เสี่ยวเหลียนนอนแผ่หลาอยู่บนเตียงไม้จันทน์ที่บัดนี้เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความเร่าร้อนและคราบเหงื่อไคล ร่างกายของนางเปลือยเปล่า ผิวขาวผ่องมีรอยแดงจ้ำๆ ประทับอยู่ทั่วราวกับภาพวาดที่ถูกแต่งแต้มด้วยพู่กันที่หยาบกระด้าง ลมหายใจของนางหอบถี่และหนักหน่วง ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความเยือกเย็นบัดนี้พร่ามัวด้วยความเหนื่อยล้า แต่แฝงไว้ด้วยประกายแห่งความพึงพอใจอย่างลึกซึ้ง
นางรู้สึกถึงพลังหยางที่ดิบเถื่อนที่เพิ่งดูดซับมาใหม่ๆ มันร้อนระอุและปั่นป่วนอยู่ในเส้นลมปราณหลักของนาง พลังนี้รุนแรงและดิบเถื่อนกว่าพลังธาตุไม้ที่ได้จากพระอาจารย์ซานหลายเท่า มันเป็นพลังหยางที่เต็มไปด้วยความกระหาย ความโกรธ และความปรารถนาที่ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างบ้าคลั่งจากจางหู่
"ธาตุไฟแห่งความมืด... สมบูรณ์แล้ว" นางกระซิบแผ่วเบา เสียงของนางแหบพร่าจนแทบไม่ได้ยิน
แม้ว่าภายนอกนางจะแสดงออกถึงความสุขสมและตอบสนองต่อจางหู่ราวกับถูกยาไฟราคะครอบงำ แต่ภายในจิตใจของนางยังคงเยือกเย็นและมั่นคง นางใช้พลังปราณหยินของตนเองเป็นดั่งกำแพงน้ำแข็งที่โอบล้อมและควบคุมพลังหยางที่ร้อนแรงนั้นไว้ ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา นางไม่ได้ร่วมรักกับจางหู่ด้วยความปรารถนาอย่างแท้จริง แต่เป็น ความสุขสมที่ขัดแย้ง ซึ่งเกิดจากฤทธิ์ยาที่ยังคงตกค้างและพลังหยางที่ดิบเถื่อนของเขา มันเป็นความรู้สึกที่ทั้ง สุขและทุกข์ ผสมปนเปกันไป นางรู้ดีว่านี่คือการทำสงครามภายในเพื่อแย่งชิงและหลอมรวมพลังหยางที่ดิบเถื่อนนั้น
ความรู้สึกผิดต่ออาเฟยยังคงกัดกินหัวใจของนาง แต่มันถูกกลบด้วยความมุ่งมั่นที่แข็งแกร่งกว่า นางลูบไล้หน้าท้องของตนเองเบาๆ พลังปราณที่หมุนวนอยู่ภายในคือหลักฐานของความเสียสละที่นางต้องแลกมา
เสี่ยวเหลียนลุกขึ้นนั่งอย่างช้าๆ นางไม่สนใจความเหนื่อยล้าทางกายภาพ นางรู้ดีว่าหากไม่รีบชำระล้างและหลอมรวมพลังหยางที่ดิบเถื่อนนี้ให้เสร็จสิ้น มันอาจจะย้อนกลับมาทำลายเส้นลมปราณของนางได้
แต่ก่อนที่นางจะเริ่มการชำระล้าง ความทรงจำของคืนที่ผ่านมาก็ถาโถมเข้ามาอย่างไม่อาจต้านทาน นางพยายามขับไล่ภาพและเสียงที่ยังคงก้องอยู่ในห้วงความคิด แต่ยิ่งพยายามเท่าไหร่ ภาพของคืนที่ผ่านมาก็ยิ่งชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่
นางนึกถึงความร้อนระอุที่แผดเผาจากร่างกายของจางหู่ ความดิบเถื่อนที่ไร้การยับยั้งชั่งใจของเขา ซึ่งแตกต่างจากความอ่อนโยนและนุ่มนวลของอาเฟยอย่างสิ้นเชิง ในช่วงเวลาที่นางพยายามควบคุมสติและพลังปราณหยินเพื่อโอบล้อมพลังหยางที่ป่าเถื่อนนั้น ร่างกายของนางกลับทรยศต่อจิตใจ
นางจำได้ถึง เสียงคราง ที่เล็ดลอดออกมาจากลำคอของตนเอง เสียงที่นางไม่เคยคิดว่าจะเปล่งออกมาได้ เสียงที่เต็มไปด้วยความกระหายและความสุขสมที่แท้จริง ไม่ใช่เสียงที่แสร้งทำเพื่อหลอกล่อเขา เสียงนั้น... มันเป็นเสียงของ เสี่ยวเหลียนอีกคน ที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาด้วยฤทธิ์ยาไฟราคะและพลังหยางที่รุนแรง
"นั่นไม่ใช่ข้า... นั่นคือฤทธิ์ยา" นางพยายามย้ำเตือนตัวเองอย่างหนักแน่น แต่ภาพที่ตามมาคือการตอบสนองของร่างกายที่ไม่อาจปฏิเสธได้
นางจำได้ถึงช่วงเวลาที่จางหู่ใช้ลิ้นร้อนๆ ของเขาเลียไปตามผิวหนังที่อ่อนไหวของนาง การสัมผัสที่หยาบกระด้างแต่เต็มไปด้วยความหิวกระหายนั้นทำให้ร่างกายของนางสั่นเครือด้วยความเสียวซ่าน ทุกการเคลื่อนไหวของจางหู่ ทุกการเสียดสีที่หยาบกระด้าง ทุกการบีบคลึงที่รุนแรง ล้วนนำมาซึ่งความเสียวซ่านที่รุนแรงจนนางต้องจิกเล็บลงบนแผ่นหลังของเขาเพื่อระงับความรู้สึก
นางจำได้ว่าเมื่อจางหู่ใช้ปากของเขาปรนเปรอยอดถันที่แข็งเป็นไตของนาง การดูดดึงที่รุนแรงนั้นทำให้นางแอ่นหลังอย่างไม่รู้ตัว เสียงครางที่เล็ดลอดออกมาจากลำคอของนางเต็มไปด้วยความเร่าร้อนที่แท้จริง ไม่ใช่การแสดง นางรู้สึกเหมือนถูกกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านไปทั่วร่าง
"อ๊าาาา... จางหู่... เบาหน่อย..." เสียงครางนั้นยังคงก้องอยู่ในหูของนาง เสียงที่เต็มไปด้วยความปรารถนาและความสุขสมที่นางไม่เคยรู้ว่าตัวเองมี
นางจำได้ว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งที่นาง หลงลืม ทุกสิ่งทุกอย่างไปชั่วขณะ ลืมความมุ่งมั่น ลืมอาเฟย ลืมความอัปยศอดสู มีเพียงความรู้สึกเร่าร้อนที่ต้องการมากขึ้น ต้องการให้เขาทำรุนแรงขึ้น ต้องการให้เขาเติมเต็มความว่างเปล่าที่ถูกปลุกขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง
นางจำได้ถึงช่วงเวลาที่จางหู่ซอยเอวอย่างรุนแรงและลึกซึ้ง ท่อนเนื้อของเขาที่ใหญ่โตและร้อนระอุกระแทกเข้าสู่จุดที่อ่อนไหวที่สุดของนางอย่างต่อเนื่อง เสียงเนื้อกระทบกันที่ดังสนั่นผสมกับเสียงครางของนางเองที่เต็มไปด้วยความเสียวซ่าน
"ตั่บ! ตั่บ! ตั่บ!" เสียงนั้นยังคงก้องอยู่ในหูของนาง
นางจำได้ว่าเมื่อจางหู่เปลี่ยนท่าทางให้นางนั่งคร่อมเขา นางรู้สึกเหมือนได้ควบคุมจังหวะด้วยตัวเอง แต่แท้จริงแล้วนางกลับยิ่งหลงใหลในความรู้สึกนั้นมากขึ้น การเคลื่อนไหวของนางเองที่ซอยเอวขึ้นลงอย่างบ้าคลั่ง ความรู้สึกที่ท่อนเนื้อของเขาเสียดสีกับผนังร่องรักของนางในทุกการเคลื่อนไหว
"อ๊า... ลึกเกินไป... แต่ข้าต้องการ... ต้องการมากกว่านี้..." เสียงครางของนางเองที่เต็มไปด้วยความหื่นกระหายยังคงก้องอยู่ในความทรงจำ
นางจำได้ถึงช่วงเวลาที่จางหู่อุ้มนางไปที่โต๊ะไม้จันทน์ข้างหน้าต่าง ดันร่างนางลงนอนบนพื้นผิวเย็นเยียบ ท่อนเนื้อของเขาสอดเข้าไปจากด้านหลังอย่างลึกซึ้ง ความเย็นของโต๊ะไม้ที่กดติดกับทรวงอกของนางทำให้หัวนมแข็งตัวยิ่งขึ้น ขณะที่ความร้อนจากท่อนเนื้อของจางหู่เผาผลาญอยู่ภายใน
"อ๊าาาา... ที่นี่... มันแข็ง... แต่เจ้า... อ๊าาาาาา..." เสียงครางของนางที่เต็มไปด้วยความเสียวปนเจ็บยังคงก้องอยู่ในหู
นางจำได้ว่าเมื่อจางหู่ลากนางไปที่พื้นห้อง วางร่างนางลงบนพรมไหมนุ่มๆ ท่อนเนื้อของเขายังคงแข็งขึงและร้อนระอุ เขาคร่อมร่างนางและสอดเข้าไปอีกครั้ง ความนุ่มของพรมไหมใต้ร่างนางตัดกับความแข็งกร้าวของท่อนเนื้อที่กำลังกระแทกเข้าออกอย่างรุนแรง
"อ๊าาาา... พื้น... มันนุ่ม... แต่เจ้า... อ๊าาาาาา..." เสียงครางที่สั่นเครือด้วยความเสียวซ่านยังคงก้องอยู่ในความทรงจำ
นางจำได้ถึงช่วงเวลาที่จางหู่ยกขาของนางขึ้นพาดบ่า เพื่อให้สามารถสอดเข้าไปได้ลึกยิ่งขึ้น ความรู้สึกที่ท่อนเนื้อของเขาทะลวงเข้าไปถึงส่วนลึกที่สุดของร่างกาย ทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกแทงทะลุไปถึงหัวใจ
"อ๊าาาาาา... ลึกเกินไป... จางหู่... อ๊าาาาาา..." เสียงครางที่เต็มไปด้วยความทรมานปนความสุขยังคงก้องอยู่
นางจำได้ถึงช่วงเวลาที่จางหู่ลากนางไปที่ริมประตู ดันร่างนางให้พิงผนังเย็นเยียบ ท่อนเนื้อของเขาสอดเข้าไปจากด้านหน้า นางต้องเกี่ยวขาไว้รอบเอวของเขา ความเย็นของผนังหินที่กดติดกับแผ่นหลังเปลือยตัดกับความร้อนของร่างกายจางหู่ที่ทาบทับมา
"อ๊าาาาาา... ผนัง... มันเย็น... แต่เจ้าร้อนมาก... อ๊าาาาาา..." เสียงครางที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งของความรู้สึกยังคงก้องอยู่
นางจำได้ถึงท่าสุนัขที่จางหู่ซอยเอวอย่างรุนแรงและลึกซึ้ง ท่อนเนื้อของเขากระแทกเข้าสู่จุดที่อ่อนไหวที่สุดของนางอย่างต่อเนื่อง เหมือนค้อนที่ตีเหล็กบนทั่งอย่างไม่หยุดหย่อน การบีบคลึงสะโพกของนางด้วยมือที่หยาบกร้านจนเป็นรอยแดง
"อ๊าาาาาา... ท่านี้... อ๊าาาาาา... มันลึกเกินไป... อ๊าาาาาา..." เสียงครางที่เต็มไปด้วยความสุขสมปนความทรมานยังคงก้องอยู่
นางจำได้ถึงช่วงเวลาสุดท้ายที่นางนั่งคร่อมจางหู่ ควบคุมจังหวะการเคลื่อนไหวเอง ท่อนเนื้อของเขายังคงแข็งขึงอยู่ แต่การซอยเอวของนางกลับทำให้เขารู้สึกทรมานมากกว่าความสุข นางรู้สึกถึงพลังชีวิตของเขาที่กำลังถูกดูดซับเข้าสู่ร่างกายของนาง
"จางหู่... เจ้ายังไหวอยู่หรือ?" เสียงกระซิบของนางเองที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันยังคงก้องอยู่ "ข้ายังไม่พอเลยนะ... พลังของเจ้า... มันช่างหอมหวานเหลือเกิน"
ความทรงจำนั้นทำให้เลือดในกายของนางพลุ่งพล่านอีกครั้ง แม้ว่าพลังหยางจะถูกหลอมรวมไปแล้ว แต่ ร่องรอยทางอารมณ์ และ ความเร่าร้อนทางกาย ยังคงฝังลึกอยู่ นางสัมผัสได้ถึงความร้อนผ่าวที่แล่นริ้วขึ้นมาตามผิวหนัง นางต้องกัดริมฝีปากจนได้กลิ่นคาวเลือดเพื่อดึงสติกลับมา
## ความหวั่นไหวและการต่อสู้ภายใน
"ข้า... ข้าหวั่นไหว" ความคิดนี้ทำให้หัวใจของนางบีบรัดด้วยความเจ็บปวดและหวาดกลัว นางกลัวว่าความสุขสมที่ได้รับจากจางหู่จะกลายเป็น จุดอ่อน ที่ทำลายความมุ่งมั่นของนาง นางกลัวว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่แค่ผลจากยา แต่เป็น ความปรารถนาที่แท้จริง ที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกของภรรยาที่ซื่อสัตย์
นางนึกถึง ความแตกต่าง ระหว่างบทรักกับอาเฟยที่เต็มไปด้วยความรัก ความอ่อนโยน และความเคารพ กับบทรักกับจางหู่ที่เต็มไปด้วยความดิบเถื่อน ความป่าเถื่อน และการครอบครอง บทรักกับจางหู่... มันปลุก สัญชาตญาณดิบ ในตัวนางขึ้นมาอย่างรุนแรง มันเป็นความสุขสมที่ หยาบโลน แต่ รุนแรง จนน่ากลัว
เมื่ออาเฟยสัมผัสนาง มันเป็นการสัมผัสที่อ่อนโยนและเต็มไปด้วยความรัก เหมือนสายลมเบาๆ ที่พัดผ่านใบไผ่ เขาจะลูบไล้ผิวหนังของนางด้วยความประณีต เหมือนกำลังสัมผัสสมบัติล้ำค่า การจูบของเขาหวานหอมและเต็มไปด้วยความเคารพ เขาจะถามความรู้สึกของนางเสมอ ไม่เคยบังคับหรือรีบร้อน
แต่จางหู่... เขาเป็นคนละแบบอย่างสิ้นเชิง การสัมผัสของเขาหยาบกระด้างและเต็มไปด้วยความหิวกระหาย เหมือนสัตว์ป่าที่กำลังล่าเหยื่อ เขาไม่ถามความรู้สึกของนาง แต่กลับ เอา สิ่งที่เขาต้องการ การจูบของเขารุนแรงและครอบงำ เหมือนกำลังประกาศความเป็นเจ้าของ
นางจำได้ว่าเมื่อจางหู่บีบคลึงทรวงอกของนาง มันไม่ใช่การลูบไล้อย่างอ่อนโยนเหมือนอาเฟย แต่เป็นการขยำและบิดบีบอย่างรุนแรง เหมือนกำลังปั้นดินเหนียว การกระทำที่หยาบกระด้างนั้นกลับทำให้ร่างกายของนางตอบสนองอย่างรุนแรง ความเสียวซ่านที่เกิดขึ้นแตกต่างจากความอ่อนหวานที่ได้รับจากอาเฟยอย่างสิ้นเชิง
นางจำได้ว่าเมื่อจางหู่ใช้ปากดูดดึงหัวนมของนาง มันไม่ใช่การปรนเปรอยอย่างนุ่มนวลเหมือนอาเฟย แต่เป็นการดูดและกัดอย่างหิวกระหาย เหมือนกำลังดื่มน้ำหวานจากดอกไม้ ความรุนแรงนั้นทำให้นางแอ่นหลังและครางเสียงดังกว่าที่เคยเป็นมา
นางจำได้ว่าเมื่อจางหู่ใช้ลิ้นเลียไปตามร่องรักของนาง มันไม่ใช่การสัมผัสอย่างระมัดระวังเหมือนอาเฟย แต่เป็นการเลียและดูดอย่างบ้าคลั่ง เหมือนสัตว์ป่าที่กำลังดื่มน้ำจากลำธาร ความดิบเถื่อนนั้นทำให้ร่างกายของนางสั่นเครือและปลดปล่อยน้ำรักออกมามากกว่าที่เคยเป็นมา
นางใช้มือลูบไล้ไปตามหน้าท้องที่ยังคงรู้สึกถึงความอิ่มเอมของพลังที่เพิ่งหลอมรวมเสร็จสิ้น นางพยายามเปลี่ยนความรู้สึกเร่าร้อนทางกายให้กลายเป็น พลังแห่งความมุ่งมั่น
"ไม่ว่าความรู้สึกนั้นจะเป็นจริงหรือไม่... มันก็ไม่มีความหมาย" นางตัดสินใจอย่างเด็ดขาด "ร่างกายนี้เป็นของอาเฟย จิตวิญญาณนี้เป็นของอาเฟย สิ่งที่ข้าทำลงไปเป็นเพียง การเสียสละ เพื่ออนาคตของเขา"
นางนั่งขัดสมาธิบนเตียงไม้จันทน์ที่เย็นเฉียบ นางเริ่มโคจรพลังปราณหยินของตนเองอย่างช้าๆ พลังหยินที่บริสุทธิ์และเยือกเย็นเริ่มไหลเวียนไปตามเส้นลมปราณหลัก เข้าปะทะกับพลังหยางที่ดิบเถื่อนที่ร้อนระอุ
การปะทะกันของพลังทั้งสองเป็นไปอย่างรุนแรงราวกับพายุหิมะที่ปะทะกับเปลวเพลิง ร่างกายของเสี่ยวเหลียนสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เหงื่อเย็นไหลซึมออกมาจากรูขุมขนทุกรู
นางกัดริมฝีปากแน่นเพื่อระงับเสียงครางที่อาจเล็ดลอดออกมา ความเจ็บปวดจากการปะทะของพลังปราณนั้นรุนแรงกว่าการร่วมรักกับจางหู่หลายเท่า
นางจินตนาการถึงพลังหยินของตนเองเป็นดั่งสายน้ำที่ไหลเชี่ยว ค่อยๆ โอบล้อมและชำระล้างพลังธาตุไฟแห่งความมืดที่สกปรกและป่าเถื่อน พลังหยางที่ดิบเถื่อนนี้เป็นพลังที่เต็มไปด้วยกิเลสและความกระหาย เมื่อถูกชำระล้างด้วยพลังหยินบริสุทธิ์ของนาง มันจะถูกเปลี่ยนให้เป็น พลังปราณหยางบริสุทธิ์แห่งธาตุไฟ ที่สามารถนำมาใช้ในการฝึกฝนวิชาของอาเฟยได้
พลังปราณหยินบริสุทธิ์ที่นางฝึกฝนมานั้นทำหน้าที่เป็นดั่งน้ำอมฤตที่เยือกเย็น ค่อยๆ โอบล้อมและชำระล้างพลังหยางที่ดิบเถื่อนและปนเปื้อนนั้นไว้ การหลอมรวมพลังเป็นไปอย่างช้าๆ และเจ็บปวด แต่ในความเจ็บปวดนั้นกลับมีความสุขสมที่แปลกประหลาดซ่อนอยู่ มันเป็นความสุขสมที่เกิดจากการที่พลังทั้งสองขั้วปะทะและหลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์ เป็นความสุขสมทางจิตวิญญาณที่เหนือกว่าความสุขทางกายใดๆ
การโคจรพลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งคืน ร่างกายของเสี่ยวเหลียนเปล่งแสงสีขาวนวลสลับกับแสงสีแดงเพลิงที่ร้อนระอุ
ในที่สุด เมื่อรุ่งอรุณมาเยือน พลังหยางที่ดิบเถื่อนทั้งหมดก็ถูกชำระล้างและหลอมรวมเข้ากับพลังปราณหยินของนางอย่างสมบูรณ์ พลังปราณของนางเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด นางรู้สึกว่าตนเองแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
เสี่ยวเหลียนลืมตาขึ้น แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาในห้อง นางรู้สึกถึงความสดชื่นและพลังที่เต็มเปี่ยม นางลุกขึ้นยืนและเดินไปยังกระจกทองเหลือง นางมองดูร่างกายของตนเองที่บัดนี้ไม่มีร่องรอยของความเหนื่อยล้าหลงเหลืออยู่ มีเพียงผิวที่เปล่งปลั่งและดวงตาที่คมกริบ
นางเริ่มทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดสองคืนที่ผ่านมา
"จางหู่... เขาเป็นเพียงเครื่องมือ" นางคิดในใจอย่างเยือกเย็น "เขาคิดว่าเขาสามารถครอบครองข้าได้ เขาคิดว่าเขาสามารถใช้ยาไฟราคะควบคุมข้าได้ แต่สุดท้าย... เขาก็เป็นเพียงผู้มอบพลังให้ข้าเท่านั้น"
นางหลับตาลงช้าๆ พยายามขับไล่ภาพและเสียงที่ยังคงก้องอยู่ในห้วงความคิด แต่ยิ่งพยายามเท่าไหร่ ภาพของคืนที่ผ่านมาก็ยิ่งชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่
นางเปิดเปลือกตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของนางกลับมาเยือกเย็นและคมกริบกว่าเดิม ความหวั่นไหวทั้งหมดถูกเก็บซ่อนไว้ภายใต้ความมุ่งมั่นที่แข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้า นางจะไม่ยอมให้ความสุขสมชั่วคราวมาทำลายเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของนางได้ นางจะใช้ความรู้สึกที่ขัดแย้งนี้เป็น เชื้อเพลิง ในการฝึกฝนตนเองให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อให้การเสียสละของนางมีความหมายอย่างแท้จริง
นางรู้สึกถึงความขยะแขยงเล็กน้อยต่อความหยาบโลนและความป่าเถื่อนของจางหู่ แต่ความรู้สึกนั้นก็ถูกกลบด้วยความรักที่นางมีต่ออาเฟย
"อาเฟย... ข้าทำทุกอย่างเพื่อเจ้า" นางกระซิบเบาๆ "ข้าต้องทนรับความอัปยศอดสูนี้ เพื่อให้เจ้าได้เป็นยอดฝีมือ เพื่อให้เจ้าได้ปกป้องตระกูลของเรา"
นางรู้ดีว่าสิ่งที่นางทำนั้นเป็นการทรยศต่อความรักและความเชื่อใจของอาเฟยอย่างร้ายแรง หากอาเฟยรู้ความจริง เขาคงจะรับไม่ได้ แต่เสี่ยวเหลียนเชื่อว่า ความรักที่แท้จริง คือการเสียสละ แม้จะต้องแลกมาด้วยเกียรติยศและร่างกายของตนเอง
"ข้าต้องทำต่อไป... ข้าสัมผัสได้ว่ายังมีพลังที่ขาดหายไป พลังที่มั่นคงและหนักแน่น... ข้าต้องรวบรวมพลังที่เหลือให้ครบ เพื่อให้วิชาของอาเฟยสมบูรณ์"
นางเดินไปยังโต๊ะเครื่องแป้ง นางหยิบชุดใหม่มาสวมใส่ เป็นชุดที่เรียบร้อยและสง่างามราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อคืนนี้
เสี่ยวเหลียนเปิดประตูห้องและมองออกไป นางแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่บริเวณนั้น นางกลับเข้ามาในห้องและใช้พลังปราณหยินของนางห่อหุ้มร่างของจางหู่ไว้ ร่างกายที่ใหญ่โตของเขาถูกยกขึ้นอย่างง่ายดายราวกับขนนก นางอุ้มร่างที่หมดสติของเขาไว้ในอ้อมแขน และเดินออกไปจากห้องอย่างเงียบเชียบราวกับภูตผี นางนำร่างของจางหู่ไปทิ้งไว้ที่ตรอกมืดด้านนอกจวน โดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้เบื้องหลัง นางรู้ดีว่าจางหู่เป็นคนขี้ขลาด เขาจะไม่กล้ากลับมาที่นี่อีกแน่นอน
"ตอนนี้... ธาตุไฟแห่งความมืดถูกชำระล้างแล้ว" นางคิดในใจ "ข้าต้องการพลังที่มั่นคงและหนักแน่น พลังที่สามารถยึดเหนี่ยวทุกอย่างไว้ได้"
นางกลับมาที่ห้องของตนเอง นางนั่งลงบนเตียงและเริ่มโคจรพลังปราณอีกครั้ง นางรู้สึกถึงพลังธาตุไฟที่ร้อนระอุและพลังธาตุไม้ที่อ่อนโยนที่ไหลเวียนอยู่ในร่าง พลังที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลนี้ทำให้ดวงตาของนางเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่นที่เยือกเย็น นางรู้ดีว่าเส้นทางนี้ยังอีกยาวไกล แต่ทุกย่างก้าวที่เดินไปนั้นล้วนเพื่ออาเฟย
ในขณะเดียวกัน ที่ตรอกมืดด้านนอกจวน แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องลงมากระทบใบหน้าของจางหู่ เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นด้วยความงุนงง ร่างกายของเขารู้สึกเบาโหวงราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง ความกระหายและความโกรธที่เคยสุมอยู่ในอกตลอดมาได้หายไปอย่างสิ้นเชิง เหลือไว้เพียงความว่างเปล่าและความสงบที่น่าประหลาดใจ
จางหู่ลุกขึ้นนั่ง เขาสำรวจร่างกายตนเอง ไม่มีร่องรอยบาดแผล มีเพียงความอ่อนเพลียที่รุนแรง แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือความรู้สึกผิดที่ถาโถมเข้ามาในจิตใจ เขาจำได้ถึงความเลวร้ายที่เขาได้ทำลงไปทั้งหมด ทั้งการข่มขู่ การรีดไถ และการใช้ชีวิตอย่างอันธพาล
"ข้าทำอะไรลงไป..." เขาพึมพำ น้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความสำนึกผิดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
พลังหยางที่ดิบเถื่อนซึ่งเป็นรากฐานของความป่าเถื่อนในตัวเขาได้ถูกดูดซับไปจนหมดสิ้น ทำให้จิตใจของเขาได้รับการชำระล้าง จางหู่ตัดสินใจในทันที เขาจะทิ้งชีวิตอันธพาลไว้เบื้องหลัง เขาจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ทำอาชีพสุจริต และใช้ชีวิตที่เหลือเพื่อไถ่บาป
จางหู่เดินออกจากตรอกมืดด้วยก้าวที่มั่นคงและสงบเงียบ เขาไม่ใช่จางหู่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว