เทียนนักรบยอดคุณหมอ ภาคสี่ ตอนราชันเก้าพิภพ (จบแล้ว)

    ตอนที่ 56 โอรสเทพ

    เสี่ยวเทียนเข้ามาในชั้นที่ห้า  พบว่ามีคนยืนอยู่เกือบยี่สิบคน กำลังยืนหลับตาพยายามจะเดินขึ้นไปตามทางเดินข้างหน้า ซี่งเป็นทางตรงๆ ระยะทางไม่เกิน 100ก้าว โดยที่ด้านข้างมี ไข่มุกทองคำ วางใส่กล่องเอาไว้ หลายสิบกล่อง  เสี่ยวเทียนเห็นศิษย์พี่ทั้งสอง  ก็เข้าไปทัก แต่พอวางเท้าเหยียบลงบนทางเดินก็พบว่า

    มีพลังแรงโน้มถ่วง ถึง ห้าเท่า จึงต้องหยุดนิ่งไม่ขยับไปไหน 

    พบศิษย์พี่ทั้งสองเดินเข้าไปได้แค่ สามสิบก้าว ส่วนคนอื่นๆ มีคนเดินเข้าไปถึง 50ก้าว เสี่ยวเทียน เปลี่ยนมวลร่างกายเป็นสายลม ทำให้แรงดึงดูดไม่สามารถใช้กับร่างธรรมชาติได้ จึงเดินเหมือนคนปกติ มาถึงศิษย์พี่ทั้งสองคน

    “ พวกเราไปกันเถอะ” เสี่ยวเทียนจับศิษย์พี่ทั้งสอง แล้วปล่อยพลังธาตุลมเข้าใส่ศิษย์พี่ทั้งสอง แล้วทั้งสามคนก็เดินผ่าน คนอื่น ๆ แล้วช่วยกันเก็บไข่มุกทองคำ

    ที่วางเรียงรายไปจนหมด  หยางลี่ เทพบุตรเค่อจิ้งหนาน เทพบุตรเย่วเหอ องค์ชายห้า ต่างมองพวกของเสี่ยวเทียนด้วยความอิจฉา ไม่รู้เสี่ยวเทียนทำได้อย่างไร

    พอผ่าน 100 ก้าวก็มีบันได้ขึ้นไปที่ชั้นที่ หก พบว่ามีเวทีใหญ่เวทีหนึ่ง มีชายถือกระบี่สีเขียวยืนกอดอกอยู่ พอทั้งสามคนเหยียบพื้นชั้นที่ 6 ร่างของศิษย์พี่รอง ก็ถูกส่งไปบนเวที ประลองทันที

    “ ข้าคือ เซียวอี้ฝาน ฉายาเซียนกระบี่เมฆา หากว่าใครสามารถรับกระบีข้าได้ 10กระบี่ก็ถือว่าผ่าน แล้วจะได้อาวุธเซียนที่เลือกใช้เป็นของขวัญ”

    เสี่ยวเทียนเห็นอาวุธที่เรียงวางข้างเวที ซึ่งมีเป็นจำนวนมาก ศิษย์พี่รอง หยิบกระบี่สีขาวขึ้นมา แล้วเดินไปเผชิญหน้ากับ เซียวอี้ฝานทันที

    “กระบี่หิมะ? เลือกได้ดี หากเจ้ายืนหยัดได้ถึงสิบกระบวนท่า เจ้าก็ได้กระบี่หิมะนี้ไป รับมือ !”  เซี่ยวอี้ฝาน ชักกระบี่ออกมา แล้วใช้กระบี่จี้เข้าใส่ศิษย์พี่รองแม้ว่าทั้งคู่ไม่ได้เคลื่อนไหว แต่เสี่ยวเทียนก็รู้ว่า แค่ท่าเดียว ศิษย์พี่รองก็พ่ายเสียแล้ว ร่างศิษย์พี่รอง กระเด็นหายไปจากชั้นนี้ทันที

    แล้วถึงเวลาที่เสี่ยวเทียนขึ้นไปบ้าง เสี่ยวเทียนเลือกดูอาวุธทั้งหมดไม่มีถูกใจเลยแม้แต่น้อย มีแค่กระบี่สีทองหักครึ่งอยู่ 1 เล่มเลยถามอาจารย์ลู่เอินด้วยความสงสัย

    “ อาจารย์นี่คือกระบี่ทองคำใช่เหรือเปล่า”

    “ ใช่ ถ้าเจ้าชอบก็เอาไป ข้าสามารถทำให้มันกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ด้วย”

    “ ฮ้า ดีเลย ข้าเอาอันนี้แหละ”

    “ กระบี่ฟ้าสีทอง เฮอะเด็กน้อย หากแม้นเป็นกระบี่สมบูรณ์ข้าอาจจะหวั่นเกรงบ้าง

    แต่ว่ามันมีแค่ครึ่งเดียว ยังกล้าเอามาสู้กับข้า ผู้เป็นเซียนกระบี่อันดับ 1 อีกเหรอะ?จะดูถูกกันมาไปแล้ว”  เซียนกระบี่ฆา เซียวอี้ฝานเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

    “ กระบี่อยู่ที่ใจ ไร้ใจไร้กระบี่ ใช้กระบี่เหมือนไม่ใช้กระบี่ นี่คือมรรคากระบี่สูงสุด ท่านน่าจะรู้เรื่องเช่นนี้ ดีกว่าข้านะ ท่านเซียนกระบี่เมฆา” เสี่ยวเทียนเย้ยหยันเซียวอี้ฝาน ที่ยึดมั่นในตัวกระบี่มากเกินไป

    “ เด็กน้อยพูดจาซะใหญ่เกินตัวอยากรู้นัก ว่าวิชากระบี่เจ้า จะสูงส่งเหมือนกับปากของเจ้าไหม รับกระบี่ !” เซียวอี้ฝาน ชี้กระบี่เข้าใส่เสี่ยวเทียนท่าเดียวที่ใช้ต่อสู้กับศิษย์พี่รอง สภาพสรรพสิ่ง หยุดนิ่ง เสี่ยวเทียนเห็นแต่ เงากระบี่นับร้อยจู่โจมเข้ามา 

    “ นึกว่าสร้างมโนภาพกระบี่ได้คนเดียวหรือ คอยดูมโนภาพระดับเหนือฟ้านั้นเป็นอย่างไร” เสี่ยวเทียนใช้กระบี่ทองคำที่หัก ออกไปปะทะ ปรากฏกระบี่ทองกลายเป็นกระบี่ที่สมบูรณ์ตาม สติของเสี่ยวเทียนที่ต้องการให้มันยาวแล้วก็ขยายใหญ่ขึ้น แล้วปะทะเข้าทำลายเงากระบี่เสียสิ้น แล้วยังพุ่งเข้าไปกระแทก กระบี่สีเขียว ของเซียวอี้ฝาน จนกระบี่สีเขียวกระเด็นกลับไป ส่งผลให้ร่างของเซียวอี้ฝานก็ร่วงหล่นเวทีไปในท่าแรกเช่นกัน

    “ สุดยอด”  ศิษย์พี่ใหญ่มู่อี้ ส่งเสียงดีใจออกมาด้วยความตื่นเต้นไม่คิดว่าเสี่ยวเทียนจะเอาชนะ เซียนกระบี่เมฆาได้ด้วยกระบวนท่าเดียว

    “ ฮึ่ม ! เจ้าแน่มาก ผ่านไปชั้น เจ็ด”  เซียวอี้ฝานเอ่ยออกมาด้วยความโมโห

    “ ขอบคุณ ว่าแต่ข้าขอกระบี่หิมะอีกเล่ม ได้ไหม?”

    “ ได้ แต่เจ้าต้องสู้กับข้าอีกครั้ง”  เซียวอี้ฝานเหมือนไม่ยอมแพ้

    “ ตกลง” เสี่ยวเทียนเผยรอยยิ้มอย่างดีใจ เพราะตั้งแต่เขาเฝ้ามองอักษรกระบี่สวรรค์ ที่อาจารย์ลู่เอินเขียนให้ เขาสามารถค้นพบมรรคาวิถีกระบี่ได้แล้ว ดังนั้นกระบี่ของคู่ต่อสู้ไม่ว่าจะรวดเร็ว หรือ รุนแรงแค่ไหน เขาแค่มองเห็นเป็นเพียงเด็กถือกระบี่มาต่อสู้กับเขาเท่านั้น

    การต่อสู้ครั้งที่สองเริ่มขึ้น เซียวอี้ฝาน คราวนี้ไม่ชี้กระบี่อีกแล้ว ปล่อยพลังเซียนสวรรค์เข้ามากดดันเสี่ยวเทียนแล้วก็เคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูงสุด  แทงกระบี่เข้ามาหมายหน้าอกเสี่ยวเทียน    แต่ว่าเสี่ยวเทียนเวลาต่อสู้กับผู้มีพลังขั้นสูงกว่าเสี่ยวเทียนจะใช้สัมผัสเทพเจ้าทั้งหลาย เพื่อรับรู้การเคลื่อนไหว ดังนั้น ไม่ว่าจะเร็วเพียงใด ก็ไม่สามารถรอดพ้นการตรวจจับไปได้ ยิ่งใช้พลังเซียนสวรรค์มากดดัน พลังเทพเจ้าทั้งหมดในกายของเสี่ยวเทียนด้วย ยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้  กระบี่หักของเสี่ยวเทียนเคลื่อนไหวดักรอแล้วปาดเข้าใส่หน้าอกของ เซียวอี้ฝาน ฉัวะ !  เลือดไม่ไหล เพราะคมกระบี่นั้นฟันได้เร็วและไวมาก มีแค่เลือดซึมๆ เท่านั้น

    “ แพ้... ข้าแพ้แล้ว !  เจ้าเข้าสู่มรรคากระบี่ขั้นเหนือฟ้าไปแล้ว เด็กน้อยข้ายอมแพ้เจ้าทั้งกายและใจ” เซียนกระบี่เมฆา เอ่ยอย่างชื่นชม

    เสี่ยวเทียนประสานมือ แล้วเก็บกระบี่หิมะออกไป แล้วโบกมือให้กับศิษย์พี่ใหญ่

    เสี่ยวเทียนเดินขึ้นบันไดเข้าสู่ชั้นที่เจ็ดต่อไป

    ชั้นที่เจ็ดชั้นสุดท้าย  พอขึ้นมาก็เจอกำแพงผนังศิลาขวางกั้น เสี่ยวเทียนส่งสัมผัสเข้าไปศิลานี้ มันเป็น ผลึกศิลานี่

    “ ของดีหายากจริงๆ ที่นี่มีผลึกศิลา ผลึกน้ำแข็ง ผลึกวายุ และผลึกเพลิง เจ้าปล่อยจิตสัมผัสธาตุทั้งสี่ออกไป เจ้าก็สามารถผ่านเข้าไปแล้วหยิบ ผลึกพวกนี้มาเก็บเอาไว้ได้เลย”

    เสี่ยวเทียนหลับตาแล้วปล่อยจิตสัมผัสออกไป ก็พบผลึกศิลา ก้อนเท่าฝ่ามือ อยู่ตรงกำแพงด้านซ้าย เสี่ยวเทียนปล่อยมือเข้าไปแล้วหยิบมันออกมา กำแพงศิลาก็หายไป จากนั้น ก็พบกับกำแพงน้ำแข็ง กำแพงวายุ และสุดท้ายกำแพงเพลิง เสี่ยวเทียนเก็บผลึกทั้งหมดมาเก็บเอาไว้ได้ กำแพงทั้งหมดก็หายไป แล้วทันใดนั้น ก็ปรากฏร่างชายหนุ่มสวมมงกุฏ แต่งตัวคล้ายจักรพรรดิ ดูจากอายุไม่น่าเกิน 35 ปี นั่งสมาธิอยู่หน้าแท่นบูชาเทพเจ้า  พอเสี่ยวเทียนผ่านด่านกำแพงสี่ธาตุ ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมาทันที

    “ สวัสดีเด็กน้อย”

    “ คำนับท่านผู้อาวุโส”

    “ ขอแสดงความยินดีกับเจ้าด้วย ที่เป็นคนแรกที่ก้าวเข้ามาสู่ด่านสุดท้าย          ข้าชื่อ ซูเหยียนเฟย  แต่ส่วนใหญ่เรียกข้าว่า จอมฟ้าอนันตกาล แล้วเจ้าล่ะมีนามว่าอะไร”

    “ข้าน้อยเฉินเสี่ยวเทียน”

    “ เฉินเสี่ยวเทียน ในเมื่อเจ้าสามารถผ่านเข้าชั้นนี้ได้ ก็ต้องมอบของรางวัลให้เจ้าก่อน อืม อะไรดีนะ?”  ท่านจอมฟ้าอนันตกาล กวาดมือออกมา มีของวิเศษระดับเซียนสวรรค์ทั้งหมด ลอยอยู่ต่อหน้าเสี่ยวเทียน ทั้ง ดาบ กระบี่ หม้อปรุงยา โล่

    ทวน กระบอง ธนู มีอยู่มากมาย !

    “ เจ้าเลือกเองก็แล้วกัน จะเอาอะไร เลือกมาได้ชิ้นเดียวเท่านั้น”

    เสี่ยวเทียนมอง ไปทุกชิ้นสะดุดตา ชิ้นเดียว คือธนูอันเล็ก ๆ แต่เป็นทองคำ

    “ ข้าขอธนูทองคำอันนี้”

    “ ธนูยิงตะวัน อืม เจ้านี่ตาถึงไม่เลว ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ธนูยิงตะวันของแท้ แต่ก็สร้างขึ้นมาจากเทพศาสตราวุธเมื่อพันปีก่อน”  สาเหตุหลักที่เสี่ยวเทียนเลือกนั้น ก็คือมันเป็นทองคำนั่นเอง ยังไงมันก็มีมูลค่า ไม่ว่าจะมีพลัง อานุภาพแค่ไหนถือว่า มันก็ยังคือทองคำนั่นเอง  แล้วธนูทองคำ ก็มาอยู่ในมือเสี่ยวเทียน

    “ ความจริงที่ชั้นเจ็ดแห่งนี้ นอกจากจะเป็นที่ฝึกฝนของ ทายาทของข้าแล้ว ยังเป็นประตูไปสู่ดวงดาวทั้งสี่ แต่เนื่องด้วยเจ้ายังเด็กมากระดับฝีมือ ก็ยังต่ำต้อย หากมีพลังขั้นเซียนสวรรค์ขึ้นไป นี่คือประตูสู่ดวงดาว ทั้งสี่ ดาวสีขาว ดาวแก้วผลึก ดาวนพเก้า ดาวครองฟ้า แต่ตอนนี้เจ้ายังเด็กนัก ควรอยู่ฝึกฝนตนให้แข็งแกร่งเสียก่อน”

    เสี่ยวเทียนหยิบแหวนขึ้นมาแล้วส่งให้จอมฟ้าอนันตกาล

    “ พระแม่เจ้าท่านบอกให้มอบให้ท่านด้วย” พอเสี่ยวเทียนเอ่ยจบ ก็ปรากฏร่างของพระแม่เจ้าสือหลิว ขึ้นมา พอเห็นจอมฟ้าอนันตกาล ก็โผเข้ากอดทันที

    “ เสด็จพี่”

    “น้องหญิง”

    ทั้งสองกอดกันแน่นไม่พูดอะไรไปสักพัก เสี่ยวเทียนได้แต่ยืนยิ้ม แล้วมองไปรอบๆแทน

    “ เจ้ารู้ได้อย่างไร ว่าเสี่ยวเทียนจะ ขึ้นมาหาข้าที่นี่ได้”

    “ ท่านก็ลองดูหน้าเขาชัดๆ ซิ” ทั้งสองมองหน้าเสี่ยวเทียนชัดๆ อีกที แล้วทั้งสองก็ยิ้มให้กัน แล้วหัวเราะขึ้นมาทั้งสองคน 

    “ แค่เขาหน้าตาเหมือนข้า  น้องหญิงก็มั่นใจเลยหรือว่าเขาจะขึ้นมาที่นี่ได้”

    “ อืม.. ใช่ ข้ามีลางสังหรณ์บางอย่าง”

    “ เสี่ยวเทียน ต่อไปข้าต้องฝากให้เจ้าดูแล น้องหญิงของข้าด้วยนะ”

    “ ขอรับ แต่ว่าข้าต้องไปตามหาท่านพ่อของข้าก่อน หากเจอแล้ว ข้าจะหมั่นมาหาพระแม่เจ้านะ”

    “ เสี่ยวเทียน ต่อไปนี้ เจ้าคือโอรสเทพ และก็เป็นโอรส ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากข้าต่อไปเรียกข้าว่าเสด็จแม่ และ เรียกท่านจอมฟ้า ว่าเสด็จพ่อรู้ไหม” 

    พระแม้เจ้าสือหลิงบอกกับเสี่ยวเทียน

    “ แต่ว่า เรื่องนี้ข้าต้องบอกท่านแม่ข้าก่อนไหม” เสี่ยวเทียนลังเล

    “ เจ้าผ่านด่านทุกชั้น ตามกฏกติกา เจ้าต้องเป็นโอรสเทพ ผู้สืบทอดราชบัลลังก์ ทรัพย์สิน เงินทองในท้องพระคลัง  และ ประชาชนแดนมหาเทพ เทวาสถิตย์ ล้วนเป็นของเจ้าทั้งหมด หรือว่าเจ้าไม่อยากรับตำแหน่งนี้”

    เสี่ยวเทียนพอรู้ว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินในท้องพระคลัง ก็นิ่งอึ้งไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมา

    “ ข้าพาท่านพ่อ กับ ท่านแม่ และน้องสาวมาอยู่ที่นี่ได้ไหม?” เสี่ยวเทียนคิดว่าถ้าพา ครอบครัวมาอยู่กันหมดด้วยคงจะดีไม่น้อย

    “ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ แผ่นดินนี้ต่อไปก็ต้องเป็นของเจ้าอยู่แล้วนี่” พระแม่เจ้าเอ่ยด้วยรอยยิ้ม  อาจารย์ลู่เอิน เอ่ยบอกให้รีบ รับคำไป

    “ ถวายบังคม เสด็จพ่อ เสด็จแม่ ” เสี่ยวเทียนคุกเข่าคำนับทันทีไม่มีลังแล ทั้งสองคนยินดียิ่งนัก

    “ เสด็จพี่เรามีรัชทายาทแล้ว”

    “ อืม ดูเขาไม่เลวทีเดียว” ทั้งสองคนรีบประคองเสี่ยวเทียนให้ลุกขึ้นมา

    “ เสี่ยวเทียน ก่อนอืน ข้าต้องจัดงานสถาปนาโอรสเทพ และรัชทายาท ไปพร้อมกันเลยทีเดียว เจ้าคงยังกลับไปที่สำนักเจ้าไม่ได้ แต่ว่าข้าจะให้คนพาศิษย์และอาจารย์ของเจ้า ให้เข้ามาร่วมงานในครั้งนี้เอง” พระแม่เจ้าเอ่ยออกมาเสี่ยวเทียนได้แต่พยักหน้า  แล้วเสี่ยวเทียนก็ถูกส่งตัวกลับไปที่ด้านล่าง ซึ่งทุกคนก็กำลังรออยู่ทั้งหมด  พอเสี่ยวเทียนลงมา ก็มีเสียงประกาศดังไปทั่วพระราชวัง

    “ คำนับโอรสเทพ”

    “ คำนับโอรสเทพ”

    “ คำนับโอรสเทพ”  คนที่ก้มคำนับส่งเสียงร้องออกไปเป็นชั้นๆ จนออกไปนอกพระราชวัง

    “ เราขอประกาศว่า ข้าจะแต่งตั้งให้โอรสเทพ ขึ้นเป็นรัชทายาท ในวันพิธีสถาปนาโอรสเทพ ไปพร้อมกันเลย”  พระแม่เจ้าประกาศออกไป ฝูงชนก็เริ่มตกใจ พร้อมกับมีกลุ่มคนบางคนต่างไม่เห็นด้วยหลายคน โดยเฉพาะเหล่าองค์ชาย ทั้งหลายที่เป็นบุตรที่สืบเชื้อสายมาจากทางด้าน  จอมฟ้าอนันตกาล ซึ่งเป็นคนของตระกูลซู

    และแม้กระทั่งคนของพระแม่เจ้า คือตระกูลสือเอง ที่ได้ยศเป็นองค์ชาย ทั้งหมดต่างก็หวังที่จะเป็นรัชทายาท จึงแสดงอาการไม่พอใจกันหลายคน จึงส่งสัญญาณไปหาราชครูทั้งสิบคนให้เอ่ยแย้งเรื่องนี้ทันที

    “ เรื่องนี้มันผิดกฏบรรพชน นะพะยะค่ะ ตามหลักเกณฑ์ แล้วตำแหน่งรัชทายาทจะมอบให้กับ โอรสของพระแม่เจ้าก่อน ถ้าไม่มี ก็ต้องหาเชื้อพระวงศ์ใกล้ชิดทางฝ่ายจอมฟ้าอนันตกาลก่อนถึงจะเหมาะสมนะพะยะค่ะ”

    ราชครูจวนจื่อ เอ่ยเตือน

    “ กฏ คนเป็นคนสร้าง ทำไมจะแก้ไขไม่ได้ ทำตามที่เรา สั่งไปก็แล้วกัน” พระแม่เจ้าตัดบทออกไป ถึงแม้จะมีคนออกมาคัดค้าน พระแม่เจ้าก็ยกมือห้ามมิให้ใครขัดคำสั่ง เสี่ยวเทียนไม่ได้พูดอะไรเลย ได้แต่ยืนนิ่ง ส่วนศิษย์พี่ทั้งสองก็เข้ามายินดี

    แต่มีคนหลายคนต่างกำหมัดแน่น เคียดแค้นเสี่ยวเทียนยิ่งนัก คือกลุ่มคนของเทพบุตรเย่วเหอ กับกลุ่มคนของ เทพบุตรเค่อจิ้งหนาน กับ หยางลี่ และองค์ชายห้า ที่ไม่มีแม้โอกาสที่จะเข้าใกล้เสี่ยวเทียนเลยในขณะนี้

    เสี่ยวเทียนบอกให้คนของราชครู จวนจื่อ ช่วยเชิญอาจารย์ทั้งสามเข้ามาในวังและพาธิดาเทพและพี่ซิ่วเหวิน มาพักในวังหลวงพร้อมกันเลย ส่วนเสี่ยวเทียนก็ถูกจัดให้พักที่ตำหนักของโอรสเทพ โดยมีศิษย์ทั้งสองคนพักอยู่ด้วย

    “ ไม่นึกเลย ว่าเสี่ยวเทียนจะได้เป็นโอรสเทพ อาจารย์รู้คงดีใจมากเลย”

    ศิษย์พี่ใหญ่เอ่ยปากขณะนั่งดื่มน้ำชา จักรพรรดิที่มีคนชงมาให้อย่างสบายใจ

    เสี่ยวเทียนหยิบกระบี่หิมะส่งให้ศิษย์พี่รอง สร้างความดีใจให้กับศิษย์พี่รองยิ่งนัก

    “ เรื่องนี้ข้าว่าเจ้าต้องระวังตัว ข้าเห็นคนของราชวงศ์ทั้งสองตระกูลล้วนไม่พอใจเจ้าเป็นอย่างยิ่งเรื่องที่เจ้าไปแย่งตำแหน่งรัชทายาทของพวกเขา”

    ศิษย์พี่รองเอ่ยเตือน

    “ เฮ้อ... ข้าใช่ว่าจะอยากเป็น เพียงแต่ปฏิเสธไม่ออกเท่านั้น ข้าอยากไปหาท่านพ่อข้ามากกว่า” เสี่ยวเทียนเอ่ยจบก็ส่ายหัว แล้วได้ยินเจ้าไป๋น้อยร้องหิวนม จึงจับเจ้าไป๋น้อยออกมาวางกับพื้น แล้วเอานมเสือให้มันกิน มันเริ่มจะทรงตัวได้ดีขึ้นแล้ว แต่ยังไม่ดีเท่าไรต้องคอยดูมันเอาไว้ 

    ทั้งสามคนนั่งคุยกันอยู่ไม่นาน ธิดาเทพ กับพี่ซิ่วเหวินก็มาถึง  พอเห็นเจ้าไป๋น้อย กินนมจนเปื้อนปากมอมแมม หน้าทิ่มไปในชามนม โดนไม่มีใครมมองเลย ทั้งสองก็เข้าไปอุ้มแล้วเช็ดหน้าของเจ้าไป๋น้อย  โดยไม่ได้ทักทาย เสี่ยวเทียนกับศิษย์พี่เลยสักคน!

    “ พี่สาวทั้งสอง จะไม่ทักทายกันสักหน่อยเหรอ?” เสี่ยวเทียนเอ่ยออกไป

    “ อ้อ ลืมไป ยินดีด้วยนะที่เจ้าชนะเลิศ ได้เป็นโอรสเทพ” ธิดาเทพเอ่ยจบก็อุ้มเจ้าไป๋น้อยเดินไปมาเหมือนอุ้มเด็กเลย

    “ ใช่ข้าก็ยินดีกับเจ้าด้วย เช่นกัน” พี่ซิ่วเหวินก็หันไปเล่นต่อกับเจ้าไป๋น้อย

    ศิษย์พี่น้องสามคนได้แต่มองตากัน แล้วถอนหายใจออกมา .....

    คล้ายกับเรื่องเทียนนักรบยอดคุณหมอ ภาคสี่ ตอนราชันเก้าพิภพ (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน