จูเกาเซวียนกลับมาถึงจวนในช่วงบ่ายทันทีที่กลับมาเขาก็มองไปทางประตูเรือนชั้นในเป็นอันดับแรกแต่จำต้องข่มใจไม่ไปหาพระชายาในทันที
ในเมื่อนางเห็นเขาเป็นคนนอกเช่นนั้นก็ปล่อยให้นางอยู่ด้วยตัวเองไปก็แล้วกัน
ชายหนุ่มถอนสายตากลับแล้วเดินไปทางห้องหนังสือ ทรุดตัวลงนั่งหลังกระแทกกับพนักพิงอย่างแรงเขาหลับตาลงยกมือกุมขมับ เอ่ยเสียงแข็ง
“รายงานมา”
เหอไห่เดินเข้ามา ประสานมือเริ่มรายงาน“เรียนหวางเย่ ข่าวลือมาจากขอทาน จากนั้นถูกพูดต่อกันไปในหมู่พ่อค้าแม่ค้าในโรงน้ำชามีคนสนทนากันเรื่องนี้บ้างแต่ไม่มากเพราะพวกเขายังเกรงว่าจะถูกจับในข้อหาใส่ร้ายราชวงศ์อยู่”
จูเกาเซวียนขบฟันแน่น“เพราะข่าวเพิ่งแพร่ออกไป หากปล่อยไว้นานกว่านี้ ย่อมมีคนเชื่อแน่”
เหมือนนิยาย ‘สมรสร้าย’ ซึ่งถูกเล่าในโรงน้ำชาครานั้นช่วงแรกคนยังคิดว่ามันเป็นเพียงนิยาย พอนานวันเข้าก็เริ่มมีคนเชื่อยามนี้ซูอันหนิงยังไม่ท้องก็จริง แต่เมื่อไรที่นางท้องคนก็จะตั้งคำถามว่าลูกในครรภ์ของนางเป็นของเขาหรือไม่
ยามนี้เขาถึงเข้าใจว่าเหตุใดนางจึงต้องทำเช่นนั้นนางต้องการตัดความเป็นไปได้นั้นทิ้งไปเสีย
แต่เข้าใจก็ส่วนเข้าใจเรื่องที่นางไม่คิดพึ่งพาเขานั้นคือเรื่องจริงเรื่องนี้ต่างหากที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกตบจนหน้าชา แม้จะห่วงใยนางแต่ก็ไม่มีหน้าจะไปพบนางเช่นกัน
เขาตกอยู่ในความหม่นหมองเพียงครู่หนึ่ง ดวงตาก็แปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลันตวัดขึ้นมองเหอไห่เขม็ง “จับตัวมาหรือยัง”
“อยู่ในคุกใต้ดินขอรับมันสารภาพว่ามีสาวใช้จวนชนชั้นสูงนางหนึ่งว่าจ้างให้มันกระจายข่าวลือออกไปกระหม่อมสืบสาวไปจนพบต้นตอ...นางก็คือสาวใช้สินเดิมของเช่อเฟย”
ดวงตาของจูเกาเซวียนคมวาวจับจ้องเหอไห่เขม็งเนิ่นนานเขาก็หัวเราะออกมา ฝ่ามือใหญ่ยกขึ้นปิดหน้าราวกับจะปกปิดความขมขื่นในแววตา
“ข้าไม่เคยคิดเลยว่าจิตใจนางจะต่ำช้าดุจอสรพิษเช่นนี้” เขาก้มหน้าลง ทุบฝ่ามือลงบนโต๊ะ
“นี่คือสตรี ที่เกือบได้เป็นชายาของข้า!”
เหอไห่ยืนนิ่งไม่กระดุกกระดิกจางเจี้ยนก้มหน้าต้มน้ำร้อนราวกับมันคือภารกิจใหญ่กระทั่งผู้เป็นนายไอเสียงดังเขาจึงได้ลนลานรินน้ำร้อนขึ้นถวาย
“หวางเย่กระหม่อมจะไปตามหมอหลวงเซี่ยมาเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ” จางเจี้ยนเอ่ยอย่างตระหนก
จูเกาเซวียนก้มหน้ามองหยดเลือดบนฝ่ามือครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาซับแล้วโยนออกไปเสียงของเขาแหบแห้งยามเอ่ยคำพูด
“อย่าเพิ่ง ข้ายังมีงานต้องทำเจ้าไปบอกหวางเฟยว่าวันนี้ข้าไม่ร่วมโต๊ะเสวย ให้นางทานให้ตรงเวลากินยาแล้วนอนเสีย”
จางเจี้ยนนิ่งเหมือนมีคำพูดแต่พอเห็นสายตาเจ้านายเหลือบมามองเขาจึงได้ประสานมือแล้วล่าถอยออกไป
จวนองค์รัชทายาท
จูเกาซีเดินมาตามทางเดินซึ่งทอดยาวสู่เรือนหลังทางด้านตะวันตกเขาโบกมือห้ามบ่าวไม่ให้ประกาศ จากนั้นก็เดินเข้ามาจนถึงเรือนปีกชั้นในซึ่งเป็นตำแหน่งที่หน้าต่างรับแสงจากดวงอาทิตย์ยามบ่ายได้พอดี
ยามนี้สตรีเจ้าของเรือนกำลังฟังรายงานจากสาวใช้คิ้วของนางกดลึกมือบิดผ้าเช็ดหน้าแน่น
“นางรอดไปได้อีกแล้วหรือ”
“เจ้าค่ะ ไม่มีชีพจรมงคล”
“ไม่ถูกต้อง นางจะต้องมีแน่...”คำพูดของนางขาดหายไปในลำคอ ดวงตาเบิกกว้างมองเงาชายอาภรณ์ที่อยู่ด้านหลังม่านสายตาของนางค่อยเคลื่อนขึ้นด้านบนทันทีที่เห็นชัดว่าใครอยู่ตรงนั้นหญิงสาวก็สะดุ้งเฮือก
จูเกาซีมองใบหน้าตกตะลึงของนางนิ่ง
เดิมเขาเลือกจางลั่วหลินมาเป็นเช่อเฟยมิใช่เพราะโปรดปรานนางสตรีที่เป็นคู่หมายของน้องชายมาเกือบสามปี เขาจะโปรดปรานนางลงได้อย่างไรทว่าบิดาของนางคือรองเสนาบดีการคลัง สตรีที่รักมั่นน่ากลัวว่าจะตัดสินใจผิดพลาดหากนางยอมลดตัวไปเป็นอนุของฮั่นอ๋องย่อมใช่เรื่องดี
เขาจึงได้ปรึกษาเรื่องนี้กับฮองเฮาพระนางเห็นด้วยและออกหน้าจัดการทุกอย่างให้จนเรียบร้อย
แต่เขาไม่คาดคิดเลยว่านางจะแค้นเคืองน้องรองของเขาถึงเพียงนี้แม้จะเป็นเรื่องดีสำหรับเขาแต่นางกลับเอาแต่ระบายเพลิงแค้นโดยไม่สนภาพรวมการกระทำของนางครั้งนี้เท่ากับดึงเขาให้ตกต่ำลงไปด้วย
รัชทายาทที่ถูกต้องชอบธรรมไม่จำเป็นต้องใช้แผนการสกปรกทำให้มือตนเองแปดเปื้อน
นางกลับดีนัก กล้าทำการโดยพลการทำให้จวนองค์รัชทายาทต้องมีมลทิน
ดวงตาของเขาวาววับขึ้นมาวูบหนึ่งก่อนจะสงบราบเรียบดังเดิมจนแทบมองไม่ออกจากนั้นชายหนุ่มก็ก้าวเข้าไปในภายในห้อง
จางลั่วหลินปรับสีหน้าอย่างรวดเร็วปั้นยิ้มอ่อนหวานลุกขึ้นยอบกายอย่างแช่มช้อย
“คารวะองค์ไท่จื่อ...มานานแล้วหรือเพคะ”
“เปิ่นกงเพิ่งมาถึง ชายารักนั่งลงเถอะสีหน้าเจ้าไม่ดีสักเท่าใดนัก...ไม่สบายหรือ”เขาเอ่ยถามราวกับเมื่อครู่ไม่ได้เห็นอะไรที่ไม่ควรเห็น และไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น
จางลั่วหลินยิ้มเอียงอาย “หามิได้เพคะหม่อมฉันแค่กำลังคิดถึงพระองค์ คิดว่ายามใดเตี้ยนเซี่ย[1]จะเสด็จเรือนหม่อมฉันบ้าง”
จูเกาซียิ้มทว่าแสงในดวงตากลับเรียบนิ่งราวกับบ่อน้ำเก่า“ข้อราชการเปิ่นกงมากนัก จึงไม่มีเวลามาเยือนตำหนักหลัง เจ้าอย่าน้อยใจไปเลย”
เขานิ่งไปครู่หนึ่งสายตากวาดผ่านไปยังสาวใช้ข้างกายนางคล้ายตั้งใจคล้ายไม่เจตนา
“วันนี้มีคดีที่เสด็จพ่อถึงกับต้องตัดสินเองจะว่าเกี่ยวกับเปิ่นกงรึก็ไม่ใช่จะว่าไม่เกี่ยวก็ไม่เชิงคดีนี้แทบจะเป็นน้ำโคลนอ่างหนึ่ง ที่สาดเฉียดร่างเปิ่นกงไป...น่าหงุดหงิดใจยิ่งนัก”
จางลั่วหลินหัวใจเต้นสะดุดปลายนิ้วค่อยๆ เย็นลง จูเกาซีมองนางด้วยแววตาจับจ้องลึกล้ำเขายกมือขึ้นแตะปิ่นไหวข้างใบหูนางเบาๆ
“ฮั่นหวางเฟยถูกกล่าวโทษราชวงศ์ก็จะดูสกปรกไปด้วย โชคยังดีที่นางไม่ผิด ข้อกล่าวหานี้จึงถูกลบล้างจนหมดจด”
จางลั่วหลินยิ้มกระด้างมือที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อบีบกันแน่น
เขาเอียงคอมองนางไม่วางตาราวกับกำลังชมความงามตรงหน้า แต่วาจากลับเยียบเย็นยิ่ง
“ฝ่าบาทครองราชย์ได้ไม่นานยังต้องเรียกความชอบธรรมกลับมาจะปล่อยให้ใครหน้าไหนมาทำลายเกียรติของราชวงศ์ไม่ได้ จึงได้มอบหมายให้องครักษ์จิ่นอีเว่ยตรวจสอบข่าวลือนี้แล้ว”
หญิงสาวหน้าซีดเผือดขึ้นมาทันใดดวงตาของนางไหวระริก เมื่อเห็นองค์รัชทายาทจ้องมานิ่งๆ นางจึงยิ้มเอ่ยอย่างคล้อยตาม“ดะ...ดียิ่งนัก ผู้ใดกันที่ไม่รู้ดีชั่ว จะต้องจับมาสำเร็จโทษให้ได้นะเพคะ”
เส้นเอ็นที่ขมับของจูเกาซีปูดนูน เสียงที่เอ่ยราวกับลอดออกมาจากไรฟัน“บิดาฮั่นหวางเฟยก็คือหัวหน้ากองจิ่นอีเว่ย ไม่ต้องบอกก็รู้เขาจะต้องทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ ลากตัวคนปล่อยข่าวลือออกมาได้แน่”
ร่างของจางลั่วหลินแข็งทื่อภายในห้องเงียบลง สาวใช้คนสนิทนางนั้นใบหน้าซีดเผือดจูเกาซีเหลือบมองนางทางหางตาแวบหนึ่ง
“วันนี้ข้าแวะมาดูชายารักเท่านั้นเห็นเจ้าอยู่สุขสำราญก็ดีแล้ว แต่คนในเรือนนี้...ออกจะมากไปสักหน่อย”
เขามองไปรอบห้องก่อนจะหยุดลงที่สาวใช้นางนั้นแล้วเอ่ยด้วยเสียงนุ่มเบา อ้อยอิ่ง“ยามนี้ไท่จื่อเฟยยังทรงครรภ์ เปิ่นกงขาดสตรีปรนนิบัติ...”
จางลั่วหลินกะพริบตาเรียกสติตนเองกลับมาอย่างช้าๆก่อนจะเข้าใจความนัยขององค์รัชทายาท หัวใจของนางพลันเต้นแรงนางแต่งเข้าจวนมานานรัชทายาทไม่เคยมาค้างเรือนนางมาก่อน
หรือว่า...เขาต้องการให้นางปรนนิบัติแล้ว
ความหวาดกลัวในคราแรกจางหายไปกลายเป็นความหวามไหวในอก นางก้มหน้าลงเผยท่าทางเอียงอายอย่างมีจริตยิ่งทำให้ดูชดช้อยงดงาม สมกับเป็นสาวงามเลื่องชื่อนางหนึ่ง ทว่าชายหนุ่มกลับไม่หวั่นไหวใจแม้แต่น้อย
เพียงคิดว่านางก็เคยชม้ายตาเช่นนี้ให้ฮั่นอ๋องเขาก็ไม่อยากเหลือบตามองนางซ้ำสองจูเกาซีหมุนกายไปอีกทางชี้ไปที่สาวใช้นางนั้น
“ให้นางมารับใช้เปิ่นกงก็แล้วกัน”
พูดจบเขาก็หมุนกายเดินจากไป
จางลั่วหลินสะดุ้งตาโตราวกับถูกสาดด้วยน้ำจากธารน้ำแข็งเย็นจัดนางมองสาวใช้คนสนิทที่เป็นทั้งแขนและขาของตนอย่างไม่อยากเชื่อ
องค์รัชทายาทจากไปแล้ว แต่สมองนางยังคงว่างเปล่ารู้สึกหน้ามืดขึ้นมาอย่างฉับพลัน ร่างกายเอนล้มลงบนเก้าอี้ด้านหลังอย่างหมดแรง
เขาไม่ยอมเข้าหอกับนางแต่กลับเรียกหาสาวใช้ของนางหรือ!
สาวใช้นางนั้นคุกเข่าลงโขกศีรษะคร่ำครวญราวกับไม่เต็มใจ “เช่อเฟยเพคะ บ่าวจะทำเช่นไรดี”
จางลั่วหลินมองศีรษะของจิ๋วเอ๋อร์ที่ก้มต่ำซบอยู่แทบเท้ายามนี้กลับดูมีจริตจะก้าน ดูเย้ายวนใจกว่าที่ผ่านมาอย่างน่าประหลาดใจ
นางเป็นบุตรสาวคนโตของรองเสนาบดีจางนางขาดสิ่งใดกัน เหตุใดบุรุษเหล่านี้ไม่เลือกนาง! แม้แต่สาวใช้ที่นางเลี้ยงมาเองกับมือ ยามนี้ก็โผล่หางจิ้งจอกออกมาแล้วหรือ
จิ่วเอ๋อร์เจ้าไม่ได้เป็นเช่นนั้นใช่หรือไม่...
จางลั่วหลินกัดริมฝีปากยื่นปลายนิ้วสั่นเทาออกไปเชยคางจิ่วเอ๋อร์ขึ้น พริบตานั้น...แววกระหยิ่มยินดีในส่วนลึกของดวงตาอีกฝ่ายก็เหมือนเข็มแหลมทิ่มแทงเข้ากลางอกของนาง
จางลั่วหลินผลักสาวใช้ออกไปอย่างแรงริมฝีปากสั่นระริก ฝ่ามือเงื้อง่าขึ้นสูงแล้วค้างอยู่อย่างนั้นจิ่วเอ๋อร์หลับตาลงเตรียมรับการลงทัณฑ์ น้ำตาไหลรินอาบแก้ม
ท่าทางบอบบางราวกับดอกสาลี่ต้องพิรุณ
นี่จะเป็นท่าทีของสาวใช้ที่ใดกันหรือว่าที่ผ่านมา นางไปแอบชม้ายชายตาให้องค์รัชทายาทลับหลังนางกันแน่!
แพศยา!
จางลั่วหลินสูดหายใจลึก พยายามระงับสติอารมณ์ค่อยๆ ลดมือลงแล้วกำไว้แน่น เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่กดให้นิ่ง “ไปรับใช้ไท่จื่อให้ดี”
เสียงร้องไห้พลันดังขึ้นจิ่วเอ๋อร์หมอบแทบเท้านางแล้วสะอึกสะอื้นจางลั่วหลินคว้าถ้วยชาบนโต๊ะแล้วขว้างลงพื้นไปอย่างแรง ตะคอกเสียงแหลม
“เลิกแสดงละครแล้วไปซะ! จงรู้ฐานะตนเองไว้ด้วย เจ้าคือสาวใช้สินเดิมของข้า!”
เสียงสะอื้นเงียบลงในบัดดล จิ่วเอ๋อร์กรีดปลายนิ้วเช็ดน้ำตา“บ่าวทราบแล้วเจ้าค่ะ ขอพระทัยเช่อเฟย”
นางโขกศีรษะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วรีบลุกออกไปแต่พอเดินออกมาจากเรือน น้ำตาก็หยุดไหลในทันที มุมปากของนางยกขึ้นขณะเดินเชิดหน้าไปทางเรือนหน้า
จางลั่วหลินมองตามด้วยลมหายใจหอบถี่ในใจก่นด่าบุรุษสกุลจูไม่มีชิ้นดี
พวกท่าน ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่ต้องการข้า!
นางหลับตาลงพยายามกดข่มอารมณ์พลุ่งพล่านของตนเอง กลับมาเป็นเช่อเฟยผู้สูงศักดิ์ดังเดิม สาวใช้ที่เหลือในห้องได้แต่หมอบต่ำไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาสักคน
[1] เตี้ยนเซี่ยเป็นคำที่ใช้เรียกหรือขานพระองค์ของเชื้อพระวงศ์ระดับสูงโดยเฉพาะรัชทายาทหรืออ๋องระดับสูง