สำนักเซียนกระบี่หวังเหล่ย
บนบัลลังก์ทองหรูหราราวกับที่ประทับของเง๊กเซียนจ้าวหวังซู่ใบหน้าบ่งบอกว่าเต็มไปด้วยโทสะนั่งอยู่บนนั้นด้วยท่าทีสง่างาม
“ไร้ประโยชน์ เป็ถึงคุณชายตระกูลจ้าวแม้จะเป็แค่ลูกอนุต่ำต้อยแต่มีผู้ติดตามมากมาย กลับพ่ายแพ้ให้กับขอทานไร้ชื่อ”
คุณชายปลายแถวลูกอนุจ้าวเปิ่นหยงยืนก้มหน้า
“พี่ใหญ่ ท่านประมุข ขอทานยากไร้ผู้นั้นเขาใช้เคล็ดวิชารั้งรอ…..เอาชนะพวกข้าได้ง่ายดาย”
"เคล็ดวิชารั้งรอสาบสูญไปพร้อมกับมารชั่วมู่หยางที่จบชีวิตตัวเองพร้อมเคล็ดวิชาและอวี้ปิงเหตุใดยังมีผู้นำเคล็ดวิชานี้ขึ้นมาใช้อีก แน่ใจหรือไม่อย่างไรว่าเป็เคล็ดวิชาเดียวกันมิใช่เพียงแค่พวกหลอกลวงแหกตา หรือพวกเ้าที่แพ้ราบคาบราวกับลูกหมาแล้วกลัวว่าข้าจะกล่าวโทษ”
“พี่ใหญ่ พวกข้าประสบมาด้วยตัวเอง ่เวลานั้นเพลงกระบี่ของสำนักหวังเหล่ยรวดเร็วว่องไวแต่กลับไม่อาจทำอันตรายเ้าขอทานนั้นได้ ราวกับเวลาเคลื่อนผ่านเชื่องช้า ไร้หนทางต่อต้านขัดขืน ไม่อาจบังคับแขนขาทำให้การเคลื่อนไหวช้าลงราวกับหุ่นกระบอกไม้ที่ไร้จิติญญาไม่อาจทำตามใจ้า”
จ้าววั่งซูขมวดคิ้ว
“เพ้อเจ้อ ไปคุกเข่าสำนึกผิดที่หอคุณธรรมหนึ่งวันหนึ่งคืน”
“พี่ใหญ่! ข้าไม่ได้โกหก คนผู้นั้นฝีมือเก่งกาจแค่เพียงดีดนิ้วก็สามารถล้มพวกเราได้นับสิบ”
“ไปคุกเข่าที่หอคุณธรรมแล้วหยุดพูดเื่นี้ได้แล้ว!”
จ้าววั่งซูตวาดเสียงดังลั่นภายในใจเดือดดาลไม่ต่างกับเห็นหน้าสวี่มู่หยาง
"อาจารย์ เหตุอาเพศที่เกิดขึ้นไม่แน่ว่าจะเป็..เอ่อๆ "
ศิษย์ข้างกายจี้เอินที่คอยรับใช้ดูแลหรือเรียกอีกอย่างว่าคอยเป่าหูเพราะกระซิบที่ข้างหูเบาๆ
"ตายแล้วก็ควรตาย จอมมารตระกูลสวี่ยังจะฟื้นคืนชีพได้อีกหรือครั้งนั้นจอมมารมู่หยางสละชีพปกป้องอวี้ปิงไปแล้วจะกลับมาทำไม"
"แต่ อาจารย์เื่นี้มีเงื่อนงำจริงๆ "
"เหอะ หลายปีมานี้มีแต่คนแอบอ้างเคล็ดวิชารั้งรอ เปิ่นหยงเ้าโง่อวดดีนั่นอาจขลาดเขลาจนหลงกลคนที่ตั้งใจจะก่อกวนให้เกิดความวุ่นวายหาใช่คนที่ตายไปแล้วฟื้นคืนไม่"ทิ้งท้ายเพียงแค่นั้นในใจกลับหวั่นเกรงไม่น้อย
“เ้าจะลากข้าไปไหน! เ้าไม่ใช่ประมุขจ้าวอะไรนั้นแล้วข้าก็ไม่เคยล่วงเกินใครที่หน้าตาหล่อเหลาเช่นเ้า ถ้าจำไม่ผิดอะนะ”
“หึ ไม่เคยล่วงเกิน แต่ไม่เคยกล่าวลา”น้ำเสียงนุ่มนวลเศร้าสร้อย
มู่หยางนิ่งงันทำท่าทีครุ่นคิดราวกับว่าเขาจะจำได้
“หรือว่า! พี่ใหญ่! เป็ท่านนี่เอง น้องรองผิดไปแล้วท่านปล่อยข้าก่อนเถอะ แค่ข้าขโมยข้าวสาลีกับเงินเก็บนิดหน่อยของท่านแม่แล้วออกเร่ร่อนตามประสาหมาป่าเดียวดาย ท่านอย่าได้ถือสาข้าเลย”ละล่ำละลักจริงจัง
หลางตงหยางหันหน้าไปเสียอีกทางไม่อยากให้มู่หยางเห็นรอยยิ้มขบขันที่พยายามกลั้นไว้ พยายามปรับน้ำเสียงพูดเบาๆ
“ข้าไม่ใช่พี่ชายเ้า ไม่ใช่พี่ใหญ่อะไรนั้น”
มู่หยางตบเข่าฉาด
“นั้นไงว่าแล้ว! ท่านหล่อเหลาขนาดนี้จะต้องเป็พี่เขยของข้าแน่ๆ เลย พี่เขยอภัยให้ข้าเถอะ ข้าแค่ขโมยปิ่นแทนใจที่ท่านมอบให้พี่สาวก่อนแต่ง ต้องขออภัยที่ข้าไม่พบหน้าท่านในวันแต่งงานเพราะข้าละอายใจ แต่ข้าได้ข่าวว่าท่านร่ำรวยหล่อเหลา วันนี้ได้พบตัวจริงคงไม่ถือสาข้าใช่ไหมกับปิ่นแทนใจราคาไม่ถึงชั่ง จะว่าไปจะให้ของคนรักทั้งที น่าจะให้ของที่มีราคาหน่อย ข้าเอาไปขายได้ไม่กี่อีแปะ”
คราวนี้ยิ่งออกทะเลไปไกลแต่ทุกคำพูดล้วนอยู่ในความทรงจำ เดิมของขอทาน..ลู่ถง
“เลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว เ้าจำไม่ได้จริงๆ หรือว่าข้ามีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเ้า”
มู่หยางพึมพำเบาๆ ยกมือขึ้นจับที่คางตัวเองท่าทีครุ่นคิดอีกครั้ง
“หน้าตาหล่อเหลา แต่งตัวดูดี อายุมากกว่าข้า กระบี่ลวดลายงดงามบ่งบอกฐานะสูงส่งและยามเอื้อนเอ่ยวาจาเหมือนกลัวว่าใครจะล้วงเคล็ดวิชาลับแบบนี้….อาจารย์!!! อาจารย์ยกโทษให้ศิษย์ด้วย! ที่ข้าล่วงเกินอาจารย์ไปสองเื่”
ตงหยางทำสีหน้างงงันแต่ยอมตามน้ำเอ่ยปากถามเพราะอยากรู้
“เื่อะไร”
“เื่ที่หนึ่งพี่ชาย เื่ที่สองพี่เขย อ้ออาจจะมีเื่เผยเคล็ดวิชา”
“ดีเลย ข้ากำลังจะถามเ้าว่าเ้าไปร่ำเรียนเคล็ดวิชารั้งรอมาจากไหน”
“อะไรนะเคล็ดวิชารั้งรอชื่อเคล็ดวิชาก็ไม่น่าเรียนแล้ว เฮอะ แต่เชื่อข้าได้ข้าพูดความจริงอย่างที่สุด ว่าข้าไม่รู้มันมาได้อย่างไร อยู่ๆ ข้าก็คิดว่าควรจะดีดนิ้วเหมือนข้าเคยทำมันมานานแสนนาน อาจารย์เอาจริงนะข้าไม่เคยกราบใครเป็อาจารย์นอกจากท่าน ท่านอย่าได้โกรธไปเลย”
“พอเถอะข้าไม่ใช่อาจารย์เ้า หากยังจำข้าไม่ได้เ้าก็ควรจะทบทวนความจำของเ้าอีกครั้งว่าเราสองคนเกี่ยวข้องผูกพันกันยังไง”
มู่หยางจุ๊ปากส่ายหัว
“จุ๊ๆๆ ท่านพูดแบบนี้ อย่าบอกนะว่าเราเป็คนรักกัน”
“หุบปากได้แล้ว มู่หยาง”
มู่หยางยิ้มด้วยดวงตาพร่างพราว
"ท่านเรียกข้าว่ามู่หยาง เรียกด้วยน้ำเสียงอบอุ่นเช่นนี้……"ดวงตาสดใสยิ่งเป็ประกายน่ามอง
"เ้านี่ ไม่เปลี่ยนจริงๆ ….."
ตงหยางกระตุกผ้ารัดผมให้อีกคนเดินตาม มู่หยางจ้องมองเสี้ยวหน้าหล่อเหลาแล้วเบือนหน้าหนีเสียหากไม่ยินยอมก็แค่ใช้อาคมตัดผ้ารัดผมให้ขาดสะบั่นแต่บางอย่างบอกมู่หยางว่าควรตามใจคนตัวใหญ่ ใบหน้าเรียบเฉยทว่าหล่อเหลา หรือว่าก่อนหน้านั้นเขาจะเคย ต้องเอาใจคนผู้นี้
“เอาล่ะข้าไม่ใช่คนที่ชื่อมู่หยางอะไรนั่นข้าเป็ใคร ตัวข้าเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำ รู้เพียงว่าสวมอาภรณ์ใบแบบขอทานและท้องหิวไร้บ้าน ข้ายอมให้ท่านเรียกข้าว่ามู่หยางก็ได้นึกไปชื่อนี้ก็ไม่เลวทีเดียวว่าแต่แซ่ของข้าเล่า….ท่านให้ข้าแซ่อะไร"ตงหยางหลับตาลงถอนหายใจ
"แซ่หลาง"
มู่หยางยิ้ม ใบหน้าขะมุกขะมอมสวยจนตงหยางต้องถอนหายใจอีกครั้ง 20ปีแล้วที่เขาไม่ได้เห็นรอยยิ้มสดใสแบบนี้
"ไปกันเถอะ"
"ท่านจะพาข้าไปไหน ถามอะไรก็ไม่บอกให้ข้าเดาก็เดาไม่ถูก เราจะไม่ประมือกันใช่ไหมดูจากท่าทีแล้วท่านคงเป็ยอดฝีมือ ข้าคงไม่อาจต่อกร”
“รู้ก็ดีแล้ว เดินตามข้ามาเงียบๆ เลิกเพ้อเจ้อไร้สาระของเ้าเสีย”
หุบเขาเทียนเฟย
หลิวฟางจิ้งก้าวขาเข้ามาด้วยสีหน้าเป็กังวลราวกับคนแบกโลกแม้จะพูดไม่ได้ว่าใบหน้าของเขาอมทุกข์อยู่ตลอดเวลาเป็เื่ปกติ แต่ครั้งนี้อาจพูดได้ว่าปกติที่ไม่ปกติ
“อาจารย์ข้าตรวจดูแล้ว เหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นมีบางอย่างผิดไปจริงๆ”
“มีเหตุใดกันที่เ้ากล่าวถึง”
“ดวงจันทร์ ดาวศุกร์และดาวเสาร์เรียงกันเป็เส้นตรงเป็ลางแห่งการอุบัติใหม่”
หวงซีฮันลุกขึ้นก้าวเดินไปมองท้องฟ้า
“เดือนจิ่ว (กันยายน) จะมีการจัดชุมนุมชาวยุทธ บางทีเมื่อถึงเวลานั้นเราอาจพบคำตอบ”
“อาจารย์ท่านไม่กลัวว่าจะเกิดเื่ร้ายหรอกหรือ”
“ทุกอย่างเป็ลิขิต์ เราสองคนก็แค่รับมือตามลิขิต์”
“อาจารย์ ศิษย์เข้าใจแล้วแต่ อวี้ปิงยากที่จะรับมือ ผู้คนล้วนล้มตายเพียงเพราะของสิ่งนั้น หากมีคนชั่วนำอวี้ปิงมาใช้ย่อมส่งผลร้ายแรง”
“อวี้ปิง…”
หวงซีฮันพึมพำ ภาพความทรงจำเก่าๆ ผุดขึ้นมาตรงหน้า หลับตาไล่หยาดน้ำตา
40ปีก่อนหน้า
เสียงหวีดร้องของผู้คนในตระกูลสวี่ เปลวไฟลุกไหม้กลืนกินเรือนไม้ที่พักพิงอย่างไม่ปรานี แม้จะพยายามหนีตายจากเปลวไฟก็ไม่รอดพ้นจากคมกระบี่ ค่ำคืนยินดีกับกำเนิดคุณชายน้อยของท่านประมุขกลับกลายเป็วันที่ต้องบรรเลงเพลงมโหรีเพื่ออำลา ไร้ซึ่งการต่อสู้ตระกูลสวี่ที่อาศัยการปกป้องจากชื่อเสียงที่ก่อร้างสร้างมาปลีกตัวออกจากยุทธภพใช้อี้ปิงเพื่อข่มขวัญผู้รุกรานปกป้องคนอ่อนแอจากคนชั่วที่อ้างคุณธรรมเพื่ออวี้ปิง เร้นกายมุ่งหาความสงบในหุบเขาห่างไกลไยจึงจะต่อกรกับเหล่าเซียนที่อ้างคุณธรรมที่มีกระบี่ในมือได้
หวงซีฮันยืนนิ่งมือกำกระบี่แน่น ปลายกระบี่ชี้เข้าหาหลางเจียวจิ้น (ความซื่อสัตย์) พี่น้องร่วมสาบานที่ยังเหลืออยู่เพียงคนเดียว รอบกายมีซากศพคณานับรวมทั้งร่างไร้ิญญาศิษย์พี่ใหญ่ สวี่มู่เฉวียน หัวใจของเขาปลิวหายไปพร้อมกับลมหายใจของมู่เฉวียน ความเสียใจกลายเป็โทสะ ตั้งใจห้ำหั่นภรรยาพี่ใหญ่สวี่หวังเยี่ยนที่ร้องไห้ปานขาดใจเมื่อเห็นมู่เฉวียนล้มลงตรงหน้า ซีฮันกลับโทษว่าเป็เพราะนางที่ชักจูงพี่ใหญ่เข้าไปในทางสายมาร
ปลดผนึกหยกน้ำแข็ง ตั้งตัวเป็ประมุขพรรคมารเต็มตัว ตัดขาดเขาที่ดื่มเืสาบานเป็พี่น้อง
“พี่รองได้โปรดอย่าฆ่าใครอีกเลย ภรรยาพี่ใหญ่กับท่านไม่ได้มีเื่บาดหมางใดกัน โปรดไว้ชีวิตนางด้วย”
“หลางเจียวจิ้น ถอยไป นางไม่คู่ควรให้เ้าปกป้อง นางก็เป็ผู้สืบทอดวิชามารจากอวี้ปิง ถึงพี่ใหญ่จะตายไปแล้วนางก็ใช้ประโยชน์กับมันได้ง่ายดาย”
“พี่รองท่านก็เห็นแล้วไม่ใช่หรือ พวกเขาไม่ได้ทำเื่ผิดต่อใครอีกทั้งยังไม่มีใครพบเห็นอวี้ปิงมีเพียงคำเล่าลือก็เท่านั้น ท่านอ้างคุณธรรมพาเหล่าจอมยุทธคุณธรรมทั้งหลายบอกว่าเพื่อความสงบของยุทธภพแท้จริงแล้ว้าเพียงอวี้ปิง”
“นั้นไม่ใช่ข้า ข้าเพียง้าให้พี่ใหญ่นำมันออกมาเพื่อทำลายเสีย จะได้ไม่ต้องก่อกรรมอีกต่อไป”
หลางเจี้ยวจิ้นยิ้มขมขื่น
“ถึงท่านจะพูดอย่างนั้นก็เถอะ แต่ท่านสามารถควบคุมผู้ใดได้เล่า คนบริสุทธิ์ในตระกูลสวี่ต้องสังเวยชีวิตไปเท่าไหร่ ท่านเองถึงจะบอกว่าพลั้งมือฆ่าพี่ใหญ่ก็ตาม พี่รอง ข้ารู้ดีว่าท่านเ็ปเพียงใดเมื่อเห็นพี่ใหญ่ตายลงไปต่อหน้า ท่านก็ควรจะปล่อยพี่สะใภ้ไปเสีย ขอเพียงท่านไม่ดื้อดึง ยอมปล่อยภรรยาพี่ใหญ่ไปไม่ทำผิดซ้ำซาก ข้าจึงอภัย”
“หุบปากของเ้าเสีย หลางเจี้ยวจิ้น! ข้าหวงซีฮันผดุงคุณธรรมแยกแยะผิดถูกชัดเจน เ้าควรจะบอกนางให้มอบอวี้ปิงให้กับข้าเพื่อทำลายมันเสีย ข้าจึงจะไว้ชีวิตนาง”
สวี่หวังเยี่ยนที่กำลังอ่อนแรงรวบรวมพละกำลังอีกครั้งหันคมกระบี่เข้าหาหวงซีฮันอย่างไม่ลังเล เสียงโลหะกระทบกันดังลั่นหวงซีฮันทะยานขึ้น้าไม่ปล่อยให้ตัวเองเป็จุดอ่อน พละกำลังที่ยังเหลือเฟือต่างจากสวี่หวังเยี่ยนที่อ่อนแรงรอยเืเปรอะเปื้อนอาภรณ์ใบหน้าอิดโรยทุกคนล้วนผ่านการต่อสู้ มีเพียงซีฮันที่มีวรยุทธสูงส่งอาภรณ์ที่สวมใส่ยังสะอาดสะอ้านสวี่หวังเยี่ยนใช้คมกระบี่พยุงร่างปวกเปียก ดีดตัวพุ่งเข้าใส่หวงซีฮันหมายชีวิต หวงซีฮันตวัดคมกระบี่เพียงพลิกฝ่ามือกระบี่คมกริบสร้างาแบาดลึกให้กับสวี่หวังเยี่ยนแต่นางหายอมไม่พลิกตัวไปทางด้านหลังของหวงซีฮันเสียบคมกระบี่เข้าใส่แผ่นหลังเืสีแดงสดไหลซึมออกมาเปรอะอาภรณ์สีฟ้าสะอาดตา หวงซีฮันกัดฟันแน่นตวัดคมกระบี่อีกครั้งม้วนตัวเป็เกลียวราวกับพายุหมุนพุ่งเข้าหาสวี่หวังเยี่ยนด้วยโทสะ แต่ในระหว่างนั้นหลางเจียวจิ้นพุ่งตัวเข้าขวางคมกระบี่ที่ไร้ปรานีนั้น ใช้ร่างกายแทนโล่กำบังให้กับสวี่หวังเยี่ยน
“พี่รองอย่าทำผิดอีกเลย ฉึก!"
หลางเจี้ยวจิ้นพ่นเืสดๆ ออกมาก่อนที่จะทันพูดจบ
หวงซีฮันเองก็ใไม่น้อย มาคราวนี้หัวใจยิ่งแหลกสลายลงไปกว่าเดิมนี่เขาเป็ผู้ปลิดชีพพี่น้องร่วมสาบานถึงสองคนเชียวหรือ เช่นไรจึงสมควรเรียกว่าพี่น้อง
สวี่หวังเยี่ยนรวบรวมแรงทั้งหมดดีดตัวกลับหลัง พาตัวเองมายืนด้านหลังหวงซีฮันกระบี่ในมือจ้วงเ้าใส่แผ่นหลังของหวงซีฮัน ไม่ทันจะได้กดคมกระบี่ให้แทงทะลุผ่านทรวงอก หวงซีฮันก็พลิกตัวใช้กระบี่ในมือจ้วงสุดแรง ในใจตอนนั้นอยากจะเปลี่ยนใจภาวนาให้นางพลิกตัวหลบ รู้ดีว่าเขาไม่ได้ออมมืออนิจจาช้าไปเสียแล้วไม่อาจยั้งมือ
"ฉึก…"สวี่หวังเยี่ยนกระอักเืสดๆ ออกมาทรุดกายลงกับพื้น
"อุแว้...อุแว้... อุแว้"
หวงซีฮันขมวดคิ้ว นี่เขาทำสิ่งใดพลาดไปอีกแล้ว ก้าวเดินประชิดแท่นนอนที่ปิดบังด้วยผ้าม่านสีขาวที่มีรอยเืเป็ด่างดวง
แหวกผ้าม่านมองเข้าไป สอดส่ายสายตาพบทารกน้อยมีเพียงผ้าพันกายยังไม่ทันได้ตัดสายสะดือ สวี่หวังเยี่ยนกระเสือกกระสนด้วยลมหายใจเฮือกสุดท้ายกระตุกชายผ้าของหวงซีฮัน
“ได้โปรด…อย่าฆ่าเขา…เขาคือรอยยิ้ม อั๊ก…ของพี่ใหญ่ของท่าน”