“เห้อ... น่าเบื่อชะมัด เงียบอย่างนี้จะเอาคะแนนจากไหนกันละเนี่ย”เสียงบ่นงึมงำดังขึ้นจากชายหนุ่มผู้หนึ่ง ผู้ซึ่งนั่งโยกไปโยกมาอยู่บนหลังสัตว์ขี่ที่หน้าตาคล้ายควายขนาดใหญ่
“หยุดบ่นเหอะกริมม์ มึงพูดมาตลอดทางละเนี่ย”เพื่อนอีกคนที่ควบสัตว์ขี่อยู่ข้างๆ มองบนแล้วบอกให้มันหุบปากเป็นครั้งที่ร้อยยี่สิบแปด
“ก็มัน…!@#$%”
แต่เหมือนว่าเรื่องนั้นจะเป็นไปไม่ได้ เพราะพอหยุดบ่นเรื่องนั้นเจ้านั่นก็หันไปบ่นเรื่องนี้แทน คนพูดจึงได้แต่กลอกตามองฟ้าพึมพำกับพระเจ้าว่าเหตุใดส่งข้ามาแล้ว จึงส่งกริมม์มาเกิดด้วย ลงแส้เร่งสัตว์หนีไปห่างๆ
พวกเขาทั้งห้าเป็นสหายสนิทที่คบหากันมานานทั้งหมดมีเลเวลอยู่ในช่วง 220-280 ทุกคนล้วนเข้ามาเล่นพร้อมกันในช่วงแรกๆ ที่เกมเปิดตัวทว่าหลังจากนั้น บางคนก็ลดเวลาเล่นลงเนื่องจากติดภาระบางอย่างเหลือแค่กริมม์เพียงคนเดียวที่บ้าเล่นมันทั้งวันทั้งคืน จึงเป็นผลให้เลเวลของแต่ละฝ่ายยิ่งฉีกออกห่างจากกันมากขึ้น
ทว่าราวครึ่งปีก่อน เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มเกิดเจอทางเข้าภารกิจเผ่าพันธุ์ยักษ์จากภารกิจต่อเนื่องชิ้นหนึ่งมันเข้าไปทำแล้วกลับออกมาในสภาพสะบักสะบอม แม้จะทำภารกิจสำเร็จทว่าคะแนนก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนรั้งอยู่ในอันดับท้ายๆ แต่ความสะใจนั้นเป็นที่รับประกันได้จึงเอามาเล่าให้พรรคพวกฟังจนทั้งหมดเคลิ้มไปด้วย ต่างหมายมั่นปั้นมือว่าจะเข้าไปอีกรอบทว่าพวกเขากลับพลาดโอกาสนั้นไป เพราะไม่อาจหาแดนลับแลเจอ
แต่หลังจากนั้นก็เห็นว่าภารกิจขั้นต่อไปถูกเปิดและทำเสร็จไปแล้วขณะที่ออฟไลน์พวกเขาจึงเพิ่มอัตราการเข้าเกมเพื่อเฝ้ารอภารกิจครั้งถัดไปจนกระทั่งโอกาสวันนี้มาถึงจึงได้ชวนพรรคพวกทั้งหมดรวมถึงกริมม์ที่บังเอิญออนไลน์ตอนนี้พอดีเข้ามาร่วมด้วย
ทว่าหลังจากได้รับภารกิจขั้นที่สามและเดินทางมากับขบวนทหารของพวกยักษ์พวกเขากลับต้องรอเก้ออย่างว่างเปล่าถึงเจ็ดวัน สุดท้ายเมื่อครบเวลาจึงต้องบ่ายหน้าย้อนกลับโดยที่ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันทำให้แต่ละคนโดยเฉพาะกริมม์รู้สึกเซ็งอย่างมากที่ไม่เจอเรื่องราวสุดพีคเหมือนที่เจ้าของภารกิจเล่าให้ฟัง โดยเฉพาะกริมม์ที่บ่นกระปอดกระแปดมาตลอดทาง
จนกระทั่งไม่กี่นาทีต่อมา หน่วยระวังภัยด้านหน้ากลับวิ่งโร่มาแจ้งข่าวว่าเส้นทางขากลับถัดจากนี้ไม่ไกลกำลังมีการต่อสู้ระหว่างทัพยักษ์กับทัพวานรอยู่ สถานการณ์ดุเดือดและมีคนล้มตายจำนวนมากพวกเขาที่ได้ยินดังนั้นก็เร่งลงแส้ ควบสัตว์อสูรมุ่งไปทันที
มีเรื่องสนุก จะขาดพวกเขาได้อย่างไร
ทหารในกลุ่มกองของพวกเขาเองเมื่อทราบข่าวว่าเพื่อนร่วมกองทัพกำลังสัประยุทธ์อยู่ จิตใจแต่ละคนก็เหมือนเหินบินไปหาแล้วทุกนายจึงไม่คัดค้าน พุ่งตามไปอย่างรวดเร็ว
ตู้มมม!
ไม่นานพวกเขาก็มาถึงรอบนอกของสนามรบและภาพเบื้องหน้าที่เห็นก็เป็นกลุ่มกองของทั้งสองเผ่าที่กำลังโรมรันกันอยู่ เวทมนตร์สัตว์เลี้ยง อาวุธ ธนูศร ปลิวว่อนบางครั้งถึงกับมีร่างไร้วิญญาณหรือเศษอวัยวะลอยหวือมาด้วย พฤกษาใหญ่น้อยล้มลงจนระเนระนาดเป็นความโกลาหลครั้งใหญ่
แม้มีร่างแล้วร่างเล่าที่ล้มลงไปทว่าก็ยังมีทหารนายใหม่กรูกันเข้าไปเพิ่ม จากทั้งทัพฟ้า และภาคพื้นดินแต่ละนายสู้กันชนิดถวายหัว ต่างคนต่างแผ่ซ่านความบ้าคลั่งออกมาปั่นป่วนจนบรรยากาศระอุไปด้วยกลิ่นคาวเลือดไม่น่าเชื่อว่าคนคนหนึ่งจะสามารถเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ เมื่อถูกรมด้วยไฟสงครามอันระอุ
ทว่าทหารเผ่ายักษ์ของพวกกริมม์ไม่แม้แต่จะชะงัก เพราะต่างนายต่างประสานมนตราตามการควบคุมของนายกองแล้วตรงดิ่งเข้าไปสมทบทันทีในขณะที่พวกกริมม์ ยังตื่นตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้าอยู่
ทว่าเป็นเพียงชั่วครู่เท่านั้น
ด้วยสายตาของผู้เล่นแถวหน้าของเกมบวกกับความแหลมคมของผู้ใช้ธนูเป็นอาวุธ กริมม์จึงจับจุดสังเกตได้อย่างรวดเร็วเขาเห็นบุรุษกายสีเขียวคนหนึ่ง ฝ่าแนวต้านของพวกยักษ์ออกมาสมทบกับกลุ่มวานรแล้ว
ราม?
ไม่ใช่ว่าหมอนั่นควรถูกขังอยู่ในโลงเวทหรอ?
แม้ยังไม่เข้าใจเรื่องนักว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ทว่ากริมม์มั่นใจว่าหากรามหนีรอดไปได้มันย่อมจะเป็นผลเสียกับพวกเขาที่เข้ามาทำภารกิจเผ่ายักษ์อย่างแน่นอนเจ้าตัวที่ถือคติยิงก่อนถามทีหลังจึงคว้าอาวุธขึ้นมาแล้วเล็งทันที
วิชาเกาทัณฑ์หางกระเรียน ศรฉีกเกล็ด
เจ้าตัวใช้เวลาเพียงผีเสื้อกระพือปีกก็ส่งศรเบาบางเล่มหนึ่งปลิวออกไป
เพื่อนทั้งสี่ที่ยืนอยู่ข้างเคียงก็ไม่ใช่คนไร้ความคิดทันทีที่เห็นรามอยู่ท่ามกลางทัพวานร พวกเขาก็คาดเดาเรื่องได้หกเจ็ดส่วนบวกกับล่ามอนฯ อัปเลเวลร่วมกันมานาน จึงรีบจับกลุ่มกับกริมม์ทำหน้าที่เป็นโล่ให้กับเจ้าพลซุ่มยิงนี่ทันที
ศรเล่มนั้นเบาบางดุจเส้นผม เงียบกริบราวลมหวนซ้ำแล้วด้วยการประสานวรยุทธ์ของผู้เล่นเลเวลสูงอย่างกริมม์ก็ทำให้รามที่กำลังจดจ่ออยู่กับการหลบหนีไม่ทันรู้ตัวแม้แต่น้อย เพียงพริบตาถัดมาเจ้าตัวจึงถูกศรนั่นโจมตีเข้าเต็มรักเกราะสีอำพันบนกายถึงกับแตกเป็นชิ้นๆ แล้วสลายหายไปในเสี้ยววินาที
ส่วนตัวของรามเองก็ถูกแรงปะทะจนร่างกระเด็นหวือไปมุมหนึ่งกระแทกพลพรรควานรล้มลงไปอีกหลายนาย
เจ้าตัวหันไปหาต้นตอของความอับอายครั้งนี้ทันที
และในมุมมืดของสนามรบ ภายใต้แสงจันทร์อ่อนจางรามก็พบกับดวงตาวาวโรจน์คู่หนึ่งที่ส่องประกายเย็นยะเยียบและเจ้าของแววตานั้นคล้ายกำลังยิ้มเยาะตนอยู่
ถูกหยามเกียรติเช่นนี้ กษัตราเช่นเขามิอาจทนทานได้
ศรไร้สภาพในมือจึงถูกน้าวออกทันที
วิชาเกาทัณฑ์ปลิดดารา ศรสิ้นจันทร์
แม้ขาดซึ่งศรคู่กายอย่างศรพลายวาตหรือศรพรหมาสตร์แต่เจ้าตัวมิได้อ่อนแอลงถึงขนาดไร้เรี่ยวแรงตอบโต้
ศรไร้สภาพพุ่งออกแล้วลับหายไปกับแสงจันทร์ลึกลับถึงขีดสุด เล็ดลอดผ่านแนวป้องกันของเพื่อนทั้งสี่ดุจมีภูตเทพกระซิบบอก
วินาทีนั้น กริมม์พลันรู้สึกชาวาบตั้งแต่หัวจรดเท้าร่างกายคล้ายมีอำนาจเหนือสมอง บังคับให้เขาเอี้ยวตัวหลบเบี่ยงไปเล็กน้อยซึ่งนั่นก็ทำให้ศรนั่นก็ถากไหล่ไปด้วยระยะเพียงครึ่งเซนติเมตร ก่อนจะปะทะเข้ากับไม้ใหญ่ด้านหลังเข้าอย่างแรงระเบิดจนมันกลายเป็นเศษไม้นับล้านชิ้น
พลังโจมตีอันมหาศาลถึงเพียงนี้?
กริมม์รู้สึกโชคดีที่สัญชาตญาณของเขาทำงานขึ้นมา
ทว่าในห้วงวินาทีนั้น นอกจากความรู้สึกหวาดเกรงเขากลับเกิดความรู้สึกตื่นเต้นทะลักขึ้นมาปะปนกัน
เมื่อคุณอยู่ในลำดับท้ายของการแข่งขัน คุณจะมองผู้คนที่อยู่ข้างบนดุจศัตรูเป็นเพียงคู่แข่งที่จะต้องเหยียบข้ามขึ้นไป
ทว่าเมื่อคุณขึ้นมาถึงจุดยอดของมันก็จะพบว่าที่แห่งนั้นช่างว่างเปล่าและโดดเดี่ยว สมกับคำกล่าวที่ว่ายิ่งสูงยิ่งหนาว
ทำให้เมื่อเขารู้สึกถึงอันตรายจากศรของรามกริมม์ก็พลันรู้สึกเหมือนได้เจอมิตรแท้ที่ตามหามานาน
คู่แข่งที่อาจทำให้ตนรู้สึกถึงความเร้าใจ
คู่แข่งที่คู่ควร!
และภายใต้รอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความสมหวังเขาก็น้าวศรอีกสามดอกแล้วยิงไปทันที
ซึ่งนั่นเป็นเวลาเดียวกันกับที่รามยิงศรไร้สภาพนั่นออกมา
วิชาเกาทัณฑ์หางกระเรียน ศรเลาะก้าง
วิชาเกาทัณฑ์ปลิดดารา ศรประกายพรึก
....................
ครั้นพอเห็นร่างรามปลิวหวือไปอีกฝั่งวิฬาร์ก็รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก ขอบคุณในความโชคดีที่กริมม์โผล่มาได้ทันเวลาอย่างหวุดหวิด
เลเวลผู้เล่นเฉลี่ยของสองทัพอนันตนาคราชและโรซาเลียอยู่ที่ราวร้อยเจ็ดสิบในขณะที่พวกผู้เล่นกลุ่มอื่นที่เพิ่งโผล่มาใหม่เขาคาดการณ์ไว้ว่าเกินกว่าสองร้อยทุกคนโดยเฉพาะกริมม์ที่เขารู้มาว่าหมอนี่มีเลเวลสูงกว่า 280 และนั่นคงเป็นเหตุให้นิลพัทและรามมีเลเวลสูงจนผิดมนุษย์ตามเงื่อนไขของภารกิจ
ดังนั้นจะว่าไปแล้วกริมม์ก็มีส่วนรับผิดชอบเรื่องนี้ไม่น้อยเหมือนกัน
‘งั้นก็ฝากด้วยนะ’ เขาคิดในใจ
เมื่อไม่มีรามอยู่กลางวงให้ต้องพะวงหลังการคุมกระบวนเวทของวิฬาร์ก็ง่ายขึ้นมาก บวกกับตอนนี้ทหารลิงเริ่มเปลี่ยนจากการโจมตีเป็นตั้งรับเพื่อคุ้มครองรามที่เพิ่งมารวมตัวกับฝั่งนั้นได้แล้วพวกมันจึงไม่มายุ่มย่ามกับเขาเหมือนเมื่อครู่ เขาจึงถือโอกาสนี้พากำลังที่เหลือไม่ถึงร้อยนายวกไปอีกมุมเพื่อสมทบกับทัพหลักของนวนันท์
ทำให้ไม่กี่นาทีต่อมา เขาก็ย้ายฝั่งมารวมกับกลุ่มของนวนันท์ได้แต่ถึงอย่างนั้น ในสนามรบก็ยังวุ่นวายไม่ต่างจากเดิมเนื่องจากมีกองกำลังหลายสายมาเติมเรื่อยๆ
ทัพฟ้าของทั้งสองทัพต่างสู้กันอย่างดุเดือดพวกเขาถึงกับเห็นสัตว์อสูรเวหาบางตัวที่สิ้นใจร่วงลงมาตกกระแทกพื้นบรรดาศรกระสุนปลิวว่อน ระเบิดขึ้นเพื่อต้านทานการส่งกำลังของฝ่ายตรงข้าม
พวกลิงเองก็มีทัพฟ้ามาหนุนเสริม ในขณะที่ฝ่ายยักษ์ก็ปรากฏกำลังบางกลุ่มซึ่งถอยร่นมาจากด่านหน้า กลับมาเติมไม่หยุดหย่อนเขาถึงกับเห็นสมาชิกจากโรซาเลียหรือจากอนันตนาคราชที่กลับมาบ้างแล้วทำให้ตอนนี้เหมือนว่าทัพฝ่ายยักษ์จะมีเกือบถึงสามพันนาย พอๆ กับฝ่ายลิง ทำให้ไปๆมาๆ จึงเกิดเป็นสถานการณ์เหมือนการชักเย่อ เกิดเป็นสภาวะสมดุลประหลาด
วิฬาร์ที่เห็นรามค่อยๆ พากองทัพวานรถอยร่นเข้าไปในเขตแดนฝั่งตัวเองก็เริ่มร้อนใจขึ้นมาตอนนี้ภารกิจยังไม่ถือว่าล้มเหลวเสียทีเดียว แต่ถ้าเกิดอะไรพลิกผันขึ้นเป็นต้นว่ากริมม์กดรามไว้ไม่ไหวอีกต่อไป จากนั้นนิลพัทก็ใช้ความเร็วพาตัวรามหนีรอดไปได้พวกเขาก็เท่ากับปิดประตูตายไปได้เลย ดังนั้นเจ้าตัวจึงติดต่อกับนวนันท์อาสาเป็นทัพหน้า พากลุ่มกองห้าร้อยคนบุกทะลวงไปอีกด้านเพื่อชิงตัวรามกลับมา
นวนันท์ที่รู้จักวิฬาร์มาจากผลงานคร่ากุมพิเภกคราวก่อนทราบดีถึงฝีมือของนายกองคนนี้เขาจึงเร่งออกคำสั่งสนับสนุนทันที
ไม่กี่อึดใจต่อมาวิฬาร์ก็ได้กำลังพลห้าร้อยคนมาไว้ในมือ ซ้ำแล้วยังมีธาร์ส มุเตา ทันยาติดมาด้วยนับว่าเหมาะมือพอดี
เมื่อมีคนสนิทฝีมือดีอยู่ในมือวิฬาร์ก็คล้ายมีกำลังใจขึ้นอีกส่วน จากนั้นก็เริ่มจัดกระบวนทัพอยู่ในแนวกลางมิได้รีบร้อนออกไปแบบไร้ระเบียบ
ผู้เล่นและทหารล้อมวิฬาร์ไว้ตรงกลางดุจไข่แดงทั้งหมดก่อตัวเป็นรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่ว ทว่าปลายแหลมกลับชี้ออกไปด้านขวา ดูน่าประหลาดยิ่งนักแต่ถึงกระนั้น ทหารแต่ละนายก็ไม่ได้มีท่าทีสงสัย ต่างคนต่างรับคำสั่งวิฬาร์และเรียกใช้เวทมนตร์อย่างเป็นระบบวงดาราเวทฉายวาบ มวลคำสาปก่อกำเนิด สัตว์อสูรเชิดหัวกู่ร้อง ธาตุเวทก็คล้องมนตราสายอื่นไว้ด้วยกันแต่ละมุมของทัพย่อยนี้ปรากฏสีสันอย่างเป็นระบบ เดี๋ยวแดงเดี๋ยวขาวเพิ่มพูนพลังและการป้องกันให้กับแนวหน้าเพื่อการโจมตีอันดุดัน
จากเล็กสู่ใหญ่ จากน้อยสู่มากแต่ละคนในทัพส่งกำลังให้แก่กัน ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ ไม่ใช่การแค่การบวกแต่เป็นการยกกำลัง
มนตราสอดประสาน เกราะเพลิงตะวัน
เกราะเวทสีส้มดุจแสงตะวันยามเช้า ค่อยๆปรากฏขึ้นรอบกองทหารเป็นรูปลิ่ม จากนั้นมันก็เริ่มแผ่กว้างออก ดุจม่านที่ค่อยๆคลี่ขึ้นปกคลุมพวกเขาอย่างเชื่องช้า เคลือบพวกเขาเอาไว้ภายใน
นี่คือเกราะที่เหมาะสมสำหรับกระบวนทัพแบบรุก เพราะมันโดดเด่นในด้านเสริมพลังโจมตีรวมถึงมีพลังป้องกันเป็นที่น่าพอใจ
จากคำสอนของโคบุตร การประสานกำลังรบนั้นเหมือนโดมิโนหากตั้งเรียงอย่างเป็นระเบียบพอ จะสามารถกระทำการใหญ่ได้โดยใช้แรงจากนิ้วเดียว
วิฬาร์ที่ผ่านคอร์สนรกจากโคบุตรมาแล้วจึงไม่ยอมให้ร่ำเรียนมาเสียเปล่าหลังจากเกราะเพลิงตะวันก่อตัวเสร็จ มนตราอื่นๆ ที่เหมาะสมจึงถูกเรียกใช้พร้อมด้วยกลไกเวทมนตร์แบบใหม่ทันที
กลยุทธ์เวทสายโคบุตร ค่ายกลศตดารา
ประสานวิชาลับของวิฬาร์
เกียร์สอง
ดวงตาวิฬาร์เรืองแสงออกมาพร้อมกับกระแสเวทมนตร์อันทรงพลังและในวินาทีเดียวกันนั้น ผู้เล่นกับทหารยักษ์ทั้งห้าร้อยนายก็พลันมือเท้าลอยขึ้นมา
มีคนเอาจริงแล้ว!!!