บ้านของตระกูลเซียงตั้งอยู่ในเมืองหลวงเมื่อแยกทางกับเสวี่ยไช่และคุณชายไห่แล้ว เราก็มุ่งหน้าไปที่นั่น
“นิ้วเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”เถียนสือถามถึงนิ้วที่ฉันยังดามไว้ ตอนอยู่บ้านคุณชายก็ให้หมอดูทีหนึ่งแล้วหมอจัดกระดูกให้เข้าที่แล้วบอกให้ดามไว้อย่างนี้ พร้อมทั้งเอายาแปลกๆโปะและให้ยามาต้มกินเองเพื่อบำรุงร่างกาย
“...เหลือแค่รอค่ะ”
ฉันไม่ค่อยกล้าขยับมือข้างนี้ทำให้การใช้ชีวิตลำบากขึ้นพอสมควรยังดีที่ตอนฉันโดนไอ้เด็กเวรนั่นตบฟันไม่หักไปด้วย ไม่อย่างนั้นเจ็บกว่าเดิมแน่ ถ้าฉันกลับร่างเดิมได้เมื่อไหร่คงต้องทิ้งจดหมายกราบขอขมาซื่อไท่ไทที่เอาร่างกายบอบบางของเธอไปสมบุกสมบันมาหลายที่
“...”เจินจูเหมือนอยากพูดอะไรแต่ก็เงียบ พี่ๆ ทั้งสองก็ไม่พูดอะไร
ฉันผล็อยหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้พอตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบว่านอกตัวรถเต็มไปด้วยผู้คน กลิ่นต่างๆประดังเข้ามาโดยเฉพาะกลิ่นอาหารข้างทางสารพัดเห็นร้านขายบะหมี่น้ำกำลังตะโกนทะเลาะกับลูกค้า มีหาบเร่ขายซาลาเปาพ่อค้าตะโกนขายเนื้อสุนัข และอีกสารพัดอย่างที่ให้ความรู้สึกว่าสมเป็นเมืองหลวงจริงๆ
พอแล่นรถไปเรื่อยๆบรรยากาศจอแจก็สงบลง เถียนสือให้หยุดรถและจ่ายค่าเดินทางเรียบร้อย พวกเราก็ลงเดิน
เธอเดินนำพวกเราเข้าไปในถนนสะอาดสะอ้านสายหนึ่งสองข้างทางปลูกต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น เดินมาเรื่อยๆ ก็เห็นรั้วบ้านยามหน้าประตูเห็นคนที่มาก็เปิดให้เข้าไปพร้อมทักทายเสียงดัง
“...ท่านว่า...มารดาข้าพเจ้ากลายสภาพเป็นแอนทิโลปไปแล้วหรือไม่?”เจินจูยืนนิ่งไม่กล้าเข้าบ้าน ชี่สุ่ยกับเถียนสือหันหลังมองเขา
“เจ้ายังไม่กลายเป็นแอนทิโลปเหตุไฉน...” ชี่สุ่ยพยายามพูดให้กำลังใจแต่ก็ไปต่อไม่ถูก
“เจินจู...”ฉันจับมือเขาให้กำลังใจ เด็กหนุ่มพยักหน้าแรงๆ
“เราเข้าไปกันเถอะ—”
ยังไม่ทันขาดคำชี่สุ่ยสะบัดพัดด้วยการเคลื่อนไหวรวดเร็วเฉียบขาดราวฟันกระบี่มีเสียงเคร้งเมื่อพัดเหล็กกระทบอาวุธลับชิ้นหนึ่งกระเด็นปักต้นไม้ริมรั้วเถียนสือสะบัดแขนเสื้อวูบหนึ่ง อาวุธที่เหลือลอยค้างกลางอากาศก่อนจะร่วงตกลง
มีเสียงปรบมือช้าๆดังขึ้น
“ยอดเยี่ยมยอดเยี่ยม” เจ้าของเสียงเป็นชายในชุดสีน้ำเงินดูดีมีราคายืนอยู่บนหลังคาบ้านเป็นคนสง่ามีบารมี ผมดำมีหงอกขาวแซมเล็กน้อยแต่ยิ่งขับให้ดูมีออร่ายิ่งขึ้นไปอีก
ฉันจะยกมือไหว้ก็นึกได้ว่าไม่ได้อยู่เมืองไทยมือเลยค้างเก้ๆ กังๆ แถมยังเจ็บแปลบขึ้นมา
“บิดาชมชอบล้อเล่นนัก”ชี่สุ่ยหยักยิ้มมุมปากข้างหนึ่ง
“ท่านล้อเล่นเช่นนี้เป็นนัยว่ามารดาข้าพเจ้าปลอดภัยดี”เจินจูพูดเสียงเครียด คนเป็นพ่อพลิ้วกายลงจากหลังคา บรรลุถึงเบื้องหน้าลูกๆ
“นางอยู่ในห้องเช่นเดิมปฏิเสธพบทุกผู้คนนอกจากเจ้า” คุณพ่อลูบเคราที่ตัดเล็มอย่างดี “กูเหนียงผู้นี้คือ...?”
“กุยเค่อฟ่านว่าที่ภรรยาของข้าพเจ้า” เจินจูพูดเปล่าไม่พอยังดึงฉันไปใกล้ๆฉันรีบก้มหัวทักทายผู้ปกครอง อีกฝ่ายก็ยิ้มตอบ แต่แล้ว... น้ำตาสายหนึ่งก็ไหลอาบแก้ม
“คาดไม่ถึงว่าจะต้องจากลาลูกชายคนเล็กเร็วถึงปานนี้...”
“...ข้าพเจ้ายังไม่ไปไหนหรอกบิดา”เจินจูหัวเราะแห้ง “อย่างน้อยก็จนกว่าจะจัดสรรมรดกเสร็จแน่นอนว่ากิจการประกันภัยต้องเป็นของข้าพเจ้าดูแลสืบทอดจากท่าน”
คนเป็นพ่อหัวเราะฮาๆหลายคำก็ตบหลังลูกชาย
“แน่นอนจ้างผู้คนตระเวนเก็บเบี้ยประกันเพิ่มเสียด้วยเจ้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเก็บและดำเนินการเองเสียหมด เรื่องที่เจ้าส่งมา บิดาดำเนินการเบิกจ่ายหมดสิ้นครบถ้วนออ แล้วยังประกันชีวิตจอมยุทธ์...”
“อะแฮ่มๆ”เถียนสือกระแอม “บิดา ท่านไม่เห็นหรือว่าแขกบาดเจ็บ?สมควรให้ได้พักผ่อนในตัวตึกมิใช่ให้ยืนฟังบทสนทนายาวยืดของท่าน”
“เจ้าปราดเปรื่องเสมอเถียนสือมา มา ทั้งหมดเข้าไปรับประทานขนม”
ในบ้านตกแต่งได้โปร่งโล่งสบายมีเพดานสูง หน้าต่างบานใหญ่ผนังเต็มไปด้วยภาพจิตรกรรมแต่สีก็กลมกลืนกันจนไม่ดูแสบตา โต๊ะเก้าอี้เป็นไม้ลงรักมีเบาะวางอยู่พร้อม นั่งแล้วสบายก้น พอเชิญให้ทุกคนนั่งเรียบร้อยก็มีเสียงดังขึ้น
“รับกระบวนท่า!”
เถียนสือถอนหายใจแรงๆทีหนึ่งก็ได้ยินเสียงโครมด้านนอก ก่อนที่คนคนหนึ่งจะคว้าขอบประตูตะโกนเข้ามา
“เถียนสือเจ้!”
“ไม่เห็นรึว่าเรามีแขก?”
คนที่เข้ามาเป็นหญิงสาวหน้าหวานตาโตเธอกะพริบตาปริบๆ ก็หน้าแดงและวิ่งหนีไปโดยมีลูกเหล็กลูกโตกลิ้งหลุนๆ เข้ามาในห้อง
“นั่นคือน้องสาวคนเล็กเมี่ยนเถียว นางไม่ชมชอบพบปะคนแปลกหน้า” เธอแนะนำแค่นั้นก็ไม่คิดจะอธิบายต่อคิดดูว่าถ้าไอ้ลูกเหล็กบ้านั่นโดนปาเข้ามา...
ตอนนั้นก็มีคนเดินมาหยิบลูกเหล็กขึ้นเป็นเด็กหนุ่มอายุพอๆ กับเจินจู
“และนั่นคือปิ่งกาน”
เด็กหนุ่มหน้าตายด้านผงกหัวให้ฉันทีหนึ่งก็เดินจากไปพร้อมลูกเหล็ก
“ข้าพเจ้าขอไปพบมารดาก่อน”เจินจูลุกขึ้นทันที
“เจ้าแน่ใจหรือว่า...”พ่อยังพูดไม่ทันจบ เจินจูเดินลิ่วออกไปแล้ว
เถียนสือกับชี่สุ่ยนั่งรออยู่ในห้องขณะที่ฉันเดินตามเจินจูและพ่อของเขาไปยังห้องของแม่เจินจูซึ่งอยู่ลึกภายในตัวบ้าน
“หยินหลิง...”พ่อของเจินจูยืนเรียกเบาๆ แต่ไม่มีเสียงตอบ ไม่มีเสียงขยับตัวด้วยซ้ำนานเข้าก็ชักสังหรณ์ไม่ดี เจินจูแง้มประตูเข้าไปในห้องก็แทบล้มทั้งยืนเพราะในห้องมีแต่ขนสีขาวกระจุกหนึ่งอยู่บนเตียง ทั้งห้องปิดตายไม่มีวี่แววว่าใครพังเข้ามาหรือออกไป
“...นางจากไปเสียแล้วหรือ?”คนเป็นสามีพูดเหมือนคาดไว้แล้วว่าต้องเกิดเรื่องแบบนี้ส่วนเจินจูเดินเข้าไปหยิบขนก้อนนั้นขึ้นมาเป็นขนนุ่มละเอียดอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน
“ลาก่อน...ขอบคุณที่เป็นมารดาให้แก่ข้าพเจ้ามาสิบเจ็ดปี”เขาวางขนกระจุกนั้นลง “ขอ...ขอเราอยู่คนเดียวสักพักได้ไหม?”
ฉันกับคุณพ่อถอยออกจากห้องและปิดประตูฉันพูดกับเจินจูจากอีกฝั่งว่า
“...นานแค่ไหนฉันก็จะรอนะ”
“...อืม”
ฉันเดินลากเท้าจากมารู้ว่าเวลาที่เขาอยากอยู่คนเดียว ฉันก็ควรเคารพความต้องการนั้นแต่อีกใจหนึ่งฉันก็อยากอยู่ข้างๆ เขา
“เจินเอ๋อไม่เล่าเรื่องราวใดขอท่านบอกกล่าวแก่ผู้เฒ่าเหงาๆ คนหนึ่งได้หรือไม่ว่าพบกับลูกชายเราได้อย่างไร?”ระหว่างเดิน คุณพ่อก็ชวนคุย พอถึงห้องรับแขกฉันเลยเปิดปากเล่าระหว่างรอ
ระหว่างฉันออกมาเดินในสวนด้านนอกเพื่อสงบจิตสงบใจเจินจูก็เดินออกมา
“...”ฉันไม่ถามอะไร หนุ่มผมขาวพิงราวกั้นสะพานข้ามสระน้ำเล็กๆ ในสวนก็ถอนหายใจยาวสังเกตได้ว่าขอบตาเขาแดงเรื่อ
“...คาดไม่ถึงว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันกับมารดาเป็นเหตุให้ต้องจากกันโดยมิทันร่ำลา” เขาจับราวกั้นแน่น มองปลาที่ว่ายอยู่ในสระ“...แม้เหตุการณ์จะเป็นเช่นนี้ เรากลับรู้สึกเห็นใจเทียนหยา”
“....Stockholm syndrome เหรอ?” ฉันถามเสียงแผ่วเจินจูเม้มปาก
“เป็นได้ระหว่างติดอยู่กับมัน... มันได้บอกเล่าเรื่องราวต่อเรามากมาย”
“สรุปแล้วเขาทำไปเพราะอะไรน่ะ?ฉันไม่เข้าใจเลย”
“เราเป็นบุตรของมนุษย์และ...อะไรบางอย่างที่ไม่ใช่มนุษย์ฉะนั้นโลหิตเราจึงเป็นตัวกลางในพิธีประหลาดของมัน โลกนี้กระทบถึงโลกโน้นสิ่งที่มันทำเป็นเพียงขั้นแรก เป็นการเชื่อมโลกที่เราท่านจากมากับโลกใบนี้ขั้นต่อไปที่มันคิดทำ... ท่านอย่าได้รู้เลย อย่างไรก็ดี มันก็ไม่มีวันสำเร็จ”
“...เกิดหลงเซียกลับมาเกิดใหม่อีกล่ะ?”
“เมื่อถึงเวลานั้นก็ไม่ใช่ปัญหาของเราท่านอีกต่อไป”เขาพูด น้ำเสียงฟังดูกระแทกกระทั้น
“เจินจู...”
“รู้ไหมฟ่านเอ๋อหากท่านทราบว่าชาติมังกรผู้ยิ่งใหญ่ทำอะไรไว้ท่านจะเห็นใจในความทะเยอทะยานของเทียนหยาทีเดียว”
“อะไรน่ะเทียนหยาพยายามจะล้างโลกของเราเพื่อให้มันเป็นโลกที่ถูกต้องอะไรอย่างนั้นหรือไง?”
“...”
นี่ฉันเดาถูกเหรอ?
“เราผิดหรือเปล่าที่เห็นใจมัน...มันพยายามทวงคืนความยุติธรรมแก่คนกลุ่มน้อยที่ถูกจับเข้าค่ายกักกัน บังคับใช้แรงงานบังคับทำหมันสตรี ทำลายวัดวาอาราม ลบเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมลักพาตัวผู้นำทางจิตวิญญาณหากผู้ใดขัดขืนก็จับทรมานในคุกจนเสียชีวิตหรือคลั่งเสียสติ... วิธีการทวงคืนความยุติธรรมของมันผิดแม้เจตนามันจะดีแม้ทราบว่าผิดแต่กลับมีส่วนหนึ่งของเราอยากเห็นมันทำสำเร็จ เรารู้สึกขัดใจยิ่ง”
ฉันงงไปหมดโฮซิล...เกอเกอซีหลี่...เทียนหยา...ชนกลุ่มน้อย?
“...ถ้าอยากให้เขาทำสำเร็จก็ลองทำด้วยวิธีที่ถูกสิ”
“วิธีที่ถูกซึ่งท่านนึกถึงคือภาคีชานมอย่างนั้นหรือ?”
“ก็ประมาณนั้น”ฉันยักไหล่“แต่เสียดายนะที่ตอนนี้...ทางกลับบ้านเราดันกลายเป็นเครื่องมือล้างโลกไปแล้วเอาไงดีล่ะ?”
“เราทำเรื่องประกันท่านทำร้านชานม ทำงานสี่มือเท่ากับได้เงินเป็นกอบเป็นกำ”เจินจูพูดทีเล่นทีจริงก่อนจะเอนตัวพิงฉัน “แต่ก่อนจะกลับไปทำงานขอเราพัก...จัดการความสับสนทั้งหมดในใจสักพักก่อน...”
“ฉันเองก็ยังสับสน...ถ้าพร้อมแล้วฉันอยากให้นายแนะนำตัวคนในครอบครัวให้รู้จักด้วยนะ”
“แน่นอนฟ่านเอ๋อ...”
ฉันบีบมือเขาเจินจูบีบมือตอบ
ฉันเพิ่งเข้าใจว่าความรู้สึกชอบใครสักคนมันเป็นแบบนี้เอง
ระหว่างพักรักษาตัวฉันได้รับรู้ว่านอกจากการรับรู้สนามแม่เหล็กและปล่อยสนามแม่เหล็กเองแล้วเถียนสือยังมีความประหลาดตรงที่เห็นสนามแม่เหล็กรอบตัวมนุษย์เป็นสีต่างๆ
“ของเจินเอ๋อเป็นสีขาวของท่าน...เป็นสีประหลาด ปนเปกันหลายสี เราไม่อาจอธิบายได้” เธอยกนิ้วแตะคาง
“หมายความว่า...?”
“เราไม่ทราบ”
ฉันรู้สึกผิดหวังนิดหน่อย
ลูกคนที่สามของบ้านคือเมี่ยนเถียวเป็นสาวผู้ไม่ชอบคนแปลกหน้าแต่ชอบมองจากห่างๆเธอมีลูกเหล็กประจำตัวที่ชวนสงสัยว่าเธอจะไปเล่นเปตองกับใครเจินจูเคยบอกว่าเธอดีดลูกเหล็กใส่โจรจนหน้าแหกมาแล้วนับแต่นั้นมาก็ไม่มีใครกล้าหือกับตระกูลเซียงอีกเลย
“คนสร้างชื่อไม่ใช่ชี่สุ่ยหรอกเรอะ...”ฉันถามเขา
“ชี่สุ่ยทำให้เป็นที่รู้จักในยุทธจักรแต่ถ้าเรื่องเป็นที่รู้จักในแวดวงคนทั่วไปก็เมี่ยนเถียวนี่แหละ”
ส่วนปิ่งกานผู้เป็นลูกคนสุดท้องของภรรยาคนแรกมีพลังที่ออกจะธรรมดาสุดคือการทำให้แม่เหล็กกลับสภาพเป็นเหล็กธรรมดาแต่ที่เด็ดกว่านั้นคือเขาสามารถทำให้พลังของพี่น้องทั้งสี่คนไม่อาจใช้ได้เลยเรียกได้ว่าถ้าเกิดเรื่องวิวาทในตระกูลก็ไม่ต้องเดาว่าใครจะชนะ
“เพียงแต่ปิ่งกานเกลียดเรื่องวิวาททุกประการเวลาผู้ใดมีปากเสียงเคยมีครั้งหนึ่งเขากระโจนออกจากหน้าต่างชั้นสองเพราะทนฟังคนขัดแย้งกันไม่ได้หากพวกเราสี่พี่น้องทะเลาะกันเวลาใดก็ต้องให้ปิ่งกานเป็นผู้ห้าม อ้อจะเว้นตอนที่เจ้าตัวเมาเสียเอง ตอนนั้นปิ่งกานจะเป็นคนหาเรื่องทะเลาะกับคนอื่น”
เจินจูพูดถึงเขาไว้อย่างนั้นตัวเด็กหนุ่มผมขาวเป็นคนที่เด็กที่สุดในบ้านแต่กลับมีบทบาทกับธุรกิจของครอบครัวมากที่สุด
ฉันจดจำเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ไว้รู้สึกดีใจที่รู้จักเขามากขึ้น