นางร้ายสื่อรัก 3P

    ห้ามนึกถึงบุรุษอื่น!

            “ก็เหม่ยเอ๋อร์ไม่ชินนี่เพคะ” ขยับกายเล็กน้อยให้มีที่ว่างสำหรับพระสวามี

            “หากมาบ่อยๆ ก็จะชิน 5555” จางฮองเฮาพูดยิ้มๆ

            “หากเจ้าอยู่ในตำหนักแล้วเหงาก็มาหาเสด็จแม่ได้ตลอดพี่มิว่าอันใดหรอก” เดินมานั่งข้างๆ นางแล้วกอดเอวบางไว้

            “เหม่ยเอ๋อร์อยากออกไปเที่ยวนอกวังบ้างน่ะเจ้าค่ะ คิดถึงคุณหนูตู้มิได้พบปะนางเสียนาน” อิงซบอกแกร่งออดอ้อน เสด็จแม่ทั้งสองต่างก็มองคู่รัก ‘เช่นนี้อีกมินานคงได้อุ้มหลาน’

            “ช่วงนี้พี่มีราชกิจมากมายนักหากมิมีเรื่องใดเปลี่ยนแปลงอีกสองวันพี่ต้องเดินทางไปตรวจนอกเมืองหลวงกับพี่ใหญ่ ไม่แน่เสด็จพ่ออาจจะมีการแต่งตั้งให้พี่กับพี่รองไปปกครองหัวเมืองแทนผู้ว่าการคนเก่าที่ทุจริตที่ดินในคราวก่อน” ก้มมองเหม่ยเซียน “จำได้ใช่หรือไม่??"

            “จำได้เจ้าค่ะผู้ว่าการนอกเมืองที่ทุจริตร่วมกับเสนาบดีไป่” พยักหน้าเข้าใจ

            "พวกเราอาจจะต้องย้ายไปดูแลที่นั่นชั่วคราวจนกว่าจะมีจอหงวนคนใหม่มาแทนที่” หัวเมืองที่จะต้องไปรักษาการแทนนั้นมีภูเขาโอบล้อมอยู่ด้านข้างประมาณสามสี่ลูกใกล้ชิดติดกับเขตชายแดน บ้านเรือนมีไม่กี่ร้อยหลังคาเรือน ที่สวน ไร่นาก็มีมากมาย ชาวบ้านแถวนั้นบางกลุ่มที่ไม่มีที่สวนไร่นาก็หาของป่า สัตว์ป่ามาแลกเปลี่ยนกับข้าวสารอาหารแห้งแทนการซื้อขายเฉกเช่นในเมืองหลวง ทหารยามรักษาการณ์ยังคงผัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันตรวจตราบริเวณเชิงเขาอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่ขาดผู้ว่าการไป

            “พี่หย่งเซิงกับพี่หย่งเจี้ยนอยู่ที่ใดเหม่ยเอ๋อร์ก็จะอยู่ที่นั่นเจ้าค่ะ” เงยหน้ายิ้มหวาน

            “เจ้าช่างขยันทำให้พี่หลงใหลเจ้าเพิ่มขึ้นทุกวันจริงๆ” ก้มลงหอมหน้าผากโดยมิอายผู้ใดราวกับในตำหนักนี้มีเพียงแค่พวกเขาสองคน

            “เห็นพวกเจ้ารักใคร่กลมเกลียวกันดีแม่ก็ดีใจ” จางฮองเฮาเอ่ยยิ้มๆ

            “อย่าปล่อยให้แม่รอนานเล่าอยากจะอุ้มหลานเต็มทีแล้ว” หลันกุ้ยเฟยย้ำ

            “ลูกกับพี่รองเข้าหอกับนางเกือบจะทุกคืนแล้วพะยะค่ะ…แต่ลูกก็ไม่รีบร้อนมีเมื่อใดก็เมื่อนั้น” โดนเหม่ยเซียนหยิกไปหนึ่งที “โอ้ยย!!”

            “พี่หย่งเจี้ยนเล่าเจ้าคะ”

            “กลับไปรอที่ตำหนักของเราน่ะ” หันไปทางเสด็จแม่ “เช่นนั้นลูกทูลลานะพะยะค่ะ” ค้อมหัวลงทั้งคู่

            “อืมไปเถอะ” จางฮองเฮาเอ่ยอนุญาต

    ๑-----------------------๑

    ตำหนักอู่หลง:ในห้องทรงงานขององค์ชายรอง

            “องครักษ์ของเราแจ้งมาว่าองค์หญิงชางหวงหลานลักลอบติดต่อกับกลุ่มชนเผ่าต้าจี้หลังจากฮ่องเต้ชางเหวินหมิ่นมิตกลงยินยอมก่อสงครามกับแคว้นเจ้าพะยะค่ะ” ฝูจินรายงาน

            ชนเผ่าต้าจี้เป็นกลุ่มชนเผ่าที่ก่อตั้งมาเนิ่นนานมีที่อยู่อาศัยมิเป็นหลักแหล่งในป่าเขาขนาดใหญ่ย้ายถิ่นฐานไปเรื่อยๆ สีผิวดำแดงกร้านหยาบจำนวนคนกลุ่มนี้หากนับรวมกันคงมีอยู่ไม่ต่ำกว่าสองพันคนซึ่งมีจำนวนมากกว่าคนของสองหมู่บ้านรวมกัน ครอบคลุมอยู่ทั่วบริเวณภูเขา ความกังวลเริ่มฉายชัด อีกไม่นานเขากับน้องสามจะต้องไปรักษาการณ์นอกเมืองหลวงใกล้เชิงเขาและแน่นอนว่าชายารักคงจะขอติดตามไปด้วยก็หวังว่าคงจะไม่มีเหตุร้ายอันใดเกิดขึ้นระหว่างที่พวกเขาอยู่ที่นั่น

            “เสด็จพ่อทรงทราบเรื่องนี้หรือไม่?”

            “แม่ทัพจางส่งคนมารายงานฝ่าบาทแล้วพะยะค่ะ” ฝูจินรายงาน

            “เช่นนั้นก็ดี” เสด็จพ่อและพี่ใหญ่มักจะมีแผนรับมือที่ดีเสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกัน.

            ยามเฉิน (08.00) รถม้าขนาดใหญ่ห้าคันเคลื่อนออกจากวังหลวงตามหลังด้วยทหารองครักษ์ควบม้าติดตามราวๆ สองร้อยคน ยังไม่นับรวมองครักษ์เงาอีกนับไม่ถ้วนอยู่โดยรอบขบวน

            ภายในรถม้าคันแรกมีองค์ชายสองพระองค์นั่งประทับเคียงข้างชายารักคนหนึ่งกกกอดอิงซบกันป้อนสำรับเช้าพร้อมทั้งจิบชา ก่อนหน้านี้สองวันมีรับสั่งจากฝ่าบาทให้องค์ชายรองและองค์ชายสามเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาการณ์นอกเมืองหลวงติดประตูทางเข้าออกของแคว้นเจ้าจนกว่าจะมีการสอบจอหงวนเพื่อมารับตำแหน่งผู้ว่าการณ์คนใหม่ แต่เดิมวันนี้จะต้องเป็นองค์ชายสามและรัชทายาทเป็นผู้มาตรวจสอบแต่ฮ่องเต้กลับเปลี่ยนพระทัยกระทันหันเพื่อมิให้เป็นการเสียเวลาจึงกลายเป็นว่าส่งทั้งสององค์ชายมารักษาการณ์ระยะยาว แน่นอนว่าจูเหม่ยเซียนจะต้องร้องขอติดตามมาด้วยถึงแม้จะรู้ว่านอกเมืองจะมิได้สุขสบายเทียบเท่ากับเมืองหลวง ‘เรื่องอันใดที่นางจะต้องปล่อยสวามีทั้งสองพระองค์มาอยู่ไกลตาเป็นปีโดยที่นางมิรู้เห็นกันเล่า..ตายเป็นตายสิ!’

            “เหม่ยเอ๋อร์หากน้องปวดเมื่อยก็นอนพักได้หนทางอีกยาวไกล มืดค่ำที่ตรงไหนเราก็จะเข้าพักที่โรงเตี๊ยมระหว่างทางตรงนั้น” หย่งเซิงบอกกล่าวหลังเก็บสำรับ

            “เจ้าค่ะพี่หย่งเซิง” รับคำยิ้มหวาน

            “เดินทางอีกห้าวันกว่าจะถึงจวนนอกเมืองที่เราต้องเข้าไปอยู่ยาว หากเจ้าเบื่อหน่ายพบเจอตลาดที่ใดพี่จะพาเจ้าลงไปเดินเล่นดีหรือไม่” หย่งเจี้ยนพูดเอาใจชายา

            “เจ้าค่ะ” โผเข้ากอดแขนออดอ้อน พระสวามีก็อ้าแขนรับไว้

            “แม่ทัพจางส่งคนมาแจ้งเรื่องชนเผ่าต้าจี้คาดว่าอีกวันสองวันคงจะเดินทางมาสมทบเรา พี่รองคิดว่าจะเป็นเรื่องใด” หย่งเซิงจิบชามองคนทั้งคู่

            “คงเป็นเรื่ององค์หญิงชางสินะ” หย่งเจี้ยนกล่าวเสียงเครียด

            “หืมมม.” เหม่ยเอ๋อร์ครางในลำคอ แทนที่จะคิดถึงองค์หญิงชางแต่ในหัวกลับคิดถึงแม่ทัพจาง…'แม่ทัพจางเช่นนั้นหรือ?? อืม'

            “คิดอันใดของเจ้าชายารัก” หย่งเซิงเห็นนางนิ่งเงียบ

            “คิดถึงแม่ทัพจางเจ้าค่ะ” ทำใบหน้าเคลิ้มฝัน

            เกิดความเงียบขึ้นในห้องโดยสารภายในรถม้า สององค์ชายหน้าดำทะมึนไร้วาจาจะกล่าว ‘นางกล้านึกถึงบุรุษอื่นได้อย่างไร’ หย่งเจี้ยนจับแขนบอบบางบีบแน่น

            “โอ๊ยย!!” เหม่ยเซียนออกจากภวังค์หันมองสวามีที่นั่งหน้าดำคร่ำเคร่ง “เหม่ยเอ๋อร์เจ็บเจ้าค่ะพี่หย่งเจี้ยน” เอ่ยเสียงอ่อนน้ำตาคลอเบ้า “ปล่อยนะเจ้าคะ”

            “เจ้านึกถึงบุรุษอื่น!!” หย่งเซิงที่นั่งตรงข้ามกล่าวความผิดของนางเสียงดังลั่น

    คล้ายกับเรื่องนางร้ายสื่อรัก 3P ที่คุณอ่าน