ตอนนี่ภายในสำนักนิกายต่างๆเกิดความโกลาหล ตื่นเต้นยินดีกันยกใหญ่ เนื่องจากการเฝ้ารอคอยอันแสนยาวนานได้สมหวังแล้ว
นั่นคือ ไข่มุกทมิฬ ที่เหล่านิกายทั้งหลายถือครองมานานจากรุ่นสู่รุ่น มีการเปล่งแสงขาวนวลในรอบ 8000ปี นั่นหมายถึงสิ่งใดกัน
เป็การแจ้งให้ทราบว่าโลกมิติขนาดเล็กได้มีการปรากฏขึ้นอีกครั้งแล้ว
ในอดีตโลกมิติขนาดเล็กแห่งนี้มีการเปิดออกหลายร้อยครั้งแล้ว ทุกครั้งจะต้องมีกุญแจสำหรับเปิดประตู
หรือไม่ก็ต้องใช้แร่พลังปราณระดับกลางจำนวนมากมาจัดตั้งค่ายกลเปิดประตูโดยให้ปรมาจารย์ข่ายอาคม ระดับปราณฟ้า เป็ผู้ดำเนินการเท่านั้นจึงจะได้
ลองคิดดูในดวงดาราตะวันลับ(ดวงดาราระดับล่างสุด) จะไปหาแร่พลังปราณระดับกลางจำนวนมากจากที่ใดและจะมีผู้ใดสามารถว่าจ้างปรมาจารย์ข่ายอาคมระดับปราณฟ้ามาได้ ต่อให้รวบรวมทรัพย์สมบัติทั้งหมดของดวงดาราตะวันลับก็ยังไม่เพียงพอ
ใน100 ดวงดารา ยากจะหาปรมาจารย์ข่ายอาคมได้ซักคนสิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าปรมาจารย์ข่ายอาคมมีจำนวนน้อยนิดและหายากปานใด
เนื่องจากการเลื่อนระดับของปรมาจารย์ข่ายอาคม ยากพอๆกับหาบันไดขึ้นสู่์ เท่าที่ปรากฏอยู่ในจักรวาลยุทธมีเพียง 4 ระดับ คือ ระดับปราณฟ้า ปราณธรรมชาติระดับปราณเซียน ระดับปราณเทวะ เท่านั้น
ยิ่งสำหรับกุญแจที่ยากจะหานั้นในอดีตกลับสามารถพบเจอได้ง่ายดาย ถึงแม้จะไม่มีวางขายตามแผงลอยในตลาด แต่ในการประมูลกลับมีอย่างแน่นอน
หลายสิบปีจึงจะมีการประมูลกุญแจซักครั้งหนึ่งแต่ละครั้งอย่างน้อยก็มีกุญแจ 2-3 ดอก
นับว่าที่ผ่านมาในอดีตโลกมิติขนาดเล็กมีการเปิดออกหลายร้อยครั้งแล้ว
ทุกครั้งเหล่านิกายทั้งหลายก็จะส่งรุ่นเยาว์ของนิกายไปหาประสบการณ์ พร้อมกับทำการแลกเปลี่ยนสมุนไพร แร่ หรือทรัพยากรต่างๆที่มีค่ากลับมามากมาย
และภายในโลกมิติขนาดเล็กที่ผู้ฝึกยุทธเข้าไปทะลวงระดับพลังกันนั้นเต็มที่ก็มีพลังปราณไม่เกินไปกว่าปราณธรณีเริ่มต้น
ซึ่งผู้ฝึกยุทธทุกคนต่างรู้ดีกว่าการทะลวงระดับพลังภายในโลกมิติขนาดเล็กจะเกิดขึ้นได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น และระดับพลังปราณจะคงเดิมตลอดไป
ดังนั้นการส่งรุ่นเยาว์ของนิกายไปหาประสบการณ์ ภายในโลกมิติขนาดเล็ก จึงค่อนข้างปลอดภัยมาก
ครั้งนี้ผ่านกาลเวลามา 8000ปีแล้วจึงนับเป็โอกาสดีที่มือใครยาวกว่าย่อมได้สิ่งที่ดีกว่า เพราะสมุนไพรแร่ หรือทรัพยากรต่างๆ จะต้องอุดมมสบูรณ์มากกว่าในอดีตแน่นอน
ขณะที่ทุกนิกายกำลังจัดเตรียมการเดินทางอยู่นั้น
ณ นิกายไผ่ขจี
นิกายไผ่ขจี จัดเป็นิกายระดับต่ำกว่า1 ดาว ซะอีกมีลูกศิษย์ราว 200คนเท่านั้น เ้านิกายมีพลังปราณมนุษย์ขั้นกลางระดับ 10 ต่ำต้อยด้อยค่าในสายตาของนิกาย อื่นๆ
ทุกครั้งที่มีการกล่าวขานถึง นิกายไผ่ขจีทุกผู้คนต่างก็นึกถึงขอทานกลุ่มหนึ่ง ที่ฝึกยุทธ ถ้าถามถึงการต่อสู้ใช้กำลังต้องบอกว่ายังใช้ไม่ได้แต่ถ้าถามถึงข้อมูลข่าวสาร กลับว่องไวเชี่ยวชาญเป็พิเศษ
ถึงแม้จะเป็ที่ดูถูกเหยียดหยามของผู้คนทั่วไปแต่ก็ยังสามารถยืนหยัดอยู่ได้เสมอ เพราะข้อมูลข่าวสาร บางครั้งทุกผู้คนล้วน้า
เ้านิกายคือ เสิ่นซิ่วไห่ มีอายุราว 5000ปี เป็ชายชราผู้มีจิตใจดี เหล่าลูกศิษย์ทั้งหลาย ล้วนเป็เด็กกำพร้า หลงทางที่ท่านเก็บมาเลี้ยงดู
เมื่อก่อนมีเพียงสิบกว่าชีวิตเท่านั้นแต่พอนานวันเข้าสมาชิกกลับเพิ่มมากขึ้นเป็ทวีคูณ จนถึงปัจจุบัน
เ้านิกาย เสิ่นซิ่วไห่ไม่มีคุณสมบัติที่จะถือครองไข่มุกทมิฬ ตามหลักแล้ว ไม่ควรจะรู้ถึงการมีอยู่ของโลกมิติขนาดเล็กได้
ที่เคลื่อนไหวได้รวดเร็วเช่นนี้เป็เพราะถือครองข้อมูลข่าวสารต่างๆ ไว้ในมือนั่นเอง
ตอนนี้ที่สนามหญ้าหน้าลานฝึกซ้อมภายนอกนิกายมีกลุ่มคนมาชุมนุมกันร่วม 200คน โดยมีเ้านิกาย เสิ่นซิ่วไห่ ยืนอยู่ด้านหน้า ยามนั้นจึงยกมือขึ้น
เสียงพูดคุยจอแจทั้งหลายพลับเงียบสงบลงทันที
“การที่ข้าเรียกพวกเ้ามารวมตัวกันครั้งนี้เป็เพราะข้า้าแจ้งข่าวสารบางประการ”
“รวมทั้งจะคัดเลือกลูกศิษย์จำนวน10 คน เพื่อการทำภาระกิจในครั้งนี้”
“โดยทั้ง 10คน มีหน้าที่ดังต่อไปนี้...”
เ้านิกาย แจ้งคำสั่งภาระกิจต่างๆ แก่ทุกคนแต่จะมีเพียง 10 คนเท่านั้นที่รับไปดำเนินการ
กลุ่มคนทั้ง 200คน เงียบสนิท ฟังเ้านิกายชี้แจงอย่างตั้งอกตั้งใจ ไม่มีผู้ใดเถลไถล
“สุดท้ายนี้การเปิดออกของโลกมิติขนาดเล็กจึงนับเป็โอกาสอย่างหนึ่ง ที่มาพร้อมกับอันตรายรอบด้าน ข้าจึงต้องถามความสมัครใจผู้ใดที่้าทำภาระกิจนี้ จงก้าวออกมา”
สิ้นเสียง เ้านิกาย เสิ่นซิ่วไห่พลันมีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นที่ท้ายแถวด้านหลังสุด
“ผลั๊ก...”
มีเสียงแปลกประหลาดเกิดขึ้น จนคนที่ได้ยินสงสัยพยายามมองดู
คนที่ก้าวออกมาคนแรก อย่างไวคือเด็กอ้วนผู้หนึ่ง อายุราว 15 ปี
เ้าอ้วน สะดุ้งเฮือก พลาดท่าเสียทีรู้ว่าตนเองถูกถีบออกมาแน่นอน แต่ตนเองไม่สามารถหันหลังกลับ ทุกคนล้วนเฝ้ามองดูมันด้วยดวงตาเป็ประกาย ราวมองดูฮีโร่อย่างนั้น
เ้านิกาย เสิ่นซิ่วไห่ มองเห็นก็แปลกใจที่เด็กอ้วน มีความกล้าหาญขนาดนี้ ถึงกับรีบออกมาแสดงตัวทันที่ที่เขาพูดจบราวกับกลัวว่าจะมีใครมาแย่งที่นั่งไป
“เ้าอ้วนเป็คนแรกที่แสดงตัว นับว่าหาญกล้าไม่ธรรมดา”
เ้านิกาย รู้สึกประทับใจเ้าอ้วน คิดว่าคนเราไม่อาจจะวัดกันที่บุคลิกภายนอกได้
เ้าอ้วนที่ลังเลใจว่าจะถอยดีหรือไม่นั้น พอฟังเ้านิกายระบุว่าตัวมันนับเป็คนแรกน้ำตาพลันไหลเอ่อออกมาทันที
คำกล่าวที่ว่า ข้าเปล่าน่ะ จุกอยู่ที่ลำคอต้องกล่ำกลืนกลับลงไปด้วยใจที่แตกสลาย ร่ำร้องในใจอย่างเดียวดาย
‘ไม่...ไม่น่ะข้าไม่อยากไป ข้ายังอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป’
เ้าบัดซบตัวใด ที่กล้าถีบข้าออกมากันเ้าอ้วนที่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน อย่างโมโห หันมองตำแหน่งที่ยืนอยู่ก็ไม่เห็นมีใครน่าสงสัย เพราะคนเ่าั้ล้วนเป็รุ่นน้องอายุน้อยกว่ามันมันเชื่อว่ารุ่นน้องเ่าั้ คงไม่มีใครกล้าถีบมันออกมาแน่นอน
ยามนั่น เ้านิกาย ขานชื่อ ผู้ชายวัยกลางคน 2คน และดรุณีเยาว์วัย 1 คน ที่ก้าวออกมาในเวลาไล่เลี่ยกัน
“เสิ่นลู่เปียว”
“เสิ่นเยว่หวิน”
“เสิ่นซิ่วซิ่ว”
เนื่องจากเป็เด็กกำพร้าที่เ้านิกายเก็บมาเลี้ยงทุกคนจึงใช้แซ่เดียวกันทั้งหมด
หลังจากนั้นก็มีเพิ่มเข้ามาจนครบทั้ง 10 คน
“เอาหล่ะขอให้พี่น้องเราทั้ง 10 คน เตรียมตัวออกเดินทางในวันพรุ่งนี้ ตอนนี้ทุกคนแยกย้ายได้”
เ้านิกาย เรียกรั้งทั้ง 10 คนไว้ก่อนเพื่อชี้แจงรายละเอียดปลีกย่อยต่าง
ย้อนกลับมาที่หลงเอ๋อ
ทางผ่านในโลกมิติขนาดเล็กหลงเอ๋อ กับตาเฒ่า พบเจอโครงกระดูกสีดำทมิฬมากมายก่ายกองเป็ูเา มีทั้งโครงกระดูกใหญ่ราวูเา จนถึงโครงกระดูกมนุษย์
เป็สัตว์อสูรประเภทใดกัน จึงใหญ่โตขนาดนั้นในระหว่างก้าวเดินตามทางผ่าน มวลอากาศสั่นกระเพื่อมเป็ระรอก ไม่เสถียร
มองเห็นร่าง หลงเอ๋อ กับตาเฒ่า บิดเบี้ยวไปมา แปลกตายิ่งนัก
ในกระบวนการหลังการเปิดประตูโลกมิติขนาดเล็กจำเป็ต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 5 ชั่วยาม เพื่อให้ทางเดินผ่านมีความเสถียรเสียก่อน จึงจะนับว่าปลอดภัย
มิเช่นนั้นหากทางเดินผ่านไม่อาจจะคงสภาพอยู่ได้อีกต่อไปนั่นจึงเป็หายนะของผู้ที่กำลังเดินผ่านอยู่ด้านใน
ครั้งนี้นับว่าหลงเอ๋อ กับตาเฒ่า โชคดีมากที่ไม่มีเหตุการณ์หวาดเสียวเกิดขึ้น
ทางเดินผ่านยิ่งเดินลึกเข้าไปก็ยิ่งมืดสนิทขึ้นทุกที จนมองเห็นได้ไม่ไกลเกินกว่า 3 เมตร วิสัยทัศน์แย่ลงมองไม่เห็นโครงกระดูกสีดำทมิฬ แต่ประสาทััยังรู้สึกได้ถึงการมีอยู่ของโครงกระดูกสีดำทมิฬ
ตอนนี้มองไม่เห็นหัวหน้าแรดอสูร แสดงว่าเข้าไปไกลมากแล้ว
โดยปกติกุญแจนอกจากใช้ในการเปิดประตูโลกมิติขนาดเล็กแล้วยังทำหน้าที่เป็ตะเกียงแสงสว่าง ใช้ส่องทางเดินผ่านอีกด้วย
หลงเอ๋อ กับตาเฒ่า ที่ไม่มีกุญแจนำทางจึงอาศัยเพียงประสาทัั ซึ่งเื่นี้ต้องยกความดีให้ตาเฒ่า ที่มีพลังฝึกปรือสูงกว่าหลงเอ๋อ มากนัก
ตาเฒ่า ใจเขม็งตรึงเครียดนี่เป็ครั้งแรกในรอบ 8000ปี ที่ประตูโลกมิติขนาดเล็กเปิดขึ้นมามันไม่เคยเข้าโลกมิติขนาดเล็กของที่นี่มาก่อนแต่ก็เคยได้ยินได้ฟังเื่ราวจากสหายมาบ้าง
ผู้ฝึกยุทธที่อยู่ด้านในเปรียบเสมือนอยู่ในกรงขัง จิตใจจะยังมั่นคงหรือบิดเบี้ยวไปมากน้อยเพียงใด ใครจะรู้เวลา 8000ปี ไม่ใช่ 8 วัน ไม่ว่าเื่อะไรก็เป็ไปได้ทั้งนั้น
หลงเอ๋อ กับตาเฒ่า ไม่มีผู้ใดเอ๋ยวาจาเพราะต้องรีดเค้นประสาทััทั้งหมด เพื่อระมัดระวังรอบตัว ยังกับเดินบนทางกับะเิทางเดินทอดยาวหายเข้าไป ราวกับไม่มีที่สิ้นสุด มุ่งตรงสู่นรกอเวจีอย่างงั้น
เดินทางเข้าไปอีกราว 1 ชั่วยาม จึงเริ่มมองเห็นแสงสว่างปลายทางจิตใจที่เริ่มผ่อนคลายลง
หลงเอ๋อ กับตาเฒ่ารู้สึกหลุดพ้นจากภาวะอึดอัด กดดัน หลงรักในแสงสว่างขึ้นมาทันใด
เมื่อออกมาถึงแสงสว่างปากประตูอีกด้านแลเห็นหลงเอ๋อ กับตาเฒ่า เหงื่อแตกพลั่ก ชุดเปียกชุ่มโชก
หลงเอ๋อ หน้าแปรเปลี่ยน รีบชิงความได้เปรียบ
“ตาเฒ่าไร้ยางอายท่านกลัวหรือ”
ตาเฒ่า ถูกหลงเอ๋อ เอ่ยตัดหน้าเสียก่อนอ้าปากจนเกือบกัดลิ้นตัวเอง จึงรีบแก้ตัวแทบไม่ทัน แผดด่าออกไป
“ใครว่าข้ากลัวเ้าเด็กกลอกกลิ้ง ข้าเดินไกลรู้สึกร้อนต่างหากล่ะ”
“แต่เป็เ้ามากกว่าเดินตามหลังข้าเพราะกลัวตายใช่หรือไม่”
ตาเฒ่า กัดตอบไปหนึ่งคำ
“ใช่ข้ากลัวตายใครว่าข้ากล้าหาญ ข้าจะสู้ตายกับมัน”