หญิงชราผมขาวโพลนก็ตื่นเต้น เธอตัวสั่นเทิ้มก่อนจะลุกขึ้นยืน แล้วค่อยๆ เดินไปยังห้องด้านใน
หญิงวัยกลางคนเห็นท่าไม่ดีรีบเข้าไปช่วยประคอง
พอเสียงหน้าประตูเปิดออกทุกคนก็เงียบกริบและหันไปมองเป็นตาเดียว
หมอตำแยอุ้มเด็กทารกในผ้าอ้อมเดินออกมาใบหน้าเหี่ยวย่นยิ้มจนแทบจะบานเป็นดอกเบญจมาศ รอยย่นทั้งหมดเบียดเสียดรวมกัน
"ยินดีด้วยนะจาวตี้คลอดลูกชายตัวอ้วนจ้ำม่ำเชียว"
สายตาของชายหัวล้านไม่ได้อยู่ที่เด็กเลยแม้แต่น้อยเขามัวแต่มองไปยังห้องด้านในไม่หยุด
หมอตำแยที่อยู่ข้างๆ ก็รู้สึกไม่พอใจเลยตบไปที่หัวของเขาอย่างแรง
"มองอะไรนักหนา? รีบมาดูลูกชายนายสิ"
พูดจบ เธอก็ก้มหน้าลงมองเด็กทารกในผ้าอ้อมด้วยสีหน้าที่มีความสุข
"ตัวขาวอ้วนจ้ำม่ำอย่างนี้ดูยังไงก็รู้ว่าเลี้ยงง่าย ฉันบอกแล้วว่าท้องนี้ต้องเป็นลูกชายแน่!"
"ป้าคะ แล้วแม่หนูล่ะคะ?"
เด็กผู้หญิงสองคนถามหมอตำแยด้วยสีหน้ากระวนกระวาย
หมอตำแยหัวเราะคิกคักไปกับพวกเขาแล้วก็พูดขึ้นมาอย่างสบายๆ
"แม่พวกเธอสบายดีตอนนี้นอนพักอยู่บนเตียง แต่ร่างกายยังอ่อนแออยู่"
พอได้ยินว่าแม่ปลอดภัยเด็กหญิงทั้งสองจึงคลายความกังวลลงไปได้บ้าง
ต่งเสี่ยวเสี่ยวอยู่ในห้องเธอล้างคราบเลือดที่ติดอยู่บนมือก่อนจะมองไปที่ผู้หญิงที่นอนอยู่บนเตียงอย่างอ่อนแรง
"เธอต้องพักให้เยอะๆ นะ ในช่วงอยู่ไฟห้ามไปทำงานในไร่เด็ดขาด"
เธอกำชับเรื่องที่ต้องระวังอยู่สองสามอย่างแล้วถึงค่อยหยิบกระเป๋ายาเดินออกไป
พอต่งเสี่ยวเสี่ยวเดินออกมาคนส่วนใหญ่มัวแต่รุมล้อมเด็กทารกที่เพิ่งเกิดมีแค่เด็กผู้หญิงสองคนและชายหัวล้านที่รีบเดินเข้ามาหาเธอ
"เสี่ยวเสี่ยว เมียฉันเป็นยังไงบ้าง?"
ชายหัวล้านร้อนใจจนเหงื่อทั่วไปทั้งตัวเขามองต่งเสี่ยวเสี่ยวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวล
"ก่อนหน้านี้เธอแท้งไปหลายครั้งเลยส่งผลต่อร่างกาย ต่อไปอาจจะไม่สามารถมีลูกได้อีก" ต่งเสี่ยวเสี่ยวอธิบายด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ
ชายหัวล้านคนนั้นส่ายหน้าเป็นพัลวัน"ไม่เอาแล้ว ไม่เอาแล้ว ต่อไปจะไม่เอาอีกแล้วเมียฉันต้องลำบากขนาดนี้เพราะต้องคลอดลูกชายคนนี้แท้ๆ!"
พูดจบเขาก็ยัดซองแดงใส่มือของต่งเสี่ยวเสี่ยว
"นี่คือค่าทำคลอดให้เมียฉันเสี่ยวเสี่ยว เธออย่ารังเกียจว่ามันน้อยไปเลยนะ"
ในซองแดงนี้เขาใส่มาเท่ากับที่โรงพยาบาลคิดค่ารักษากันนั่นแหละ
เรื่องครั้งนี้เขาต้องขอบคุณต่งเสี่ยวเสี่ยวถ้าไม่ได้เธอช่วยไว้ละก็ ตามที่หมอตำแยว่าไว้ คงไม่รอดกันทั้งแม่ทั้งลูกแน่ๆ
"ช่วงอยู่ไฟพยายามอย่าให้เมียของนายลงไปทำงานในไร่ให้เธอกินของดีๆ จะได้บำรุงร่างกายที่อ่อนแอ ถ้าปล่อยให้เป็นโรคเรื้อรังขึ้นมาจะลำบากเอา อย่าหาว่าฉันไม่เตือนล่ะ”
ต่งเสี่ยวเสี่ยวกำชับ ก่อนจะรับซองแดงมา
ความคิดที่ว่าให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาวนั้นยังคงฝังรากลึกอยู่ในสังคมเพื่อที่จะคลอดลูกชายออกมาสักคน บางคนถึงกับยอมเสี่ยงชีวิต
ถ้าให้เธอเดาก่อนหน้าที่ผู้หญิงคนนี้จะท้องลูกคนที่สาม คงแท้งมาหลายครั้งแล้วและเด็กผู้ชายคนนี้ก็น่าจะเป็นลูกคนที่เจ็ด
ร่างกายของเธออ่อนแอถึงขีดสุดการคลอดครั้งนี้เรียกได้ว่าเกือบเอาชีวิตไม่รอดเลยทีเดียว
"อืม! ได้" เขารับปาก
ต่งเสี่ยวเสี่ยวไม่ได้อยู่ต่อเธอบอกให้ชายหัวล้านพาภรรยาไปโรงพยาบาลในวันพรุ่งนี้เพื่อตรวจร่างกายอีกครั้งเผื่อเกิดเรื่องฉุกเฉินอะไรขึ้นมา
พอเธอเดินออกไป หมอตำแยก็รีบตามมาติดๆเธอมองต่งเสี่ยวเสี่ยวด้วยรอยยิ้มหวานแล้วพูดขึ้นมา
"ต่งเสี่ยวเสี่ยวครอบครัวนั้นให้ค่าทำคลอดเธอเท่าไหร่กัน?"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเหลือบมองหมอตำแยอย่างไม่ใส่ใจแล้วตอบว่า
"ยังไม่ได้ดูเลยค่ะ"
"ไม่น่าเชื่อเลยนะ ยังสาวอยู่แท้ๆแต่เก่งขนาดนี้ ปัญญาชนที่มาจากเมืองใหญ่ไม่ธรรมดาจริงๆ จัดท่าเด็กในท้องได้ด้วยเงินที่เอ้อร์หนิวให้เธอต้องเยอะมากแน่ๆ"
หมอตำแยพูดพลางยิ้มร่าเธอมองดูเงินในซองแดงอย่างมีความสุข
สามหยวนเชียวนะ นี่ก็นับว่าเยอะมากแล้ว
เธอเก็บเงินเข้ากระเป๋าด้วยความอิ่มอกอิ่มใจก่อนจะพูดขึ้นมา
"เมียของเอ้อร์หนิวแท้งลูกไปตั้งสี่คนเพื่อที่จะคลอดลูกชายถ้าครั้งนี้ไม่ได้เธอช่วยเอาไว้ คงตายทั้งกลมไปแล้ว"
เอ้อร์หนิวที่ว่า ก็หมายถึงชายหัวล้านเมื่อกี้นี้นั่นเอง
ต่งเสี่ยวเสี่ยวรีบเดินเร็วขึ้นไม่อยากเสียเวลาเถียงกับยายแก่คนนี้อีกแล้ว
พอต่งเสี่ยวเสี่ยวกลับถึงบ้านเธอรีบเดินไปยังกลางลานบ้าน รินน้ำใส่แก้วดื่มจนหมด
ฉินซู่ได้ยินเสียงดังมาจากข้างนอกจึงเดินออกมาเขาถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"เป็นยังไงบ้าง?"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเม้มปาก ก่อนจะตอบออกมา
"ก่อนหน้านี้เธอเคยแท้งมาหลายครั้งการคลอดครั้งนี้เลยอันตรายมาก โชคดีที่รักษาชีวิตไว้ได้ทันไม่ต้องเป็นห่วงอะไรอีกแล้ว"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวหยิบซองแดงออกมาพอเปิดออกดูก็เห็นว่ามีเงินอยู่ยี่สิบหยวนนี่ถือเป็นเงินเดือนของคนทั่วไปเลยทีเดียว
"แม่ลูกปลอดภัยก็ดีแล้ว!"
ฉินซู่พยักหน้าแล้วพูดต่อ
"ขาฉันเป็นอะไรไม่รู้ รู้สึกคันๆตรงแผล"
ตอนแรกเขาไม่อยากจะรบกวนภรรยาแต่สองวันนี้มันคันมาก จนบางครั้งก็อดไม่ได้ที่จะเกา
ต่งเสี่ยวเสี่ยวชะงักไป เธอวางซองแดงลง
"นั่งลงก่อน เดี๋ยวฉันดูให้"
ฉินซู่นั่งลงทันทีต่งเสี่ยวเสี่ยวถกขากางเกงของเขาขึ้น ทำให้เห็นรอยแผลเป็นจากการผ่าตัด
ต่งเสี่ยวเสี่ยวตรวจดูอย่างละเอียดแล้วถอนหายใจออกมา ก่อนจะพูดว่า
"ไม่เป็นอะไรมากหรอกเดี๋ยวฉันจะฝังเข็มให้อีกสองครั้ง ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด นายก็จะเดินได้เป็นปกติแล้วพักฟื้นอีกสักเดือน รับรองแข็งแรงเหมือนเก่า อยากทำอะไรก็ทำได้แล้วไม่ต้องคอยระวังตัวอีกต่อไป"
ฉินซู่ฟื้นตัวได้ไวกว่าที่เธอคิดเอาไว้เสียอีก
ฉินซู่ดีใจจนออกนอกหน้าน้ำเสียงของเขาดูตื่นเต้นมาก
"เรื่องจริงเหรอ? เธอไม่ได้หลอกฉันใช่ไหม!?"
ถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆเขาจะสามารถแสดงฝีมือได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องให้ภรรยามาเลี้ยงดูเขาอีกต่อไป
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาที่ลึกซึ้งของฉินซู่ดวงตาคู่นั้นเป็นประกาย
"ฉันเคยหลอกนายตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?"
เธอมั่นใจในทักษะทางการแพทย์ของตัวเองมาก
ฉินซู่ถูกจ้องจนรู้สึกเขินเขาเผลอหันหน้าหนี ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้งว่า
"ไม่เคย..."
อันที่จริงก่อนหน้านี้ต่งเสี่ยวเสี่ยวเคยหลอกเขามาแล้วหลายครั้งทุกครั้งก็เพื่อไปหาคนแซ่เฮ่อนั่น แถมยังหลอกเงินเขาไปตั้งมากมาย
สิ่งที่ได้กลับมาคือคำฟ้องของเด็กน้อยทั้งสองถ้าให้จ้องมองเข้าไปในดวงตาของเธอ เขาคงไม่สามารถพูดคำว่า 'เชื่อใจ' ออกมาได้
เขารู้ดีว่าต่งเสี่ยวเสี่ยวในตอนนี้กับต่งเสี่ยวเสี่ยวในอดีตแตกต่างกันมาก
บางทีเธอคงจะคิดได้แล้ว อยากจะกลับตัวกลับใจแล้วตั้งใจใช้ชีวิตคู่กับเขาดีๆ ก็ได้
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเม้มปากเธอรู้ว่าฉินซู่ไม่ไว้ใจเธอ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ยังไงซะสิ่งที่ร่างเดิมเคยทำเอาไว้มันก็เกินไปจริงๆ แต่เธอก็ไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินเพราะตอนนี้เธอได้อยู่ในร่างนี้แล้ว และเธอก็คือ 'ต่งเสี่ยวเสี่ยว'
“นายไม่ต้องฝืนก็ได้ฉันรู้ดีว่าฉันเคยเป็นคนยังไง…แต่ตอนนี้ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะใช้ชีวิตกับนายให้ดีจริงๆเพราะงั้น…”