะหนีไปนอนแล้ว”
กล่าวจบ เขาก็หายวับไปจากดาดฟ้าทันที
ยูรันรีบจัดเตรียมอาหารด้วยความรวดเร็ว เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยจึงยกขึ้นมาวางบนโต๊ะ กินอาหารในส่วนของตนเองจนอิ่ม แล้วหายตัวกลับห้องไปโดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใดเรียกใช้งานอีก
กระทั่งช่วงค่ำ ไป๋หลิงซึ่งลองฝึกเหยียบเวหาด้วยวิธีเดียวกับก้าวพริบตาอยู่พักหนึ่งจนสำเร็จก็ตัดสินใจเดินมายังห้องของยูรัน
นางเคาะประตูเบา ๆ
ก๊อก ๆ
“สามี”
ไม่นาน ประตูก็เปิดออก
ยูรันยืนอยู่ด้านในด้วยสภาพงัวเงีย ผ้าปิดตาไม่ได้สวมเอาไว้ ดวงตาหรี่ลงจนแทบลืมไม่ขึ้น แม้ว่าปกติเขาจะมองไม่เห็นอยู่แล้วก็ตาม
“ใคร?”
“ข้าเอง”
“อ้อ หลิงเอ๋อร์...”
ยูรันหาวเบา ๆ
“มีอะไรรึเปล่า?”
“คืนนี้ข้านอนกับเจ้าได้หรือไม่?”
“ได้สิ เข้ามาเถอะ”
เมื่อไป๋หลิงก้าวเข้ามา ยูรันก็ปิดประตู ก่อนเดินกลับไปยังเตียงแล้วทิ้งตัวลงนอนทันที ไม่มีแม้แต่แรงจะกล่าวสิ่งใดเพิ่มเติม
ไป๋หลิงเดินตามเข้ามา เมื่อเห็นว่าเขาหลับไปแล้วจริง ๆ นางก็อดยิ้มออกมาไม่ได้
“เหนื่อยถึงเพียงนี้ยังฝืนช่วยพวกข้าอีก...”
นางดับแสงภายในห้อง ก่อนปีนขึ้นไปบนเตียงอย่างเงียบเชียบ ขยับเข้าไปซุกตัวภายในอ้อมแขนของยูรันแล้วกอดเขาเอาไว้
ไม่นาน ไป๋หลิงก็หลับตามเขาไปด้วยรอยยิ้มบาง