บทที่ ห้าสิบเอ็ด
ตื่นขึ้นมาอีกครั้งเด็กน้อยก็พบว่าตนอยู่ในวัดร้างแม้จะดูเก่ามีฝุ่นจับเขรอะไปบ้างแต่จุดที่ตนนอนอยู่นั้นสะอาดสะอ้านดีตอนลืมตาสิ่งแรกที่เห็นคือเซียนสาวชายขอบนั่งพิงเสาวัดหลับอยู่เช่นกัน บนตักนางก็มีนกเย่ยิงอยู่อีกตัวพอมันเห็นว่าเขาตื่นแล้วก็ผงกหัวใส่เขาทันทีจอมมารวัยเด็กเดิมก็ไม่ค่อยถูกชะตากับมันตั้งแต่อยู่แดนสวรรค์แล้วลงมาโลกมนุษย์ก็ยังมีมันตามติดมาอีก
เขาพ่นลมหนึ่งครั้งก่อนจะปล่อยให้เซียนสาวหลับต่อไปโดยไม่คิดจะปลุกก็เมื่อคืนนางคงเดินทางทั้งคืนใช่ว่าตนจะหลับสนิทไม่รู้เรื่องราวสักนิด มีบางช่วงที่สะลึมสะลือตื่นขึ้นมาแต่พอพบว่าตนกำลังหลับอยู่บนหลังเซียนสาวก็ไม่รู้อะไรดลใจให้กลับไปหลับต่อเสียอย่างนั้น
เด็กชายทำเพียงขยับกายเข้าไปใกล้นางมากยิ่งขึ้นแม้ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้ได้ แต่มีเพียงนางเท่านั้นจะทำให้เขาสงบได้หากเป็นเพราะเสื้อผ้าที่รุ่มร่ามใหญ่เกินตัวทำให้เข้าขยับไม่ถนัดก้าวเดินเพียงสามก้าวก็ล้มลงกับพื้น เสียอย่างนั้นแม้ไม่ได้ดังมากแต่ก็พอจะปลุกหญิงสาวที่หลับอยู่ได้
“ท่านตื่นแล้ว” นางเอ่ยอย่างงัวเงียทั้งยังลืมตาได้เพียงครึ่งเดียวเอง
“ใช่”
“รู้สึกดีขึ้นบ้างไหม?”
“ก็ไม่ได้รู้สึกแย่อะไร”
อิงหมิงฝืนลืมตาขึ้นทั้งที่ไม่อยากเพราะนางเดินมาตลอดคืนเกือบจะรุ่งสางถึงเจอวัดร้างแห่งนี้ถึงได้หลับตาลงบ้างแต่เมื่อต้องตื่นก็ต้องตื่น หญิงสาวช้อนตัวเจ้านกตัวใส่อุ้งมือ “เช่นนั้นเดินทางต่อกันเถอะ”
“เจ้าจะพาข้าไปไหน?”
“อืม..” หญิงสาวนิ่งไปที่คิดว่าจะเดินทางไปทั่วหล้าแต่ให้คิดออกมาสักชื่อนางก็คิดไม่ออกหรืออย่างน้อยได้กลับไปสักครั้งก็ยังดี “ไปที่เมืองเสวียหยาง..”
หลังจากเดินออกมาจากวัดร้างได้ไม่นานก็เริ่มมีผู้คนให้เห็นบางประปรายน่าจะใกล้เขตชุมชนแล้ว
“ทำไมเจ้าถึงเดินเท้าตลอด ไม่เหาะอย่างแต่ก่อนแล้ว” จู่ๆคำถามของจอมมารเด็กก็เอ่ยขึ้นไม่มีปี่มีขลุ่ย เขาสงสัยอย่างที่อิงหมิงคิดไม่มีผิดมันจะต้องพิรุธอยู่แล้วเพียงแต่จะรอดไปได้ไหมเท่านั้นเองแต่โชคดีที่นางเตรียมเรื่องไว้กับเฉินหยวนแล้ว
“ข้าถูกขับจากสวรรค์แล้ว พลังที่มีเหลือจำกัดไม่อยากนำมาใช้”
จอมมารตัวน้อยพลันนิ่งอึ้งไปพักหนึ่งจากคำบอกเล่าเช่นนั้นก่อนจะพยักหน้าตอบ “เจ้าอยู่ที่นั่นก็ไม่ได้ดีสักเท่าไร มีแต่พวกเซียนจอมปลอมจากนี้ไปเจ้ามาอยู่กับข้า เจ้าจะ..” ประโยคหลังนั้นบางเบาเกินไปแทบจะเป็นเพียงขยับปากเท่านั้นพออิงหมิงไม่ได้ยินจึงโน้มตัวเข้าไปหามากยิ่งขึ้น แต่กลับถูกเด็กน้อยหันตัวออกหนี“..ว่าแต่เจ้าเถอะ ไปทำอะไรถึงถูกขับไล่ออกมา”
“เรื่องนี้ ข้าก็จำไม่ค่อยได้ หลังถูกลงโทษก็ความจำขาดหาย”
“เป็นไปได้ว่าอาจจะเกี่ยวกับข้าด้วย ข้าก็จำไม่ได้ว่ามาอยู่กับเจ้าได้อย่างไร”จอมมารพยักหน้าพลางคิดจำได้แค่ว่าตนกินโอสถทิพย์ที่เซียนสาวยกให้ตนไปร่างกายฟื้นฟูจึงออกจากสวนสระมาแล้วกำลังตามหาเฉินหยวนอยู่
“นั้นสิๆ” จิ้งจอกสาวได้แต่ยิ้มค้างไม่รู้ว่านี่จะแสดงพิรุธไหมก็นางซ่อนสีหน้าไม่เก่ง พอได้ลอบมองท่าทางของเด็กน้อยก็คิดว่าอีกฝ่ายคงจะเชื่อ
หลังได้สำรวจร่างเด็กของจอมมารอย่างถี่ถ้วนแล้วอิงหมิงก็พลันอมยิ้มออกมาเด็กน้อยในชุดงดงามที่ใหญ่เกินไปทำให้เวลาเดินเขาช่างดูเทอะทะ มือเล็กๆต้องดึงชายเสื้อคลุมเอาไว้ไม่เดินเหยียบ กวานทองที่สวมก็ดูใหญ่เกินไป
“เราหาชุดใหม่ให้ท่านก่อนดีไหม”
“เจ้ามีเงินหรือ?” เวลานี้ผู้เป็นเซียนก็ถูกขับจากสวรรค์พลังทิพย์แทบไม่มี ส่วนตนเองก็เป็นมารที่พลังยังไม่กลับคืนไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ทนสวมเสื้อผ้ารุงรังเช่นนี้อยู่นานสองนาน
“เงิน..สิ่งที่มนุษย์ใช้แลกของสินะ” อิงหมิงก้มมองอาภรณ์ของตัวเอง นางก็อยากอาบน้ำได้พักผ่อนดีๆถึงอิงหมิงจะเปลี่ยนเสื้อผ้าได้อย่างใจเพราะอาภรณ์นั้นเปรียบเหมือนขนของนางแต่เวลานี้ตัวนางขะมุกขะมอมเสื้อผ้าก็เลยเปรอะเปื้อนไปด้วยต่อให้เปลี่ยนอย่างไรก็ไม่ช่วย“แต่ข้าว่าเครื่องประดับอาภรณ์ของท่านนี้ก็น่าจะล้ำค่าไม่น้อย เราเอาสักชิ้นแลกชิ้นใหม่ดีหรือไม่”นางหยิบชี้ไปที่เสื้อผ้าสีนิลดูมีราคา
“ได้”
พ่อค้าร้านขายอาภรณ์พอเห็นลูกค้าที่เข้าร้านมามีรูปร่างหน้าตาโดดเด่นผิวพรรณก็ผ่องใส มองดูรู้ได้ทันทีว่าไม่ธรรมดาจึงรีบเข้ามาต้อนรับ
“มองหาเสื้อตัวใหม่ให้ท่านชายน้อยหรือขอรับ” พอได้มองเด็กชายก็รู้ทันทีว่านี่คงจะเป็นลูกค้าที่ตนต้องใส่ใจเสื้อที่สวมใส่ใหญ่ขนาดนี้ต้องมองหาตัวใหม่อยู่แล้ว
“ใช่แล้ว แต่ขอแลกกับ..”
“กวานทองอันนี้”เด็กน้อยเอ่ยขัดพร้อมทั้งปลดกวานนี่สวมอยู่ออกแล้วยัดใส่มือพ่อค้า
แม้กระทั่งพ่อค้าเห็นของในมือยังตื่นตะลึงกวานนี้ถูกขัดจนเงา ลวดลายฉลุวิจิตรงดงาม มองดูเพียงครู่เดียวก็รู้แล้วว่ามีค่ามาก
“ช้าก่อน นั้นจะไม่ราคาสูงไปหรือ” นางรีบเอ่ยขัดกลัวว่าข้อตกลงจะสิ้นสุด
“มันใหญ่ไปสำหรับข้า กวานอันนี้ดีแล้ว” ก็จริงอย่างที่เด็กชายว่าถึงจะไม่เอาไปแลกตอนนี้เดี๋ยวหลังผลัดชุดก็ต้องปลดออกมาอยู่เดียว
“แต่ข้าว่าพวกท่านนำไปจำนำรับเป็นตั๋วเงินจะดีกว่า กวานนี้มีค่ามากไปหรือว่าพวกไปเลือกชุดกันก่อน ข้าจะนำไปจำนำให้”
จอมมารพยักลงตกลงก่อนไปพ่อค้าก็ผายมือเชิญเข้าร้าน“พวกท่านเลือกได้เลยไม่ว่าชุดไหนก็ย่อมได้ หรือจะรับชุดสำหรับแม่นางด้วยอีกคนก็ยังได้”แล้วเขาก็รีบวิ่งออกไปจากร้านเพื่อนำกวานไปแลกตั๋วเงิน
ส่วนเด็กน้อยเดินไปเลือกชุดตัวใหม่สำหรับตัวเองแต่กลับคิดที่ว่าเสื้อผ้าสำหรับตนดูจะไม่ค่อยมีที่ถูกใจเขาเท่าไร
“ท่านหาสีดำหรือ?” อิงหมิงจำได้ดีไม่ว่าจะเจอจอมมารเวลาไหนก็ตามนางจะเจอเขาสวมใส่เพียงสีดำเท่านั้นแต่พอเป็นชุดของเด็กชายที่มีขายอยู่กลับไม่มีสีดำ “ทำไมท่านถึงชอบสีดำนัก?”
“ข้าไม่ได้ชอบ..ข้าแค่เกลียดน้อยที่สุด”
“...อ่า แต่ข้าว่าท่านก็เหมาะกับตัวนี้ออก ไม่ลองดูก่อน”หญิงสาวหยิบชุดตัวหนึ่งขึ้นมา เป็นชุดสีเทาไล่สี ด้านล่างเข้มกว่าปักลายเมฆาเคลื่อนคล้อยสีครามพร้อมกับสายคาดเดียวกับสีเมฆาปัก
จอมมารเด็กไม่เอ่ยสิ่งใดออกมาเพียงรับชุดในมือหญิงมาแล้วยอมได้เปลี่ยนชุดดังกล่าวไม่นานเด็กน้อยก็เดินออกมาอวดอาภรณ์ตัวใหม่พ่อค้าที่เห็นเด็กชายก็ยังตะลึงกับความงามของคุณชายน้อยยกใหญ่มีไม่มากนักที่ร้านขายเสื้อผ้าเล็กๆ นี้จะมีคุณชายตระกูลสูงมาซื้อเพราะร้านตนไม่ได้อยู่ตามหัวเมืองแต่เป็นเมืองเล็กๆ ชายขอบเท่านั้น
“ท่านชายน้อยงดงามยิ่งหนักอาภรณ์ร้านข้านับเป็นเกียรติที่ได้ให้คุณชายสวมใส่”
“เจ้าไม่เลือกหรือ?” จอมมารน้อยไม่ใส่ใจคำชม เขาหันไปหาเซียนสาวแล้วเอ่ยถามอีกฝ่ายที่ไม่หยิบจับชุดใดๆของตนเลย
“ไม่ต้องหรอก ข้าอยากอาบน้ำมากกว่า”
“ไปเลือก อาบน้ำจะได้มีเปลี่ยน”
อิงหมิงที่ขี้เกียจหาเหตุผลมาอ้างหลังเด็กชายบอกแบบนั้นตนจึงหยิบชุดใส่ให้ตัวเองมาแบบไม่คิดมากโดยชุดที่หยิบมาอย่างส่งๆ คือชุดของเด็กหนุ่มที่นางพอจะสวมใส่ได้ไม่ดูหลวมเกิน
“ทำไมแม่นางสวมชุดบุรุษเล่า ข้ามีชุดหญิงสาวมากมายไม่ลองเลือกดูก่อน”
“ไม่ละ ข้าต้องเดินทาง แบบนี้สะดวกกว่า” สุดท้ายเขาก็เป็นเพียงพ่อค้าลูกค้าจะเลือกชุดแบบไหนหน้าที่ตนก็เพียงขายให้เท่านั้น
ทั้งสองออกมาจากร้านด้วยเสื้อผ้าตัวใหม่เด็กน้อยในชุดสีเทาส่วนอิงหมิงก็มีชุดบุรุษสีเขียวสดใสตัดกับสายคาดเขียวเขียวและลวดลายกิ่งไผ่สีขาวในห่อผ้า
“ตอนนี้มีเงินแล้ว พวกเราไปหารถม้าใช้เดินทางดีไหม เดินเท้าแบบนี้เรื่อยๆคงไปไม่ถึงไหน” เหตุผลที่อิงหมิงเลือกรถม้ามากกว่าม้าธรรมดาเพราะตนไม่เคยขี่ม้าเป็นเหตุผลแรกและอย่างที่สองคือสมัยเป็นจิ้งจอกของตระกูลจาง ตนเองเวลาถูกพาไปข้างนอกเซี่ยจือจือก็จะพานางขึ้นรถม้า ในรถม้าทั้งสามารถนั่งพักได้ หลบแดดหลบฝนก็ได้‘นางน่ะชอบเวลานั่งรถม้าไปเที่ยวข้างนอกกับเซี่ยจือจือและจางถูฟางที่สุด’
ไม่คิดว่ากวานทองของจอมมารอันนั้นจะมีมูลค่ามากขนาดนี้หลังจากได้รถม้ามาแล้วก็ยังมีเงินเหลืออีกแบบนี้น่าจะพอเอาไปซื้อของกินหรือที่พักก็ยังได้ อิงหมิงจึงฉุกคิดขึ้นได้
“ท่านหิวไหม?” เกือบสองวันแล้วที่ไม่ได้กินอะไรเลยนางนะไม่หิวหรอกแต่เด็กน้อยเนี่ยสิ
“ไม่”
“ดีนัก สมัยก่อนข้าหิวตลอด หลังได้กิน..” นางหยุดพูดเพียงเท่านั้นเมื่อครู่เกือบหลุดปากเรื่องกินปราณไปเสียแล้ว “เดินทางกันเถอะ!”นางจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง
ใช้เวลาเพียงราวๆสัปดาห์กว่าเท่านั้นอิงหมิงก็พาเด็กน้อยมาถึงเสวียหยาง
“ทำไมเราถึงต้องมาที่นี่ เจ้าได้ข่าวเฉินหยวนที่นี่หรือ?” ถ้าจอมมารน้อยจะเข้าใจแบบนั้นนางก็ปล่อยไปเพราะนางเจอขุนพลเฉินตั้งแต่คืนแรกตอนนี้ทำเพียงพาจอมมารออกมาเร่ร่อนซ่อนตัวจากอันตรายเท่านั้นถึงจะอย่างนั้นก็ผ่านมาหลายวันแล้วแต่ขุนพลเฉินก็ยังไม่ติดต่อมาเสียทีอิงหมิงจึงมาถึงเสวียหยางที่อย่างน้อยก็ขอมาเจอครั้งสุดท้ายแล้วกล่าวลานางจะไม่ใช่จิ้งจอกของตระกูลจางอีกแล้ว
“เรื่องนั้นอีกหน่อยคงมีข่าว ตอนนี้พวกเราเข้าที่พักกันก่อนเถอะ”อิงหมิงจอดรถม้าที่หน้าโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งเหตุผลที่เลือกที่นี่เพราะเซี่ยจือจือมักจะพาจางถูฟางมาเลือกซื้อของบริเวณนี้ไม่แน่ว่านางอาจจะเจอทั้งสองได้ขอเพียงได้พูดคุยสักคำก็พอแล้ว
เมื่อได้เข้าห้องพักเก็บของและอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยนางก็ย้ายมานั่งที่ชั้นสองส่วนที่เป็นบริเวณที่นั่งจิบน้ำชา
“เจ้ามานั่งที่นี่เหมือนรอใครบางคน”แม้จะเป็นเด็กชายแต่จอมมารก็ยังคงเป็นจอมมาร การกระทำเล็กๆ น้อยๆ ล้วนส่งผล เขาก็ยังมองออกเสียด้วยทั้งที่ยังไม่ได้ข่าวของเฉินหยวนแล้วนางจะมารอใครได้
“ข้ามารอใครที่ไหน ข้าก็แค่อยากทำตัวอย่างมนุษย์พักผ่อนหย่อนใจหลังเดินทางมาเหน็ดเหนื่อย”
“งั้นรึ?” ไม่มีประโยชน์ที่จะคาดคั้นต่อจอมมารวัยเยาว์ไม่เอ่ยอะไรทำเพียงมองออกไปที่ทางสัญจรเบื้องล่าง
อีกสองวันจะเป็นเทศกาลตวนอู่หรือเทศกาลบ๊ะจ่างนอกจากจะมีการขายบ๊ะจ่างแล้วยังมีสินค้าเกี่ยวกับเทศกาลอย่างของประดับเรือที่จะใช้ในเทศกาลตั้งวางขายมากมายในวันนั้นจะมีทั้งล่องแม่น้ำหรือแข่งพายเรือ อิงหมิงเคยไปอยู่สามครั้งตั้งแต่สมัยที่เซี่ยจือจือยังไม่แต่งเข้าสกุลจางหญิงสาวอุ้มจิ้งจอกน้อยออกไปดูการแข่งที่จางเยี่ยนร่วมลงแข่งด้วย
“ของพวกนั้นคืออะไร?” จอมมารเอ่ยถามหลังจากทอดมองลงไปได้พักใหญ่แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไรเพราะเขาไม่เคยได้เข้าร่วมงานเทศกาลเช่นนี้มาก่อน
“พวกของตกแต่งเรือน่ะ” อิงหมิงครุ่นคิดอยู่สักครู่ถึงเอ่ยต่อ“แล้วลงไปกันเถอะ ข้าจะพาท่านกินของอร่อยด้วย ดีหรือไม่?”
เด็กน้อยจ้องมองเซียนสาวที่ยิ้มหน้าบานกับสิ่งที่พึ่งเอ่ยออกมาก่อนจะเสใบหน้าออกมองเห็นตลาดที่ผู้คนขวักไขว่ ทุกคนยิ้มแย้มสนุกสนานเขาจึงพยักหน้าน้อยๆยอมรับคำชวน “ไปสิ”
หญิงสาวในชุดบุรุษแลดูทรงฐานะยิ่งพาเด็กน้อยหน้าตางดงามมาเดินเล่นพาให้ผู้คนจ้องมอง
“เคยกินบ๊ะจ่างหรือไม่” นางเอ่ยถามเด็กชาย ความจริงนางก็ไม่เคยกินจะมีคนที่ไหนซื้อบ๊ะจ่างให้จิ้งจอกหิมะกิน นางน่ะอยากลองกินมานานแล้วที่ถามเด็กน้อยก็เพื่อจะได้ซื้อสำหรับสองคน
“ไม่”
“บ๊ะจ่างสองลูก”
พ่อค้าส่งบ๊ะจ่างให้อิงหมิงจากนั้นนางจึงเตรียมจะส่งต่อให้เด็กชาย“ลองกินดูว่าชอบไหม”ก่อนที่จิ้งจอกสาวจะส่งนางยังแกะบ๊ะจ่างออกให้เด็กน้อยก่อนด้วยเพราะเกรงว่าท่านจอมมารจะทำไม่เป็น
ทั้งสองกัดบ๊ะจ่างที่อยู่ในมือกันคนละคำจากนั้นจึงหันหน้ามองกันอิงหมิงเริ่มแย้มยิ้มออกมาก่อน “อร่อย! ท่านว่าไง ชอบไหม?” เด็กน้อยยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า
อิงหมิงไม่คาดคิดว่าวันหนึ่งจะมายืนกินบ๊ะจ่างกับจอมมารที่ริมถนนผู้คนเดินสัญจรคลาคล่ำหลังกินได้ครึ่งลูกก็ได้ยินเสียงคุ้นเคยดังเข้ามาใกล้เรื่อยๆ เสียงของเด็กชายเล็กใสเอ่ยอย่างเจื้อยแจ้วนางได้ยินแล้วก็พลันเกิดความอบอุ่นในใจ ‘ดีเหลือเกินที่พวกเขาพ้นเคราะห์ภัย’
ใช่แล้วเสียงนั้นคือเสียงของจางถูฟางเสียงนั้นสดใสแจ่มชัดไม่ได้มีน้ำเสียงโศกเศร้าอย่างที่เป็นตอนที่อิงหมิงจากมาจางเยี่ยนคงได้รับการรักษาจากเฉินหยวนแล้วจริงๆ ไม่ได้โกหก
ไม่นานเสียงของจางถูฟางก็เข้ามาใกล้เพียงอยู่ข้างกายนางนี่เองเด็กน้อยผู้ไม่ประสีประสามีหญิงสาววัยยี่สิบต้นๆ เท่านั้นนางยังงดงามเหมือนวัยแรกรุ่น เซี่ยจือจือนั้นเองนางคงพาบุตรชายออกมาเดินเล่นในเมืองชมเทศกาลอย่างทุกครั้ง
“ท่านแม่บ๊ะจ่างร้านนี้ๆๆ”เด็กน้อยจูงแขนมารดาเลี้ยวเข้ามาที่ร้านบ๊ะจ่างเจ้าประจำที่อิงหมิงยืนอยู่อาการดีอกดีใจทำให้ไม่มองหน้ามองหลังเขาเดินมาเข้ามาแล้วชนกับอิงหมิงจนตัวเซแต่ได้นางดึงตัวเอาไว้
“ระวังหน่อย” อิงหมิงเอ่ยกับเด็กชายเซี่ยจือจือที่อยู่ใกล้กันจึงรีบจับตัวลูกชายเอาไว้
“ขอโทษคุณชาย บุตรชายข้าไม่ระวัง”
“ไม่เป็นอะไร” จางถูฟางก็รู้ความยิ่งหนักรีบคารวะขอโทษมีหรืออิงหมิงจะเอาความ นางส่งยิ้มกลับไปแม่ลูกจึงเดินเข้าไปหน้าร้าน
ร้านนี้เป็นร้านประจำของทั้งสองแม่ลูกที่อิงหมิงเลือกร้านนี้ก็เพราะรู้อยู่ก่อนแล้ว นางแค่อยากลองกินสักครั้งไม่คาดคิดว่าจะได้เจอกันหน้าร้านบ๊ะจ่าง
เซี่ยจือจือสั่งสาวใช้ข้างกายให้ไปซื้อบ๊ะจ่างส่วนตนเองก็หลบมาอยู่ข้างร้านเด็กน้อยที่อยู่ไม่สุขก็สะบัดมือมารดาแล้วออกไปวิ่งเล่นที่อิงหมิงเอ่ยเตือนเหมือนเด็กน้อยจะลืมไปแล้วเขาไม่ดูหน้าดูหลังวิ่งออกไปที่ถนนอีกครั้งหากแต่ครั้งนี้โชคไม่ดีสิ่งที่ชนไม่ใช่คนแต่เป็นรถม้า
“ถูฟาง!” อันตรายที่พุ่งมาใส่บุตรชายหญิงสาวจะวิ่งเข้าไปช่วยก็ไม่ทันแล้วตาเพียงพริบตาคุณชายรูปงามก็กระโดดไปคว้าร่างเด็กน้อยออกมาจากถนนม้าที่วิ่งมาชะงักสองขายกขึ้นตะกุยอากาศร้องเสียงลั่นตลาด
“เป็นอะไรไหม?” อิงหมิงเอ่ยถามเด็กน้อยพอดีกับที่มารดาและสาวใช้วิ่งมาถึง
“ถูฟาง/คุณชาย”เซี่ยจือจือและสาวใช้รับตัวเด็กชายไปดูอาการเป็นจังหวะเดียวกับที่ม่านรถม้าเปิดออก
“เกิดอะไรขึ้น!” หญิงสาวด้านในรถม้าก้าวออกมาพร้อมกล่าวน้ำเสียงเปี่ยมโทสะ
“มีเด็กมาขว้างรถม้าขอรับฮูหยินรอง”
หญิงสาวที่ถูกเรียกว่าฮูหยินรองปรายตามองเด็กน้อยที่อยู่อ้อมแขนหญิงสาว“เด็กนี่เป็นใคร?”หญิงสาวผู้นี้เรียกได้ว่ามีหน้าตางดงามหยาดเยิ้มดวงตาเรียวยาวดูทรงเสน่ห์เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ดูมีค่าราคาไม่น้อยตำแหน่งฮูหยินรองคงได้รับการเอ็นดูเชิดชูไม่น้อยไปกว่าฮูหยินใหญ่ถึงได้มีหน้ามีตาแสดงท่าทางใหญ่โตเช่นนี้
เซี่ยจือจือเมื่อเห็นว่าบุตรชายไม่เป็นอะไรก็ปล่อยเขาออกจากอ้อมแขนนางลุกขึ้นยืนพอเห็นว่าคนที่ออกมาจากรถม้าคือใครก็เอ่ยทัก “ฮูหยินรองเสว่”
“ฮูหยินจางนี่เอง” หญิงสาวร่างอรชรเยื้องกรายลงจากรถม้า ทั้งสองคงรู้จักกันอยู่แล้วพอได้พบกันก็เอ่ยทักทาย โทสะที่มีอยู่ก่อนหน้าของฮูหยินรองเสว่ก็บรรเทาลง
“ขออภัยฮูหยินรอง บุตรชายข้าไปขว้างหน้ารถม้าท่านจนเกิดอุบัติเหตุเช่นนี้”
หญิงสาวยกพัดขึ้นมาปิดใบหน้าส่วนล่างก่อนจะหัวเราะเล็กน้อยแสดงความเป็นกันเองและไม่ถือสา“ไม่เป็นไรๆ ข้าเสียอีกต้องถามว่าบุตรชายฮูหยินจางเป็นอย่างไรบ้างจางถูฟางใช่หรือไม่”
เด็กชายที่พึ่งเกือบถูกรถม้าชนเดินออกมาตอนที่ถูกเรียก“ไม่เป็นอะไร ได้พี่ชายท่านนี้ช่วยเอาไว้ขอรับ” จางถูฟางก้าวเท้าไปประชิดอิงหมิงเกาะแขนนางเอาไว้
“...”เมื่อฮูหยินรองเสว่เห็นอิงหมิงก็พลันนิ่งสีหน้าคล้ายกำลังจะบิดเบี้ยวสายตาคล้ายคนเจอผี “ท่าน!”
“ข้า? ..แม่นางรู้จักข้าด้วยหรือ”พอจบประโยคนี้หญิงสาวก็พึ่งได้สติเปลี่ยนสีหน้ากลับมาให้อ่อนโยนดั่งเดิม
“ไม่รู้ๆ ข้าไม่รู้จักท่าน”แม้จะกลับมามีสีหน้าอ่อนโยนแต่อากัปกิริยาดูไม่เป็นธรรมชาตินางส่ายหน้าเกินความจำเป็นตอนนั้นเองก็ไปสบสายตากับจอมมารวัยเยาว์ที่ยืนอยู่ห่างออกไปหลายก้าวฮูหยินรองเสว่รีบหลบสายตา “ข้ามีธุระ ขอตัวก่อน” นางไม่รอให้ใครได้พูดเอ่ยลาเพียงหมุนตัวก้าวอย่างรีบเร่งขึ้นรถม้าไป พอม่านรถม้าปิดลงคนงานก็บังคับรถม้าออกไปคนที่เหลือยืนมองด้วยความไม่เข้าใจอาการแปลกประหลาดนั้น
“อย่างไรก็ขอบคุณคุณชายนัก ไม่ได้คุณชายบุตรชายข้าไม่รู้จะเป็นอย่างไร”เซี่ยจือจือคำนับให้อิงหมิงอีกครั้งอย่างซึ้งใจ
“ไม่เป็นไร” นี่ไม่ใช่ครั้งแรกเสียหน่อยที่อิงหมิงช่วยจางถูฟาง
“หากคุณชายไม่รีบเดินทางไปไหน อยู่ร่วมเทศกาลตวนอู่กับเราก่อนได้ข้าอยากให้ท่านพี่ได้เอ่ยขอบคุณคุณชายเสียก่อน”