โครม!!
เกิดแรงสั่นสะเทือนไปทั่วพื้นที่ แม้แต่เรือบินรบก็ยังรู้สึกราวกับตกหลุมอากาศ ใครหลายต่างหลับตาปี๋ไม่กล้าเผชิญหน้ากับความเป็นจริง โดยเฉพาะเจ้ากรมกลาโหมและสาวน้อยปลายฝนตัวปลอม เพราะเป้าหมายการทุบลงมาของอสูรแพะปีศาจไฟคือเรือบินรบที่พวกเขากำลังยืนอยู่
แต่หลังสิ้นเสียงจากการทุบลงมาของอสูรจักรราศีเมษ แทนที่จะเกิดเสียงการระเบิดของเรือบินรบที่เจ้ากรมกลาโหมอยู่ มันกลับเกิดโห่ร้องอย่างยินดีขึ้นมาแทน
ถึงแม้เจ้ากรมกลาโหมจะสับสน แต่เขาก็รีบลืมตาขึ้นมาทันที เขายังไม่ตาย การทุบของอสูรแพะปีศาจไฟทำอะไรพวกเขาไม่ได้ ม่านพลังป้องกันช่วยชีวิตของพวกเขาไว้ได้
พระราชาเองก็ดีใจเช่นกัน เขาเองก็ไม่คาดคิดว่าม่านพลังของกันที่เขาสั่งให้เหล่าผู้รู้ในอาณาจักรช่วยกันสร้างเลียนแบบม่านพลังป้องกันที่ใช้กับเมืองธารสวรรค์จะมีประสิทธิภาพขนาดนี้ แม้มีคำเตือนมาตลอดถึงม่านพลังป้องกันนี้ว่ามันไม่ได้แข็งแกร่งได้ถึงครึ่งของม่านพลังป้องกันที่คอยปกป้องเมืองธารสวรรค์ แต่ตอนนี้มันได้พิสูจน์แล้วว่ามันสามารถยันจากการโจมตีอสูรจักรราศีเมษได้ แม้นว่ามันอาจได้เปรียบจากเรื่องธาตุ แต่การที่มันสามารถป้องกันการโจมตีในระดับอสูรจักรราศีได้ ย่อมเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างแน่นอน
โอกาสชนะอยู่ตรงหน้า ใครล่ะจะยอมปล่อยมันไป เมื่อเห็นว่าอสูรแพะปีศาจไฟทำอะไรพวกเขาไม่ได้ เจ้ากรมกลาโหมรีบออกคำสั่งเพื่อเผด็จศึกข้าศึกทันที
“โจมตี!!” เจ้ากรมกลาโหมตะโกนลั่น
เสียงของเจ้ากรมกลาโหมราวกับกองทัพธาราลั่นกลองชัย ทหารธาราที่กำลังฮึกเหิม ต่างแทบไม่จำเป็นต้องรอให้เจ้ากรมกลาโหมออกคำสั่ง พวกเขาพร้อมที่จะโจมตีใส่กองทัพข้าศึกให้ราบเป็นหน้ากลอง
แต่ไม่ทันที่ทหารคนใดจะได้ก้าวขาจากจุดเดิม ปืนใหญ่ไม่ได้จุดให้ยิงออกมาเสียด้วยซ้ำ ทุกคนต่างต้องหยุดทุกการกระทำเพียงเพราะคำว่า ‘หยุด’ จากใครบางคน
พระราชาธาราที่แปดตะโกนลั่นสวนกระแสสงคราม ไม่มีใครใหญ่เกินเขาในกองทัพธารา เขาก้าวออกมาบนดาดฟ้าเรือบินรบอีกลำที่อยู่หลังถัดจากเรือบินรบของเจ้ากรมกลาโหม ทุกคนต่างหันมองเขาด้วยความสับสน เหตุใดถึงสั่งหยุดยิงทั้งที่ควรรีบอาศัยความได้เปรียบเพื่อจัดการกับศัตรู
“ท่านคือกุนซือมารใช่ไหม? ฉันคือพระราชาแห่งอาณาจักรธารา” พระราชาเอ่ยถามออกมาหลังเงียบจากพูดคำว่าหยุดมาชั่วขณะหนึ่ง “ไม่ทราบว่าท่านกุนซือมารเห็นด้วยหรือไม่ว่านี่คือเวลาที่เราจะมาเจรจาพูดคุยกันถึงการส่งตัวลูกสาวของฉัน หรือก็คือคนที่ท่านเข้าใจว่าเธอคือปลายฝนกลับให้แก่พวกเรา”
เขาเป็นถึงพระราชา ทำไมเขาจะไม่รู้ว่ากองทัพของเขากำลังได้เปรียบ เมื่ออสูรจักรราศีเมษทำอะไรม่านพลังป้องกันของพวกเขาไม่ได้ ชัยชนะก็อยู่ตรงหน้า ขอเพียงใครสักคนสามารถจัดการกุนซือมาร บุคคลผู้สามารถอัญเชิญอสูรแพะปีศาจไฟออกมาได้ กองทัพศิขาก็แทบจะกลายเป็นไก่ไร้หัวทันที ยิ่งไม่มีจอมพลแห่งกองทัพศิขาอยู่ด้วยเช่นนี้ กองทัพศิขาก็จะไร้ผู้ใดที่ยังสามารถต่อต้านกองทัพธาราได้
อย่างไรก็ตาม หากพระราชาปล่อยให้มันเกิดขึ้น และจอมพลแห่งกองทัพศิขาไม่พอใจ ชีวิตของลูกสาวของเขาจะไม่ปลอดภัยอีกต่อไปเช่นกัน
จากการวิเคราะห์ของพระราชาเอง กุนซือมารนอกจากเป็นคนทรงกษาปณ์ของกองทัพศิขาแล้ว เขาต้องมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกองทัพศิขา หากพระราชาคิดไม่ผิด เขาต้องยิ่งใหญ่เป็นอันดับสองรองจากจอมพลแห่งกองทัพศิขาเพียงคนเดียวเท่านั้น
ในสายตาของพระราชา กุนซือมารเหมือนเป็นตัวแทนของจอมพล ทั้งที่กองทัพศิขาที่ออกมาเผชิญหน้าครั้งนี้ ต่างมีเหล่าแม่ทัพคนสำคัญ รวมถึงขุนพลคุมขังหนึ่งในห้าขุนพลผู้ยิ่งใหญ่และทรงอำนาจมากที่สุดในกองทัพศิขาก็อยู่ที่นี่ด้วย แต่ทั้งเหล่าแม่ทัพและขุนพลคุมขังดูต่างยำเกรงต่อกุนซือมารเป็นอย่างยิ่ง นั่นแสดงให้เห็นว่าพวกเขาสูญเสียกุนซือมารไปไม่ได้
“ดูเหมือนว่าการที่อสูรจักรราศีเมษทำอะไรม่านพลังกระจอก ๆ นี้ไม่ได้” ภายใต้ชุดคลุมสีดำ มีรอยยิ้มของปีศาจเผยออกมา กุนซือมารพูดอย่างอวดดีออกมาว่า “พระราชาจึงดูแคลนว่าพวกข้าได้พ่ายแพ้และจะยอมทำตามที่ท่านต้องการงั้นสินะ?”
“ได้โปรดอย่าเข้าใจเจตนาของฉันผิดไป” พระราชาพยายามแก้ไขความเข้าใจของกุนซือมาร “ฉันแค่ประสงค์ให้พวกเราทั้งสองจบลงอย่างสันติ ฉันไม่ต้องการที่จะให้เกิดการสูญเสียเลือดเนื้อโดยไม่จำเป็น ได้โปรดเถิด ส่งตัวลูกสาวของฉันคืนมา และพวกเราก็เลิกแล้วต่อกัน ต่างคนต่างไป”
“สิ่งที่พระราชาพูดมาก็น่าสนใจดี” คำพูดของกุนซือมารทำให้เหล่าทหารทั้งสองฝ่ายดูมีความหวังที่จะไม่ต้องรบกัน แต่คำพูดต่อไปของกุนซือมารทำให้ความหวังของพวกเขาดูริบหรี่ลงทันที “แต่ท่านจอมพลได้สั่งการเอาไว้ ถ้าท่านผิดต่อคำเรียกร้องของพวกเราแม้แต่เพียงข้อเดียว พวกเราก็ไม่มีอะไรต้องคุยกันนอกจากสงคราม”