เซียวจิ่งหยวนลืมตาขึ้นมาอย่างเลื่อนลอยและต้องใช้เวลาสักพักกว่าสติจะกลับมา
“ฟื้นแล้ว ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นแล้ว...”
เสียงดีใจอันคุ้นเคยดังแว่วมาเขากระพริบตาสักพักก่อนจะเห็นชัดเจนว่าข้างกายมีคุณชายรูปงามผู้หนึ่งซึ่งใบหน้ารูปไข่อันงดงามของเขากำลังแนบชิดอยู่ด้านข้างตน
“อืม”
กลิ่นหอมอันเรียบง่ายแต่สวยงามดั่งดอกกล้วยไม้เป็นดั่งปรอทที่แทรกซึมเข้ามาในจมูกของเซียวจิ่งหยวนทำให้เขารู้สึกประหลาดใจจนต้องหันไปมอง
ในยามนี้ ภายในดวงตาอันสดใสของคุณชายรูปงามดูจะเป็นประกายและชุ่มชื้นราวกับถูกแต่งแต้มด้วยไข่มุกแสนงดงามเปล่งประกายระยิบระยับ ทำให้คนมองต้องลุ่มหลง
เขามองออกว่าคุณชายรูปงามดีใจมาก ดวงตายิ้มโค้งราวดวงจันทร์เสี้ยวมุมปากยกขึ้นเล็กน้อยประหนึ่งดอกไม้อันบอบบางที่แบ่งบานในยามเช้าของช่วงฤดูวสันต์เปล่งประกายงดงามแปลกประหลาดสะดุดตา
เซียวจิ่งหยวนจ้องอย่างงุนงง พร้อมจิตใจที่ล่องลอยหลุดหายไป
“เฮ้ๆ ...”
คุณชายรูปงามรู้สึกแปลก รีบโบกมือไปมาตรงหน้าเขาก่อนพูดขึ้นอย่างกังวล “สมองของเจ้าคงไม่ได้พิการไปแล้วหรอกนะ”
“เอ่อ...”
ในที่สุดสติของเซียวจิ่งหยวนก็กลับมาแล้วเขากระแอมเล็กน้อยแล้วเอ่ยถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ “พวกเราออกมาได้แล้วหรือ”
ไม่แปลกใจเลยที่เขาถามเช่นนี้ในเมื่อโดยรอบดูเหมือนว่าเขานอนอยู่บนเตียงในห้องนอน รอบข้างดูสบายและผ่อนคลายและสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเมื่อเขาลองสำรวจร่างกายของตนเองกลับพบว่ามีธารน้ำใสกำลังไหลวนอยู่ภายในร่างกาย ทั้งจิตใจยังเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังดูไม่เหมือนได้รับบาดเจ็บสาหัสเลยสักนิด
“หรือการเข้าไปในถ้ำที่อยู่ในเรือนหลังนั้นกับการต่อสู้กับเซินอู๋ซางและเซินอู๋ปิ้งจะเป็นเพียงภาพลวงตา”
เซียวจิ่งหยวนรู้สึกสงสัยตัวเอง งุนงงยิ่งนัก
“ภาพลวงตาอะไรกัน สิ่งที่เกิดขึ้นล้วนเป็นเรื่องจริง”
คุณชายรูปงามพูดตำหนิด้วยความโมโห “ทุกอย่างดีอยู่แล้วเหตุใดเจ้าถึงอยากเป็นวีรบุรุษอะไรนั่นด้วยเล่าผู้ใดบอกเจ้าว่าข้ารับมือกับเจ้าเต่าทั้งสองนั่นไม่ได้ตอนนั้นข้าแค่กำลังสับสนว่าควรใช้อาวุธชิ้นใดถึงจะสามารถเอาชนะพวกเขาได้ต่างหาก”
ปลายนิ้วเรียวงามนุ่มของคุณชายรูปงามกดลงบนหน้าผากของเซียวจิ่งหยวนแรงประหนึ่งฝนโปรย เพื่อระบายความคับข้องที่อยู่ในใจออกมา “แล้วเจ้าเล่า เหตุใดต้องพาตัวเองไปตายด้วย โง่ๆๆๆ โง่ที่สุดเลย...”
“แต่ข้าก็ยังไม่ตายนี่นา”
เมื่อรับรู้ได้ถึงความเป็นห่วงของคุณชายรูปงามที่แฝงมาพร้อมคำพูดทำให้เซียวจิ่งหยวนไม่หลบ พร้อมกัดฟันพูดอย่างดื้อดึง “อีกอย่าง ตอนนั้นข้า...คำนวณไว้อย่างดีแล้วนะ...ข้าคงไม่ตายง่ายเช่นนั้นหรอก...”
“แน่สิ!”
คุณชายรูปงามเบิกตากว้าง ดวงตาของเขาเป็นประกายวาวด้วยความโกรธแต่กลับดูน่ารักเสียอย่างนั้น “หากไม่ใช่เพราะในเวลานั้นข้าเปิดค่ายกลพร้อมดึงเจ้ากลับมาแล้วป้อนบัวขาวจิตกระจ่างให้เจ้ากินได้ทันเวลาบางทีเจ้าคงได้กลายเป็นเถ้าธุลีไปแล้ว...”
“หา”
เซียวจิ่งหยวนรู้สึกตกใจและร้อนรนในทันใด “แล้วบัวขาวจิตกระจ่างเล่า ยังเหลืออยู่อีกหรือไม่”
“หมดแล้ว ข้าให้เจ้ากินไปหมดแล้ว”
คุณชายรูปงามพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “เฮ้อแสดงว่าพวกเราทำไปอย่างเปล่าประโยชน์สินะ”
“จริงหรือ”
เซียวจิ่งหยวนร้อนรนมากเขารีบยันกายลุกขึ้นคว้ามือเรียวยาวของคุณชายรูปงามไว้ ก่อนพูดอย่างจริงจังว่า “เจ้าอย่าโกหกข้าสิ...”
“ก็ได้ ข้าจะไม่โกหกเจ้า ไม่ต้องกังวลหรอกยังเหลืออยู่อีกหลายสิบเม็ด”
ใบหน้าอันงดงามของคุณชายรูปงามแดงระเรื่อเล็กน้อย เขาดึงมือเล็กๆของตนให้หลุดจากพันธนาการของเซียวจิ่งหยวนแล้วหยิบถุงหอมออกมาจากอก พร้อมพูดงืมงำ “บัวขาวจิตกระจ่างทั้งหมดที่เหลืออยู่เป็นของเจ้า”
“แต่สมบัติชิ้นอื่นเป็นของข้า...”
เมื่อพูดจบ คุณชายรูปงามก็ก้าวไปอีกด้านด้วยความโกรธก่อนดูเหมือนหยิบของบางอย่างขึ้นมาเล่น
เซียวจิ่งหยวนรีบเปิดถุงหอมออกเพื่อตรวจสอบพบว่าภายในถุงมีเม็ดบัวที่เป็นดั่งไข่มุกซึ่งส่องประกายแวววาวเหลืออยู่อีกสิบกว่าเม็ดจริงๆมันกำลังส่งกลิ่นหอมของเม็ดบัวลอยคละคลุ้ง ทำให้จิตใจของเขารู้สึกผ่อนคลายลงมาก
“ยังดีที่เหลืออยู่...”
เซียวจิ่งหยวนถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เขาลังเลอยู่สักพัก ก่อนจะหยิบบัวขาวจิตกระจ่างออกมาจากถุงสามเม็ดจากนั้นพูดอย่างเขินอาย “คือว่า...ข้าเอาเพียงสามเม็ดก็พอแล้วส่วนที่เหลือข้าคืนให้เจ้า...”
“ข้าไม่ต้องการมันแล้ว เจ้าเก็บไว้เองเถอะ” คุณชายรูปงามยังโกรธไม่หาย
เซียวจิ่งหยวนยิ้มเจื่อนสักพักครั้นเมื่อคิดอยากพูดบางอย่างเขากลับต้องพบว่าคุณชายรูปงามหันหลังกลับมาพร้อมห่วงสองวงที่อยู่บนมือวงหนึ่งสีแดง วงหนึ่งสีขาว ห่วงทั้งสองวงเปล่งประกายสดใสสวยงามดั่งละอองฝนที่โปรยปราย
“หืม?”
เซียวจิ่งหยวนต้องตกตะลึงตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็น เพราะทันใดนั้นเขาพลันรู้สึกคุ้นเคยกับห่วงทั้งสองวงนี้ราวกับเคยเห็นมันจากที่ใดสักแห่ง ทว่าเมื่อลองสังเกตอย่างละเอียดเขาก็มั่นใจว่าตนเองไม่น่าจะเคยเห็นห่วงทั้งสองมาก่อน
เซียวจิ่งหยวนเอ่ยถาม “สิ่งนี้คืออะไรหรือ”
“เจ้าไม่รู้จักหรือ”
คิ้วเรียวงามดุจใบหลิวของคุณชายรูปงามเลิกขึ้นพร้อมสายตาเปล่งประกายความเจ้าเล่ห์ “เช่นนั้นของพวกนี้ก็เป็นของข้าเจ้าห้ามแย่งไปเด็ดขาด”
“เอ่อ...”
เซียวจิ่งหยวนงุนงง “ไม่ใช่ของของข้าแล้วข้าจะไปแย่งได้อย่างไรในเมื่อเจ้าต้องการก็เอาไปเถิด แต่ของพวกนี้ ดูไปแล้วค่อนข้างจะ...พิเศษ”
“พิเศษหรือ”
คุณชายรูปงามยิ้มกว้าง ก่อนจะสวมห่วงทั้งสองวงไว้บนข้อมือซึ่งแสงที่สาดส่องลงมาทำให้ข้อมืออันเรียวเล็กและผิวที่ขาวสวยอิ่มน้ำดูเยือกเย็นยิ่งกว่าหิมะมือทั้งสองข้างของเขาผายออกด้วยท่าทางสง่างามในเวลาเดียวกัน
ทว่าทันใดนั้นกลับมีกระแสพลังแผ่กระจายออกมาจากด้านหลังของเขาแสงสีขาวและสีแดงเปล่งประกายสอดผสานกันดุจเปลวไฟที่ลุกโชนจากนั้นแสงทั้งสองจึงควบแน่นรวมตัวกันเป็นภาพที่แสนงดงาม
ระหว่างที่เซียวจิ่งหยวนกำลังตกตะลึงเขาพบว่ามีปักษาขนหลากสีปรากฏตัวขึ้นตรงช่องว่างบริเวณด้านหลังคุณชายรูปงามในยามที่นกตัวนั้นสยายปีกบินขึ้นสูงปีกอันสวยงามกับขนนกทุกเส้นต่างเปล่งประกายระยิบระยับออกมาสองปีกกางออกกว้างคลุมฟ้าบังตะวันจนมืดมนประหนึ่งมีก้อนเมฆลอยตัวต่ำดวงตาสีทองทั้งสองข้างเปี่ยมล้นไปด้วยความเย่อหยิ่งทระนงและความสูงส่งองอาจสง่างามทรงอำนาจ
ทว่าสิ่งที่ทำให้เซียวจิ่งหยวนตกใจมากที่สุดกลับเป็นพลังของลมและไฟที่ลอยคลุ้งอยู่รอบปีกของนกตัวนั้นซึ่งเป็นเหมือนคลื่นยักษ์และกระแสน้ำอันไหลเชี่ยวที่ซัดสาดเข้ามาจนท้องฟ้าแปรปรวน
ภาพนี้ บรรยากาศนี้ ความรู้สึกนี้...
เซียวจิ่งหยวนพลันตกใจ พูดโพล่งออกมาว่า “หุ่นเชิดกลไก?”
“คิๆ หุ่นเชิดกลไกอะไรกัน เจ้าเรียกผิดแล้ว”
คุณชายรูปงามกระโดดโลดเต้นร่างกายหมุนไปตามปลายเท้าอย่างสง่างามราวกับกำลังร่ายรำ เมื่อเขาหมุนตัวพลังแห่งลมและไฟก็หมุนวนก่อตัวเป็นเกราะหมอกสีทองส่องสว่างบ่งบอกถึงความสามารถในการคุ้มกัน
“สิ่งนี้คือห่วงวิหคมังกรต่างหาก”
คุณชายรูปงามเอ่ยด้วยเสียงอันไพเราะอย่างมีความสุข “หุ่นเชิดกลไกอะไรพวกนั้นเป็นเพียงเครื่องภายนอกของห่วงวิหคมังกรเท่านั้น แก่นแท้จริงๆคือห่วงทั้งสองวงนี้”
“ห่วงวิหคมังกร?” เซียวจิ่งหยวนเบิกตากว้างไม่เข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนัก
ทว่าโชคยังดีที่คุณชายรูปงามไม่ได้ปิดบัง อธิบายให้ฟัง “ก่อนหน้านี้ข้าไม่ได้เคยบอกเจ้าแล้วหรือว่าหุ่นเชิดกลไกทั้งห้าตัวที่อยู่ภายในเรือนหลังนั้นล้วนเป็นของที่สร้างขึ้นจากแกนหัวใจของสัตว์ร้ายที่ถูกฆ่าโดยเซียนและช่างมากฝีมือสมัยโบราณ”
“ซึ่งภายในของหุ่นเชิดกลไกทั้งห้าตัวล้วนมีวิหคมังกรแห่งลมและไฟ...”
คุณชายรูปงามเอ่ยพร้อมยิ้มกว้าง “วิหคมังกรตัวนี้มีสายเลือดของมังกรเพลิงและเมื่อผสานเข้ากับลักษณะพิเศษของวิหควายุ พลังจึงแข็งแกร่งมากในอดีตเคยอาละวาดทำร้ายผู้คนมากมาย เพื่อจัดการกับอสูรตัวนี้ ปรมาจารย์หลอมศาสตราต้องรวบรวมเซียนกว่าร้อยคนมาวางค่ายกลขนาดใหญ่และต้องกักขังวิหคมังกรไว้นานกว่าสี่สิบเก้าวัน ถึงสามารถทำให้วิหคมังกรเหนื่อยล้าจนสิ้นชีพไปได้”
“หลังจากนั้นปรมาจารย์หลอมศาสตราจึงนำธาตุในตัวของวิหคมังกรมาผสานเข้ากับธาตุวิเศษทั้งห้าสร้างให้เกิดเป็นหุ่นเชิดกลไกตัวนี้แต่หลังจากนั้นเมื่อหุ่นเชิดกลไกตกไปอยู่ในมือของท่านเซียนเนินพยัคฆ์เขาจึงนำแกนของหุ่นเชิดมาสร้างเป็นห่วงวิหคมังกรวงนี้”
คุณชายรูปงามถอนหายใจเล็กน้อย “และนี่ก็คือเหตุผลว่าเหตุใดหุ่นเชิดกลไกที่เราพบถึงได้มีพลังค่อนข้างอ่อนแอเป็นเพราะเมื่อแกนกลางได้ผ่านการเปลี่ยนรูปร่างไปอีกขั้น จึงอาจมีผลกระทบอยู่บ้างไม่มากก็น้อย...”
“พลังอ่อนแออย่างนั้นหรือ”
เซียวจิ่งหยวนเหงื่อออกชุ่มไปทั่วหน้าผาก “นี่ยังถือว่าอ่อนแออยู่หรือ”
“ใช่แล้ว”
คุณชายรูปงามพูดฉะฉาน “ท่านพ่อเคยบอกว่าหากหุ่นเชิดกลไกสามารถแสดงพลังอันแท้จริงออกมาได้ ต่อให้เป็นเซียนเทียมที่ผ่านทัณฑ์สวรรค์มาสองครั้งก็ยังไม่อาจเป็นคู่ต่อสู้ของมันได้แต่เป็นเพราะภายในเรือนมีอาคมผนึกอยู่อย่างหนาแน่นดังนั้นพลังส่วนใหญ่ของหุ่นเชิดกลไกจึงอ่อนแอลง ถือเป็นโอกาสที่ท่านเซียนเนินพยัคฆ์ทิ้งไว้ให้ทำให้ผู้ที่มีวาสนามีโอกาสได้ครอบครองสมบัตินี้...”
คุณชายรูปงามพูดพลางชำเลืองมอง ซึ่งดูเหมือนโกรธแต่ก็เจือด้วยความสุข “จะว่าไปแล้ว เจ้านี่โชคดีไม่น้อยเลยนะหุ่นเชิดกลไกถูกพวกเต่าสองคนนั้นกักขังไว้จนพลังลดต่ำลง ประกอบกับจิตใจของเจ้าที่โหดเหี้ยมยอมโจมตีถวายชีวิตทำลายการป้องกันของหุ่นเชิดกลไกลง จนทำให้ห่วงวิหคมังกรได้กลับมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกครั้ง...”
เมื่อพูดถึงจุดนี้คุณชายรูปงามก็มีน้ำโหและพูดตำหนิอีกครั้ง “แต่การที่เจ้าใจร้อนเกินไปจะทำให้เจ้าต้องพบเจอกับความตาย”
“ถือได้ว่าบุญวาสนาของข้ายังพอมี”
เซียวจิ่งหยวนหัวเราะเจื่อน ก่อนรีบพูดเปลี่ยนเรื่องในทันที “ฟังจากที่เจ้าพูด ห่วงวิหคมังกรวงนี้...ทรงพลังมากเลยใช่หรือไม่”
“ใช่แล้ว และยังใช้งานได้มากมายอีกด้วย”
คุณชายรูปงามลูบห่วงสองวงนั้นอย่างเบามือ พลางอธิบายอย่างละเอียด “ห่วงวิหคมังกรคือสมบัติโบราณอันล้ำค่า หนึ่งวิหคสองห่วง ใช้ได้ทั้งโจมตีและป้องกันและยังสามารถแยกออกหรือรวมกันได้ตามใจนึกอีกด้วยสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเมื่อขัดเกลาอาวุธชิ้นนี้ได้สำเร็จแสงสมบัติจะเปล่งประกายออกมาป้องกันเจ้าของด้วยตัวเอง นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันทัณฑ์สวรรค์รักษาจิตวิญญาณให้สงบมั่นคง การฝึกฝนคาถาอาคมราบรื่น...”
คุณชายรูปงามพูดอย่างมีความสุข “โดยสรุปแล้วห่วงวิหคมังกรคือสมบัติหายากที่ไม่อาจปล่อยให้หลุดมือไปได้”
“ช่างเป็นสมบัติที่วิเศษยิ่งนัก” เซียวจิ่งหยวนประทับใจ
“อะ ข้าให้เจ้า”
ทันใดนั้น จู่ๆ คุณชายรูปงามก็พลันถอดห่วงวิหคมังกรให้เขาวงหนึ่ง
“เอ๋?”
เซียวจิ่งหยวนงุนงง พร้อมรีบปฏิเสธ “ไม่ๆไม่จำเป็นเลย เจ้าเป็นผู้ที่เก็บมาได้ ดังนั้นจึงควรเป็นของเจ้า...และอีกอย่าง สิ่งนี้คืออาวุธที่เป็นชุดคู่กัน อย่าไปแยกออกจากกันเลยไม่เช่นนั้นพลังอาจได้รับผลกระทบนะ”
“หากไม่ใช่เพราะเจ้าไม่กลัวตาย บางทีข้าคงไม่อาจแย่งชิงห่วงวิหคมังกรมาได้หรอก”
ดวงตาคู่สวยกลมของคุณชายรูปงามจับจ้องเซียวจิ่งหยวน พร้อมบ่นพึมพำ “ข้ารู้ดีว่าคุณงามความดีในครั้งนี้เป็นของผู้ใดดังนั้นตอบข้ามาให้ชัดเจนเสีย ว่าเจ้าจะเอาหรือไม่เอา”
จากการขู่เข็ญของคุณชายรูปงามทำเอาเซียวจิ่งหยวนสับสนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี หากไม่รับห่วงวิหคมังกรไว้เขาคงต้องกลายเป็นคนผิด ดังนั้นจึงทำได้เพียงยอมจำนนยื่นมือออกไปรับห่วงวิหคมังกรไว้
ห่วงวงที่เซียวจิ่งหยวนหยิบมาคือสีขาว ซึ่งเป็นตัวแทนของธาตุลม
คุณชายรูปงามยืนแนะนำอยู่ด้านข้าง “เจ้าดูขอบด้านในสิมีคาถาสลักไว้อยู่...”