ตอนที่ 152 เฟิร์สสำเร็จเป็นผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียว
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ในขณะที่เหตุการณ์ข้างนอกเกิดความวุ่นวาย เฟิร์สยังคงใช้ชีวิตจมจ่อมอยู่กับการบ่มเพาะอย่างเงียบๆ
หลังจากที่ดาบสีชาดกลับไปแล้วเฟิร์สก็นำการต่อสู้ในครั้งนี้มาวิเคราะห์ในโลกสีเงิน
“ไม่น่าเชื่อว่าวิชาดาบโบราณของไทยจะมีพลานุภาพขนาดนี้ หากฉันไม่ได้สำเร็จวิถีกระบี่ที่สองคงจะต้องออกไปเผชิญหน้ากับคนคนนั้นเป็นแน่แท้ โลกนี้ยังมีศาสตร์การฝึกฝนอยู่มากมายที่ไม่สามารถประมาทได้ นอกจากนี้ยังมีสิ่งลี้ลับที่ถูกนำมาใช้อย่างวัตถุของ SCP ยังมีคนอีกมากมายที่มีพลังรบเหนือชั้นกว่าฉันมาก ดังนั้นแล้วหากแข็งแกร่งได้เร็วขึ้นยิ่งจะเป็นเรื่องดี”
เฟิร์สทำการจำลองตัวตนของดาบสีชาดขึ้นในโลกสีเงิน เขาทำการฝึกซ้อมการเผชิญหน้ากับวิชาดาบอาทมาฏอย่างช่ำชอง
ก่อนที่จะหั่นกลับไปยังเป้าหมายต่อไปของเขา
นั่นก็คือศาสตร์อักขระ
“ได้เวลาที่ฉันต้องขุดค้นอักขระในวิถีชี้แนะแล้ว”
เฟิร์สกำหนดจิตดำดิ่งเข้าไปในสัญลักษณ์ดารากลางหน้าผากที่เป็นศูนย์รวมพลังสปีริต
นี่ไม่ใช่การทำครั้งของเขา จิตของเฟิร์สจมเข้าไปในโลกอีกแห่งหนึ่ง โลกที่เป็นที่อยู่ของวิถีที่ยิ่งใหญ่คอยชี้แนะผู้ที่ได้รับพลังของสปีริต
แต่เมื่อเทียบกับวิถีของสิ่งมีชีวิตหลากโลกาแล้ว วิถีชี้แนะนี้ช่างดูกระจ้อยร่อยยิ่ง มันเทียบไม่ได้กับเศษเสี้ยวหนึ่งเลยด้วยซ้ำ
“อาจจะเป็นไปได้ว่าวิถีชี้แนะที่ฉันมีในตัวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิถีแท้จริงของสปีริตเท่านั้น หรือไม่ก็ผู้ที่สร้างวิถีนี้ยังมีการบ่มเพาะที่ยังไม่ถึงขั้นเป็นสิ่งมีชีวิตหลากโลกา” เฟิร์สทำการสันนิษฐานคร่าวๆ
ถึงแม้สิ่งมีชีวิตที่สร้างวิถีชี้แนะนี้จะมีพลังอำนาจน้อยกว่าสิ่งมีชีวิตหลากโลกาอย่างไร แต่มันก็ยังเป็นประโยชน์ต่อเฟิร์สมากอยู่ดี
“เอาล่ะ ... จมจ่อมเข้าไป แล้วดิ่งเข้าไปในส่วนลึกของวิถีนี้ หลังจากที่ฉันเจอแล้วย่อมสามารถจดจำและเก็บเกี่ยวมันเข้าไปในโลกสีเงินได้ทันที”
นี่คือแผนการของเฟิร์ส
ต้องรู้ไว้ว่าในอดีตเฟิร์สไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ เพราะต่อให้พบเห็นอักขระข้างในนี้ เขาก็ไม่สามารถเก็บเกี่ยวออกไปได้ เนื่องจากกฎเกณฑ์บางอย่างที่ตั้งไว้ในวิถีชี้แนะนี้
สิ่งที่สามารถนำเอาออกไปได้ก็มีแค่ทักษะสำเร็จรูปที่วิถีชี้แนะนี้กำหนดมอบให้หลังจากที่ระดับการบ่มเพาะถึงขั้นเท่านั้น
แม้ก่อนหน้านี้เฟิร์สจะสามารถขโมยทักษะอื่นๆ ออกไปได้ แต่การจะนำเอาอักขระออกไปนั้นหรือ เขาย่อมต้องถูกลบความจำกับเรื่องนี้อย่างสิ้นเชิง
นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเฟิร์สถึงไม่สามารถตระหนักรู้ถึงอักขระข้างในนี้ได้
ทว่าตอนนี้กลับต่างกันเพราะการมีอยู่ของโลกสีเงิน ดูเหมือนว่าโลกสีเงินนั้นจะมีที่มาไม่ธรรมดา เชื่อได้ว่าสิ่งมีชีวิตที่สร้างโลกสีเงินนี้จะยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าผู้ที่สร้างวิถีชี้แนะนี้ นั่นจึงทำให้กฎเกณฑ์ของวิถีใช้ไม่ได้ผลกับโลกสีเงินของเฟิร์ส
“พบแล้ว!”
เฟิร์สจดจ้องมองลึกเข้าไปในทักษะหนึ่งเบื้องหน้า ซึ่งทักษะเหล่านี้เป็นสิ่งสำเร็จรูปที่ถูกรังสรรค์มาก่อนหน้านี้แล้ว
หากไม่มองลึกลงไปก็จะไม่สามารถพบว่าทักษะเหล่านี้มีส่วนประกอบของวงแหวนอักขระ ค่ายกล กฎเกณฑ์ และวิถี
สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีความละเอียดและซับซ้อน ยากที่จะสอดส่องได้พบ
แต่ทว่าเฟิร์สในตอนนี้กลับต่างออกไป ทันทีที่เขามองเห็นอักขระที่ซ่อนลึกอยู่ภายในวงแหวนหรือวิถีโคจรที่เป็นเส้นสาย เขาก็เก็บเกี่ยวพวกมันไว้ในโลกสีเงินของเขาในทันที
เฟิร์สไม่ได้ตั้งใจทำความเข้าใจอักขระในตอนนี้ แต่เขากำลังจะเก็บเกี่ยวอักขระสปีริตเพื่อนำไปศึกษาให้ได้มากที่สุด
“การฝึกฝนอักขระต่ำกว่าระดับสีครามจำเป็นต้องศึกษาอักขระพลังให้ได้มากที่สุด เมื่อพ้นเข้าสู่ขอบเขตสีครามแล้วก็มุ่งหน้าไปที่การศึกษากฎเกณฑ์ของโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่สากลไม่จำเป็นต้องพึ่งอักขระพลังอีกต่อไป ดังนั้นแล้วฉันต้องเก็บเกี่ยวอักขระของที่นี่ให้ได้มากที่สุด”
ไม่รู้ว่าเฟิร์สใช้เวลาไปนานเท่าไหร่ เขาไม่ได้สนใจเวลาข้างนอกในตอนนี้
สิ่งเดียวที่เขาทำคือการเก็บเกี่ยวอักขระพลังสปีริตเข้าไปให้ได้มากที่สุด อักขระตัวแล้วตัวเล่าพลันปรากฏขึ้นในโลกสีเงิน
พวกมันลอยเคว้งเหมือนดาราบนท้องฟ้ารอให้เฟิร์สมาทำความเข้าใจ
ต้องรู้ไว้ว่าทักษะแต่ละอย่างนั้นใช้อักขระจำนวนเยอะมากกว่าจะสร้างเป็นวงแหวนอักขระ ก่อกำเนิดวิถีโคจร หนุนนำเป็นค่ายกล ควบคุมด้วยกฎเกณฑ์ และสำแดงอานุภาพออกมา
ดังนั้นจำนวนอักขระที่ปรากฏในโลกสีเงินจึงมีนับไม่ถ้วน
หากแหวนเก็บของเป็นมิติเก็บของที่เป็นวัตถุ โลกสีเงินก็ใช้เก็บทุกอย่างที่เป็นความรู้ที่เฟิร์สเก็บเกี่ยวได้
วันคืนหมุนผ่าน ในที่สุดเด็กหนุ่มก็สามารถขุดค้นอักขระจำนวนมากที่ราวกับจะไร้สิ้นสุดได้หมด
“ไม่รู้ว่าอักขระเหล่านั้นจะเพียงพอที่จะทำให้ฉันกลายเป็นผู้ใช้อักขระขั้นสีม่วงได้หรือไม่ แต่การบรรลุขั้นสีเขียวแล้ว อักขระเหล่านี้ย่อมมีคุณสมบัติที่เหลือเฟือที่จะทำได้” เฟิร์สกล่าวออกมาอย่างพึงพอใจ
ก่อนจะจมจ่อมเข้าไปในโลกสีเงินแล้วทำการตระหนักรู้ในอักขระแต่ละตัวที่เก็บเกี่ยวมาได้
เนื่องจากเวลาในโลกสีเงินนั้นต่างจากโลกจริงมาก เฟิร์สจึงมีเวลาถมเถที่จะใช้มันไปกับการบ่มเพาะอักขระ
โชคดีที่การบ่มเพาะอักขระคือการทำความเข้าใจ ยิ่งเข้าใจในอักขระมากเท่าไหร่ ขั้นพลังบ่มเพาะก็จะสูงมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ไม่จำเป็นต้องออกไปหาทรัพยากรหรือต่อสู้เพื่อเพิ่มพลังการบ่มเพาะ
มันคือศาสตร์การบ่มเพาะของนักปราชญ์โดยแท้
เฟิร์สในตอนนี้กลายเป็นผู้คลั่งการบ่มเพาะอย่างแท้จริง อักขระตัวแล้วตัวเล่าถูกนำมาศึกษาและรู้แจ้งนับไม่ถ้วน
แม้อักขระเหล่านี้จะแตกต่างไปจากอักขระเวทย์หรืออักขระสายเลือด แต่มันก็ยังมีรากเดียวกัน
ด้วยความที่เฟิร์สเคยอยู่ในร่างของอีวาและได้รับสรรพความรู้จากร่างนั้นจนมีประสบการณ์ของการเป็นผู้ใช้อักชระขั้นสีคราม นั่นจึงทำให้เขาใช้การอ้างอิงทำความเข้าใจอักขระได้เร็วขึ้น
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่
ในวันหนึ่งนั้นเองถ้ำกระบี่ของเฟิร์สก็ระเบิดแสงสีเขียวอันพร่างพราวออกมา
แสงนี้คล้ายจริงคล้ายเท็จ มันทะลุผ่านและแทบจะย้อมภูเขาลูกนี้ให้กลายเป็นมรกต
ภายในถ้ำนอกจากแสงสีเขียวที่สาดเรืองรอง รอบๆ ตัวของเด็กหนุ่มยังรายล้อมไปด้วยอักขระจำนวนมากที่ถักทอกันเป็นเส้นวิถี
หลังจากที่เด็กหนุ่มฟื้นสติกลับคือมาได้ เขาก็ปรับอารมณ์และพลังของตนเอง เก็บเอาพลังเหล่านี้เข้าไปในร่าง
“สำเร็จศาสตร์อักขระขั้นสีเขียวแล้ว เพียงเท่านี้การลงอบิสสีแดงก็แทบจะไร้อันตราย ไม่สามารถคุกคามฉันได้อีกต่อไป ไม่รู้ว่าหากได้ต่อสู้กับพวกพลังรบระดับ SS พวกเขาจะทำอันตรายฉันได้หรือไม่ สำหรับพวกแรงค์ SSS แล้วคงจะพอฟัดพอเหวี่ยงกันน่าดู”
เฟิร์สในตอนนี้ดูมั่นใจในพลังรบของตนเองเป็นอย่างมาก เขาประเมินตัวเอง จัดตำแหน่งให้อยู่ในแรงค์ SS
ต้องรู้ไว้ว่าเวเนเตอร์แรงค์ SS คือตัวตนที่จัดอยู่ในแถวหน้าของเวเนเตอร์ระดับประเทศ
ส่วนพวกแรงค์ SSS นั้นย่อมเป็นตำแหน่งเวเนเตอร์ระดับโลก ซึ่งอาจมีโอกาสจัดอยู่ในร้อยอันดับแรกของโลกได้ ซึ่งทั้งนี้การจัดอันดับก็เป็นการจัดโดยนิตยสารฉบับหนึ่งที่ประเมินไว้เท่านั้น แต่ในโลกแห่งความจริงอาจมีเวเนเตอร์แรงค์ SSS ที่เก่งกาจเหนือกว่าพวกที่จัดอยู่ในร้อยอันดับก็เป็นได้
โลกมีการเปลี่ยนแปลงมาถึงขั้นนี้ หากจะมีเสือซุ่มมังกรซ่อนก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกประหลาดแต่อย่างใด
เฟิร์สเหยียดกายลุกขึ้นยืนแล้วก้าวออกจากถ้ำฝึกฝน
นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่เขาได้ออกมาสูดอากาศข้างนอก
รูปร่างหน้าตาของเฟิร์สดูเปลี่ยนไปเล็กน้อย นอกจากร่างกายที่ค่อนข้างผอมบางของเขาแล้ว ดูเหมือนส่วนสูงของเขาเองก็ดูจะเพิ่มขึ้นจากการคาดคะเนจากสายตา
“ฉันใช้เวลาเกือบสิบเดือนในการบ่มเพาะครั้งนี้ สามารถสำเร็จวิถีกระบี่ที่สองและบรรลุศาสตร์อักขระขั้นสีเขียวได้สำเร็จ ความสำเร็จทั้งสองทำให้ตัวตนของฉันจัดอยู่ในระดับแนวหน้าของระดับประเทศได้แล้ว ... ตอนนี้อักขระสปีริตภายในโลกสีเงินยังไม่ถูกทำความเข้าใจอย่างหมดสิ้น คาดได้ว่ามันคงจะเพียงพอสำหรับการทะลวงขอบเขตขั้นสีม่วงได้ แต่การทำความเข้าใจนี้ต้องใช้เวลา แม้จะมีโลกสีเงินคอยช่วยเหลือ แต่มันก็ยังใช้เวลาที่มากอยู่ดี” เฟิร์สขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะถอนหายใจออกมา
“ช่างเถอะ อย่าได้รีบร้อนไปเลย ตอนนี้ฉันพึ่งจะสำเร็จขั้นสีเขียว จะบรรลุขั้นสีม่วงอีกครั้งย่อมต้องใช้เวลา ทว่าคุณสมบัติของฉันในตอนนี้สามารถเข้าท้าทายอบิสระดับสีน้ำเงินได้แล้ว ขาดเพียงแต่สถานการณ์ที่ใช้ยืนยันเท่านั้น”
ในตอนนี้เฟิร์สกำลังคิดถึงแม่ของเขา แน่นอนว่าการเข้าสู่อบิสระดับสีน้ำเงินคือเป้าหมายของเขาที่ตั้งไว้มาตั้งแต่แรก
ดูเหมือนว่าเป้าหมายของเขาในตอนนี้จะใกล้เข้ามาแล้ว อีกไม่นานเขาจะทำให้แม่ของเขาฟื้นตื่นขึ้นมา