หลิวอี้จอมกระบี่ [Another God !? : Swords]

    Season 1 บทที่ 7 แดนวงกตฯ ตอน หมดคำจะพูด

            หลังจากนั้นกลุ่มของหลิวอี้ยังต้องพบเจอกับฝูงหมูป่าเถาวัลย์ชนชั้นปกครองอีกหลายระลอก ยิ่งเข้าไปลึกจำนวนชนชั้นปกครองก็มากขึ้น จนมีถึง 3 ตัวในแต่ละฝูง ถึงตัวจะใหญ่และน่ากลัว แต่นั่นก็หมายความว่าเป้าในการโจมตีก็ใหญ่โตขึ้นตามไปด้วย รูปแบบการโจมตีของฝูงเหล่านี้ มีแค่ท่าลูกตุ้มกระแทกที่เพิ่มเข้ามา แน่นอนพวกหลิวอี้ก็จัดการปัญหาเหล่านี้ได้ไม่ยาก พวกเขาแค่กระโดดเข้าไปในระยะ เพื่อหลอกล่อเจ้าพวกตัวโตให้โจมตี ก่อนที่พวกเขาจะรีบกระโดดกลับออกจากระยะและให้อีกกลุ่มที่เคลื่อนได้ว่องไวเข้าไปโจมตีที่ตัวพวกมันโดยตรง นี่จึงเป็นการจัดการพวกมันได้ ส่วนพวกตัวเล็ก ๆ เมื่อตัวใหญ่ตายหมดมันจะตื่นกลัวทำให้พวกเขาลอบโจมตีได้ไม่ยาก นี่นับว่าเป็นเรื่องง่ายของกลุ่มหลิวอี้ที่หลายคนมีวิชาตัวเบาที่รวดเร็วจนพวกสัตว์อสูรเหล่านี้ตามไม่ทัน หากเป็นกลุ่มอื่นพวกเขาคงต้องใช้เวลาจัดการมากกว่านี้หลายเท่า

     

            แน่นอนว่าการจะไปถึงตัวราชาได้นั้นไม่สามารถจบได้ในวันเดียว เพราะพวกเขาคิดไม่ถึงว่าในเขตหลัง ๆ ความถี่ของฝูงหมูป่าเถาวัลย์จะมากขึ้นทำให้พวกเขาจำต้องใช้เวลามากกว่าเดิม แต่นั่นก็นับว่าคุ้มที่พวกเขาได้การปะทุของปราณเป็นรางวัล หากเทียบกับการบ่มเพาะในทวีปธาตุทั้งหกแล้วมันรวดเร็วกว่าหลายเท่า เทียบได้กับการกินโอสถระดับสูงหลายเม็ดในรอบเดียว จริงอยู่ที่การเพิ่มระดับบ่มเพาะรวดเร็วอาจทำให้รากฐานไม่มั่นคง แต่การใช้ออกด้วยกำลังและวิชาในการต่อสู้ระหว่างทางนั้น มันก็เป็นการจัดระเบียบพลังของพวกเขาไปในตัว ยิ่งเมื่อพวกเขาได้พักผ่อนเดินลมปราณการสร้างรากฐานก็จะยิ่งมั่นคงมากขึ้น

     

     

            มิติสัตว์อสูรรับใช้ของไฮฟง นับว่าเป็นสรวงสวรรค์ของทุกคนในเวลาเช่นนี้ การได้พักผ่อน อาบน้ำชำระร่างกายจากการต่อสู้มันเป็นอะไรที่พวกเขาทุกคนรอคอย โชคดีที่การปรับเปลี่ยนองค์ประกอบภายในเขตสัตว์อสูรรับใช้นั้นไม่ยุ่งยาก การที่จะทำเขตส่วนตัวให้เหล่าหญิงสาวจึงไม่เกินความสามารถของไฮฟง ส่วนพวกเหล่าชายหนุ่มเวลานี้ ต่างพากันแช่อยู่ในบ่อน้ำอุ่นอีกบ่อไปพร้อมกับดื่มเหล้าดอกเหมยเพื่อฟื้นฟูกำลังกายและกำลังใจ

     

    “รู้สึกผ่อนคลายนัก ช่างดีเหลือเกิน” ชื่อหวันเฉิงที่ดื่มไปแล้วหลายขวด พูดขึ้นมาอย่างสุขอารมณ์

     

    “ใช่ หากข้ามีพื้นที่เช่นนี้แล้ว ข้าจะจัดสรรให้มันไม่น้อยหน้าเจ้าเลยน้องรอง ” หลี่เทียนชื่อเองก็เมาไปกับสุรา เขาที่่มักพูดน้อยและจริงจัง แต่ในเวลานี้ได้พูดในสิ่งที่ดูเหมือนคนทั่วไปออกมาอย่างหน้าประหลาดใจ

     

    “มันจะดีกว่านี้หากมีหญิงสำนักโคม มาบำเรอในช่วงเช่นนี้ ข้าคงเหมือนได้ขึ้นสวรรค์” ชื่อหวันเฉิงอดไม่ได้ที่จะเผยนิสัยดั้งเดิม

     

    “ถูกต้องน้องเล็ก ฮ่า ๆ ๆ” หลี่เทียนชื่อเองก็คงเมามากแล้วเช่นกัน คงจะมีเพียงแค่หลิวอี้และไฮฟงที่ นั่งฟังเงียบ ๆ โดยไม่กล่าวสิ่งใด หากแต่ชื่อหวันเฉิงตัวดีกลับคล้ายไม่ยอมให้สองคนนั้นอยู่อย่างสงบสุข

     

    “พี่ใหญ่ ท่านรู้หรือไม่ พี่สามของข้านั้นเวลาศึกบนเตียงก็เร่าร้อนไม่แพ้การต่อสู้”

     

    “เจ้าเคยเห็นน้องสามเผด็จศึกกับผู้ใดมาหรือ แม่นางชิงเอ๋อก็ไม่น่าใช่ หรือว่าเป็นช่วงที่พวกเจ้าเดินทางด้วยกัน ข้าคล้ายจะจำได้ว่า เคยมีข้อความจากน้องสามกล่าวถึงครั้งแรกอยู่ราง ๆ” หลี่เทียนชื่อเวลานี้ไม่ได้แตกต่างจากคุณชายหนุ่มเจ้าสำราญ ที่มักพูดเรื่องเหล่านี้ในกลุ่มเพื่อน

     

    “ใช่แล้ว ฮ่า ๆ ว่าแต่พี่รองท่านชอบสาวแบบไหน ข้าอยากรู้นัก แล้วลีลาท่านเป็นเช่นใดบอกกล่าวแก่น้องเล็กผู้นี้ได้หรือไม่” ชื่อหวันเฉิงยังคงไม่หยุดและหันไปถามอีกคนทันที

     

    “ขะ ข้า ยังไม่เคย…” ไฮฟงตอบเสียงเบา ด้วยความอายที่เขาเป็นเพียงคนเดียวที่ยังครองความบริสุทธิ์อยู่

     

    “ฮ่า ๆ ข้าว่าแล้ว ไว้ข้าจะพาท่านไปท่องสวรรค์”

     

    “เช่นนั้นเจ้าไม่เกิดธาตุไฟแทรกหรือน้องรอง” หลี่เทียนชื่อถามอย่างสงสัย

     

    “อย่างที่ข้าเคยบอกไปข้าเพิ่งเคยฝึกยุทธและบ่มเพาะ เวลานั้นข้าก็ได้แต่ต่อสู้กับพวกสัตว์อสูร พอกลับไปทวีปธาตุทั้งหกข้าก็เข้าสู่ระดับนภาแล้ว จิตใจข้าเลยมั่นคงจึงไม่เกิดธาตุไฟแทรก” ไฮฟงตอบกลับไปตามตรง

     

    “เช่นนั้นพี่รอง ท่านทำเช่นใดกับพลังหยางที่กำเริบในแก่นบุรุษเพศ” ชื่อหวันเฉิงอดไม่ได้ที่อยากรู้เรื่องพวกนี้

     

    “ขะ ข้า ให้มันปลดปล่อยเองในความฝัน…” ยิ่งพูดไฮฟงก็ยิ่งรู้สึกอายตัวเอง

     

    “พี่รอง ท่านไม่ต้องอายไป ไม่ใช่ว่าพวกเราเก่งหรือรู้ดี ข้าเองก็เป็นเช่นท่านมาก่อน ท่านอย่างอายพวกเราไปเลย” หลิวอี้ที่เห็นอาการของพี่รองจึงรีบปลอบ และเพื่อไม่ให้เป็นปมจนเกิดจิตพลังลบ จนยากที่จะผ่านด่านเคราะห์กรรม

     

    “เจ้าไม่ต้องคิดมากน้องรอง สถานะของเจ้าเวลานี้หาใช่เช่นเมื่อก่อน การที่จะมีหญิงสาวดี ๆ เข้าหาก็ไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด เมื่อเจ้ากลับไป ข้าเดาได้เลยว่าคงมีแม่สื่อมากมายไปติดต่อเจ้าที่กลุ่มการค้า” หลี่เทียนชื่อช่วยปลอบเพิ่มอีกคน อีกทั้งเขาก็รู้ว่า ในเวลานี้ทุกคนในแคว้นจินคงไม่มีใครไม่รู้จักน้องรองของเขา ที่เป็นทั้งเทพแห่งการทำอาหารและปรมาจารย์หลอมสร้างอาวุธผู้โด่งดัง

     

    “ข้าก็พูดไปเรื่อยพี่รอง โปรดให้อภัยข้าด้วย แต่ท่านไม่ต้องกังวลไป ยามเมื่อกลับไป ข้าจะช่วยสอนวิชาลับให้ หญิงสาวที่เจอวิชานี้จะต้องถึงสรรค์ข้ารับรองได้เลย” ชื่อหวันเฉิงอดไม่ได้ที่จะติดทะลึ่ง

     

    “ฮ่า ๆ ๆ ขอบคุณทุกคนมากที่เป็นห่วงข้า” ไฮฟงกล่าวอย่างมีความสุขก่อนจะกระดกเหล้าดอกเหมยไปอีกขวดย้อมใจ

     

            อีกฟากหนึ่งของพื้นที่สัตว์อสูรรับใช้ หญิงสาวทั้งสองที่กำลังแช่น้ำอุ่นอยู่ ได้แต่หน้าแดงอับอายกับสิ่งที่พวกนางได้ยิน ใครจะไปคิดว่าพวกบุรุษเพศเหล่านั้น ลืมไปแล้วว่าในสถานที่แห่งนี้หาได้ใหญ่โตนัก การพูดคุยเสียงดังย่อมส่งมาถึง

     

    “ศิษย์น้องทำไมเจ้าทำหน้าเช่นนั้น” เตียวเซียงถามเมื่อสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายทำหน้าไม่สู้ดี

     

    “ข้าคงไม่ใช่หญิงสาวคนแรกของพี่อี้แล้ว” หลินชิงจ้าวกล่าวอย่างน้อยใจ

     

    “เป็นเช่นนี้รึ เจ้าอย่ายึดติดเรื่องเช่นนี้จะดีกว่า เจ้ารู้แค่ว่าน้องอี้รักเจ้าเป็นพอ เรื่องเหล่านั้นเป็นเพียงการหาประสบการณ์ อย่างน้อย ๆ ในคืนเข้าหอของพวกเจ้า อีกฝ่ายจะได้รู้ว่าต้องทำเช่นใด” เตียวเซียงกล่าวอย่างผู้ผ่านโลกมายาวนาน แต่ในความเป็นจริงแล้วนางก็ไม่ต่างจากศิษย์น้อง ที่นางรู้เรื่องพวกนี้ ก็เพราะนางมักได้ยินสาวใช้ในสำนักพูดคุยแล้วจดจำมา

     

    “ค่ะศิษย์พี่” หลินชิงจ้าวรับฟังและพยายามทำใจ

     

    “เอาเถอะพวกเราขึ้นน้ำได้แล้ว การทำปราณสมาธิเองก็สำคัญ พรุ่งนี้เรายังไม่รู้ว่าราชาหมูป่าจะเป็นเช่นใด” จากนั้นสองสาวก็เดินออกจากบ่อน้ำกลับไปในบ้านหลังใหญ่


     

     

            เช้าวันรุ่งขึ้น ทั้ง 6 คนก็กลับมาปรากฏตัวที่เดิม จากมุมมองของไฮฟงแล้วคาดการณ์ว่า พื้นที่ถัดไปจะเป็นที่อยู่อาศัยของราชาหมูป่าเถาวัลย์ และมันเป็นไปดังที่คาดการณ์ เพียง 2 เค่อ พวกเขาก็มาถึงต้นไม้ใหญ่ มันใหญ่โตที่สุดเท่าที่พวกเขาพบเจอมาในระหว่างทาง แค่อาณาเขตการแผ่กิ่งก้านสาขาของต้นไม้นี้ก็มีระยะ 15 จั้ง จากลำต้น

     

    “เป็นต้นไม้ที่ใหญ่เสียจริง ดูจากลำต้นแล้ว คงหลายสิบคนโอบเลยก็ว่าได้” เตียวเซียงพูดเมื่อเห็นต้นไม้ใหญ่ที่ตั้งโดดเด่นกลางทุ่งกว้าง แตกต่างไปจากพื้นที่ที่พวกเขาผ่านมา 

     

    “แล้วนั่นคงเป็น ราชาหมูป่าเถาวัลย์” ชื่อหวันเฉิงชี้นิวไปยังใต้ต้นไม้ใหญ่ ที่มีหมูป่าตัวหนึ่งนอนอยู่ที่โคนต้นไม้ เพราะภาพที่เขาเห็นเวลานี้ มันแตกต่างไปจากพวกหมูป่าก่อนหน้า ที่มักห้อยโหนอยู่บนกิ่งไม้ แต่แน่นอนว่าบนกิ่งไม้ใหญ่โตเหล่านี้ ก็มีหมูป่าเถาวัลย์ชนชั้นปกครองอยู่อีกถึง 5 ตัว 

     

    “ใช่แล้ว ภาพสลักบนบานประตูก็มีมันอยู่ แค่ว่ามันอยู่ส่วนบนสุดของบานประตู จนพวกเราเห็นได้ยาก” หลี่เทียนชื่อกล่าวอย่างชื่นชม 

     

            คำว่าราชาคงไม่ใช่สิงที่จะดูถูกได้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าหมูป่าเถาวัลย์ที่เป็นราชานั้น ต้องบอกว่าสมเป็นหมูป่า มันมีขนาดใหญ่โตกว่าชนชั้นปกครองมาก แต่มันไม่มีเถาวัลย์พันตัวเป็นดักแด้ หากแต่เป็นลำตัวที่มี 4 ขา และเต็มไปด้วยมัดกล้าม เขี้ยวที่ปากของมันนั้นไม่ต่างไปจากงาของช้าง ถ้าไม่รู้มาก่อนว่ามันคือหมูป่าเถาวัลย์ ทุกคนคงคิดว่ามันเป็นสัตว์อสูรราชาหมูป่าตัวใหญ่โตทั่วไป หากแต่เอกลักษณ์สายพันธุ์ของมันก็ชัดเจน เพราะบริเวณส่วนหัวของมันมีดอกไม้สีเหลืองส้มขนาดใหญ่บานอยู่ รอบ ๆ ดอกไม้นั้นมีเถาวัลย์เส้นเท่าแขนเด็กพันมัดจนคล้ายมงกุฎประดับบนหัวของมัน

     

    “ดูเหมือนว่าระดับบ่มเพาะของหมูป่าพวกนี้ แตกต่างไปจากพวกก่อนหน้านะ” หลี่เทียนชื่อพูดขึ้นมา

     

    “ใช่ พวกบนต้นไม้อยู่ที่ ภูผาขั้นสูงสุด ส่วนตัวราชานั้นคือเมฆาขั้น 1” หลิวอี้พูดขึ้นมา

     

    “ข้ามีคำแนะนำ” ไฮฟงที่รับบทผู้ติดตามมาโดยตลอดพูดขึ้นมา

     

    “ว่ามาเลยพี่รอง” หลิวอี้รับคำทันที เพราะยังไงเขาก็คือคนที่มีประสบการณ์ที่สุดในกลุ่ม

     

    “ข้าแนะนำให้พวกเจ้าลองท้าทายกับราชาหมูป่านั่น โดยห้ามโจมตีมันกลับและคอยหลบการโจมตีพวกบนต้นไม้ไปด้วย ผ่านไปสัก 1 เค่อ พวกเจ้าค่อยจัดการ 5 ตัวพวกนั้น แล้วข้าจะให้เสี่ยวไป๋กับเสี่ยวเฮ่ยไปจัดการกับราชา” ไฮฟงร่ายยาว

     

    “ทำไมพวกเราต้องทำอะไรเสียเวลา ไม่จัดการพวกมันไปเลยละ” ชื่อหวันเฉิงถามอย่างไม่แน่ใจ

     

    “ข้าเข้าใจแล้วพี่รอง น้องเล็กพี่รองต้องการให้พวกเรารู้จักชนชั้นราชา ว่ามันมีความแตกต่างเช่นไร และดูเหมือนว่าชนชั้นราชามันไม่มีให้พบเห็นได้บ่อย ๆ เราควรเรียนรู้พวกมันไว้” หลิวอี้กล่าวอย่างเข้าใจ

     

    “ใช่แล้ว ชนชั้นราชานั้นมีน้อยมาก ในบางพื้นที่พิเศษเองก็อาจไม่พบพวกมัน หากเป็นที่ภายนอก พวกราชานั้นกว่าจะเกิดขึ้นมานั้นยากมาก มันจะเกิดขึ้นหลังจาก 1 ปีที่ราชารุ่นเก่าตายหรือหายไปเท่านั้น ถ้ายิ่งระดับเมฆาขึ้นไปผู้คนก็เลือกที่จะไม่ฆ่าพวกมัน นั่นเพราะอยากนำพวกมันไปเป็นสัตว์รับใช้ ส่วนนภาหรือโลกายิ่งไม่ต้องพูดถึง พวกนั้นมีความฉลาดมากจึงยากจะพบเจอ” ไฮฟงอธิบายจุดประสงค์และเหตุผล

     

    “ดี ถือว่าเป็นการออกกำลังกายในยามเช้า” เตียวเซียงเสริม และทุกคนที่จัดเตรียมอาวุธก่อนจะเดินเข้าไปในพื้นที่ของราชา

     

            ราชาหมูป่าลุกยืนแทบจะทันทีที่พวกหลิวอี้เข้ามาในอาณาเขตต้นไม้ มันมองพวกเขาอย่างดูถูกก่อนจะส่งเสียงร้องออกคำสั่งให้เหล่าหมูป่าผู้คุ้มกันออกไปจัดการศัตรู พวกหลิวอี้ที่เตรียมรับมืออยู่แล้วจึงสามารถหลบการโจมตีเหล่านั้นได้ ก่อนจะผ่านช่องว่างเข้าไปถึงตัวราชา เพราะสำหรับพวกเขาที่ผ่านการรับมือชนชั้นปกครองมาแล้วจึงรู้หลักการโจมตีของพวกมัน

     

            ราชาหมูป่าเถาวัลย์รู้สึกถึงภัย มันปล่อยระยางเถาวัลย์ออกมาจากส่วนหัว ก่อนจะฟาดแส้เถาวัลย์ใส่ผู้ที่เข้ามาในระยะ แน่นอนว่าทุกคนหลบได้ทันท่วงที หากแต่เมื่อพวกเขากระโดดลงถึงพื้นก็ถูกอัดกระแทกกระเด็นไปไกลโดยยากที่จะตั้งตัว ทั้งจากพวกหมูป่าคุ้มกันและราชาของพวกมัน ความรุ่นแรงนั้นมากพอที่จะทำให้ชาวบ้านสามัญตายได้ในทีเดียว แต่กับพวกหลิวอี้ที่เป็นผู้บ่มเพาะแล้วพวกเขาแค่บาดเจ็บเล็กน้อย แต่มันก็ทำให้เสียรูปขบวน จนเกิดการเสียเปรียบขึ้น โดยเฉพาะพวกหญิงสาว 2 คน ที่ทั้งวิชาตัวเบาตลอดจนพลังป้องกันนั้นต่ำกว่า 3 หนุ่มแห่งกลุ่มการค้าหลิวอย่างมาก โดยเฉพาะการอัดกระแทกของราชาหมูป่าเถาวัลย์นับว่าเป็นปัญหาใหญ่อย่างแท้จริง หากหลบการกระแทกไม่ดีก็อาจบาดเจ็บจากเขี้ยวใหญ่ยาวของมันได้ ซึ่งโชคดีที่ว่าคนที่ราชาหมูป่าเลือกหาใช่ 2 สาว แต่เป็นหลิวอี้ เพราะพลังป้องการจากทักษะตลอดจนชุดที่เขาสวมใส่นั้นมันทำให้เขามีพลังป้องกันดีที่สุดในกลุ่ม

     

    ตู้ม!!

     

            ถึงแผนการเดิมพวกเขา คือการตั้งรับและหาประสบการณ์ หากแต่แรงกระแทกที่ราชาหมูป่าโจมตีใส่หลิวอี้นั้น ดันถูกสะท้อนกลับไป ทำให้ราชาหมูป่ากระเด็นหงายท้อง สร้างความงงงวยให้กับทุกคน ถึงมันจะไม่บาดเจ็บมากแต่ก็ทำให้ราชาหมูป่าเกิดความสับสนและโกรธเคืองหลิวอี้ขึ้นมา มันจึงพุ่งเป้าหมายที่จะจัดการหลิวอี้เพียงคนเดียว

     

    “ดูเหมือนว่าพวกเราถูกเมินแล้ว” ชื่อหวันเฉินพูดขึ้นมาอย่างขบขัน

     

    “เอาเถอะ พวกเราแค่หลบแส้กับลูกตุ้ม 5 ตัวที่เหลือเล่นฆ่าเวลาเป็นพอ” เตียวเซียงเองก็อับจนกับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงนี้

     

            ทางด้านหลิวอี้เองก็นึกเสียใจขึ้นมาที่เขาลืมปิดการใช้ทักษะ ปกติแล้วเขาไม่สามารถควบคุมทักษะเหล่านี้ได้ แต่หลังจากที่ผ่านการศึกษาพลังของตัวเองมายาวนาน ทำให้พลังเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของเขาอย่างแท้จริง แต่การจะระงับทักษะจำต้องใช้เวลาพอสมควร มันจึงเป็นไม่ได้ที่เขาจะทำมันในเวลาเช่นนี้ หลิวอี้จึงทำได้แต่หลบหลีกการโจมตีเท่าที่ทำได้ ยามจวนตัวหมูป่าราชาผู้โง้เขลาก็อัดกระแทกใส่จนตัวมันกระเด็นรอบแล้วรอบเล่า จนเป็นภาพชวนขบขัน เวลาผ่านไป 1 เค่อทุกคนก็เลือกที่จะจัดการเหล่าสมุนบริวารราชาหมูป่าทันที แค่อึดใจหมูป่าผู้คุ้มกันก็ตกตาย จนเหลือเพียงราชาอยู่โดดเดี่ยว

     

            แน่นอนว่ามันเองก็รู้ว่าลูกน้องของมันตกตายไปหมดแล้ว มันจึงระเบิดพลังภายในออกมา ทำให้ความเร็วและพลังกายเพิ่มขึ้นอย่างมากอีกเท่าตัว แต่หากพวกหลิวอี้ทั้ง 5 คนเพียงกระโดดกลับไปตั้งหลักรวมกลุ่ม ก่อนที่จะมีก้อนแสงสีขาวและดำ กระโดดข้ามหัวของกลุ่มหลิวอี้เข้าไปหาราชาหมูป่าร่างใหญ่ยักษ์ มันก็คือเสี่ยวไป๋และเสี่ยวเฮ่ย ทั้ง 2 ยืน จังก้าพร้อมรบโดยไม่เกรงกลัวต่ออีกฝ่าย กลับกันทางด้านราชาหมูป่าต่างหากที่มีท่าที่หวาดกลัว มึนจึงเป็นภาพที่ยากเกินกว่าจะเข้าใจหากคนผู้นั้นไม่รู้ความเป็นมา เพราะภาพที่ทุกคนเห็นคือ แมวน้อยสีขาวกับกระต่ายสีดำ ยืนอยู่ด้านหน้าของหมูป่ายักษ์ขนาดตัวใหญ่กว่าช้างเต็มวัยที่กำลังสั่นกลัวสุดขีด ภาพต่อมานั้นมีความน่าชวนประทับใจต่อพวกหลิวอี้ เพราะกระต่ายสีดำตัวน้อยกระโดดขึ้นกลางอากาศสูงจนเลยหัวของหมูป่า ก่อนจะตีรังกาตอกซ้นเท้าใส่จมูกราชาหมูป่าเถาวัลย์

     

    ตู้ม!! ตู้ม!!

     

            เสียงบางอย่างถูกกระแทกและตามด้วยเสียงพื้นดินระเบิดมาติด ๆ จนเกิดฝุ่นควัน แต่ก็ยังสามารถเห็นได้ว่าเกิดสิ่งใด เพราะเวลานี้คล้ายส่วนหัวของราชาหมูป่าจมดินไปจนมิด มีเพียงส่วนลำตัวที่ตั้งโด่ฉากกับพื้น แล้วฉากถัดมาเป็นแมวน้อยสีขาวที่ยกขาหน้าขึ้นคล้ายวาดกวาดผ่านอากาศไปทางราชาหมูป่า

     

    เฉือก!!! ตู้ม!!!

     

            เสียงคล้ายเนื้อถูกฟันดังก้องขึ้นแจ่มชัด ก่อนจะเป็นเสียงของต้นไม้ใหญ่ยักษ์ด้านหลังระเบิดจากพลังบางอย่าง ชั่วอึดใจต่อมา ร่างราชาหมูป่าเถาวัลย์ก็ถูกแยกส่วนเป็น 5 ชิ้น กองอยู่บนพื้น ทำให้เผยภาพด้านหลังบนลำต้นไม้ ที่ปรากฏภาพกงเล็บขนาดใหญ่บากบนลำต้นถึง 4 แถบ พวกหลิวอี้ทั้ง 5 คน ได้แต่ลืมตัวกลืนน้ำลาย เพราะใครจะคิดว่าแมวน้อยกับกระต่ายอ้วนกลมที่พวกเขาอุ้มเล่นอยู่ทุกวีี่วันจะน่ากลัวถึงเพียงนี้…

     

    โปรดติดตามตอนต่อไป…


    ระดับพลังของกลุ่มหลิวอี้ในเวลานี้

    ไฮฟง มีระดับเทียบเท่าสวรรค์ขั้นสูงสุด (ขั้น 10) ระดับบ่มเพาะจริง ระดับเมฆาขั้นกลาง (ขั้น 5)หลิวอี้ เทียบเท่าระดับนภาขั้นสูงสุด (ขั้น 10) ระดับบ่มเพาะจริง ระดับพิภพขั้นปลาย (ขั้น 8)หลี่เทียนชื่อ เทียบเท่าระดับนภาขั้นสูงสุด (ขั้น 10) ระดับบ่มเพาะจริง ระดับภูผาขั้นกลาง (ขั้น 6)ชื่อหวันเฉิง เทียบเท่าระดับเมฆาขั้นปลาย (ขั้น 7) ระดับบ่มเพาะจริง ระดับภูผาขั้นต้น (ขั้น 1)เตียวเซียง ระดับการบ่มเพาะอยู่ที่ ภูผาขั้นสูงสุด (ขั้น 10)หลินชิงจ้าว ระดับการบ่มเพาะอยู่ที่ ภูผาขั้นสูงสุด (ขั้น 10)

    คล้ายกับเรื่องหลิวอี้จอมกระบี่ [Another God !? : Swords] ที่คุณอ่าน