ห้าโมงสองนาทีคือเวลาที่เมืองควรเริ่มพัก แต่วันนี้มันเหมือนเมืองทั้งเมืองหยุดหายใจ แสงเย็นยังอยู่ แต่ไม่มีชีวิตตอบกลับ มีแค่ควันลอยต่ำ กลิ่นไหม้ติดผิว และเสียงอะไรบางอย่างที่ยังพยายามเข้ามา…เหมือนมันรู้ว่าข้างในเหลืออะไรให้เอาไปอีก
“ปิดประตู!”
เสียงคำสั่งตัดผ่านอากาศที่เต็มไปด้วยควัน เสียงร้อง และเสียงปืน เหมือนค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางความโกลาหล ปีกประตูหนาหลายชั้นเริ่มเลื่อนเข้าหากันด้วยแรงไฮดรอลิก เสียงครางต่ำของเครื่องกลสั่นลากยาวเหมือนสัตว์ขนาดใหญ่กำลังกัดฟันปิดปากโลกอีกฝั่งทีละนิด แสงสีส้มหม่นของ่เย็นลอดผ่านช่องว่างระหว่างบานประตูเป็เส้นสุดท้าย ฉาบผ่านฝุ่น ควัน และละอองเืบนพื้นคอนกรีต ก่อนจะถูกกลืนหายไปเมื่อเหล็กทั้งสองฝั่งประกบกันสนิท
ปัง
แรงะเืวิ่งผ่านพื้นขึ้นมาตามฝ่าเท้าของคาเอล ผ่านข้อเท้า หัวเข่า แล้วกระแทกเข้าที่อก เหมือนเสียงนั้นไม่ได้ปิดแค่ประตู แต่ปิดบางอย่างในตัวเขาไปพร้อมกัน
เขาหันกลับไปมองทั้งที่รู้ว่าไม่เหลืออะไรให้มองแล้ว
เสี้ยวสุดท้ายก่อนเหล็กปิดสนิท เขาเห็นควันสีเทาดำไหลผ่านถนน เห็นเงาของบางสิ่งเคลื่อนต่ำอยู่หลังซากรถ เห็นมือของใครบางคนยื่นเข้ามาจากอีกฝั่งเหมือนยังเชื่อว่าหากเอื้อมอีกนิดก็จะทัน แล้วทุกอย่างก็ถูกตัดขาดด้วยผนังเหล็กหนาและเสียงสั่นของระบบล็อกที่เลื่อนลงเข้าที่
ด้านนอกยังไม่เงียบ
เสียงฝูงยังอยู่ เพียงแต่ถูกกำแพงหนากดให้กลายเป็เสียงต่ำ ทึบ และไกลขึ้น เสียงกรงเล็บขูดโลหะ เสียงอะไรบางอย่างกระแทกแผงเหล็ก เสียงไหลของสิ่งมีชีวิตจำนวนมากที่ยังเคลื่อนไหวอยู่หลังประตู เหมือนน้ำป่าที่ถูกกั้นไว้ด้วยเขื่อนซึ่งสร้างขึ้นอย่างเร่งรีบ มันไม่ดังพอให้ทุกคนกรีดร้องอีกครั้ง แต่ดังพอให้ทุกคนรู้ว่ามันยังอยู่ และกำแพงนี้ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
คาเอลยืนอยู่ห่างจากประตูไม่ถึงสามก้าว ลมหายใจยังไม่กลับมาเป็จังหวะ กลิ่นควันไหม้จากถนนด้านนอกติดอยู่ในลำคอ แต่เมื่อเขาสูดอากาศเข้าไปอีกครั้ง กลิ่นของค่ายอพยพก็ถาโถมเข้ามาแทนอย่างหนักแน่นกว่าเดิม
กลิ่นยาฆ่าเชื้อฉุนจนแสบโพรงจมูก กลิ่นเืสดที่ยังอุ่น กลิ่นเหงื่อของคนจำนวนมากที่ถูกอัดรวมกันอยู่ในพื้นที่ปิด กลิ่นผ้าพันแผลเปียก กลิ่นพลาสติกไหม้จากเครื่องมือแพทย์ชั่วคราว และใต้ทุกอย่างนั้นยังมีอีกกลิ่นหนึ่งซ้อนอยู่
กลิ่นคาว หนา และชื้น เหมือนอากาศทั้งเมืองเคยผ่านบางสิ่งที่มีชีวิตมาก่อนแล้วไม่เคยถูกล้างออก
มันไม่ใช่กลิ่นของความสะอาดปลอดภัย
แต่มันคือกลิ่นของคนที่ยังไม่ตาย ที่เริ่มไม่แน่ใจว่าการยังไม่ตายคือโชคดีหรือไม่
“เช็คจำนวนคน! ใครเดินได้ไปซ้าย! คนเจ็บไปขวา! เร็ว!”
เสียงทหารดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง สั้น แข็ง และไม่มีพื้นที่ให้ลังเล มือหลายคู่ผลัก ดึง ชี้ทิศทางโดยไม่ถามชื่อ ไม่ถามว่าใครเพิ่งเสียใคร ไม่ถามว่าใครยังมีแรงหายใจอยู่หรือไม่ คนที่ยังยืนได้ถูกดันไปอีกฝั่ง คนที่ล้ม ถูกลาก ถูกยก ถูกอุ้มไปอีกทางหนึ่ง แถวของผู้รอดชีวิตแตกออกเหมือนถูกผ่าด้วยมีด
ซ้ายคือคนที่ยังใช้การได้
ขวาคือคนที่อาจตายก่อนฟ้ามืด
ไม่มีใครพูดแบบนั้นออกมา แต่ทุกคนรู้
เสียงร้องไห้ของเด็กดังขึ้นเป็่ ๆ บางคนร้องจนเสียงแตก บางคนไม่ร้องแล้ว เพียงนั่งกอดเข่าแล้วหายใจถี่เหมือนปอดของตัวเองกลายเป็สิ่งที่ต้องควบคุม ผู้ใหญ่บางคนยังะโเรียกชื่อคนที่ไม่อยู่ตรงนี้ บางคนเงียบจนเหมือนร่างเปล่า บางคนพยายามยืนตรงทั้งที่เืไหลลงมาตามแขนเป็ทาง ทหารคนหนึ่งใช้ไหล่ดันชายร่างใหญ่ที่แข็งค้างอยู่กลางทางให้ขยับไปด้านข้าง อีกคนะโใส่กลุ่มพลเรือนที่พยายามย้อนกลับไปหาคนของตัวเองหลังประตู
ไม่มีใครได้ย้อนกลับ
แจ็กซ์ยังประคองมาร่าอยู่ มือของเขาลื่นจากเืที่ไม่ใช่ของตัวเอง ผู้หญิงคนนั้นก้าวเข้ามาในค่ายได้เพียงไม่กี่ก้าวก่อนเข่าจะพับลงเหมือนร่างกายยอมแพ้ทันทีที่ผ่านประตู ร่างของเธอเอียงลงอย่างรวดเร็วจนแจ็กซ์แทบรับไม่ทัน เขาทรุดลงไปพร้อมเธอ เข่ากระแทกพื้นแต่ไม่มีเวลาสนใจความเจ็บของตัวเอง
“เฮ้ ๆ ไม่ ๆ อย่าเพิ่งนอนตอนนี้นะ” แจ็กซ์คุกลงทันที เสียงเขาแห้งและเร็วเกินไป
“คุณมาร่า ฟังผมนะ ผมไม่ใช่หมอ ผมไม่รู้ว่าต้องทำอะไร แต่คุณต้องอยู่ก่อน โอเคไหม อย่างน้อยรอให้คนที่รู้จริง ๆ มาด่าผมก่อน”
มาร่าหายใจถี่ หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงไม่สม่ำเสมอ เืจากแผลที่ต้นขาซึมผ่านผ้าพันแผลออกมาเป็วงเข้มที่ขยายขึ้นช้า ๆ ทุกครั้งที่เธอหายใจ ริมฝีปากของเธอซีดลง เส้นผมเปียกเหงื่อแนบกับแก้ม ฝุ่นจากถนนติดอยู่ตามลำคอและไหปลาร้าเหมือนรอยของโลกด้านนอกยังไม่ยอมปล่อยเธอเข้ามา
ลินาทรุดลงข้างแม่ทันที เด็กหญิงยังถือหุ่นยนต์ของเล่นตัวเล็กที่โวร่าหยิบให้จากใต้รางโมโนเรล ไฟสีเขียวบนอกตุ๊กตากะพริบเบา ๆ แต่ถูกนิ้วเล็ก ๆ บีบไว้จนแสงลอดออกมาได้เพียงริบหรี่
“แม่…ลุกสิ…แม่”
เสียงของเด็กเบาจนเกือบถูกกลืนโดยเสียงปืนจากแนวหน้า แต่คนที่อยู่ใกล้ได้ยินชัด มันไม่ใช่เสียงร้องไห้แบบเดิมอีกแล้ว มันคือเสียงของคนตัวเล็กที่กำลังต่อรองกับโลกโดยไม่รู้ว่าต้องใช้คำไหน
มาร่าลืมตาช้า ๆ เปลือกตาของเธอดูหนักเกินกว่าจะยกขึ้น เธอพยายามยิ้มให้ลูก รอยยิ้มนั้นบางจนเหมือนรอยขีดบนแก้วที่กำลังจะแตก
“แม่…ยังอยู่…”
คำพูดนั้นเบามาก แต่ลินาได้ยิน เธอพยักหน้าแรง ๆ เหมือนถ้ายืนยันมากพอ ความจริงจะยอมอยู่ในรูปเดิม
“เปลสนาม! ทางนี้!”
ทหารสองคนวิ่งเข้ามา คนหนึ่งวางเปลลงกับพื้นอย่างแรง อีกคนก้มดูแผลของมาร่าเพียงเสี้ยววินาที สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนทันที ความเร่งรีบกลายเป็ความตึง
“เสียเืเยอะ ส่งเต็นท์สาม! เร็ว!”
มือหลายคู่ช่วยกันยกร่างมาร่าขึ้น เปลถูกยกผ่านคาเอลในระยะใกล้ เขาเห็นเืที่ซึมออกมาเป็จังหวะตามชีพจร เห็นนิ้วของมาร่าที่พยายามขยับหาอะไรบางอย่าง อาจเป็มือลูก แต่ยกได้เพียงนิดเดียว เห็นลินาที่วิ่งตามด้วยขาสั้น ๆ ที่แทบสะดุดทุกก้าว
“หนูไปด้วย!”
ทหารที่กำลังจะห้ามชะงักเมื่อเห็นมือเล็ก ๆ เกาะขอบเปลไว้แน่น เขาลังเลเพียงเสี้ยวเดียว ก่อนพูดเสียงห้วน
“ได้ แต่อย่าขวางหมอ”
ลินาพยักหน้ารัวแล้วตามเปลเข้าไปในเต็นท์
คาเอลมองตาม เขาควรพูดอะไรบางอย่างคำง่าย ๆ ที่คนทั่วไปพูดกันในสถานการณ์แบบนี้ ไม่เป็ไร เดี๋ยวก็หายหมอจะช่วยเธอได้ แต่คำเ่าั้ไม่ผ่านริมฝีปาก เพราะเขาไม่แน่ใจว่ามันจริง และเขาเริ่มไม่พูดสิ่งที่ตัวเองไม่เชื่อ สิ่งนั้นควรจะเรียกว่าความซื่อสัตย์ แต่ในวินาทีนี้ มันฟังดูเหมือนความเ็า
เสียงปืนด้านหน้าดังขึ้นอีกชุดหนึ่ง
ปัง ปัง ปังปังปัง
แล้วตามด้วยเสียงโลหะกระแทกเหมือนมีอะไรหนัก ๆ ชนกำแพงจากอีกฝั่ง ฝุ่นละเอียดร่วงจากโครงเหล็กเหนือหัวลงบนไหล่ของคนที่ยืนอยู่ใกล้แนว เด็กหลายคนสะดุ้งพร้อมกัน ผู้ใหญ่บางคนยกมือปิดหูทั้งที่รู้ว่าเสียงจริงไม่ได้มาจากข้างใน
“หลบทาง! เอาเข้าไปข้างใน!”
เสียงผู้หญิงดังขึ้นจากปากเต็นท์แพทย์
อลิน่าวิ่งออกมา เสื้อของเธอเปื้อนเืเป็ปื้นจนแทบไม่เห็นสีเดิม ผมถูกรวบไว้ลวก ๆ แต่เส้นผมหลุดลงมาตามข้างแก้มหลายเส้น มือหนึ่งถือม้วนผ้าพันแผล อีกมือชี้ทางโดยไม่ต้องหยุดคิด ดวงตาของเธอแดงจากความเหนื่อย แต่ยังไม่พร่า เธอมองแผล มองชีพจร มองสิ่งที่ต้องทำ ไม่ได้มองความกลัวของคนรอบตัว
“หยุด อย่าขยับ! นายาเ็อยู่!” เธอะโใส่ชายคนหนึ่งที่กำลังพยายามลุกทั้งที่ท้องถูกพันผ้าไว้แน่น
“คุณ ถอยออกไป! คุณกำลังขวางทางเปล!”
เธอผลักผ่านผู้รอดชีวิตสองคนอย่างไม่ขออนุญาต แล้วหันไปจับขอบเปลของมาร่าเอง ชั่วขณะหนึ่ง คาเอลเห็นเืบนหลังมือของเธอแห้งทับเืใหม่เป็ชั้น ๆ เหมือนเธอใช้มือคู่นั้นดึงคนกลับมาจากปากเหวมานับครั้งไม่ถ้วนภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
“แผลต้นขา เสียเืต่อเนื่อง” ทหารรายงาน
“กดไว้ สูงขึ้น ไม่ใช่ตรงนั้น!” อลิน่าะโ
“ถ้ากดผิดจุด เธอตายก่อนถึงโต๊ะ!”
ทหารสะดุ้งแล้วปรับมือตามทันที
ลินาวิ่งตามเข้าไปเกือบถึงด้านใน แต่อลิน่าหันมาขวางไว้ด้วยร่างของตัวเอง
“หยุดตรงนี้”
ลินาชะงักเหมือนชนกำแพงที่มองไม่เห็น
“หนูอยากอยู่กับแม่”
เสียงนั้นเล็กมาก แต่แข็งกว่าที่คาเอลคาด
อลิน่าคุกเข่าลงอย่างรวดเร็วให้สายตาอยู่ระดับเดียวกับเด็ก เธอไม่ได้ทำเสียงอ่อนหวาน เธอไม่มีเวลาทำแบบนั้น แต่คำพูดของเธอชัดและหนักแน่น
“ถ้าอยากให้แม่รอด หนูต้องยืนตรงนี้ ไม่ขวางหมอ เข้าใจไหม”
ลินาน้ำตาไหล เธอส่ายหน้าเล็กน้อย
“แม่เรียกหนู…”
“ฉันรู้” อลิน่าพูดทันที
“แต่ตอนนี้แม่้ามือหมอมากกว่ามือหนู หนูทำหน้าที่ของหนูตรงนี้ ยืนรอ อย่าวิ่งเข้าไป ถ้าฉันบอกให้ถอย หนูต้องถอย ถ้าฉันบอกให้รอ หนูก็ต้องรอ เข้าใจนะ”
ลินากัดริมฝีปากจนสั่น เธอกอดตุ๊กตาแน่นขึ้น
“แม่…แม่หนูจะตายไหม”
คำถามนั้นทำให้เสียงในเต็นท์เหมือนเบาลงไปชั่วขณะ แม้รอบตัวจะยังวุ่นวาย อลิน่าไม่ได้ตอบทันที เธอมองเด็กตรงหน้าเพียงเสี้ยวหนึ่ง เสี้ยวหนึ่งที่ยาวพอให้คาเอลเห็นว่าผู้หญิงคนนี้ยังมีหัวใจ แต่เธอเก็บมันไว้หลังคำสั่งเพราะถ้าเธอเอามันออกมาใช้มากเกินไป มือของเธอจะสั่น
“ฉันจะไม่ปล่อยให้เธอตายถ้ายังมีอะไรที่ฉันทำได้”
มันไม่ใช่คำสัญญาว่าจะรอด
แต่เป็คำสัญญาว่าจะไม่ยอมง่าย ๆ
ลินาพยักหน้า น้ำตาร่วงลงบนตุ๊กตา
“ดี” อลิน่าหันกลับทันที
“เอาเธอเข้าไป! เตรียมผ้ากดแผลอีกชุด!”
เปลถูกดันเข้าเต็นท์ ผ้าขาวที่แขวนเป็ม่านขยับเปิดปิดตามแรงคนเข้าออก ทุกครั้งที่ม่านเปิด กลิ่นเืและยาฆ่าเชื้อที่เข้มข้นกว่าด้านนอกจะพุ่งออกมาเหมือนลมหายใจของสถานที่ที่เต็มไปด้วยคนก้ำกึ่งระหว่างรอดกับตาย
แจ็กซ์ยืนขึ้นช้า ๆ มือของเขายังเปื้อนเื เขามองมันเหมือนมือคู่นั้นไม่ใช่ของตัวเอง
“ผมยังรู้สึกอยู่เลย” เขาพูดเบามาก
“มัน…อุ่นอยู่”
คาเอลมองเืบนมือเขา
“มันยังไม่แห้ง”
แจ็กซ์หัวเราะออกมาสั้น ๆ แบบไม่มีเสียงหัวเราะจริงอยู่ในนั้น
“ขอบคุณสำหรับความจริงที่โคตรปลอบใจ”
โวร่าที่ยืนอยู่ด้านหน้าไม่หันกลับมา เธอกวาดสายตามองไปทั่วแนวกำแพง ร่างของเธอยังอยู่ในท่าพร้อมพุ่ง ปลายอาวุธอยู่ระดับที่สามารถแทงหรือฟันได้ทันที
“ถ้ายังพูดได้ แปลว่ายังไม่แย่สุด”
“ฉันเกลียดที่เธอพูดถูก” แจ็กซ์พึมพำ
คาเอลไม่ได้ตอบ เขายังคงมองไปรอบค่าย ภาพตรงหน้าไม่ได้ให้ความรู้สึกของที่พักพิง มันเหมือนร่างกายขนาดใหญ่ที่ถูกเย็บขึ้นอย่างรีบร้อน มีแผลเปิดอยู่หลายจุด และทุกคนกำลังพยายามกดเืไม่ให้ไหลออกมากเกินไปก่อนรุ่งสาง
ค่ายกลางถูกสร้างจากสิ่งที่หาได้ทันเวลา รถหุ้มเกราะจอดเฉียงเป็แนวป้องกันชั้นนอก แผงเหล็กถูกยึดเข้ากับโครงเหล็กด้วยโซ่และสลัก บางจุดใช้ตู้คอนเทนเนอร์แทนกำแพง บางจุดวางกระสอบทรายซ้อนกันอย่างเร่งรีบ ไฟสปอร์ตไลต์ถูกติดบนเสาสูงชั่วคราวและเริ่มหมุนช้า ๆ ไปตามแนวควันด้านนอก
มันดูแข็งแรงพอให้คนธรรมดารู้สึกปลอดภัย
แต่คาเอลเห็นช่องว่าง
ช่องระหว่างรถหุ้มเกราะคันที่สองกับสามต่ำเกินคนลอด แต่พอสำหรับสิ่งที่วิ่งติดพื้น ลวดหนามด้านซ้ายหย่อนเกินไป จุดยึดแผงเหล็กตรงใกล้ท่อระบายน้ำมีโซ่เส้นเดียว หากถูกกระแทกซ้ำ มันจะหลุด ทหารประจำแนวบางจุดยืนใกล้กันเกินไป หากหนึ่งคนล้ม อีกสองคนจะเสียจังหวะตาม และช่องที่เปิดจะกว้างพอให้ฝูงไหลเข้ามา
โลกเริ่มจัดตัวเองเป็ระยะ เส้นทาง มุมยิง จุดแตก และจำนวนคนที่ต้องใช้ในการอุดแต่ละช่อง
เขาไม่ได้ตั้งใจมองแบบนั้น
แต่สมองของเขาทำไปแล้ว
“มองอะไรอยู่”
เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างตัว
คาเอลหันไป
ชายในเครื่องแบบทหารยืนอยู่ไม่ไกล ใบหน้ามีรอยแผลยาวพาดจากขมับลงมาถึงกรามซ้าย มันเก่าแล้ว แต่ชัดพอจะทำให้ใบหน้าของเขาดูเหมือนถูกสนามรบเซ็นชื่อทิ้งไว้ ดวงตาแดงเล็กน้อยจากการอดนอน แต่ยังคมและหนักแน่น
“แนวป้องกันทางซ้ายเบาบาง” คาเอลพูด
ชายคนนั้นหันมาทันที ไม่มีคำถามว่าเด็กพลเรือนรู้ได้ยังไง
“ตรงไหน”
คาเอลเอียงคางไปทางช่องว่างระหว่างรถ
“ระหว่างคันสองกับสาม ถ้ามันวิ่งต่ำ… มันลอดเข้าได้ก่อนป้อมจะหมุนทัน”
สายตาของชายคนนั้นกวาดตามอีกครั้ง คราวนี้นานกว่าเดิม
“นายชื่อ?”
“คาเอล”
“ยศล่ะ?”
“ไม่มี”
“พลเรือน?”
“ใช่”
เขาพยักหน้าแค่ปลายคาง
“พันโทเรนาร์ ผู้คุมแนวชั่วคราว”
ยังไม่ทันจบคำ เขาก็หันไปะโ
“แผงเหล็กสองแผ่น! ปิดช่องซ้าย..เดี๋ยวนี้!”
ทหารสองนายขยับแทบพร้อมกัน
หนึ่งในนั้นรูปร่างใหญ่ ไหล่กว้าง คอหนา ใบหน้ามีคราบเขม่าดำเกาะอยู่ แต่สายตานิ่ง
เขาคว้าแผงเหล็กกับอีกคนแล้วะโเสียงต่ำ
“หลบ! เปิดทาง!”
คนรอบข้างขยับทันที โดยไม่ต้องหันไปดูว่าใครสั่ง
“ยก—!”
เหล็กถูกยกขึ้นพร้อมกัน
“ดันเข้า!”
แผงกระแทกเข้าที่อย่างแรง
“ล็อก!”
โซ่ถูกพัน เสียงโลหะกระแทกกันดังแข็งเหมือนฟันของกำแพงกำลังกัดเข้าหากัน
เรนาร์พูดขึ้นโดยไม่หันกลับมา น้ำเสียงเรียบและไม่ดังมาก
“สิบเอกโรแวน… ถ้าเขาบอกให้หลบ ก็หลบตามที่เขาบอกซะ”
เขาหยุดแค่ครึ่งจังหวะ
แจ็กซ์ยืนใกล้ ๆ กระซิบ
“ฉันก็ว่าเขาดูเหมือนคนที่ไม่ควรยืนขวาง”
โวร่าพูดทันที
“นายไม่ควรยืนขวางใครทั้งนั้น”
“ขอบคุณสำหรับการประเมินอย่างต่อเนื่อง”
เสียงกระแทกจากด้านนอกดังขึ้นทันทีราวกับฝูงรอให้แผงถูกล็อกเสร็จก่อนทดสอบ แผงเหล็กสั่นจนฝุ่นและเศษสนิมร่วงลงมา เสียงกรงเล็บลากผ่านผิวโลหะยาวกว่าครั้งก่อน มันไม่ใช่เสียงชนอย่างเดียว แต่มันเหมือนเสียงของบางสิ่งที่กำลังเรียนรู้ว่าต้องขูดตรงไหน
เรนาร์เงยหน้าขึ้น
“เตรียมแนว!”
เสียงคำสั่งถูกส่งต่อทันที
“ปืนเบาพร้อม!”
“ป้อมซ้ายหมุนต่ำ!”
“อย่าเปิดไฟขาวเต็ม เอาแค่ครึ่งกำลัง!”
ทหารประจำแนวเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ปืนถูกยกขึ้น เสียงปลดเซฟตี้ดังเป็จังหวะสั้น ๆ แห้งและแข็ง แสงไฟสปอร์ตไลต์ตัดผ่านควันด้านนอกเป็เส้นเฉียง ทำให้เงาที่เคลื่อนไหวอยู่ในนั้นยืดยาวผิดรูปเหมือนสิ่งที่กำลังเข้ามาไม่้าให้ใครเห็นรูปเต็มของมัน
คาเอลขยับเข้าใกล้แนวโดยไม่ต้องถูกสั่ง โวร่าตามมาข้างซ้าย แจ็กซ์ลังเลครึ่งวินาที ก่อนสบถกับตัวเองแล้วตามมาด้านหลัง
“ถ้าฉันตาย บอกใครสักคนว่าฉันไม่ได้สมัครใจเป็ฮีโร่นะ”
โวร่าไม่หันมา
“ไม่มีใครเข้าใจผิดแบบนั้นหรอก”
แจ็กซ์อ้าปากค้างนิดหนึ่ง แล้วพยักหน้าเหมือนยอมรับชะตา
“ซึ้งมาก”
เงาตัวแรกพุ่งออกมาจากควัน
เซิร์กลิง
ต่ำ เร็ว และใกล้เกินไปในเวลาเพียงกะพริบตาเดียว เกราะเปียกสะท้อนแสงไฟเป็จุด ๆ กรงเล็บขูดพื้นจนเกิดประกายเล็ก ๆ ปากแยกออกพร้อมเสียงแหลมที่ไม่เหมือนสัตว์ใดในโลกเดิม
“มาแล้ว!”
“ยิง!”
เสียงปืนะเิขึ้นพร้อมกัน ะุฉีกอากาศเป็เส้นที่มองไม่เห็นแต่รู้สึกได้จากแรงะเื เซิร์กลิงตัวแรกถูกยิงจนเสียหลัก ร่างมันพลิกกระแทกพื้น แต่ตัวที่สองะโข้ามซากมันโดยไม่ลดความเร็ว ตัวที่สามตามมาแต่ไม่พุ่งเส้นเดิม มันหักขวาเล็กน้อยเหมือนหลบะุที่ยังไม่ถูกยิง
“ต่ำ ๆ!” โรแวนะโ
“ยิงต่ำ ๆ !”
คีรอนยืนอยู่ข้างคาเอล เด็กหนุ่มอายุยังไม่มาก ใบหน้าซีดจนดูอ่อนกว่าวัย มือที่จับปืนสั่นอย่างชัดเจน แต่เขายังไม่ถอย ปลายปืนของเขากวาดตามหัวของเซิร์กลิงตัวหนึ่งแล้วเลยเป้าไปทุกครั้ง
“พี่…” เขาพูดโดยไม่รู้ตัว
“ผม…ผมไม่เคยยิงอะไรแบบนี้”
คาเอลไม่หันไปมองเต็มตัว
“มองขา”
“อะไรนะ”
“มันเร็วที่หัว แต่มันต้องใช้ขาเปลี่ยนทิศ ยิงต่ำ”
คีรอนกลืนน้ำลายดังมากในความใกล้
“ครับ”
คาเอลยก C-14 ขึ้น เขาไม่ได้ไล่ตามตัวที่วิ่งเร็วที่สุด สายตาเขาจับตัวที่อยู่ด้านหลัง ตัวที่ไม่ได้พุ่งเต็มแรง ตัวที่ชะลอเพียงเสี้ยวเดียวเหมือนกำลังรอดูว่าะุชุดแรกจะไปทางไหน
ตัวนั้น
ปัง
ะุทะลุหัวมันก่อนมันจะได้พุ่งออกจากเงา ร่างของมันล้มลงกลางควัน ตัวข้างหน้าเสียจังหวะเพียงเสี้ยววินาที แต่เสี้ยววินาทีนั้นพอให้ป้อมซ้ายหมุนทัน
เสียงปืนกลหนักกวาดผ่านแนวต่ำ เซิร์กลิงอีกสองตัวกระเด็นกลับไปพร้อมเศษเืสีเข้มที่สาดใส่แผงเหล็ก
“แนวซ้ายยังเอาอยู่!” โรแวนรายงาน
เสียงปืนค่อย ๆ เบาลงหลังฝูงชุดแรกถูกหยุด
ไม่มีเสียงเฮ ไม่มีใครดีใจ ไม่มีใครตบไหล่ใคร สิ่งที่เหลืออยู่คือเสียงหายใจหนัก เสียงปลอกะุตกกระทบพื้น และเสียงใครบางคนอาเจียนอยู่ข้างหลังแนว
คีรอนลดปืนลงช้า ๆ มือยังสั่น
“ผมยิงไม่โดนเลย…”
“เมื่อกี้นายยังไม่ยิง” คาเอลพูด
คีรอนหันมามองเขา
คาเอลมองออกไปในควัน
“นัดต่อไป ยิงต่ำ”
โรแวนเดินผ่านมาพอดี เขาหยุดเพียงชั่วครู่ ตบไหล่คีรอนหนึ่งครั้ง หนักพอให้เด็กหนุ่มแทบเซ
“กลัวได้ แต่อย่าให้ปืนรู้”
คีรอนพยักหน้าเร็ว
“ครับท่าน”
แผงเหล็กที่เพิ่งถูกล็อกยังสั่นอยู่ แม้เซิร์กลิงชุดแรกจะถูกหยุดไว้แล้ว เสียงสั่นนั้นไม่ได้ดังมาก แต่มันอยู่ในพื้น อยู่ในเหล็ก อยู่ในกระดูกของคนที่ยืนชิดแนว เหมือนกำแพงทั้งแถวยังจำแรงกระแทกเมื่อครู่ได้ และยังไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทนครั้งต่อไปได้หรือไม่
ควันนอกแนวกำแพงหนาขึ้นช้า ๆ แสงสุดท้ายของวันทำให้มันกลายเป็สีเทาอมส้มคล้ายเถ้าถ่านที่ยังไม่เย็น พื้นถนนด้านนอกมีรอยลากยาวของกรงเล็บปะปนกับคราบเืดำและเศษะุที่กระเด็นไปติดขอบคอนกรีต ทุกครั้งที่ลมพัดผ่านช่องแคบระหว่างแผงเหล็ก กลิ่นคาวจากซากที่กองอยู่นอกแนวจะลอดเข้ามาพร้อมความเย็นชื้นเหมือนลมหายใจของสัตว์ที่ยังไม่ยอมตาย
“อย่าลดปืน” โรแวนพูดเสียงต่ำ แต่หนักพอให้ทหารใกล้ ๆ สะดุ้ง
“มันยังอยู่ เตรียมพร้อมระลอกต่อไป”
ไม่มีใครเถียง
แม้จะมองไม่เห็นตัวมันชัด ๆ แล้ว แต่ทุกคนได้ยินเสียงเคลื่อนไหวของบางสิ่งในควัน เสียงฝีเท้าต่ำ ๆ เสียงกรงเล็บครูดพื้น เสียงลมหายใจแหลมที่แทรกอยู่ใต้เสียงไฟแตกพร่า มันไม่ได้บุกเข้ามา แต่มันก็ไม่ได้ถอยหายไป ความเงียบของมันจึงไม่เหมือนความสงบ มันเหมือน่ที่มือข้างหนึ่งกำลังง้างอยู่หลังหมัดแรก
คีรอนยังยืนอยู่ตรงเดิม ปืนในมือเขาลดลงเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว เหงื่อไหลจากขมับลงมาตามกรอบหน้า ทั้งที่อากาศเย็นลงเรื่อย ๆ เด็กหนุ่มมองซากเซิร์กลิงที่กองอยู่ใกล้แผงเหล็ก เห็นขามันกระตุกครั้งสุดท้ายก่อนหยุดนิ่ง เห็นควันบาง ๆ ลอยจากรูแผลที่ถูกะุเจาะ เห็นเืสีเข้มไหลซึมออกมาตามรอยแตกของพื้นคอนกรีตด้านนอก
“ผมเห็นตามัน” เขาพูดเบา ๆ เหมือนไม่ได้ตั้งใจพูดให้ใครฟัง
“ตอนมันล้ม…มันยังมองผมอยู่”
คาเอลหันไปเพียงเล็กน้อย
คีรอนยังจ้องซากนั้น
“ผมนึกว่าพอยิงแล้วมันจะเหมือนเป้าในสนามซ้อม” เขาหัวเราะแห้ง ๆ ครั้งเดียว เสียงนั้นแตกและหายไปทันที
“แต่มันไม่เหมือนเลย”
คาเอลมองเด็กหนุ่มอยู่ครู่หนึ่ง เขาควรพูดอะไรบางอย่างที่ทำให้คีรอนรู้สึกดีขึ้น ควรบอกว่าเดี๋ยวก็ชิน หรือบอกว่าเขาทำถูกแล้ว แต่คำว่า “ชิน” ฟังดูน่ากลัวเกินไป และคำว่า “ถูก” ก็สั้นเกินกว่าจะรองรับภาพสิ่งมีชีวิตที่เพิ่งถูกยิงจนล้มต่อหน้าต่อตา
สุดท้ายเขาพูดแค่
“อย่ามองนาน”
คีรอนหันมาหาเขา
“ทำไมครับ”
คาเอลมองออกไปนอกควันอีกครั้ง
“มันจะทำให้ยิงนัดต่อไปช้าลง นายจะเสียสมาธิ”
คำตอบนั้นทำให้คีรอนนิ่งไป
โรแวนที่ยืนอยู่ไม่ไกลหันมามองคาเอลแวบหนึ่ง แววตาของเขาไม่ได้ชม แต่มีอะไรบางอย่างคล้ายการยอมรับสั้น ๆ ก่อนจะหันกลับไปสั่งทหารคนอื่น
“เช็กแม็กกาซีน! ใครเหลือน้อยกว่าครึ่งยกมือ!”
มือหลายข้างยกขึ้นทันที บางข้างยกอย่างมั่นคง บางข้างสั่น ทหารขนะุลากลังเหล็กใบหนึ่งมาตามพื้น เสียงมันครูดกับคอนกรีตดังแสบหู ฝาลังถูกเปิดออก ะุถูกส่งต่อจากมือหนึ่งสู่อีกมือหนึ่งอย่างรีบเร่ง ไม่มีใครพูดมากกว่าจำเป็ ไม่มีใครหยุดพักนานพอจะเช็ดเหงื่อ ทุกการเคลื่อนไหวสั้นและแข็ง เหมือนร่างกายของคนเหล่านี้ถูกฝึกให้ตัดสิ่งไม่จำเป็ออกไปเมื่อเสียงปืนดัง
แต่ถึงอย่างนั้น ความเหนื่อยก็เริ่มปรากฏ มันอยู่ในไหล่ของทหารที่ตกลงต่ำกว่าตอนแรก อยู่ในนิ้วที่สอดะุช้าลงเพียงเสี้ยววินาที อยู่ในดวงตาที่แดงขึ้น อยู่ในเสียงหายใจที่ดังขึ้นหลังการยิงเพียงไม่กี่นาที ค่ายนี้ยังเพิ่งเริ่มตั้งรับ แต่ร่างกายของคนด้านในผ่านการหนีตายมาก่อนหน้านั้นแล้ว ทุกคนมาถึงแนวด้วยความเหนื่อยสะสม ไม่ใช่เริ่มจากศูนย์
คาเอลรับรู้สิ่งนั้นเงียบ ๆ
คนที่ยังยิงได้ตอนนี้ อาจยิงช้าลงในอีกหนึ่งชั่วโมง
คนที่ยังยืนได้ตอนนี้ อาจทรุดลงในอีกสองชั่วโมง
คนที่ยังคิดว่าตัวเองไหว อาจพลาดตอนมือเริ่มสั่น
ความคิดเ่าั้ไม่ได้เข้ามาในรูปของความกังวล มันเข้ามาเหมือนรายการคำนวณ เหมือนเขากำลังมองหน่วยรบในหน้าต่างสถานะที่ไม่มีใครเห็น
เขาไม่ชอบที่ตัวเองคิดแบบนั้น
แต่เขาก็หยุดคิดไม่ได้
ด้านหลังแนว เสียงวุ่นวายในเต็นท์แพทย์ไม่ได้เบาลงเลย ตรงกันข้าม มันเริ่มมีจังหวะที่แหลมขึ้น สั้นขึ้น ร้อนขึ้น เสียงอลิน่าดังลอดออกมาเป็ระยะ
“จับแขนเขาไว้!”
“อย่าให้เขาดึงผ้าออก!”
“ใครมีน้ำเกลืออีกถุง เอามาเดี๋ยวนี้!”
เดวิสถูกหามผ่านหลังคาเอลไป เขามีแผลลึกบริเวณไหล่ แม้จะทำแผลเบื้องต้นมาแล้ว พอเปิดแผลเสื้อด้านหนึ่งที่ขาดิออก ภาพที่เห็นคือเนื้อเปิด เืไหลซึมลงตามแขนเป็ทาง เขายังมีสติและพยายามลุกจากเปลทั้งที่ร่างกายไม่ยอมทำตาม
“ผมยังยิงได้!” เขาะโ เสียงแหบแห้ง
“ให้ผมไปช่วยเถอะ!”
อลิน่าพุ่งออกมาจากเต็นท์เหมือนลมพายุ เธอจับไหล่อีกข้างของเขาแล้วกดลงแรงพอให้ชายคนนั้นร้อง
“คุณยิงไม่ได้ คุณกำลังจะช็อกตายอยู่แล้วนะ”
“ผมยัง…”
“หยุด”
อลิน่าตัดบททันทีโดยไม่เงยหน้า
มือเธอจับผ้าพันแผลเขาแล้วกดลงแรงจนเขาสะดุ้ง
“นายยิงต่อด้วยแขนแบบนี้ไม่ได้”
เขากัดฟัน เสียงหายใจขาด่ แต่ยังไม่ยอมถอย
“แนวหน้ายังไม่—”
“แนวหน้ามีคนอื่นคุมอยู่ถ้าไปตอนนี้ จะเป็ตัวถ่วง”
อลิน่าพูดเร็วและไม่เปิดช่องให้เถียง
“นั่งลง เดี๋ยวนี้”
เขานิ่งไปครึ่งวินาที
…ก่อนจะยอมปล่อยน้ำหนักลงกับขอบเตียง
อลิน่าพันแผลใหม่เร็วเกินกว่าจะมองทัน มือเธอกดตรงจุดที่เืไหลจนเขากัดฟันแน่น
“ชื่อ?”
“เดวิส”
“ดี เดวิส”
เธอไม่เงยหน้า
“ถ้านายอยากกลับไปยืน ยิงด้วยแขนข้างเดียวให้ได้ก่อน แล้วค่อยมาคุย”
เขาหัวเราะสั้น ๆ ทั้งที่ยังเจ็บ
“ได้”
เสียงปืนด้านหน้าดังขึ้นอีกชุดหนึ่ง เดวิสหันไปมองเพียงเสี้ยววินาทีแล้วไม่พูดอะไรอีก
คาเอลเห็นลินายืนอยู่ใกล้เต็นท์เหมือนเดิม เด็กหญิงเงยหน้ามองอลิน่าในแบบที่เด็กมองผู้ใหญ่ซึ่งกำลังยืนอยู่ระหว่างแม่ของเธอกับความตาย มือน้อยกอดตุ๊กตาแน่นกว่าเดิม ไฟสีเขียวบนอกตุ๊กตากะพริบเป็จังหวะอ่อน ๆ เหมือนหัวใจดวงเล็กที่ยังไม่รู้ว่าควรกลัวอะไร
แจ็กซ์นั่งยอง ๆ ข้างเธอ เขาไม่ได้พูดมุกอีกแล้ว แค่ใช้ผ้าสกปรกเช็ดมือของตัวเองซ้ำไปซ้ำมา แม้เืจะยังติดอยู่ใต้เล็บ
“พี่คาเอลจะอยู่ตรงนั้นตลอดเหรอ” ลินาถามเบา ๆ โดยไม่หันมามองแจ็กซ์
แจ็กซ์มองไปที่แนว
คาเอลยืนอยู่ท่ามกลางแสงไฟฉุกเฉิน ครึ่งหน้าอยู่ในเงา ครึ่งหน้าโดนแสงสีแดงอ่อน ๆ จากสัญญาณเตือน ปืนในมือของเขาไม่สั่น เขายืนใกล้ทหารราวกับตำแหน่งนั้นเป็ของเขามาั้แ่แรก ทั้งที่ไม่กี่ชั่วโมงก่อน เขายังเป็แค่คนที่ติดอยู่ในร้านวีอาร์
“ฉันก็หวังว่าเขาจะไม่ต้องอยู่ตลอด” แจ็กซ์ตอบ
ลินาหันมามองเขา
“ทำไมล่ะ”
แจ็กซ์พยายามยิ้ม แต่ยิ้มไม่ค่อยขึ้น
“เพราะถ้าเขาต้องอยู่ตรงนั้นตลอด แปลว่าข้างนอกมันยังไม่หยุดมา”
ลินาก้มลงมองตุ๊กตา
“แล้วมันจะหยุดไหม”
คำถามนั้นง่ายจนเจ็บ
แจ็กซ์ไม่มีคำตอบ
เขามองไปทางเต็นท์แพทย์ มองเงาของมาร่าที่เคลื่อนไหวอยู่หลังผ้าขาว มองอลิน่าที่ก้มทำอะไรบางอย่างเร็ว ๆ มองมือของตัวเองที่ยังมีเืติดอยู่ แล้วเขาก็พูดเบาลงกว่าเดิม
“เราจะทำให้มันช้าลงก่อน”
ลินาพยักหน้า เหมือนคำว่า “ช้าลง” เป็สิ่งที่เธอพอรับได้มากกว่าคำว่า “หยุด”
ที่แนวหน้า เรนาร์เดินตรวจตำแหน่งทีละจุด เขาไม่เดินเร็วเกินไป ไม่ช้าเกินไป ทุกก้าวหนักและแน่นเหมือน้าให้คนที่เห็นรู้ว่ายังมีใครบางคนควบคุมทุกอย่างอยู่ แม้ว่าความจริงอาจไม่ได้เป็แบบนั้น เขาหยุดตรงจุดที่คาเอลยืนอยู่ มองออกไปนอกช่องยิง แล้วมองกลับมาที่เด็กหนุ่ม
“เก่งนี่ เห็นมันก่อนทหารฉันบางคนจะเห็นเสียอีก”
คาเอลไม่ตอบทันที
เขาไม่แน่ใจว่านั่นเป็คำชม คำกล่าวหา หรือเพียงข้อสังเกต
เรนาร์พูดต่อโดยไม่้าคำตอบ
“แต่การเห็นเร็วไม่ได้แปลว่าการตัดสินใจจะถูกเสมอไป”
คาเอลมองเขา
“ผมรู้”
เรนาร์จ้องเขาอยู่อีกครู่หนึ่ง ระยะห่างระหว่างทั้งสองไม่ได้มาก แต่ก็มากพอให้ไม่มีใครในแิว่าพวกเขาเป็ฝ่ายเดียวกันเต็มตัว เรนาร์ยังมองคาเอลเหมือนเครื่องมือที่ยังไม่รู้ว่าเชื่อถือได้แค่ไหน ส่วนคาเอลมองเรนาร์เหมือนกำแพงอีกชั้นหนึ่งของค่าย—แข็งแรง ใช้งานได้ แต่ถ้าพังขึ้นมาก็ต้องรู้ก่อนว่าพังตรงไหน
“ถ้านายเห็นอะไร พูดสั้น ๆ” เรนาร์บอก
“ไม่ต้องอธิบายยาว สนามรบไม่มีเวลาฟังเหตุผลครบประโยค”
“เข้าใจแล้วครับ”
“และอย่าสั่งคนของฉันโดยตรง”
คาเอลนิ่งไปเล็กน้อย
เรนาร์ไม่ขึ้นเสียง แต่ดวงตาของเขาแข็งขึ้น
“ฉันยังไม่รู้ว่านายเป็อะไร แต่ในค่ายนี้ ถ้ามีคนสองคนออกคำสั่งพร้อมกัน คนจะตาย”
คาเอลพยักหน้า
“ได้ ผมจะบอกแค่คุณ”
“ดี”
บทสนทนาจบลงตรงนั้น ไม่มีการจับมือ ไม่มีความไว้วางใจแบบทันที มีเพียงเส้นที่ถูกขีดไว้ชัดเจนว่าใครยืนอยู่ตรงไหน
โวร่ามองฉากนั้นเงียบ ๆ จากด้านข้าง เธอไม่พูด แต่ปลายปากของเธอกดลงเล็กน้อย เหมือนพอใจที่เรนาร์ไม่ได้โง่พอจะยอมให้คาเอลสั่งทั้งแนวในเวลาไม่กี่นาที และในขณะเดียวกันก็ไม่โง่พอจะไม่ฟังคาเอลเลย
นิกซ์ยืนอยู่ใกล้โครงเหล็กด้านหลัง มือหนึ่งแตะข้างหู เขายังไม่ได้พูดอะไรั้แ่การปะทะแรก แต่สีหน้าของเขาแย่ลงเรื่อย ๆ เหมือนมีเสียงบางอย่างค่อย ๆ ดังขึ้นในหัวโดยที่คนอื่นไม่ได้ยิน
คาเอลเห็น
“นิกซ์”
เด็กหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อย
“นายได้ยินอะไร”
นิกซ์กลืนน้ำลาย เขามองออกไปนอกควัน สีหน้าของเขาไม่ใช่ความกลัวธรรมดา มันเหมือนคนที่กำลังยืนอยู่หน้าประตูห้องมืด และรู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างในกำลังหายใจพร้อมกับเขา
“มัน…วนอยู่” นิกซ์พูด
“ไม่ใช่แค่วิ่งมา มันวน เหมือนรอ”
“รออะไร”
นิกซ์ส่ายหน้า
“ผมไม่รู้ แต่เสียงมันไม่เหมือนตอนอยู่ข้างนอก เมื่อกี้มันเหมือนฝูง แต่ตอนนี้…” เขาหยุด หายใจลึก แต่ลมหายใจนั้นสั่น
“เหมือนมีจังหวะอยู่ข้างใต้”
คาเอลมองผ่านช่องยิงออกไป
ควันด้านนอกเคลื่อนไหวช้า ๆ เงาหลายเงายังอยู่ แต่ไม่พุ่งเข้ามา เสียงกรงเล็บครูดพื้นดังเป็่ ๆ ราวกับพวกมันเดินวนในระยะที่ปืนยังยิงไม่แม่นพอ
“เหมือนมีคนนับ?” คาเอลถาม
นิกซ์หันมามองเขาทันที
ดวงตาของเขาเบิกขึ้นเล็กน้อย
“ใช่…”
คาเอลไม่ชอบคำตอบนั้น
เพราะเขาเองก็รู้สึกแบบเดียวกัน
ไม่ใช่ได้ยิน
แต่เห็นจากรูปแบบ
ฝูงชุดแรกไม่ได้บุกเพื่อฆ่า มันบุกเพื่อดูว่าแนวตอบสนองเร็วแค่ไหน จุดไหนยิงก่อน จุดไหนหมุนช้า จุดไหนคนสั่น จุดไหนมีคำสั่งชัด ฝูงไม่ได้เสียหายเปล่า มันจ่ายชีวิตบางส่วนเพื่อแลกข้อมูล
และถ้ามันเรียนรู้ได้
ครั้งต่อไปจะไม่เหมือนเดิม
เสียงวิทยุจากโต๊ะสื่อสารดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางเสียงปืนห่าง ๆ
“แนวตะวันตก รายงาน! พบการปะทะเล็ก ฝูงพวกมันแตกพ่าย ไม่ทราบสาเหตุ”
เรนาร์หันไปทันที
“พูดใหม่”
ทหารสื่อสารกดหูฟังแน่นขึ้น เสียงสัญญาณแตกพร่าทำให้คำตอบขาดเป็่ ๆ
“รายงานว่าฝูงบางส่วนถูกดึงออกจากแนวหลัก มีศพมันบนถนนเส้นรองจำนวนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ฝีมือหน่วยเรา ไม่มีหน่วยประจำอยู่ตรงนั้นครับ”
“แล้วใครยิง”
“ไม่ทราบครับ มีพยานบอกว่าเห็นคน…คนเดียว”
แจ็กซ์ที่ได้ยินอยู่ใกล้ ๆ หันมาช้า ๆ
“คนเดียว?”
โวร่ามองคาเอลทันที
คาเอลไม่พูด
แต่ภาพของชายในความมืดใต้รางโมโนเรลย้อนกลับมา สายตานิ่ง เย็น และคำถามที่ไม่ได้้าคำตอบ
'นายยังคิดว่าจะพาทุกคนไปถึง แล้วรอดตายทั้งหมด?'
ซีนอสไม่ได้อยู่ตรงนี้
แต่เงาของเขาเหมือนเดินเข้ามาในค่ายพร้อมข่าวลือนั้น
เรนาร์มองคาเอล
“นายรู้จักคนแบบนั้นไหม”
คาเอลเงียบไปครู่หนึ่ง
“พอรู้จักชื่อ”
“เขาเป็ฝ่ายเราไหม”
คำถามนั้นควรตอบง่าย
ใช่ หรือ ไม่
แต่ซีนอสไม่ใช่คำถามแบบนั้น
“ตอนนี้” คาเอลพูดช้า ๆ
“เขายังไม่ได้ยิงเรา”
เรนาร์พยักหน้าเพียงเล็กน้อย
“งั้นไว้ก่อน”
ไม่มีความอยากรู้เพิ่มเติมในน้ำเสียงนั้น ไม่ใช่เพราะเขาไม่สนใจ แต่เพราะสนามรบไม่อนุญาตให้สนใจอะไรที่ยังไม่ยิงใส่ตนเอง
ทันใดนั้น เสียงกรงเล็บด้านนอกก็เปลี่ยนไป
ไม่ใช่พุ่งเข้ามา
แต่พร้อมกันมากขึ้น
เหมือนวงที่วนอยู่ในควันเริ่มหดเข้ามาช้า ๆ
โรแวนยกมือขึ้น
“แนวพร้อม!”
ปืนถูกยกอีกครั้ง
คีรอนสูดลมหายใจลึกจนไหล่ขยับ
แจ็กซ์เดินกลับมาใกล้แนว แม้สีหน้าบอกชัดว่าอยากอยู่ไกลกว่านี้
โวร่ายกอาวุธขึ้น
เรนาร์ยืนตรงกลางแนว สายตากวาดผ่านทหารทุกจุด
คาเอลเลื่อนปลายปืนไปยังช่องที่ต่ำที่สุด
ควันแยกออกเล็กน้อย
เงาตัวหนึ่งปรากฏขึ้น
แต่มันไม่พุ่งทันที
มันชะลอ
เหมือนกำลังดูว่าปืนจะหันไปทางไหน
คาเอลรู้ทันที
ฝูงชุดต่อไปเริ่มแล้ว
และมันฉลาดขึ้นกว่าชุดแรก
เสียงกรงเล็บที่ครูดอยู่ในควันเปลี่ยนจังหวะอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ใช่เสียงสุ่มกระจัดกระจายแบบฝูงที่วิ่งตามสัญชาตญาณ มันเริ่มซ้อนกันเป็ชั้น เป็ระยะ เหมือนมีใครบางอย่างกำลังเคาะกำแพงด้วยนิ้วหลายสิบเล็บในจังหวะที่ตั้งใจ
คาเอลเลื่อนปลายปืนต่ำลงอีกนิด
ลมเย็นจากด้านนอกลอดเข้ามาทางช่องแคบ กลิ่นคาวของซากที่เพิ่งล้มยังสดอยู่ มันไม่ใช่กลิ่นเน่าที่คุ้นเคย แต่มันเป็กลิ่นที่เหมือนเืยังมีชีวิตอยู่และยังไม่ยอมเป็อดีต
เงาแรกโผล่ออกมาช้า
ไม่พุ่ง
ไม่กระโจน
มันเดิน
ขาเรียวยาวของมันวางลงทีละจังหวะ กรงเล็บแตะพื้นอย่างระวังเหมือนกำลังทดสอบแรงสะท้อนของพื้นคอนกรีต ดวงตาเล็ก ๆ สะท้อนแสงไฟสปอร์ตไลต์เป็จุดสีเขียวหม่น มันเอียงหัวเล็กน้อยเหมือนฟัง
แล้วมันหยุด
ด้านหลังมัน เงาอีกตัวขยับ แต่ไม่เดินออกมาเต็มตัว มันวนอยู่หลังควันเหมือนรอ
“มัน…ไม่เหมือนเดิม” คีรอนกระซิบ เสียงเขาแห้ง
“อย่ายิงก่อน” โรแวนสั่งทันที
“รอให้มันเข้าระยะ”
คาเอลไม่ลดปืน
เขาเห็นสิ่งที่คนอื่นยังไม่ทันเห็น
ตัวที่อยู่หน้าสุดไม่ได้จะบุก
มันกำลัง “ดึงสายตา”
ปลายปืนของทหารสองคนขยับตามมันโดยอัตโนมัติ เงาอีกสองเงาในควันเลื่อนตำแหน่งต่ำลงไปทางขวา ช้า…เกือบมองไม่เห็น
คาเอลหายใจเข้า
“ทางขวา”
เสียงเขาไม่ดัง แต่ชัดพอให้คนใกล้ได้ยิน
โรแวนไม่ถามเหตุผล
“ขวา! ระวังต่ำ!”
วินาทีนั้นเอง เซิร์กลิงด้านหน้าพุ่งมา แต่ไม่ใช่มาตรง ๆ มันพุ่งเฉียงเข้าหาแผงเหล็กด้านซ้ายเพื่อดึงการยิงอีกครั้ง
“ยิง!”
เสียงปืนะเิพร้อมกัน ตัวหน้าถูกยิงกระเด็น แต่ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง เงาสองเงาที่เคลื่อนต่ำด้านขวาพุ่งเข้ามา
เร็วกว่า
ต่ำกว่า
และไม่มีเสียงเตือน
“ขวา!”
คาเอลยิงก่อนที่เสียงจะทันจบ
ปัง
ะุเจาะหัวตัวแรกก่อนมันจะถึงลวดหนาม ตัวที่สองกระแทกแผงเหล็ก เสียงโลหะดังสนั่น กรงเล็บมันเกี่ยวลวดหนามแล้วดึงจนเส้นหนึ่งหย่อนลง
“มันลอง!” โรแวนะโ
“มันหาช่อง!”
เสียงปืนชุดที่สองดังขึ้นทันที
เซิร์กลิงอีกสามตัวโผล่ออกมาพร้อมกัน แต่ไม่วิ่งเส้นเดียวกัน ตัวหนึ่งพุ่งเข้ากลาง ตัวหนึ่งอ้อมซ้าย ตัวหนึ่งหยุดครึ่งวินาที ครึ่งวินาทีที่ทำให้ะุชุดแรกพลาด
คีรอนเล็งตามตัวที่หยุด มือเขายังสั่น เขานึกถึงดวงตาที่มองเขาตอนล้ม เกือบทำให้เขาชะงัก แต่เสียงของคาเอลดังขึ้นข้างหูทำให้สติของเขากลับมา
“ยิง”
คีรอนกดไก
ปัง
ตัวนั้นล้ม
ทันทีที่มันล้ม ตัวที่อ้อมซ้ายเปลี่ยนทิศฉับพลัน เหมือนใช้การล้มของเพื่อนเป็สัญญาณ มันพุ่งเข้าช่องเดิมที่เพิ่งถูกอุด
ปัง ปัง ปัง
ะุกระแทกร่างมันจนบิด แต่กรงเล็บมันยังฟาดใส่แผงเหล็กอีกครั้ง โซ่สั่น เสียงโลหะครางต่ำยาว ฝุ่นตกลงมาช่องทางนั้นยังไม่พังทลาย แต่ก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว
คาเอลเห็นจุดนั้นอ่อนลง เขาขยับตำแหน่งเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว เท้าซ้ายก้าวครึ่งก้าวเพื่อให้มุมยิงต่ำลงอีกนิด ปลายปืนเขาไม่ไล่ตามตัวที่เร็วที่สุดอีกแล้ว เขามองหาตัวที่ “รอ” ตัวที่ “ชะลอ” ตัวที่ใช้เพื่อนเป็เครื่องมือ
ตอนนี้มันเป็ฝูงสัตว์ที่ไม่ได้เคลื่อนไหวแบบสัตว์ป่า มันมีระบบ การเคลื่อนไหวมีแบบแผนมากกว่าเก่า
เสียงหายใจของคนในแนวเริ่มดังขึ้น ไม่ใช่เพราะวิ่ง แต่เพราะความกดดันที่มาต่อเนื่อง เพราะการต้องตัดสินใจทุกวินาทีโดยไม่มีเวลาคิดซ้ำ
แจ็กซ์ยืนอยู่ด้านหลังแนวครึ่งก้าว เขายกปืนขึ้นช้า ๆ มือยังสั่น แต่สายตาเริ่มนิ่งขึ้นนิดหนึ่ง เขามองตามคาเอลมากกว่ามองฝูง เหมือนพยายามยืมจังหวะของอีกคนมาใช้
“มัน…มันวิ่งเหมือนรูปแบบในเกมนะ” เขาพูดเบา ๆ
คาเอลไม่ตอบ
เพราะมันไม่เหมือน
ในเกม ไม่มีใครร้องอยู่ข้างหลัง
ในเกม ไม่มีเือุ่นติดมือ
ในเกม ไม่มีเด็กยืนรอแม่อยู่หลังผ้าขาว
ปัง
เสียงปืนดังขึ้นอีกครั้ง
ตัวหนึ่งพุ่งสูงกว่าปกติที่เคยเป็ กล่าวคือมันไม่เคยพุ่งสูงแบบนั้นมาก่อน
คาเอลเงยปืนขึ้นทันที
ปัง
ะุเฉียดลำตัวมันไปเพียงเสี้ยว เซิร์กลิงตกกระแทกแผงเหล็กแล้วไถลลง แต่กรงเล็บมันฟาดเข้าที่จุดยึดอีกครั้ง
โซ่เส้นหนึ่งหลุดเสียงโลหะกระแทกดังลั่น ช่องเล็ก ๆ เปิดขึ้นไม่กว้างพอให้คน แต่พอสำหรับมัน
“ปิดช่อง เร็ว!” โรแวนคำราม
ทหารสองคนพุ่งเข้าไปพร้อมแผงเหล็กสำรอง จังหวะนั้นเอง ฝูงทั้งแนวขยับพร้อมกัน ไม่ใช่บุก แต่ขยับ เหมือนคลื่นที่ถูกดึงเข้าหาชายฝั่งพร้อมกัน
นิกซ์กุมหัวทันที
“มันมาแล้ว…มัน…มันกดจังหวะ!”
คาเอลรู้สึกได้โดยไม่ต้องฟังคำอธิบาย
ฝูงพวกมันกำลัง “นับ”
สามจังหวะ
หนึ่ง ตัวหน้าเดินออกมา
สอง ตัวด้านข้างขยับต่ำ
สาม ตัวที่รอพุ่ง
เขาไม่รู้ว่าเขารู้ได้ยังไง แต่เขารู้
“สามจังหวะ!” คาเอลพูดออกไป
โรแวนหันมามองแวบหนึ่ง
“อะไรนะ”
“มันบุกสามจังหวะ อย่ายิงจังหวะแรก!”
คำสั่งนั้นมีความเสี่ยง แต่โรแวนไม่ลังเลเลย
“รอจังหวะสอง!”
ทหารบางคนชะงัก
บางคนยังยิงตามสัญชาตญาณ
แต่จังหวะนั้นเอง พวกมันพุ่งมาข้างหน้า ตัวที่หนึ่ง ตัวหน้าออกมา ไม่มีเสียงยิง
ตัวที่สอง โผล่ด้านข้างต่ำ
“ตอนนี้ล่ะ!”
ปัง ปัง ปัง
ะุกวาดตัวที่สองพร้อมกัน ตัวที่สามที่รออยู่พุ่งเข้ามา แต่ช่องยิงเปิดรอแล้ว
ปัง
มันล้มก่อนถึงแผง
จังหวะฝูงสะดุด เป็ครั้งแรกที่มันพลาด “รูปแบบ” ของตัวเอง เสียงปืนยังดังต่อเนื่องอีกระยะ ก่อนที่ฝูงจะถอยออกไปอีกครั้ง
เงาในควันถอยห่างออกไปช้า ๆ
ไม่ใช่การหนี
แต่เป็การ “ถอยออกไปคิดแผนใหม่”
ความเงียบตกลงมาหนักกว่าเดิม ไม่มีใครพูดคุย มีแค่เสียงหายใจ เสียงปลอกะุตกและเสียงใครบางคนไอ
โรแวนหันมามองคาเอลเต็มตัวครั้งแรก สายตาเขาไม่เหมือนตอนแรก แต่ยังระวังอยู่ มีอะไรเพิ่มเข้ามา
“นายเคยเจอพวกมันมาก่อน?”
คาเอลส่ายหน้า
“ผมไม่เคย”
“แล้วรู้ได้ยังไง”
คาเอลมองออกไปในควัน เขาไม่รู้จะอธิบายยังไงว่ามันไม่ใช่ “การคิด” มันเหมือนร่างกายเขา “เห็น”
“ผม…แค่เห็นมันซ้ำ”
โรแวนพยักหน้าช้า ๆ
“งั้นก็อย่าให้มันมีโอกาสจำ”
คำตอบนั้นสั้น ๆ แต่เข้าใจได้ทันที
ด้านหลังแนว เสียงลำโพงดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดกว่าเดิมเล็กน้อย
“ทุกหน่วย…ยึดแนว…กำลังเสริมจากศูนย์บัญชาการหลักจะมาในอีก 12 ชั่วโมง…”
ไม่มีเสียงฮือฮา
ไม่มีใครโวยวาย
มีเพียงความเงียบที่หนักขึ้นอีกชั้น
สิบสองชั่วโมง
มันไม่ใช่ตัวเลข
มันคือระยะเวลาที่ต้อง “ไม่พลาด”
คาเอลยกปืนขึ้นอีกครั้ง มือเขานิ่ง มันนิ่งเกินไปสำหรับมือใหม่ เขารู้สึกถึงแรงสะท้อนของปืนแต่ไม่รู้สึกถึงความกลัวเหมือนก่อน
เสียง
กลิ่นเื
ทุกอย่างยังอยู่
แต่เหมือนถูกดันออกไปไกลขึ้นนิดหนึ่ง
เขาเห็นเพียง
ระยะ
จังหวะ
ช่องว่าง
และจำนวนคนที่ต้องใช้ปิดมัน
เขาไม่แน่ใจว่ามันดีหรือไม่ดี แต่ตอนนี้ มันจำเป็เพื่อให้รอด
ลมจากด้านนอกพัดเข้ามาอีกครั้ง ควันขยับ เงาในนั้นยังคงอยู่ แต่มันมากกว่าเดิม เคลื่อนไหวเงียบกว่าเดิมและฉลาดกว่าเดิม
คาเอลมองออกไป ลึกเข้าไปในความมืดที่แสงสปอร์ตไลต์ไปไม่ถึง บางจุดในนั้น…มันว่างเปล่า ไม่ใช่ว่างเพราะไม่มีอะไรแต่ว่างเหมือนมีใครบางคนยืนอยู่ตรงนั้น และฝูงพวกมัน…ไม่กล้าเข้าไปใกล้
เขาไม่เห็นร่างนั้น แต่เขารู้ััได้
ซีนอสอยู่ตรงนั้น
ไม่ได้ช่วย
ไม่ได้หนี
แค่เฝ้าดู เหมือนกำลังรอให้บางอย่างเกิดขึ้นก่อน
คาเอลกำปืนแน่นขึ้นเล็กน้อย ชั่วโมงศูนย์เพิ่งเริ่มและสิ่งที่อยู่ข้างนอก ไม่ได้แค่บุก มันกำลังเรียนรู้ว่า “พวกเขา” ป้องกันยังไง และเขาเองก็เริ่มเรียนเหมือนกันว่า “มัน” จะบุกยังไง
นี่ไม่ใช่เรียกการเอาตัวรอด มันคือการปรับตัวและคนที่ปรับตัวช้ากว่า จะหายไปจากสนามรบนี้โดยไม่มีใครมีเวลาจดจำ
เสียงกรงเล็บในควันเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง มันเคลื่อนไหวช้า มีความสม่ำเสมอ คงเหมือนเข็มนาฬิกาที่กำลังนับถอยหลังเวลาสิบสองชั่วโมง
และมันเพิ่งเริ่มเท่านั้น…