รถขับมาถึงสวนสาธารณะ ขณะที่รถเคลื่อนตัวผ่านศูนย์การค้าข่ายเต๋อร่างกายของวัยรุ่นทั้งสองก็เกร็งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะจิ้งจอกตัวใหญ่บนยอดตึกที่คนธรรมดามองไม่เห็นตัวนั้นได้ลืมตาสีทองเลื่อมขึ้นมารูจมูกสีดำสนิทส่งเสียงฮึดฮัดอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะมุดหัวกลับไปที่หางอันหนาฟูตามเดิม
“รองผู้ว่าการฉู่” ณ ประตูสวนสาธารณะ ในตอนที่พวกสวีหยางอี้มา่สายๆยังไม่ใครสักคน แต่ตอนนี้กลับมีคนใส่ชุดคลุมยาวสีขาวหนึ่งคนยืนอยู่ตรงประตูด้วยใบหน้ายิ้มแย้มพร้อมกับประสานมือ “ยินดีต้อนรับ ผ่านไปเป็ปี ยังสบายดีหรือไม่?”
หน้าตาเขาดูธรรมดา อาจพูดได้ว่าดูไม่เกลี้ยงเกลา หนวดเครารุงรังอายุประมาณยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดปีเห็นจะได้ ทว่าในยามค่ำคืนแบบนี้เขากลับมายืนโด่เด่ตรงนั้นคนเดียว หากมีคนผ่านไปผ่านมาเห็นเข้าสายตาพวกเขาคงไม่สามารถสนใจสิ่งรอบข้างเป็แน่หากแต่คงต้องจ้องมองไปที่เขาอย่างไม่ทราบสาเหตุ
และแล้ว บนใบหน้าผอมเรียวของรองผู้ว่าการฉู่ก็ผุดรอยยิ้มขึ้นมาเจือจางเมื่อรถหยุด คนขับรถก็รีบเปิดประตูหลังทันที พร้อมกับรับอีกฝ่ายลงจากรถเขาเร่งฝีก้าวออกไปจับมือเขาด้วยรอยยิ้มอันสดใส “ไม่เลวเลยไม่ได้เจอรองผู้อำนวยการฉีตั้งห้าสิบปี ไม่เปลี่ยนไปเลย ผมล่ะอดอิจฉาไม่ได้”
รองผู้อำนวยการฉี!
ที่นี่เป็สาขาย่อยของสำนักเทียนเต้าในมณฑลหนานทงการมาเยือนของผู้เฒ่าคนนี้ถึงขนาดที่รองผู้อำนวยการฉีต้องออกมาต้อนรับด้วยตัวเองเลยทีเดียว!
รองผู้อำนวยการฉีได้ยินเช่นนั้นก็พูดขึ้นอย่างเอือมระอา“ทุกสรรพสิ่งดุจฝันมายาอันไม่เที่ยง และย่อมเป็เช่นนั้นร่ำไป...ทักทายแบบนี้ให้ได้อะไร ทำลายความรู้สึกอย่างไม่ใช่เหตุเสียเปล่า”
“ว่าแต่นายเถอะ” เขาพารองผู้ว่าการฉู่ที่รูปร่างไม่สูงนักเดินมาที่ศาลา“ปีนี้พวกเรายื่นข้อเสนอโครงการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวหวงหลงไปยังรัฐบาลไม่นึกว่านายจะตีกลับมา และตอนนี้พวกเราเองก็กำลังวุ่นๆ กับเื่นี้อยู่”
“เหล่าฉี” รองผู้ว่าการฉู่ถอนหายใจ “ฉํนไม่ได้อยากจะตีกลับแต่เขตพื้นที่ท่องเที่ยวหวงหลงเป็พื้นที่ท่องเที่ยวระดับ A ของหวาซย่าชื่อเสียงโด่งดังทั้งในและนอกประเทศ โครงการของพวกนายดูรีบร้อนเกินไป อย่าว่าแต่การพิจารณาระดับมณฑลหรือส่วนกลางเลยแค่การพิจารณาจากท้องถิ่น พวกนายก็ไม่น่าผ่าน”
“แต่ว่าด้านล่างเป็เหมืองหินิญญาขนาดใหญ่เชียวนะ! มีปริมาณสูงถึง 200ล้านตัน! อีกทั้งยังค้นพบแร่ทองคำหายากสี่ชนิด!คนของแผนกหลอมอาวุธจากตู้มหาสมบัติเกือบได้ที่นี่ไปครองแล้ว!”
“ฉันรู้” แม้สถานที่ที่รองผู้ว่าการฉู่พูดถึงจะมีชื่อเสียงโด่งดังล้ำค่าแต่สีหน้าเขากลับไม่มีแววเสียดาย แม้กระทั่งน้ำเสียงก็ไม่เปลี่ยน “ดังนั้นต้องค่อยๆ วางแผน ไม่งั้นจะไม่สามารถชี้แจงต่อประชาชนหลายพันล้านคนทั่วประเทศได้แม้ว่าผู้ฝึกตนทั่วทั้งฮวาซย่าจะเป็กองกำลังรบหลักแต่รากฐานของประเทศยังคงเป็ประชากรหลายพันล้านคนอยู่เื่นี้ฉันรับ่ต่อมาจากหัวหน้าหวางและหัวหน้าชีแล้วหลังจากนี้สามเดือนจะให้คำตอบกับเทียนเต้าแล้วกัน”
เมื่อพูดจบ เขาก็ยื่นมือไปด้านหลัง หยิบแก้วเก็บอุณหภูมิอุ่นผ่าวหนึ่งใบที่เปิดฝาครอบออกแล้วก็ยื่นเข้าส่งถึงมืออันเหี่ยวชราของเขา
“เจาหนานเป็อย่างไรบ้าง?” เขาจิบหนึ่งคำก่อนเปลี่ยนประเด็นนี่เป็ชาต้าหงเผาอัดเม็ด ทั่วทั้งฮวาซย่ามีเพียงเม็ดเดียว รสชาติของมันเป็ที่โปรดปรานของเขายิ่งนัก
“หลานชายของรองผู้ว่าการฉูนับว่าเป็อัจฉริยะที่โดดเด่น”รองผู้อำนวยการฉีหรี่ตา “แต่ว่านายไม่เคยสนใจหลานชายนาย สนใจแค่ผลการฝึกตนของเขานายคงไม่ได้มาที่นี่เพียงเพราะเหตุผลแค่นี้หรอกใช่ไหม?”
ดวงตาของรองผู้ว่าการฉู่หรี่ลงเล็กน้อย คนที่เขาพามาด้วยอย่างบรรดาตำรวจวัยรุ่นทั้งสองคน หรือจะเป็คนขับรถที่ยืนรออย่างเป็ระเบียบราวกับกองทัพทหารขณะนี้ได้ถอยออกไปอย่างเงียบๆ
ไม่เหลือแม้แต่คนเดียว ประหนึ่งคลื่นฝูงชนม้วนตัวกลับประหนึ่งการแสดงบทร้องเล่นบนเวลาที่จบลง และการแสดงชุดสำคัญกำลังเริ่มขึ้น
รองผู้อำนวยการฉีใเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันรอเขาพูดจบรองผู้ว่าการฉู่ที่ตัวเตี้ยกว่าเขาก็เดินเข้ามาด้านหน้า พร้อมกับดึงมือเขามาก่อนใช้มือขวาเขียนตัวหนังสือสองสามคำ
“นายพูดจริงเหรอ?!” สีหน้าของรองผู้อำนวยการฉีเปลี่ยนไปในพริบตาน้ำเสียงเคร่งขรึมลงในบัดดล เขาพลิกมือกุมมือรองผู้ว่าการฉู่ริมฝีปากซีดลงเล็กน้อย เอ่ยถามเพียงพร่าแหบ “รางวัลครั้งนี้... เป็สิ่งนี้จริงๆเหรอ?!”
“จริงแท้แน่นอน” รองผู้ว่าการฉู่ชักมือกลับมาเงียบๆ แสยะยิ้มเอ่ย“ไม่งั้นดึกดื่นป่านนี้ฉันจะถ่อมาที่เมืองเฟิงอี้ทำไม? ระยะทางจากจังหวัดจิงตูมาที่เมืองเฟิงอี้ก็หลายพันกิโลเมตรฉันไม่ได้ว่างขนาดนั้น”
รองผู้อำนวยการฉีเม้มปากแน่น เขาแทบไม่อยากเชื่อ การมอบน้ำอมฤตรังสรรค์ให้ผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ก็นับเป็บุญวาสนาแล้วแต่ว่าครั้งนี้ไม่นึกว่าจะเป็ยาชั้นเลิศที่เหนือกว่าน้ำอมฤตรังสรรค์...นับว่าเป็สิ่งที่ทำเอาผู้ฝึกตนขั้นจู้จีใจคอสั่นคลอนได้เลยทีเดียว!
“เจินเหรินท่านไหนนำสิ่งนี้ออกมา?” หลังจากนั้นสิบวินาทีเมื่อสะกดอารมณ์ลงมาได้ เขาก็รีบเอ่ยถามทันที
“ท่านฝู่หยุนเจินเหริน” รองผู้ว่าการฉู่ยื่นบัตรให้หนึ่งใบอย่างไม่คิดอะไร“500ล้าน บวกกับหินิญญาชั้นสูงหนึ่งก้อน”
“ฉัน้าให้ฉู่เจาหนานได้ที่หนึ่ง 100%”
เมื่อได้ยินคำว่าหินิญญา แววตาของรองผู้อำนวยการฉีก็เป็ประกายขึ้นทันที
รองผู้ว่าการฉู่ขยับเข้าใกล้พลันกัดฟันเอ่ย“นายจะลงมือเองหรือให้คนที่ฉันพามาลงมือ?”
เห็นรองผู้อำนวยการฉีไม่พูดจา รองผู้ว่าการฉู่จึงคลี่ยิ้มเอ่ย “วางใจเถอะฉันไม่เอาอนาคตอันงดงามมาแลกกับพวกมดปลวกขั้นเลี่ยนชี่หรอก แต่ภายในหนึ่งปีฉันจะทำให้พวกเขาโคจรพลังไม่ได้ ฉันเป็แค่คนธรรมดาการที่ทำได้เท่านี้ก็นับว่าเป็ขีดจำกัดของตำแหน่งรองผู้ว่าการแล้ว...”
รองผู้อำนวยการฉียังคงไม่เอื้อนเอ่ย เพียงแต่จ้องมองรองผู้ว่าการฉู่อย่างลึกล้ำ
“เหล้าแห่งเซียน” รองผู้อำนวยการฉู่เอ่ยเสียงแ่ “ฉันตามหามาสิบปีเพิ่งหาเจอเพียงแค่นี้... อย่าใช้สายตาเหมือนฉันทำอะไรผิดแบบนั้นสิ ฉันไม่ได้ทำงานกับโลกผู้ฝึกตนแค่หนึ่งปีกว่านะในบรรดาผู้ฝึกคนขั้นเลี่ยนชี่... นอกจากคนที่ได้ที่หนึ่งแล้วเดิมทีพวกนายก็ไม่เคยแยแสคนอื่นๆ ไม่ใช่เหรอ? ดังนั้นขอแค่ไม่มีปัญหาใหญ่เกิดขึ้นก็พอแล้ว คิดซะว่าเป็การให้หน้าตำแหน่งรองผู้ว่าการอย่างฉันแล้วกัน”
เงียบสงบลงไปพักหนึ่ง รองผู้อำนวยการฉีก็ชักมือกลับซึ่งไม่เห็นบัตรนั่นแล้ว “เื่นี้... มันออกจะเกินไปหน่อย”
“ฝู่หยุนเจินเหริน...เป็ถึงบุคคลอันเป็ที่เคารพเลื่อมใสของตระกูลฉินแห่งราชวงศ์ฉินเขาร่วมมือแต่กับผู้ทรงอิทธิพลระดับโลก ฉันเป็แค่ผู้ฝึกตนขั้นจู้จีคนหนึ่งต่อให้เขาลงมือฆ่าฉัน ก็คงไม่มีใครกล้าเอ่ยปากพูดหรอก”
รองผู้ว่าการฉู่เผยรอยยิ้มมุมปากขึ้นอย่างเ้าเล่ห์พลางจ้องมองเขาเรียบนิ่งสักพักก่อนเอ่ย “นายเริ่มพูดจาชวนขำแบบนี้ั้แ่เมื่อไหร่?”
“คนธรรมดาที่ไร้ภูมิหลัง ไม่มีคุณสมบัติมหาสมบัติเช่นนี้ในเมื่อเป็แค่คนธรรมดา... ก็ควรจะยืนอยู่ในที่ของตัวเอง”
เขาหรี่ตามอง“นายคิดว่ายังมีคนอื่นที่เหมาะสมเป็ของแบบนี้มากกว่าหลานชายของฉู่เทียนอีอย่างฉันอีกเหรอ?เขาเป็ถึงผู้สืบทอดตระกูลฉู่เชียวนะ”
คำพูดนี้ทำเอาบรรยากาศเย็นเยือกลงทันที แม้เขาจะไม่ใช่ผู้ฝึกตนแต่รองผู้อำนวยการฉีก็ไม่กล้าล้อเล่นกับเขา
ยังไม่ทันรอให้อีกฝ่ายปริปาก เขาก็คลี่ยิ้มเอ่ย “ไม่มีๆพวกเขาทุกคนล้วนไม่เหมาะสม”
“หน้าประวัติศาสตร์ล้วนถูกเขียนด้วยผู้ชนะ...ผู้แข็งแกร่งอาจจะไม่ใช่ผู้ชนะเสมอไป แต่ผู้ชนะต่างหากคือผู้ที่แข็งแกร่ง”เขาเขี่ยไม้เท้าที่พื้นพลางแสยะยิ้มเยือกเย็น “ขอแค่พวกเรารับบทเป็ผู้ชนะตลอดหน้าประวัติศาสตร์ที่พวกเราเขียนก็จะถูกต้องไปตลอดกาล ส่วนพวก ‘เส็งเคร็งที่พึ่งแต่โชค’ขั้นเลี่ยนชี่ทั้งหลายจะคิดยังไงก็ช่างมัน...”
เขาเลิกคิ้ว “พวกมันสำคัญเท่าเงิน 500 ล้านของฉันไหม?”
รองผู้อำนวยการฉีเงียบนิ่งลงสักพักก่อนเอ่ยปาก “ถ้างั้น...ครั้งนี้ฉันขอร่วมมือกับนายอย่างสุดตัวแล้วกัน”
………………
เวลาคล้อยผ่านไปนาทีแล้วนาทีเล่าแต่สวีหยางอี้กลับไม่รู้ว่าผ่านไปแล้วนานแค่ไหน หนึ่งวัน? สองวัน?สามวัน? หรือหนึ่งชั่วโมง?
เขาคิดว่าจะใช้เวลาเข้าฌานห้าวันแต่ตอนนี้เขาไม่มีอารมณ์มาสนใจว่ากี่วันแล้ว
สายตาของเขาไม่ผละออกจากทะเลลมปราณของตัวเองจนไม่รู้ว่าผ่านไปนานเพียงใดพลังจิตที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างกะทันหัน กอปรกับการใช้ค่ายกลหลอมปราณทำให้พลังปราณไหลทะลักเข้าร่างอย่างถาโถม อากาศรอบๆ ก็พลอยสั่นไหวไปด้วย “บ่อน้ำ”ที่เกือบใกล้เต็มก่อนหน้านี้ ตอนนี้ชายตามองไปพลังปราณที่ปะทุอยู่แลดูเข้มข้นมากกว่าเดิมราวกับน้ำร้อนที่เพิ่งเดือด!
ยังไม่ถึง “จุดสูงสุด...”
สวีหยางอี้รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงในทุกๆ รายละเอียดแม้กระทั่งอารมณ์เล็กๆ น้อยๆ ที่ถูกความเปลี่ยนแปลงแปลกๆ ชักนำเขาก็จับััได้อย่างชัดเจน ขาดอีกนิดเดียว... อีกนิดเดียวก็เติมทะเลลมปราณระดับต้นจนเต็มแล้ว!
ถึงตอนนั้นจะเป็่เวลาที่เขาจะบรรลุระดับกลาง!
จะสำเร็จหรือไม่ตอนนี้ไม่อาจทราบได้แต่การบรรลุระดับของขั้นเลี่ยนชี่ไม่เหมือนกับขั้นจู้จีที่หากไม่สำเร็จหนึ่งครั้งร่างกายจะได้รับผลกระทบ สำหรับขั้นเลี่ยนชี่แล้ว ขอแค่เป็ไปตามเงื่อนไขก็สามารถบรรลุระดับได้ทุกเมื่อ
นี่คงเป็สิ่งชดเชยที่พระเ้ามอบให้ผู้ฝึกตนหน้าใหม่ที่เพิ่งจะเข้าสู่เส้นทางผู้ฝึกตน
แต่ถ้าหากเลื่อนระดับไม่สำเร็จ สิ่งที่ต้องเผชิญก็คือการสูญเสียพลังปราณหนึ่งครั้งต้องสูญเสียไปราวหนึ่งส่วนสิบ แต่เทียบกับการบรรลุขั้นจู้จีที่ล้มเหลวหนึ่งครั้งต้องใช้เวลารักษาฟื้นฟูตัวเองหลายปีแบบนี้ก็นับว่าดีมากแล้ว
เขาตัดสินใจเอาไว้แล้ว เมื่อเติมทะเลลมปราณจนเต็มปริ่มเขาจะบรรลุระดับกลางทันที!
พลังปราณไหลเวียนอย่างเอื่อยเฉื่อยทั่วร่างกาย ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเพียงใดสวีหยางอี้ที่นั่งสมาธิอยู่ก็หนังตากระตุกขึ้นเล็กน้อย จากนั้นก็ค่อยๆลืมตาทั้งสองข้างขึ้น
สำรวจดูภายใน!
ตอนนี้ ทะเลลมปราณไม่นิ่งสงบอีกต่อไป พลังปราณสีขาวพวยพุ่งเป็ไอทะเลลมปราณกำลังเดือดอยู่อย่างพลุ่งพล่าน!
บรรลุขั้นเลี่ยนชี่ระดับต้นเสร็จสมบูรณ์อย่างแท้จริง!
“ซูด...” เขาสูด ลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งเฮือกและโคจรพลังภายในอย่างไม่ลังเล เสียง “ตู้ม” ดังขึ้น! ทะเลลมปราณะเิทันที!
พลังปราณในลักษณะไอควันนับพันหมื่นเส้นสายพุ่งเข้าสู่เส้นลมปราณทุกเส้นและจุดรวมพลังทุกจุด!
เส้นลมปราณถุงน้ำดี เส้นลมปราณตับ เส้นลมปราณปอด เส้นลมปราณลำไส้ใหญ่เส้นลมปราณกระเพาะ เส้นลมปราณม้าม เส้นลมปราณหัวใจ เส้นลมปราณลำไส้เล็ก เส้นลมปราณกระเพาะปัสสาวะเส้นลมปราณไต เส้นลมปราณถุงหุ้มหัวใจ เส้นลมปราณซานเจียว[1] เส้นผมสั้นสไลด์สั้นของเขาชี้ฟูขึ้นโดยไร้ลม ใบหน้าค่อยๆ แดงระเรื่อ
พลังปราณเป็เส้นสายคล้ายงูไหลเวียนผ่านเส้นลมปราณทั้งสิบสองเส้นเป็วงจรที่สมบูรณ์หากตอนนี้มีคนที่มองทะลุได้ จะต้องมองเห็นอวัยวะภายใน กระดูก และเืเนื้อทั่วทั้งร่างของสวีหยางอี้ที่กำลังเรืองแสงสีขาวระเรื่ออยู่นั่นเป็พลังปราณที่ห่อหุ้ม อันที่จริงมันคือการปรับสภาพร่างกายเป็กระบวนการวิวัฒนาการที่ทำให้ร่างกายตัวเองสามารถดูดซับและกักเก็บพลังปราณได้ดีขึ้นหากจะให้เป็เปรียบเทียบก็คงเหมือนการอัพเกรดคอมพิวเตอร์
หัวใจคือ CPU โครงกระดูกคือเมนบอร์ดเืเนื้อคือวงจร... ตอนนี้ พลังปราณทั้งหมดกำลังปรับสภาพเข้ากับร่างกายของเขา!เมื่อการปรับสภาพดำเนินถึงจุดสูงสุด ทะเลลมปราณก็จะขยายขึ้นทันที! และบรรลุขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางในที่สุด!
ณ ห้องพักในสังเวียน ตอนนี้ฉู่เจาหนานกำลังจะนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงหินของตัวเอง แต่ว่าวินาทีถัดมาดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นอย่างกะทันหัน!
พลังปราณรอบๆ กำลังเคลื่อนไหวอย่างผิดปกติ...
ไม่ใช่การกระเพื่อมสั่นไหวที่อาจเกิดขึ้นได้บางครั้งบางคราว...แต่เป็ความผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและกำลังควบแน่นอย่างรวดเร็ว!
ดวงตาทั้งสองข้างของเขาฉายแววตกตะลึงขึ้น สนามประลองหนึ่งในใต้หล้าเป็สถานที่ที่อยู่ลึกสุดของเทียนเต้าสาขาย่อยเป็ไปไม่ได้ที่จะมีผู้บุกรุกภายนอกหรือของวิเศษหายากปรากฏขึ้น ดังนั้นเหตุการณ์แบบนี้จึงเป็ไปได้แค่เื่เดียวเท่านั้น!
“มีคนเลื่อนขั้น!”
เขาะโพรวดลงจากเตียง พลันรีบคว้านกกระเรียนกระดาษไปที่ประตูอย่างไม่พูดพร่ำทำเพลงและพุ่งขึ้นไปที่สังเวียนทันที
“นี่มัน...” เพิ่งถึงด้านนอก เขาก็ถึงกับตกตะลึง
--------------------------------------------------------------------------------
[1] เป็ทางผ่านของของเหลว จากส่วนบน ั้แ่ปอด หัวใจและหัวลงมาส่วนกลางคือกระเพาะอาหารและม้าม ส่งต่อไปยัง ส่วนล่างคือตับ ไต และอวัยวะเพศเพื่อขจัดของเสียออกจากร่างกาย