บทที่75
เจรจาล้มเหลว
“แบบการสร้างหรือ...?”หยุนโม่เอ่ยย้ำออกมาช้า ๆ ดวงตาใต้หน้ากากหรี่ลงเล็กน้อยน้ำเสียงเรียบเย็นคล้ายไม่เชื่อในสิ่งที่ตนได้ยิน
ชายชราที่นั่งอยู่หลังโต๊ะชาไม่ได้แสดงสีหน้าเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อยเพียงพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะวางถ้วยชาลงเบา ๆ
น้ำเสียงของเขานิ่งเรียบ ราวกับกล่าวสิ่งธรรมดาสามัญ
“ใช่... พวกเรายินดีจ่ายเงินให้เจ้ามหาศาลอยากได้เท่าใด...ก็เรียกมา” คำพูดนั้นเปี่ยมด้วยความมั่นใจดุจอำนาจที่เปรียบล้น
แต่หยุนโม่กลับยกยิ้มขึ้นที่มุมปากยิ้มเย็นชา ไร้อารมณ์ ไร้ความลังเล ก่อนจะเอ่ยตอบช้า ๆ ทีละคำ ชัดถ้อยชัดคำ…
“ข้า...ไม่...ขาย”
คำเพียงสามคำนั้น ทว่ากลับเหมือนสายลมที่ตัดขาดสะพานแห่งความปรองดอง
ทันทีที่เขาพูดจบความเงียบงันก็ปกคลุมทั่วทั้งห้องในพริบตา ราวกับทุกสรรพเสียงหยุดชะงักเงาสะท้อนจากถ้วยชาบนโต๊ะยังสั่นไหว
ชายชราที่กำลังจะยกถ้วยชาขึ้นจรดริมฝีปากพลันหยุดมือกลางคัน นิ้วเรียวยาวที่เคยมั่นคงกลับค่อย ๆ วางถ้วยชากลับลงบนโต๊ะอย่างช้าๆ
ดวงตาที่หลับนิ่งกลับเปิดขึ้นเต็มที่แววตาแหลมคมฉายประกายเยียบเย็นสายตานั้นพุ่งตรงไปยังหยุนโม่ราวกับต้องการส่งแรงกดดันแทรกทะลวงเข้าในจิตวิญญาณ
“ไม่ขายหรือ...?”น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นทุ้มต่ำ เยียบเย็นจนน้ำชาร้อนในถ้วยแทบเย็นลง
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าหอการค้าเงามายาของพวกเรา...เป็นหอการค้าเช่นใด?”
คำถามนั้นหาใช่ถามเพื่อฟังคำตอบหากแต่เป็นการข่มขู่ที่ห่อหุ้มในประโยค
หยุนโม่ยังคงไม่เปลี่ยนสีหน้ายังคงยืนตรงอยู่ท่ามกลางห้องกว้าง ก่อนจะยกยิ้มขึ้นบาง ๆ ราวกับไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย
ชายชราพูดต่อเสียงของเขาก้องกังวานดั่งสายน้ำไหลผ่านหุบผาลึก “ในอาณาจักรอวี้เทียนนี้หอการค้าของพวกเรา...แม้แต่ราชวงศ์ยังไม่กล้าล่วงเกิน”
ในคำพูดนั้นแฝงไว้ด้วยน้ำหนักเป็นคำประกาศถึงอำนาจอันล้นฟ้าของหอการค้าเงามายาที่อยู่เบื้องหลังของมัน
มันพูดมากถึงเพียงนี้…
เพราะคิดว่าอีกฝ่ายคงยังไม่รู้ว่า “กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งใด”
แต่ทว่า…
หยุนโม่กลับไม่แสดงท่าทีที่พวกมันต้องการเห็นเลยแม้แต่น้อยเขายังคงยืนอยู่ตรงนั้น ท่ามกลางแรงกดดันของทั้งห้องอย่างผ่อนคลายสายตาไม่หลบเลี่ยง รอยยิ้มยังคงอยู่บนริมฝีปาก
ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบาแต่เฉียบคมราวกระบี่
“แล้วอย่างไร...?”
“ของสิ่งนี้เป็นของของข้าจะขายหรือไม่...ก็เป็นเรื่องของข้า”
ประโยคสั้น ๆทว่าเหมือนสายฟ้าฟาดกลางโถงหอการค้า ดวงตาของชายชราแคบลงทันทีกลายเป็นเส้นเรียวแหลมคม รังสีรอบตัวพลันแปรเปลี่ยน
“เด็กน้อย...”
เสียงที่เอ่ยออกในยามนี้เต็มไปด้วยแรงกดดันลึก
เหมือนเสียงของงูยักษ์ที่กำลังเลื้อยออกจากถ้ำ
“คนไม่ผิด...ผิดที่ครอบครองหยก...”
หยุนโม่ถึงกับกระตุกมุมปากก่อนจะหัวเราะเย็น ๆ แล้วสบถออกมาด้วยเสียงกระแทก
“บิดามันเถอะ!! ไอ้แก่...อย่ามาทำวางท่าเป็นผู้อาวุโสกับข้า”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยการดูแคลนดวงตาใต้หน้ากากเหล็กทอประกายเย็นเฉียบขณะจ้องมองชายชราผู้นั่งอยู่ตรงหน้า
“สายตาของเจ้าตอนนี้...เต็มไปด้วยความโลภจนปิดไม่มิดแล้วหากคิดจะปล้นกันตรง ๆ... ก็แสดงใบหน้าจริงออกมาเสียเถอะ!”
คำพูดที่ไร้ความเกรงใจใด ๆดังก้องสะท้อนในห้องโถงหรูหรา ราวกับกระแทกกลางอกของอีกฝ่ายอย่างจัง
ดวงตาของชายชราหม่นมืดลงทันทีแววเย็นชาแผ่ขยายจากภายในราวกับพายุเงียบ เสี้ยวอารมณ์ที่เก็บงำไว้ค่อย ๆเผยออกสู่แววตาโดยไม่ปิดบังอีกต่อไป
แล้ว…
พรึ่บ!
คลื่นปราณมหาศาลปะทุออกจากร่างของชายชราอย่างรุนแรงรังสีของพลังวิญญาณระดับสูงแผ่กระจายออกไปทั่วทั้งห้องราวกับมหาสมุทรแผ่ซัด
พื้นไม้ใต้เท้าสั่นสะเทือนฝุ่นผงที่ลอยอยู่กลางอากาศพลันกระจายหายไปในพริบตา
น้ำเสียงของชายชราดังขึ้นราวกับสายลมฤดูหนาวที่กระแทกเข้ากระดูก
“ดีนัก...เมื่อข้าเจรจาดี ๆ แล้วเจ้ากลับไม่เห็นค่า เช่นนั้น... ก็ไม่จำเป็นต้องออกไป!”
เมื่อคำพูดสุดท้ายหลุดออกจากปากชายชราเขาก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า แต่เพียงแรงเคลื่อนไหวง่าย ๆ นั้นเองเครื่องแก้วบนโต๊ะชา รวมถึงถ้วยหยกงามที่เคยสงบนิ่ง พลันระเบิดเป็นเสี่ยง!
เปรี๊ยะ! กึง! ฉัวะ!เสียงแตกกระจายของเครื่องกระเบื้องและแก้วใสกังวานทั่วห้องราวกับสายลมของปราณเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอจะบดขยี้ทุกสิ่งให้ราบคาบ
หยุนโม่ยังคงยืนนิ่งทว่าดวงตาหรี่ลงทันที
“...ขอบเขตหลอมพลัง”
คำพูดนั้นมิได้กล่าวกับใคร แต่คล้ายรำพึงกับตัวเอง—ดวงตาคมปลาบฉายแวววิเคราะห์เยียบเย็นชายชราผู้นี้...ไม่ใช่เพียงระดับหลอมกายาเช่นที่ตนเคยเข้าใจแต่กลับแฝงไว้ด้วยพลังระดับหลอมพลัง—ขั้นที่สูงกว่าหนึ่งชั้นของขอบเขต
“เช่นนั้น...เจ้าคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองนี้” หยุนโม่พึมพำเบา ๆแต่แววตากลับไร้ความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย
ทันใดนั้นเองชายชรายกฝ่ามือขวาขึ้น... เพียงแค่การยกมือเบา ๆแต่กลับเปลี่ยนแปลงสภาพของทั้งห้องในพริบตา
ฟวู่ววว—!
ผนังทุกด้านพลันสั่นสะเทือนอักขระสีฟ้าครามนับไม่ถ้วนลอยขึ้นมาจากพื้น ผนัง และเพดาน ราวกับค่อย ๆถูกปลุกตื่นจากการหลับใหล
แสงจากอักขระโบราณเรืองรองสลับกันเป็นลำแสงพุ่งไหลปราณวิญญาณในอากาศเปลี่ยนแปลงทันที ราวกับถูกรวบรวมเข้าสู่สนามปิดผนึกที่ค่อย ๆก่อตัวขึ้นโดยรอบ
คิ้วของหยุนโม่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยรอยยิ้มบางที่มุมปากจางหายไป ดวงตาใต้หน้ากากเหล็กหรี่ลงอย่างเยียบเย็น
และในขณะนั้นเอง…
เสียงของ โนวา ระบบปัญญาประดิษฐ์ที่เชื่อมต่ออยู่กับชุดเกราะรบของเขาก็ดังแว่วเข้ามาในโสตประสาทอย่างชัดเจน
“นายท่าน…ห้องแห่งนี้ถูกปิดผนึกจากภายนอกแล้วมีการสร้างกำแพงปราณวิญญาณขึ้นล้อมรอบอย่างสมบูรณ์ปิดกั้นระหว่างด้านในกับด้านนอกทั้งหมด”
คำพูดนั้นสั้นทว่าเพียงพอจะอธิบายทุกสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวได้อย่างชัดเจน
หยุนโม่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแววตาทอแสงเยียบเย็นกว่าเดิม
“หึ...แสดงว่าเจ้าตาแก่ตรงหน้า คิดจะ ‘ปิดประตูตีแมว’ ตั้งแต่แรกสินะ”
“ไม่ได้ตั้งใจจะให้ข้าเดินออกไปจากห้องนี้เลยแต่ต้น”
เขาพึมพำกับตนเองในใจก่อนจะกลับมายืนนิ่งเฉยตามเดิม ดั่งผืนน้ำที่ไร้ระลอก
หากเป็นเมื่อก่อน ก่อนที่ ชุดเกราะพยัคฆ์ทมิฬจะถูกสร้างขึ้นจนสมบูรณ์ พบเจอสถานการณ์เช่นนี้ ตัวเขาอาจไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทุ่มทุกสิ่งพลีชีพตายไปพร้อมกับศัตรูตรงหน้า
แต่ตอนนี้…ไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว
สายตาของเขากวาดมองไปรอบห้องอีกครั้งสัมผัสพลังปราณวิญญาณจากผนังทั้งสี่ที่แปรเปลี่ยนสภาพกลายเป็นกำแพงปิดผนึกที่เชื่อมโยงกับสนามพลังลับลวดลายอักขระสีฟ้าครามยังคงสว่างไสวตามจังหวะการหมุนเวียนของพลังวิญญาณที่เสถียรเป็นอย่างยิ่ง
ทว่าภายในใจของหยุนโม่กลับสงบนิ่ง
เขาเหลือบตามองชายชราที่อยู่เบื้องหน้าอีกครั้ง
แม้จะเป็นผู้ฝึกตนในระดับ ขอบเขตหลอมพลังซึ่งสูงกว่าผู้ฝึกตนโดยทั่วไปทั้งเมืองแต่หากวัดจากการปลดปล่อยปราณที่แสดงออกเมื่อครู่…
อีกฝ่ายคงอยู่เพียง ขั้นต้น เท่านั้น
และสำหรับเขาในยามนี้ ที่มี ชุดเกราะรบพยัคฆ์ทมิฬอยู่กับตัว