‘จวนสกุลจ้าว’
รถม้าคันใหญ่ที่มีหยูฮัวเป็นผู้ขับขี่ ใช้เวลาไม่นานพาซิ่วอิงและทุกคนมากลับถึงจวน พ่อบ้านเหลียนและสาวใช้อีกสองคนเข้ามารอรับ ซิ่วอิงบอกพ่อบ้านให้ไปเรียนท่านแม่ บอกว่าเธอพายายกับหลานสาวคู่นึงมาอยู่ด้วย
เสี่ยวหยวนตัวน้อยลงมาจากรถม้าแล้วพูดขึ้น
“ อาซ่วนลงมาซิ.. นี่เป็นบ้านพี่สาวเอง ต่อไปอาซ่วนกับยายมาอยู่กับพี่สาวที่นี่ ไม่ต้องกลัวว่าจะมีคนมารังแกอีกแล้ว ที่นี่มีพี่สาว แล้วมีคนอื่นอีกเยอะแยะเลยละ.. ”
เด็กน้อยวัย 9 ขวบ บอกเด็กน้อยวัย 8 ขวบ วางท่าทางเหมือนตนเองเป็นพี่สาวใหญ่
ซิ่วอิงแอบยิ้มกับท่าทางและคำพูดของน้องสาว จากนั้นให้สาวใช้ช่วยประคองยายลี่ไปพักในเรือนรับแขก เมื่อพบมารดาจึงเล่าทุกเรื่องให้ฟัง โดนมารดาตำหนิเล็กน้อยเรื่องต่อสู้กับตระกูลหลี่ ส่วนเรื่องอื่นมารดาเต็มใจรับได้ทุกอย่าง ซิ่วอิงให้มารดาจัดการเรื่องราวภายในจวน แล้วเข้าไปหาบิดาในห้องรับแขก
ภายในห้องรับแขกของเรือนหลัก จ้าวเว่ยผู้เป็นบิดาและพี่สาวทั้ง3 นั่งดื่มชาพูดคุยกันอยู่ ซิ่วอิงจึงเล่าทุกเรื่องให้ฟัง และปรึกษาวางแผนงานกับบิดาและพี่สาวทั้ง3 อยู่ครึ่งชั่วยาม ก่อนที่บิดากับพี่สาวทั้ง3 จะแยกย้ายออกไปทำตามแผนการ ส่วนตนเองตั้งใจไปยังเขามรกตนอกเมือง
แต่แล้ว.. ขณะที่ซิ่วอิงกำลังจะออกไปตรวจงานที่เขามรกตนอกเมือง กลับมีสาวใช้เข้ามารายงาน
“ เรียนนายน้อย.. ฮูหยินเจ้าเมืองกับคุณชายชินมาเยี่ยม ตอนนี้รออยู่หน้าจวนเจ้าค่ะ“
ซิ่วอิงหยุดชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยกับสาวใช้
“ รีบไปเชิญเข้ามา.. ส่วนเจ้าไปเตรียมน้ำชามาต้อนรับ แล้วให้คนไปแจ้งท่านแม่ให้ทราบด้วย”
“ เจ้าค่ะนายน้อย”
‘ห้องรับรองแขกจวนสกุลจ้าว’
“ คารวะฮูหยินท่านเจ้าเมืองและคุณชายชินเจ้าค่ะ”
นางจ้าวเหมยกล่าวอย่างนอบน้อม พร้อมย่อเข่าทำความเคารพแขกผู้ทรงเกีรยติ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีคนมาเยี่ยมเยียน ตั้งแต่มาอยู่ในเมืองมังกรฟ้าแห่งนี้
“ คารวะท่านป้า คุณชายไป่หลงเจ้าค่ะ ” ซิ่วอิงคำนับพร้อมกับเอ่ยออกมา
“ คารวะฮูหยินจ้าว น้องซิ่วอิง..”
ชินไป่หลงเอ่ยวาจาพลางคำนับตอบทั้งสองคน ส่วนฮูหยินชินก้าวไปประคองซิ่วอิงกับมารดา แล้วเอ่ยขึ้นว่า
“ น้องจ้าวไม่ต้องเกรงใจ.. ข้ากับลูกชายมาเยี่ยมโดยไม่บอกล่วงหน้า ต้องขอโทษพวกเจ้าด้วย”
“ เป็นเกียรติของครอบครัวข้ามากว่าเจ้าค่ะ ที่ท่านกับบุตรชายมาเยี่ยมเยียนถึงบ้านแบบนี้.. เชิญนั่งเจ้าค่ะ”
นางจ้าวกล่าวด้วยความนอบน้อม เมื่อทุกคนนั่งลงสาวใช้รินชาให้แล้วออกไปรอนอกห้อง
ฮูหยินเจ้าเมืองจิบชาพลางมองซิ่วอิงกับมารดา แล้วกล่าวว่า
“ เอาล่ะๆ.. ไม่ต้องพูดจาเกรงอกเกรงใจกันอีกแล้ว ตัวข้านั้นชอบพอและคิดว่าซิ่วอิงเป็นลูกหลานคนนึง.. ในเมื่อนางเรียกข้าว่าป้า ฮูหยินจ้าวท่านก็เรียกข้าว่าพี่สาวเถิด”
“ เจ้าค่ะพี่สาวชิน..”
นางจ้าวเอ่ยรับคำด้วยรอยยิ้ม
“ น้องซิ่วอิง.. ข้าทราบมาว่า.. เมื่อเช้าเจ้ามีเรื่องกับคุณชายตระกูลหลี่ใช่มั้ย”
ชินไป๋หลงเพิ่งมีจังหว่ะกล่าวออกมาเป็นครั้งแรก แต่คำเรียกของเขาทำเอานางจ้าวถึงกับอึ้งไป ซิ่วอิงมองค้อนให้กับลูกมึนของชินไป๋หลง แต่บอกเล่าเรื่องราวให้ฟังอย่างไม่ปิดบัง
“ เรื่องก็เป็นเช่นนี้เจ้าค่ะ คุณชายไป่หลง”
“ พี่ชายไป่หลง.. เรียกข้าว่าพี่ชายไป่หลง ”
ชายหนุ่มยังตีหน้ามึน ทำไม่รู้ไม่ชี้กับสายตาที่มองอย่างล้อเลียน จากมารดาตนเองและมารดาของซิ่วอิง
“ เรื่องตระกูลหลี่ข้าจะช่วยดูให้เอง ”
“ เจ้าค่ะ พี่ชายไป่หลง”
ซิ่วอิงกล่าวจบพลันนึกขึ้นมาถึงเรื่องบางอย่าง จึงพูดว่า
“ ท่านป้าชิน ท่านแม่.. ข้ามีเรื่องบางอย่างต้องการคุยกับพี่ชายไป่หลง ขอตัวออกไปคุยด้านนอกน่ะเจ้าคะ”
คำกล่าวของซิ่วอิงเรียกรอยยิ้มจากมารดาของทั้งคู่ พร้อมทั้งเอ่ยอนุญาตอย่างเร็ว ซิ่วอิงจึงพาชินไป่หลงไปยังศาลากลางสระบัว เมื่อไปถึงสาวใช้รินชาให้ทั้งคู่แล้วออกไป
“ พี่ชายไป่หลง.. ข้ามีเรื่องอยากคุยกับท่านสองสามเรื่อง”
“ น้องซิ่วอิงเชิญบอก..”
ชินไป่หลงกล่าวพลางจิบชาอย่างอารมณ์ดี (คงคิดว่าสาวมีใจ)
“ เรื่องแรก.. ข้าจะเปิดร้านขายโอสถในอีกไม่กี่วัน ถึงตอนนั้นเชิญพี่ชายไป่หลงกับครอบครัว มาเป็นเกียรติในวันเปิดร้านของข้าด้วยนะเจ้าคะ”
ซิ่วอิงบอกกล่าวถึงความต้องการทันที
“ ได้สิ.. ข้าจะให้ท่านพ่อมาเป็นประธานให้กับเจ้า”
“ เรื่องที่สอง.. ข้าทราบมาว่าท่านรับภารกิจปราบโจรภูเขาของสำนักมังกรฟ้า.. ท่านพอบอกข้าได้หรือไม่”
“ หืม.. เหตุใดเจ้าถึงสนใจเรื่องนี้”
ชินไป่หลงเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
“ เมื่อ 4 ปีที่แล้ว.. หมู่บ้านข้าถูกพวกโจรภูเขาบุกเข้าปล้น และฆ่าคนในหมู่บ้านไปหลายคน ทำร้ายบิดาข้าจนบาดเจ็บสาหัส ทั้งยังไล่ล่าตัวข้าจนตกเขา เคราะห์ดีที่ท่านอาจารย์ผ่านมาจึงช่วยข้าไว้.. ข้าต้องการล้างแค้นพวกมันที่ทำกับข้าและครอบครัว.. ”
ซิ่วอิงกล่าวด้วยอารมณ์โกรธ ถึงจะผ่านมาหลายปีแต่เธอ(บุษยา)ยังไม่ลืม เรื่องที่รับปากกับเจ้าของร่างนี้ว่าจะแก้แค้นให้กับนาง กวาดล้างพวกโจรกลุ่มนั้นให้จงได้
“ ที่แท้.. ชีวิตเจ้ากลับผ่านเรื่องราวมามากมายเช่นนี้ “
ชินไป่หลงเอ่ยออกมาด้วยความเห็นใจ
“ ถูกแล้ว.. แต่นับว่าข้ายังมีวาสนาในคราวเคราะห์ ถึงมาพบท่านอาจารย์และมอบวิชาความรู้ต่างๆให้กับข้า.. พี่ชายไป่หลง.. ท่านเล่าเหตุการณ์วันนั้นให้ข้าฟังได้หรือไม่”
ซิ่วอิงเอ่ยถามถึงเหตุการณ์วันที่เขาไปกวาดล้างกลุ่มโจร แต่กลับได้รับบาดเจ็บสาหัสทั้งยังถูกพิษไร้สภาพ
“ ได้สิ.. ข้ากับพวกอีก 10 คน รับภารกิจปราบโจรภูเขาของสำนัก.. โดยที่ข้าเป็นคนเข้าไปดูลาดเลาก่อน เมื่อข้าลอบเข้าไปด้านในได้ กลับมีกลุ่มควันสีม่วงปรากฏขึ้นรอบๆตัว ข้าคิดว่าพวกมันรู้ตัวจึงหลบหนีออกมา.. ระหว่างหลบหนีพวกมันมาขวางเอาไว้ ข้าต่อสู้กับพวกมันจนได้รับบาดเจ็บหนัก แต่ยังสามารถหนีออกมาจนพบกับคนอื่นๆ.. พวกนั้นเลยพาข้ากลับไปที่สำนัก แต่สำนักไม่อาจรักษาข้าได้ ท่านพ่อจึงไปรับตัวข้ากลับมา.. ส่วนหลังจากนั้นเจ้ารู้หมดแล้ว”
ชินไป่หลงเล่าเรื่องราวต่างๆให้ซิ่วอิงรับฟังจนหมด ซิ่วอิงคิดอยู่ครู่นึงจึงเอ่ยขึ้น
“ พี่ชายไป่หลง.. ตอนนี้ท่านหายดีแล้วทั้งยังทะลวงถึงระดับปฐพีขั้นต้น ท่านจะกลับไปทำภารกิจต่อเมื่อใด”
“ ข้าคิดว่าจะกลับไป.. เมื่อช่วยเจ้าเรื่องร้านขายโอสถเรียบร้อยแล้ว”
ยามได้ฟังคำของจากปากชายหนุ่ม ซิ่วอิงมีท่าทีครุ่นคิดเล็กน้อย แล้วเอ่ยขึ้นว่า
“ พี่ชายไป๋หลง.. ข้าต้องการไปกวาดล้างพวกโจรกับท่านก่อน หลังจากนั้นค่อยกลับมาเปิดร้าน.. ถึงตอนนั้นหากเรากวาดล้างพวกโจรได้ ชื่อเสียงของข้าคงจะมีมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีกับร้านขายโอสถมาก.. ท่านว่าจริงหรือไม่”
“ อะไรนะ.. เจ้าจะไปกับข้าด้วยอย่างนั้นหรือ มันเป็นภารกิจที่อันตรายมากนะ..”
ชินไป่หลงอุทานเสียงดังออกมาด้วยความตกใจ เขานึกไม่ถึงว่านางจะมีความคิดเช่นนี้
“ หึๆ.. พี่ชายไป๋หลงท่านอย่าดูแคลนข้าเชียวนะ การต่อสู้ของข้ากับกลุ่มทหารรับจ้างและคนตระกูลหลี่ ท่านคงได้ยินมาบ้าง.. ข้ามั่นใจในฝีมือตนเองท่านไม่ต้องกังวลไป.. ”
ซิ่วอิงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง ด้วยความมั่นใจในพลังปราณและทักษะของตนเอง
“ เอ่อ.. เรื่องนั้นข้ารู้ดีแต่เจ้าจะพาใครไปด้วยหรือไม่..”
“ ไม่.. ข้าไม่อยากให้ครอบครัวข้ารู้เรื่องนี้ ข้าจะไปกับท่านและกลุ่มของท่านเท่านั้น"
คำกล่าวของซิ่วอิงทำชายหนุ่มตกตลึงอีกครั้ง
“ อะไรนะ.. นี่เจ้าจะไม่เอาพวกท่านตงหรือหัวหน้าเว่ยไปด้วยหรือ คนพวกนี้มีประสบการณ์สูงอาจช่วยเจ้าได้มาก”
ชินไป่หลงเอ่ยด้วยความแปลกใจ นางมีคนของตนเองมากมายแต่ทำไมไม่พาไปด้วย
“ ถูกต้อง.. ข้าตัดสินใจแล้ว เรื่องนี้ข้าต้องการแก้แค้นด้วยตัวเอง”
“ เฮ้อ.. เจ้าช่างดื้อดึงนัก.. ในเมื่อเจ้าตั้งใจแน่วแน่เช่นนั้นก็แล้วแต่เจ้าเถิด..”
ชินไป่หลงยอมถอยในที่สุด
" พี่ชายไป่หลง.. ที่ตั้งของกลุ่มโจรนั้นอยู่ไกลหรือไม่ ”
ซิ่วอิงเปลี่ยนเรื่องทันทีเมื่อได้รับอนุญาตจากชายหนุ่ม
“ ก็ไม่ไกลมากนัก.. รังโจรของพวกมันอยู่ชายป่าทิศตะวันออกของเขาหมื่นอสูร ห่างจากหมู่บ้านไผ่งามประมาณ 100 ลี้ หากใช้วิชาตัวเบาเดินทางไม่นานก็ถึง.. พวกมันเป็นกลุ่มใจรขนาดใหญ่มีคนประมาณ 300 คน.. ตามข่าวของสำนักมังกรฟ้า หัวหน้าโจรอยู่ระดับยอดยุทธขั้นสูงเท่านั้น.. แต่จะมีผู้ใดอยู่เบื้องหลังอีกหรือไม่ พวกเราไม่อาจรู้ได้ ”
ชินไป๋หลงกล่าวอย่างไม่มั่นใจนัก กลุ่มของเขา 10 คนที่รับภารกิจไปนั้น ต่างเป็นศิษย์หลักและศิษย์สายใน มีระดับปราณยอดยุทธขั้นต่ำและขั้นกลาง ซึ่งพวกเขาคาดว่าจะปราบพวกโจรได้อย่างแน่นอน แต่ตัวเขากลับบาดเจ็บหนักเสียก่อน ภารกิจจึงต้องหยุดไปโดยปริยาย
แต่ชินไป่หลงกับพวกไม่รู้เลยว่า ข้อมูลเรื่องระดับพลังของกลุ่มโจรที่สำนักมังกรฟ้าได้มานั้น คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงมาก
“ ถ้าเช่นนั้น.. วันนี้ท่านกลับไปสำนักนัดหมายกับกลุ่มของท่านให้เรียบร้อย หากพวกเขาเห็นด้วยให้มาบอกข้า.. พรุ่งนี้ก่อนรุ่งสาง ข้าจะไปรออยู่ที่ทางแยกเข้าหมู่บ้านไผ่งาม”
ซิ่วอิงพูดด้วยท่าทางจริงจัง รวบรัดตัดความไม่เปิดโอกาสให้ชินไป่หลงได้เอ่ยขัดแม้แต่น้อย เขาทำได้เพียงรับคำอย่างจนใจ
“ เฮ้อๆๆ.. หากเจ้าต้องการเช่นนั้น ข้าจะกลับไปปรึกษากับกลุ่มของข้าดูก่อน ”
“ ขอบคุณพี่ชายไป่หลง.. ถ้างั้นเรากลับไปหาท่านแม่กับท่านป้ากันเถิด ท่านกับข้าออกมาคุยกันแบบนี้ ไม่รู้พวกนางจะเข้าใจอะไรไปถึงไหนแล้ว”
ซิ่วอิงกล่าวจบเดินออกจากศาลาไปทันที ชินไป๋หลงได้ฟังคำพูดสุดท้ายของซิ่วอิงด้วย หน้าตาอันหล่อเหลาพลันมืดครึ้มขึ้นมา
‘ผู้หญิงคนนี้นางรู้อะไรบ้างนี่.. ’
เมื่อกลับไปถึงซิ่วอิงถูกมารดามองด้วยสายตาแปลกๆ ทั้งหมดคุยกันอยู่ครู่นึงฮูหยินชินกับบุตรชายขอตัวกลับ ซิ่วอิงที่ไม่อยากตอบคำถามมารดา รีบขอตัวไปออกจากจวนทำงานเช่นกัน
ตอนนี้ซิ่วอิงไม่กังวลว่ามารดากับน้องสาวจะเหงาอีกแล้ว มารดามีฮูหยินเหอเป็นเพื่อนคุยทำหลายๆเรื่องด้วยกัน เพราะเถ้าแก่เหอรับปากอยู่ด้วยกันในจวนสกุลจ้าว ส่วนน้องสาวมีสองหนุ่มน้อย หนึ่งสาวน้อย เสี่ยวอัน เสี่ยวไป๋คอยเล่นด้วย ซิ่วอิงจึงออกจากจวนไปทำเรื่องต่างๆได้อย่างสบายใจ
‘เมืองมังกรฟ้า’
วันนี้ซิ่วอิงมาดูการทำเครื่องสุขภัณฑ์ที่ร้านเถ้าแก่ฟง พบว่ามีคนงานเพิ่มขึ้นจากเดิมมาก เถ้าแก่ฟงรายงานว่าทุกอย่างน่าจะเสร็จตามกำหนด จากนั้นซิ่วอิงเข้าไปดูกลุ่มทหารรับจ้างจิ้งจอกทมิฬ เห็นว่าทุกคนกำลังบ่มเพาะอย่างขะมักเขม้น จึงกล่าวชมเชยในความตั้งใจไปหลายคำ
ช่วงบ่าย ซิ่วอิงไปตรวจการก่อสร้างที่เขามรกตนอกเมือง เธอรู้สึกพอใจเป็นอย่างมากที่งานคืบหน้าไปมาก ท่านอาฟู่หมิงรายงานว่าไม่เกินครึ่งเดือนน่าจะเสร็จเรียบร้อย
จากนั้นซิ่วอิงไปตรวจโรงครัว ซึ่งตอนนี้เปลี่ยนจากโรงครัวชั่วคราวเป็นโรงครัวถาวรไปแล้ว ยายซู่หัวหน้าคนครัวรายงานว่า กระทิงคลั่งยังเหลืออีกยี่สิบกว่าตัว ผักและเครื่องปรุงต่างๆนั้นหมดไปครั้งนึง แต่ฟู่หมิงให้คนจัดการไปหาซื้อมาเรียบร้อยแล้ว ต่อมาซิ่วอิงเอาขนมไปให้เด็กๆและพูดคุยกันอยู่ครู่นึง จากนั้นซิ่วอิงเดินทางกลับเข้าเมือง
แต่แล้ว.. เมื่อซิ่วอิงเดินผ่านประตูเมืองเข้าไป กลับมีชายหนุ่มคนนึงมาเรียกเอาไว้
“ ท่านคือนายน้อยจ้าวใช่หรือไม่..”
“ ถูกแล้ว.. เป็นข้าเอง”
ซิ่วอิงที่ไม่พอใจในครั้งแรก แต่เมื่อสังเกตเห็นชุดที่ชายหนุ่มสวมใส่ พลันนึกถึงคนๆนึงขึ้นมาจึงเอ่ยตอบออกไป
“ ศิษย์พี่ชินไป๋หลงให้ข้ามารอและแจ้งกับท่านว่า.. ‘ทุกคนเห็นด้วย ให้ดำเนินการตามที่ตกลงกันไว้’ “
ซิ่วอิงได้ฟังคำจากชายหนุ่มคนนั้น ใบหน้างดงามเผยรอยยิ้มยินดีออกมา เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ชายหนุ่มผู้นั้นถึงกับมองตาค้าง ซิ่วอิงไม่สนใจท่าทีของชายหนุ่ม ใช้สัมผัสวิญญาณตรวจระดับปราณของเขา แล้วกล่าวว่า
“ ขอบคุณพี่ชายเป็นอย่างสูง.. อืม.. พี่ชายท่านนี้อยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นสูง.. แทนคำขอบคุณข้าขอมอบโอสถทะลวงปราณให้พี่ชายหนึ่งเม็ด.. เมื่อกินเข้าไปจะทำให้ท่านทะลวงถึงระดับยอดยุทธได้อย่างแน่นอน..”
กล่าวจบซิ่วอิงส่งโอสถทะลวงปราณให้ชายหนุ่มไปหนึ่งเม็ด แล้วจากไปในทันที
‘อา.. ตอนนี้ซิ่วอิงเริ่มเหวี่ยงเบ็ดไปยังศิษย์สำนักมังกรฟ้าแล้ว.. หากชายหนุ่มผู้นี้กินโอสถแล้วสามารถทะลวงระดับไปได้ คงจะเป็นกระบอกเสียงในสำนักให้นางอย่างแน่นอน’
เย็นวันนั้นซิ่วอิงกลับไปเล่นกับน้องสาว รับประทานอาหารและพูดคุยกับทุกคนตามปกติ ไม่ปริปากบอกใครว่าจะไปกวาดล้างโจรภูเขา บอกเพียงแต่ว่าพรุ่งนี้เช้า มีเรื่องต้องไปทำกับคุณชายไป๋หลงบุตรชายเจ้าเมือง
คนอื่นไม่มีคำกล่าวอันใด มีเพียงจ้าวเว่ยที่แสดงออกถึงความไม่พอใจ เพียงแต่ไม่กล้าขัดใจบุตรสาวคนนี้ เพราะรู้ดีว่าที่เธอทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว อีกทั้งเธอสามารถกำราบทหารรับจ้างได้เป็นร้อย คงไม่มีเรื่องผิดพลาดเกิดขึ้น
ซิ่วอิงเมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย รอจนน้องสาวหลับจึงเข้าไปในมิติส่วนตัวทันที เธอตั้งใจฝึกฝนทักษะการต่อสู้ให้ช่ำชองขึ้นไปอีก ทั้งยังศึกษาทักษะกระบวนท่าที่สามารถใช้ต่อสู้กับคนจำนวนมากพร้อมๆกัน
‘ภายในเมืองมังกรฟ้า’
ในขณะที่ซิ่วอิงวางแผนการกวาดล้างกลุ่มโจรอยู่นั้น ตอนนี้ภายในเมืองมังกรฟ้ากำลังเกิดข่าวลืออย่างหนัก เกี่ยวกับตัวตนของนายน้อยจ้าวและการเปิดร้านขายโอสถของนาง
ซึ่งความจริงได้เปิดเผยออกมาแล้วว่า นายน้อยจ้าวคือจ้าวซิ่วอิงสาวน้อยวัย 14 ปี ที่สามารถรักษาอาการป่วยของบุตรชายเจ้าเมือง เป็นผู้ปรุงโอสถระดับเหรียญตรามังกรฟ้า ทั้งยังปรุงโอสถระดับนภาความบริสุทธิ์เต็มสิบส่วนเต็มได้อีกด้วย
ทุกตระกูลหรือกลุ่มอิทธิพลในเมือง ต่างพากันตรวจสอบและรอคอยว่าข่าวนี้เป็นจริงหรือไม่ หากเป็นจริงคงน่ายินดีอย่างยิ่ง เพราะบรรดาคนระดับสูงของพวกเขา ถึงจุดตีบตันในการบ่มเพาะพลังปราณมานานแล้ว หากได้โอสถระดับนภามาช่วยคงทะลวงระดับไปได้อย่างแน่นอน
แต่ในจำนวนตระกูลใหญ่ทั้งหมด มีอยู่ตระกูลนึงที่ไม่รู้สึกยินดีเอาเสียเลย นั่นคือตระกูลหยางนั่นเอง เพราะตระกูลหยางค้าขายโอสถในเมืองมังกรฟ้ามาหลายชั่วคน ได้ส่งต่อความรู้และสูตรการปรุงโอสถให้แก่รุ่นหลังของพวกเขาเรื่อยมา
ตอนนี้ผู้ปรุงโอสถของตระกูลหยาง ไม่มีใครปรุงโอสถได้เต็มสิบส่วนแม้แต่คนเดียว ดังนั้นข่าวเรื่องการเปิดร้านโอสถของนายน้อยจ้าว จึงสร้างแรงสั่นสะเทือนให้แก่ตระกูลหยางเป็นอย่างมาก
………………………………