“เอ ตอนอยู่ในสนามรบเป็นยังไงบ้างลองเล่าให้ฟังหน่อยสิ” เอที่ตอนนี้กำลังกลับมานั่งแล้วและพยายามเลือกเมณูที่ต้องการอยู่นั้นเมื่อได้ยินเรกิสถามเขาก็เงยหามองเรกิสก่อนที่เขาจะตอบ
“ผมหรอ ผมลงไปกับ drop pot หลังจากที่หน่วยเรนเจอร์เข้าสนามรบตอนที่เข้ากำแพงเมืองหลวงก็อบลินนั้นแหละ”
“แล้วเป็นไงบ้าง ลองเล่าให้ฟังหน่อยสิ”
“ก็ได้อยู่หรอกแต่เธอต้องเลี้ยงข้าวมื้อนี้นะ”
“ขี้งก”
“ไม่ใช่งก เขาเรียกว่าจน”
“ก็ได้สั่งเลย” เมื่อได้ยินแบบนั้นเอก็ก้มหน้าลงแล้วเลื่อนไปที่เมณูที่แพงขึ้นมาพลางที่พูดไปด้วย
“ตอนแรกผมก็ไม่ได้ทำอะไรมากนักหรอกนะ แต่พอพวกทหารราบของก็อบลินที่มาเสริมกำลังมาถึงแนวหน้างานผมก็เริ่มจะมีบ้าง”
“แล้วที่ว่าบ้างนี้มันประมาณไหน”
“ก็นะ ผมก็ได้ออกไปที่แนวรบ ใช่ ผมสะพายกระเป๋าพยาบาลและถือปืนบลาสเตอร์วิ่งหลุนๆไปลากคนนั้นทีคนนี้ที พลางมองดูว่าจะมีตัวอะไรมาเป่าหัวผมไหม”
“แล้ว”
“ก็นะผมต้องไปฉีดยาระงับความเจ็บกับยารักษาแต่ยานี้มันดีจริงๆนะ ” เอหยุดไปซักพักเพื่อทำใจก่อนที่จะพูดต่อ
“ขนาดคนที่ไส้ไหลฉีดยาระงับความเจ็บแล้วพี่แกก็ไม่ร้องซักแอะ ทั้งยังพยายามยัดใส่ตัวเองเข้าที่ด้วยแล้วหลังจากที่เอาไส้เข้าที่แล้วพอฉีดยารักษาเข้าไปแผลนี้หายไปเลย ใช่มันวิเศษมากจนอยากจะหามาใช้เองเลยละ”
“ไม่ได้หรอกนะเอ ยาที่คนทั่วไปซื้อได้มีแต่ยาที่ต้องดืมเอาเท่านั้น ยานั้นมันไว้ใช้ในการทหาร” เรกิสอธิบายให้เอฟัง
“อย่างนั้นหรอ”
“แล้วยังไงต่อละเอ”
“ก็หลังจากรักษาพี่คนนั้นเสร็จผมก็โดนแรงลมของระเบิดใกล้จนปลิวไปตกเป็นเศษผักนะซิดีนะที่ตอนนั้นในมือของผมมียาอยู่ไม่งั้นผมก็คงไม่รอดจากนั้นผมก็เห็นปืนที่อยู่ใกล้ๆ ผมเลยวิ่งเข้าไปซากตึกคอยดักยิงก็อบลินแต่ปืนบลาสเตอร์นี้้มันดีมากเลยนะเรกิส ผมชอบมากเลยมันยิงทะลุดตึกแต่ไม่เกิดรูเลย”
“ก็นะ” เรกิสหยักไหล่
“แต่ที่ผมชอบจริงๆก็คงจะเป็นแขนเสริมที่ติดอยู่กับชุดของหน่วยเรนเจอร์นะบอกได้เลยว่าแจ่มจริงๆ ทั้งสามารถจัดเก็บปืนไว้ที่ด้านหลังได้แล้วยังสามารถช่วยยิงในขณะที่หมอบได้อีก ”
“ชุดนั้นมันก็ดีอยู่หรอกนะแต่มันไม่ค่อยจะป้องกันได้ถ้าเจอกับพวกนับรบที่มีออร่า แต่ก็แลกมากับความคล่องตัวที่สูงมากเหมาะกับการรบในป่า ท่านแม่อาเรียได้พัฒนาชุดรบในป่าให้ออกมาอย่างที่เห็นนั้นแหละ”
“พูดถึงหน่วยเรนเจอร์แล้วเรกิสลองพูดประวัติคร่าวๆให้ฟังหน่อยสิ”
“ก็ไม่มีอะไรมากนะ จุดเริ่มต้นของหน่วยเรนเจอร์คือท่านดยุกข่านที่เป็นทวดของทวดของปู่ของท่านแม่อาเรียนั้นมีปัญหาการรบในป่ามาอย่างช้านานท่านข่านเลยตัดสินใจจัดตั้งกองกำลังที่เหมาะแก่การรบในป่าขึ้นมา เอเชื่อไหมละว่าตั้งแต่จัดตั้งกองกำลังขึ้นมาป่าด้านทิศตะวันตกนั้นก็สงบสุขมากว่า 200 ปีแล้ว”
“ขนาดนั้นเลยหรอ แต่ก็ว่านะเรกิส คุณเรียกดัชเชสอาเรียว่าท่านแม่มาสองทีแล้ว แต่แม่ของเธอคือราชินีแอนไม่ใช่หรอ” เมื่อได้ฟังแบบนั้นเรกิสก็โน้มตัวเข้าใกล้เอก่อนจะกระซิบ
“ก็ท่านแม่อาเรีย ท่านแม่ ต่างก็รักท่านพ่อนี้น่า รักกันมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้วนะ อีกทั้งท่านแม่อาเรียยังเอ็นดูพวกเราสองพี่น้องเป็นอย่างดีเหมือนเป็นลูกของท่านเองอีกด้วย เราก็เลยเรียกท่านแม่อาเรียว่าท่านแม่อาเรียยังไงละ”
“อ่อแบบนี้เอง”
“แล้วนี้จะเล่าต่อไหมเอ”
“ได้ ถึงไหนแล้วนะ ”
“ดักยิงมุมตึก”
“ใช่ๆ หลังจากนั้นไม่นานพอกองกำลังของพวกเราสามารถยันการเสริมกำลังของก็อบลินได้ก็เริ่มตีโต้โดยที่มีหุ่นไนท์คอยเป็นเกราะป้องกันด้านหน้าให้ ตอนนี้ผมก็หลวมตัวไปกับเขาด้วยหลังจากแนวรบกำลังขยับไปที่กำแพงชั้นกลางพวกเราก็เจอกับการยิงสกัดอย่างหนักจนไม่สามารถขยับขึ้นไปได้ ในตอนนั้นพันเอกโคลเนลก็สั่งให้พวกเราสร้างศูนย์บังคับการชั่วคราว ใช่ ศูนย์บังคับการชั่วคราว ตอนนั้นผมไม่ค่อยได้ยินอะไรซักเท่าไหร่เพราะไม่ได้ใส่อุปกรณ์สื่อสารทั้งเสียงปืน เสียงปืนใหญ่ต่างดังสนั่นจนเกือบหูดับ”
“แล้วรู้ได้ยังไงว่าเขาจะสร้างศูนย์บังคับการชั่วคราว”
“ตอนนั้นผมกำลังยิงปืนรัวๆเหมือนเล่นเกมยิงปืน ตอนนั้นผมเห็นเรนเจอร์นายนึงส่งสัญญาณมือมาให้ผม ในตอนหลังผมไปถามเขาว่าส่งสัญญาณอะไร รู้ไหมว่าเขาว่าอะไร”
“เขาว่าอะไร”
“เขาบอกให้ถอย ใครจะไปรู้ละสัญญาณมือตอนนั้นมันมองไม่ชัดเศษดินก็ฟุ้งกระจายมาบังหมดแถมพื้นก็เปียกแสนจะเปียก ให้ตายเถอะ แถมในตอนนั้นผมดันเข้าใจว่าบุกผมก็เลยคลานผ่านเข้าไปในช่องตึกที่พังข้างๆ พอเข้าไปผมก็ไปเจอกับทหารเรนเจอร์นายนึงที่บาดเจ็บแล้วเขาก็บอกผมว่ามีสัญญาณให้ถอย”