ตอนที่ 110 กลายเป็นผู้ฝึกสัตว์อสูร
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
การขุดค้นความสามารถของพลังสายเลือดโลกลวง ยิ่งเฟิร์สขุดค้นเขาก็ยิ่งได้พบกับสิ่งที่น่าอัศจรรย์หลายอย่าง
ภายใต้โลกลวงนี้ เขานั้นเหมือนกับว่าเขานั้นได้เป็นพระเจ้า สามารถทำสิ่งใดก็ได้ตามใจนึก
แต่การจะควบคุมนี้ได้ก็ต้องมีพลังสายเลือดที่มากพอ ไม่เช่นนั้นก็จะไม่สามารถดึงวิญญาณของศัตรูให้ได้นานมากพอ หรือไม่สามารถสร้างความเสียหายต่อวิญญาณของศัตรูได้
ใช่แล้ว สร้างความเสียหาย
เฟิร์สค้นพบว่าโลกลวงแห่งนี้สามารถทำร้ายวิญญาณของผู้ที่ถูกดึงเข้ามาได้ ไม่ใช่แค่ใส่ความทรงจำลงไป
การใส่ความทรงจำเช่นความเชื่อหรือความรู้สึกเจ็บปวดเข้าไปนั้นทำให้เหยื่อเข้าใจผิดและเชื่อไปเท่านั้น แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อวิญญาณจริงๆ ซึ่งความรู้สึกเหล่านั้นสามารถหายไปได้ตามธรรมชาติเมื่อความเชื่อของคนผู้นั้นเปลี่ยนไป
แต่การทำความเสียหายต่อวิญญาณคือแผลที่ไม่มีวันหาย เพราะการจะฟื้นฟูวิญญาณไม่ว่าโลกใดก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงโลกนี้ที่มีความบกพร่องทางด้านวิญญาณด้วยแล้ว
การโจมตีทางวิญญาณจะทำให้ร่างนี้ได้เปรียบในการต่อสู้
แต่น่าเสียดายที่พลังสายเลือดในตอนนี้ยังไม่ถึงขั้น ขอบเขตดยุกสามารถทำได้แค่ใส่ความเชื่อเข้าไปเท่านั้น
เฟิร์สวิเคราะห์ถึงความสามารถในการต่อสู้ของอีวา ในตอนนี้เธอมีความได้เปรียบด้านการควบคุมศัตรู แต่ยังขาดความสามารถด้านการโจมตี ซึ่งจุดบกพร่องนี้ทำให้เธอไม่สามารถต่อสู้ข้ามขั้นได้ แม้ว่าพลังโลกลวงจะสามารถทำให้เธอได้เปรียบในการต่อสู้ก็ตาม
ผู้คนบนโลกนี้มีความโดดเด่นในเรื่องพลังสายเลือด ซึ่งเป็นพลังที่เน้นไปทางด้านกายหยาบอันแข็งแกร่ง
สำหรับผู้มีพลังบ่มเพาะต่ำต้อยก็แล้วไปเถอะ แต่ผู้มีพลังระดับสูงแต่ละคนล้วนจัดการได้ยากยิ่ง
แม้ว่าอีวาจะสามารถทำให้อีกฝ่ายนอนนิ่งเป็นศพที่ไร้ความสามารถตอบโต้อยู่ตรงหน้าได้ แต่เธอก็ไม่สามารถดับสังหารมัน เพราะการโจมตีธรรมดาย่อมไม่สามารถทำอันตรายตัวตนเช่นนั้นได้
ทว่าในอีกโลกหนึ่งอีวากลับสามารถใช้อำนาจอักขระประยุกต์ใช้ในการโจมตีได้อย่างดีเยี่ยม ดังนั้นเฟิร์สจึงคิดการไว้ว่าจะผลักดันให้เธอกลายเป็นผู้ใช้อักขระให้ได้ เพื่อปิดจุดอ่อนหนึ่งเดียวที่มี
ระหว่างที่เขากำลังเดินทางไปยังภูเขาเทพนั้น เฟิร์สก็ค้นพบความสามารถหนึ่งที่เป็นประโยชน์ต่อเขาและอีวา
นั่นก็คือ ... การฝากความคิดไว้ในโลกลวง
โลกลวงคือโลกของเฟิร์สและอีวา พวกเขานั้นเป็นพระเจ้าของโลกนี้ ดังนั้นการฝากความคิดไว้ในโลกนี้จึงทำได้ง่ายดุจพลิกฝ่ามือ แต่พวกเขาทั้งสองไม่ทราบถึงความสามารถนี้เท่านั้นเอง
แต่ตอนนี้เฟิร์สได้ค้นพบมันแล้ว เขาจึงไม่ลังเลที่จะฝากความรู้ความสามารถของตนเองให้กับอีวาในทันที
แม้ความรู้ความเข้าใจนี้จะไม่สามารถทำให้อีวากลายเป็นยอดฝีมือกระบี่ แต่มันกลับทำให้เธอมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอักขระได้ ซึ่งเหมาะที่จะทำให้เธอเตรียมพร้อมกับการเป็นปรมาจารย์จารึกในภายภาคหน้า
การเดินทางไปยังภูเขาเทพใช้เวลาหลายวัน
เฟิร์สที่ขุนค้นความสามารถนี้ได้จึงรีบบอกต่ออีวาทันที
พวกเขาทั้งสองจึงทำการแลกเปลี่ยนความรู้ความสามารถของตนเองบึนทึกไว้ในโลกลวง ซึ่งจะมีเพียงพวกเขาที่เป็นเจ้าของโลกลวงเท่านั้นที่สามารถเก็บเกี่ยวความรู้ความเข้าใจเหล่านี้ไปได้
ในวันหนึ่งนั้นเอง
“หืม ... ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพลังสปีริตในร่างของฉันขนาดนี้ แม้แต่พลังสายเลือดโลกลวงในบางเรื่องก็ยังมีที่ฉันไม่รู้อยู่อีก” เฟิร์สเอ่ยอย่างตกตะลึง
เขาไม่คิดว่าอีวาจะมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบ่มเพาะขนาดนี้ หากไม่ได้บ่มเพาะก็แล้วไปเถอะ แต่เมื่อเริ่มบ่มเพาะขึ้นมาเธอกลับกลายเป็นตัวตนที่น่ากลัวในด้านการบ่มเพาะเหล่านี้ ช่างเป็นลูกรักของสวรรค์จริงๆ
“นี่สินะที่เรียกว่าพรสวรรค์ในการบ่มเพาะ”
พรสวรรค์ในการบ่มเพาะของเฟิร์สนั้นอยู่ในระดับทั่วไป ที่เขามีทุกวันนี้ได้นั่นเป็นเพราะความมานะบากบั่นของเขา และประสบการณ์นับร้อยปีนั้นได้ช่วยเหลือเขาเป็นอย่างมาก
แต่อีวาที่พึ่งเริ่มบ่มเพาะได้ไม่กี่เดือนเท่านั้นกลับมีความรู้ความเข้าใจที่ก้าวกระโดด ในบางเรื่องเธอถึงกับเหนือกว่าเขาด้วยซ้ำ
“หรือนี่จะเป็นความน่ากลัวของสายเลือดสิ่งมีชีวิตหลากโลกา” เฟิร์สบ่นพึมพำ
ก่อนที่ไม่นานเขาจะเดินทางมาถึงภูเขาเทพ
เฟิร์สมองขึ้นไปยังภาพเบื้องหน้าอันเป็นภาพของภูเขาที่ตั้งตระหง่านสูงค้ำฟ้า
ต้องรู้ไว้ว่าจากจุดที่เขาอยู่นั้นห่างจากภูเขาเทพมาก มันจึงเป็นการมองจากระยะไกล แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังมองไม่เห็นปลายยอดของภูเขาเทพด้วยซ้ำ
ความสูงของภูเขาลูกนี้ถึงกับล้ำก้อนเมตรที่สูงนับหมื่นฟุต
มันของไม่เห็นส่วนปลายของภูเขาเทพซึ่งถูกเรียกว่ายอดเขาฮาดา
การที่ภูเขาเทพสูงค้ำฟ้าได้ขนาดนี้ นั่นหมายความว่าพื้นที่ของภูเขาเทพนั้นกว้างใหญ่ไพรศาล
“นั่นน่ะหรอภูเขาเทพ?” เฟิร์สเอ่ยออกมาอย่างตื่นเต้น
แม้เขาจะใช้ชีวิตมาหลายโลก แต่เขาก็ไม่เคยเห็นภูเขาที่ใหญ่โตขนาดนี้มาก่อน
“สมแล้วที่ได้ชื่อว่าภูเขาเทพ”
เด็กหนุ่มอดที่จะชื่นชมออกมาไม่ได้
แต่ทันทีที่อินทรีแดงกำลังเข้าสู่พื้นที่ของภูเขาเทพ น่านฟ้านี้ราวกับเป็นถิ่นที่มีเจ้าของ
แคว๊ก!
นกประหลาดสีน้ำเงินที่มีปีกเหมือนค้างคาวและมีกรงเล็บที่แหลมคมดุจเหล็กกล้าเงาวับก็บินโฉบลงมาโจมตีในทันที
ทว่า ...
ในตอนนั้นเองดวงตาของผู้ควบคุมอินทรีแดงตัวนี้ก็เปลี่ยนเป็นสีเทา
วูม!
นกประหลาดตัวนี้ดูเหมือนจะเลือกโจมตีผิดคน เพราะมันต้องมาพบกับเฟิร์ส
“นี่น่ะหรือสัตว์อสูรของโลกนี้” เฟิร์สกล่าวพึมพำ
แม้เขาจะเคยได้ยินเรื่องราวของสัตว์อสูรมามาก แต่ก็ไม่เคยเจอสัตว์อสูรจริงๆ สักที
อาณาจักรฮาดาเป็นสถานที่ที่สงบสุข พื้นที่ก็มีน้อยกว่าอาณาจักรอื่นอยู่มาก ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีสัตว์อสูรเข้ามารุกราน หรือต่อให้มีก็มีนักผจญภัยของอาณาจักรมาคอยกำจัดอยู่ดี
ในบางพื้นที่จึงหาสัตว์อสูรได้ยาก แต่สำหรับภูเขาเทพแล้วมันกลับเป็นแหล่งรวมตัวของสัตว์อสูรเลยทีเดียว
มิหนำซ้ำสัตว์อสูรที่ดูเหมือนนกประหลาดตัวนี้ยังเป็นสัตว์อสูรที่มีพลังระดับดยุก!
แต่น่าเสียดายที่มันมาปรากฏอยู่ตรงหน้าของเฟิร์ส ตัวตนที่มีระดับต่ำกว่าราชวงศ์ เมื่ออยู่ต่อหน้าเขาก็ไม่ต่างไปจากลูกไก่ในกำมือ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงสัตว์อสูรที่มีสติปัญญาไม่ต่างจากเดรัจฉานด้วยแล้ว พลังโลกลวงย่อมสามารถคุกคามได้ดั่งใจ
“เจ้านี่ท่าทางหน่วยก้านดีไม่เบา เช่นนั้นก็มาเป็นสัตว์พาหนะของฉันเสีย” เฟิร์สเอ่ยพร้อมกับดัดแปลงความทรงจำในวิญญาณของสัตว์อสูรตนนี้
ไม่นานสัตว์อสูรค้างคาววิหคก็กลายมาเป็นสัตว์พาหนะของเฟิร์ส
เฟิร์สไม่ลืมใส่ความคิดนี้ไว้ในโลกลวงและมอบให้กับอีวา
พลังโลกลวงนั้นสามารถทำให้เขากลายเป็นนักฝึกสัตว์อสูรที่ยอดเยี่ยมได้
เฟิร์สในร่างหญิงสาวชุดคลุมกันลมสีเทาทะยานไปบนหลังของค้างคาววิหคแล้วเก็บอินทรีแดงที่เป็นวัตถุจารึกไว้
“ไป”
ค้างคาววิหคสีน้ำเงินเชื่อฟังคำสั่งจากเฟิร์สโดยสำนึก บินทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งความเร็วนี้เหนือกว่าความเร็วของอินทรีแดงเป็นอย่างมาก ความเร็วของขอบเขตดยุกกับขอบเขตบารอนย่อมมีความแตกต่างกันอย่างมหาศาล
เฟิร์สขี่ค้างคาววิหคบินเข้าสู่อาณาเขตของภูเขาเทพ
ทว่ายิ่งเดินทางเข้าไปลึกมากเพียงใดก็ยิ่งพบกับสัตว์อสูรที่ดุร้ายและทรงพลังมากยิ่งขึ้น
สัตว์อสูรเหล่านี้จึงทำให้ภูเขาเทพเป็นสถานที่ที่อันตราย ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่ไม่มีใครตามตอแยคนของยอดเขาฮาดา จึงเป็นตำนานที่ว่าหากขึ้นสู่ยอดเขาได้ก็มีโอกาสที่จะได้เป็นลูกศิษย์ของจอมปราชญ์
เพราะอันตรายเหล่านี้จึงทำให้ผู้คนยากที่จะปีนป่ายขึ้นสู่ยอดเขา ต่อให้เป็นผู้มีพลังบ่มเพาะขอบเขตดยุกก็ตาม
กรรจ์!
เสียงคำรามของสัตว์อสูรด้านล่างดังขึ้นเมื่อเฟิร์สขี่ค้างคาววิหคบินโฉบไป
สัตว์อสูรบางตัวมีการบ่มเพาะที่ต้อยต่ำกว่าจึงเจียมเนื้อเจียมตัวไม่กล้าโผล่หัวออกมา แต่สัตว์อสูรบางตัวที่มีพลังขอบเขตดยุกขึ้นไปต่างส่งเสียงข่มขู่อย่างเกรี้ยวกราดที่รุกล้ำพื้นที่ของมัน
สัตว์อสูรเหล่านี้มีสติปัญญาไม่ต่างจากเดรัจฉาน มันจึงหวงพื้นที่ของมันมาก
เฟิร์สที่สังเกตเห็นสัตว์อสูรเหล่านั้นเขาก็จ้องมองอย่างสนใจ ก่อนจะแหงนหน้าขึ้นไปมองบนยอดเขาแห่งนี้
“ไม่รู้ว่าระหว่างทางในการปีนป่ายยอดเขาจะเจออุปสรรครูปแบบใด ถ้าเช่นนั้นก็มีลูกน้อยไว้มากหน่อยก็คงจะไม่เป็นไร” เด็กหนุ่มในร่างหญิงสาวเอ่ยออกมาอย่างยิ้มๆ
ก่อนที่พลังจะร่อนลงไปยังสัตว์อสูรที่ดุร้ายนั้นแล้วดึงวิญญาณของมันเข้าสู่โลกลวงทันที
ไม่นานแววตาของสัตว์อสูรตนนั้นก็เปลี่ยนไป มันมองไปที่เฟิร์สอย่างเทิดทูนแล้ววิ่งติดตามเขาไปอย่างรวดเร็ว
โฮกกกกกก
แว๊กกกกกก
กรรรรรรจ์
ตอนนี้ไม่ว่าเฟิร์สจะเคลื่อนผ่านสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งตนไหน พวกมันเหล่านั้นก็ตกอยู่ในพลังโลกลวงของเขาทั้งสิ้น
เพียงเวลาแค่ไม่นาน ภาพการมาเยือนของเด็กหนุ่มก็เปลี่ยนไป เพราะในตอนนี้ด้านหลังของเขากลับมีสัตว์อสูรนับสิบติดตามมาด้วย