เฟิ่งหยูหยิบแก่นธาตุสัตว์อสูรกลับมาอย่างไร้เสียงโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าเดินตามเม้งหวู่จ๋าขึ้นไปบนชั้นสามทันที
เมื่อถึงห้องรับรองชั้นสามแล้วเฟิ่งหยูจึงเอ่ยขึ้น
“ข้าน้อยต้องขออภัยผู้อาวุโสที่ต้องใช้วิธีการนี้ข้าน้อยยังเยาว์นัก หากเข้ามาตรงเจรจาตรง ๆ ข้าน้อยคงไม่อาจจะเข้าถึงตัวท่านได้ข้าน้อยขออภัยจริง ๆ นามของผู้น้อย เฟิ่งหยู”
คำพูดนี้ทำให้เม้งหวู่จ๋าตกใจยิ่งแต่ชายชรายังตอบกลับอย่างนอบน้อม
ภายในเมืองจินเฟิงแห่งนี้ข้าเม้งหวู่จ๋าเป็นผู้จัดการสมาคมมังกรดำ สาขาเมืองจินเฟิงแห่งนี้(เม้งหวู่จ๋าคนนี้เป็นผู้อาวุโสสูงสุดของสมาคมมังกรดำด้วย)ได้ยินว่าผู้ใช้แซ่เฟิ่ง คนผู้นี้ได้รับการแต่งตั้งจากทางราชวงศ์ให้มาประจำอยู่ที่นี่เป็นผู้เปี่ยมคุณธรรมมีตำแหน่งสูงส่งยิ่งในเมืองจินเฟิงแห่งนี้หรือว่าท่านจะมีความเกี่ยวข้องกับ ผู้แซ่เฟิ่งคนนี้?”
“ไม่ปิดบังผู้อาวุโสผู้แซ่เฟิ่งคนนั้นคือข้าเอง ข้าได้มาประจำเป็นเจ้าเมืองที่นี่ดังนั้นข้าจึงอยากสร้างรากฐานของเมืองให้มั่นคง ดังนั้นจึงต้องอาศัยสมาคมมังกรดำของพวกท่านสนับสนุน”
เม้งหวู่จ๋าตกตะลึงยิ่งกว่าเดิมเด็กอายุสิบสามสิบสี่คนนี้เป็นถึงเจ้าเมืองคนใหม่ที่ใคร ๆเฝ้ารอและอยากจะเข้าหาแต่เด็กหนุ่มกลับมาที่สมาคมมังกรดำของเขาเสียอย่างนั้นจะไม่ให้เขาแปลกใจได้อย่างไรความนึกคิดของเด็กคนนี้เป็นอย่างไร เขาไม่สามารถอ่านออกได้เลยอายุเพียงแค่นี้สามารถทำให้เขาตะลึงได้หลายครั้งหลายคราเขาต้องมีความอัจฉริยะขนาดไหนกัน เม้งหวู่จ๋าคิดในใจเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเขายังไม่เคยเจอใครที่มีตัวเขาเองมองไม่ทะลุปรุโปร่งมาก่อน
“เข้าเรื่องเลยแล้วกันท่านผู้อาวุโส ก่อนอื่นข้าน้อยมาที่เมืองนี้มีทรัพย์สินติดตัวเพียงน้อยนิดข้าน้อยต้องหาทุนทรัพย์เป็นอย่างแรก หากพูดถึงเรื่องเงินทองข้าคิดว่าสมาคมของท่านคงไม่ขาดแคลน”เฟิ่งหยูพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
“จริงอยู่ที่สมาคมของพวกเราไม่ขาดแคลนเงินทองแต่สิ่งแลกเปลี่ยนก็ต้องสมน้ำสมเนื้อและการที่จะดำเนินธุรกิจร่วมกันก็ต้องซื่อตรงต่อกันเป็นหลัก”เม้งหวู่จ๋ากล่าวตอบเฟิ่งหยูด้วยสีหน้าท่าทางที่จริงจัง
“ก็ดีท่านผู้อาวุโสพูดได้ตรงใจข้าน้อยมาก” เฟิ่งหยูนำโอสถออกมาวางด้านหน้าจำนวน4 ชนิด มีโอสถเสริมปราณ โอสถสมานแผล โอสถรักษาพิษและโอสถรักษารากฐานวิญญาณ
“โอสถพวกนี้อยู่ในระดับสิบทั้งหมดข้าอยากเจรจากับท่าน ท่านคงตัดสินใจได้นะว่าทำอย่างไร”
เม้งหวู่จ๋าหยิบโอสถมาตรวจสอบ
“ข้าอยากทราบว่าปรมาจารย์ท่านไดเป็นผู้หลอมโอสถทั้งหมดนี้”โอสถทั้งสี่ชนิดมีความบริสุทธิ์ระดับสิบ (ระดับเทวะ) ซึ่งหาได้ยากยิ่งเม้งหวู่จ๋าจึงอยากจะรู้จักกับปรมาจารย์ผู้หลอมโอสถ เพราะหาตัวได้ยากยิ่งนักในบรรดานักหลอมโอสถหากตัวเขามีโอกาสรู้จักกับปรมาจารย์ผู้นี้สมาคมของเขาต้องเจริญรุ่งเรืองเป็นอันดับหนึ่งได้อย่างแน่นอน
“ท่านผู้อาวุโสบอกตามตรงว่าโอสถพวกนี้ข้าเป็นคนหลอมขึ้นมาเอง” เฟิ่งหยูกล่าวพร้อมกับนำสัญลักษณ์ของนักปรุงโอสถระดับห้าขึ้นมาให้เม้งหวู่จ๋าดู
เม้งหวู่จ๋าตกตะลึงอีกครั้งวันนี้หลายครั้งหลายคราแล้วที่เด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าทำให้เขาประหลาดใจได้เขาเป็นอัจฉริยะอย่างแน่นอน มิน่าองค์กษัตริย์ถึงได้ส่งเขามาเป็นเจ้าเมืองจินเฟิงเม้งหวู่จ๋าเก็บความตื่นเต้นของเขาพร้อมกับเอ่ย
“ข้าตัดสินใจแล้วพวกเราสมาคมการค้ามังกรดำจะดำเนินธุรกิจทุกอย่างกับท่าน ส่วนแบ่ง 60 : 40” เม้งหวู่จ๋ายอมลดส่วนของกำไรเพื่อให้ได้มาซึ่งความร่วมมือในอนาคตกับนักปรุงโอสถอัจฉริยะคนนี้
“หากท่านหลอมโอสถให้กับทางสมาคมกำไรสี่สิบเปอร์เซ็นจะเป็นของท่านและหากท่านต้องการซื้อสินค้าจากทางเราท่านจะได้ส่วนลดจำนวน สามสิบเปอร์เซ็นต์”
เม้งหวู่จ๋าให้ข้อเสนอที่สูงสุดเท่าที่เคยให้กับคนอื่นมา
“ได้ ข้าน้อยยอมรับข้อเสนอของท่านงั้นสินค้าชุดนี้เป็นสินค้าชุดแรกที่ข้าส่งมอบให้ท่านก็แล้วกัน”พูดจบ เฟิ่งหยูก็นำแหวนมิติส่งให้กับเม้งหวู่จ๋า
“โอสถทั้งสี่ชนิดชนิดละห้าร้อยขวด ให้ท่านนำไปจำหน่ายเฉพาะในช่วงนี้ให้ท่านจำหน่ายที่เมืองจินเฟิงแห่งนี้เท่านั้นห้ามนำไปจำหน่ายให้กับเมืองอื่นโดยเด็ดขาดข้าจะทำให้เมืองนี้เป็นศูนย์กลางแห่งโอสถข้าจะทำให้เมืองนี้กลายเป็นเมืองที่เจริญที่สุด”
เม้งหวู่จ๋าถึงกับอึ้งกับความคิดของเฟิ่งหยู นี่คือเด็กอายุสิบสามสิบสี่จริง ๆ หรือมันเหนือกว่าความคิดของเขาไปเสียอีกข้าอยากรู้เขาจะทำให้เมืองนี้เป็นอย่างไรในอนาคตเด็กอัจฉริยะคนนี้เข้าตาของเม้งหวู่จ๋าแล้ว
“ส่วนสินค้าที่ข้าต้องการซื้อจากท่านคือ สมุนไพร อาวุธ ชุดเกราะ รวมถึงแร่ธาตุ วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ตามใบสั่งนี้ข้าต้องการของภายในหนึ่งเดือน” เฟิ่งหยูยื่นใบสั่งจำนวนมากให้กับเม้งหวู่จ๋านี่เป็นการค้าครั้งแรกของพวกเขา แต่จำนวนและปริมาณมันมากมายมหาศาลเกินกว่าที่เม้งหวู่จ๋าคิดไปไกลแล้ว อาวุธ ไม่ว่าจะเป็น ดาบ หอก โล่ ชุดเกราะต่าง ๆ ที่เฟิ่งหยูสั่งไปรวมแล้วจำนวนห้าแสนชุดเลยทีเดียว
“ท่านต้องการอาวุธจำนวนมากมายไปทำอะไร ทหารรักษาเมืองทั้งหมดมีไม่ถึงห้าหมื่นคนด้วยซ้ำไป” เม้งหวู่จ๋าถามด้วยความสงสัย
“ท่านรอดูต่อไปก็แล้วกันไม่เกินสามเดือน ข้าจะทำให้ทุกคนแปลกใจ”
เฟิ่งหยูโยนแก่นสัตว์อสูรระดับห้าให้กับเม้งหวู่จ๋า
“ข้ามอบเป็นของขวัญให้ท่านในอนาคตข้าคงต้องรบกวนท่านผู้อาวุโสอีกมา ”
อีกครั้งที่เม้งหวู่จ๋าต้องพบกับคำว่าอึ้งอึ้งสนิทเขาทั้งตื่นเต้นทั้งดีใจแค่กำไรจากการทำการค้าครั้งแรกของเฟิ่งหยูก็สร้างกำไรมากกว่าการทำการค้านับสิบปีของสมาคมแห่งนี้แล้วจะไม่ให้เม้งหวู่จ๋าตื่นเต้นได้อย่างไร แถมของขวัญที่เฟิ่งหยูให้เขากับประมาณค่ามิได้เลย เม้งหวู่จ๋านำตราสัญลักษณ์สีทองของสมาคมมังกรดำยื่นให้กับเฟิ่งหยูเช่นกันตราสัญลักษณ์สีทองของสมาคมนี้แม้แต่เจ้าเมืองคนเก่าก็ยังไม่เคยเห็นมีแต่ผู้ที่ได้รับเกียรติ์จากสมาคมเท่านั้นซึ่งในปัจจุบันป้ายทองของสมาคมในอาณาจักรนี้มีเพียงแค่องค์กษัตริย์เท่านั้นที่ได้รับเฟิ่งหยูนับเป็นคนที่สอง ที่ได้รับป้ายทองของสมาคมมังกรดำซึ่งป้ายทองนี้มีสิทธิพิเศษมากมายจนผู้คนมากมายอยากได้มาไว้ในความครอบครองของตนเอง
“ผู้น้อยต้องขอตัวก่อนข้าจะส่งมอบสินค้าให้ท่านทุก ๆ เจ็ดวัน หากจำนวนยังไม่พอขอให้ท่านผู้อาวุโสแจ้งมาได้เลยส่วนทางเรื่องของสมุนไพรที่ต้องใช้หลอมโอสถคงต้องรบกวนท่านผู้อาวุโสแล้ว”
“ได้เรื่องสมุนไพร ทางสมาคมจะจัดหาให้เอง ส่วนเรื่องของส่วนแบ่งท่านมิต้องกังวลข้าจะจัดทำบัญชีให้ท่านอย่างละเอียด”
“รบกวนผู้อาวุโสแล้วเช่นนั้นข้าน้อยขอตัว”
“ข้าจะไปส่งท่านเอง”เม้งหวู่จ๋าเดินลงมาส่งเฟิ่งหยู เขามองจนเฟิ่งหยูหายลับไป หลังจากที่เฟิ่งหยูจากไปเม้งหวู่จ๋าจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก ขณะปาดเหงื่อบนหน้าผากของตนเองออกพนักงานของสมาคมที่มิกล้าส่งเสียงสักคำจึงได้เดินเข้ามาพร้อมกับกระซิบ
“ท่านผู้อาวุโสเม้งเมืองจินเฟิงบุคคลระดับนี้ตั้งแต่เมื่อใดคนผู้นั้นถึงกับมีแก่นธาตุสัตว์อสูรระดับห้าในครอบครองก่อนหน้านี้เมื่อข้าได้รู้ว่าสิ่งนั้นคือแก่นธาตุสัตว์อสูรระดับห้าข้าตกใจจนหัวใจแทบหยุดเต้น หากข่าวเรื่องนี้เกิดแพร่ออกไป ....ทั่วทั้งเมืองจินเฟิง ไม่ ไม่สิเหล่ายอดฝีมือจากทั่วทุกสารทิศต้องเร่งรุดมาที่เมืองจินเฟิงและ.......”
เพียงพูดถึงจุดนี้ร่างของพนักงานของสมาคมก็สั่นเทา *.*
“เจ้าโง่!” เม้งหวู่จ๋าถลึงตา“คนระดับนั้นจะมาจากเมืองจินเฟิงได้อย่างไร หากมีคนระดับนี้อยู่ในเมืองจินเฟิงมีหรือที่พวกเขาจะไม่รู้ยิ่งกว่านั้น ชายคนนั้นยังมีแก่นธาตุสัตว์อสูรระดับห้า ซ้ำยังอยากจะขายมันก็แสดงชัดเจนอยู่แล้วว่าสำหรับเขาแล้ว แก่นธาตุสัตว์อสูรนั้นหาได้มีค่าอันใดไม่พลังฝีมือของชายผู้นี้สมควรสูงส่งเกินที่เราจะเข้าใจ เจ้าคิดจริงๆหรือว่าคนผู้นั้นจะเกรงกลัวผู้คนที่ตามล่าแก่นจิตสัตว์อสูรขั้นที่ห้าของเขา
“แต่เมื่อตอนที่เขาเข้ามาตอนแรกข้าได้ลองตรวจสอบระดับพลังลมปราณของเขาดู เหตุใดข้าถึงสัมผัสได้ว่าเขาอยู่เพียงขั้นแก่นแท้วิญญาณเอง”
“เจ้ายังเยาว์วัยนัก”เม้งหวู่จ๋าตบไหลของพนักงานประจำสมาคมก่อนจะกล่าวอย่างตรงไปตรงมา“เจ้าจะตรวจสอบระดับพลังของผู้ที่สังหารสัตว์อสูรระดับห้าได้เช่นไรเมื่อเจ้าอยู่ในระดับเดียวกับเขา เจ้าจะสามารถซุกซ่อนกระแสพลังลมปราณของตนได้อย่างง่ายดายอย่าว่าแต่ขั้นแก่นแท้วิญญาณเลยหากคนระดับนั้นปรับลดระดับพลังจนถึงระดับชั้นเขตแดนก็มิใช่เรื่องประหลาดอะไรเลยหากคราวหน้าเจ้าพบพานบุคคลอาวุโสที่ระดับลมปราณต่ำต้อยกว่าเจ้าอย่าได้ทำตัวเย่อหยิ่งเป็นอันขาดเพราะคนเหล่านั้นแท้จริงแล้วอาจเป็นยอดฝีมือก็เป็นได้”
“อ้อ”พนักงานประจำสมาคมนำขวดหยกที่บรรจุยาวิญญาณน้ำแข็งทั้งสามเม็ดออกมาทั้งยังเป็นเม็ดยาระดับสิบทั้งหมด”
“อะไรนะ”เม้งหวู่จ๋าตื่นตระหนกหยิบเม็ดยาทั้งสามขึ้นมาโดยทันทีพร้อมกล่าวด้วยสุ้มเสียงสั่นสะท้าน
“เม็ดยาที่หลอมกลั่นได้ยากขนาดนี้เจ้าหนูนั่นยังสามารถหลอมกลั่นออกมาได้ด้วยหรือนี่” เมื่อทบทวนนึกถึงเรื่องต่าง ๆที่ผ่านมาส่งผลให้ขนทั่วร่างของมันต้องลุกชัน เม้งหวู่จ๋าตัวสั่นน้อย ๆมันรู้สึกโล่งใจที่สถานการณ์ก่อนหน้านี้ถูกรับมืออย่างเหมาะสม.....ที่เหนือกว่านั้น พวกมันสามารถสร้างบุญคุณ น้ำใจได้อีกด้วย
หลังจากออกมาจากสมาคมการค้ามังกรดำเฟิ่งหยูเดินต่อเป็นช่วงระยะหนึ่งพลันเข้าไปนั่งในโรงเตี้ยมแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลจากสมาคมมากนักเขาสั่งอาหารพลางนั่งคิดไปทั่วทั้งดินแดนลมปราณฟ้าบุคคลที่มีเครือข่ายทรัพยากรในมือมากที่สุดคือสมาคมการค้ามังกรดำเองสำหรับกับวัตถุมูลค่าสูงจริงๆพวกมันจะโก่งราคาและเพียงค้าขายกับพรรคใหญ่เท่านั้นสำหรับบุคลทั่วไปเช่นข้าถึงจะเป็นเศรษฐีพวกมันอาจจะไม่ค้าขายด้วยดีนะที่ข้าสร้างความประทับใจและสร้างตัวตนของข้าในสายตาของพวกมัน
การติดต่อค้าขายกับสมาคมการค้ามังกรดำจะยิ่งง่ายดายขึ้นในอนาคตเฟิ่งหยูหยุดนิ่งครุ่นคิดชั่วครู่หนึ่ง สำนักที่ผู้ฝึกยุทธ์ในเมืองมีอยู่น้อยนิดมาข้าต้องสร้างสำนักฝึกยุทธ์ที่ดีที่สุด นอกจากนี้ข้อจำกัดในการเข้าเป็นศิษย์ต้องไม่สูงเกินไป อย่างน้อยข้าต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับเมืองเสียก่อนเมื่อคิดได้ดังนั้นเมื่อเฟิ่งหยูทานอาหารเสร็จเรียบร้อยเขาจึงเดินทางกลับเมืองจินเฟิงเพื่อดำเนินการขั้นต่อไปทันที
เมื่อเดินทางถึงตำหนักเมืองจินเฟิงเขาถูกหยุดไว้ที่ประตูใหญ่ชายหนุ่มวัยกลางคนผู้เฝ้าประตูขวางแขนออกมาเบื้องหน้าเพื่อหยุดเฟิ่งหยู
“ผู้ไม่เกี่ยวข้องกับตำหนักจินเฟิงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป”คนเฝ้าประตูนี้ชื่อว่าจ้านหยวน เขาเฝ้าประตูนี้มาหลายปีแล้ว
เฟิ่งหยูกล่าวออกไป“ข้าชื่อเฟิ่งหยู” จ้านหยวนมีสีหน้าเคร่งขรึม จริงจัง พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงเคารพนอบน้อมว่า“ปกติแล้วการเข้าไปไม่ใช่เรื่องยาก ทว่าไม่ใช่วันนี้เนื่องเพราะคืนนี้จะมีงานฉลองการแต่งตั้งเจ้าเมืองคนใหม่เหล่าขุนนางล้วนยุ่งวุ่นวาย ในการจัดการภารกิจต่าง ๆ นับว่าไม่สะดวกในการพบแขกหากท่านมีกิจธุระสำคัญอันใด กรุณามาใหม่ในวันพรุ่งนี้”
เฟิ่งหยูมองมายังจ้านหยวนอย่างอับจนปัญญาพลางหยิบแผ่นป้ายที่องค์กษัตริย์มอบให้แก่ตนพร้อมกล่าวว่า
“ไม่ทราบว่าแผ่นป้ายนี้สามารถอนุญาตให้ข้าเข้าไปในตอนนี้ได้หรือไม่?”
จ้านหยวนเหลือบสายตามองมายังแผ่นป้ายรอบหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจขณะที่มันกำลังจะกล่าวคำ สายตามันตวัดกลับไปยังแผ่นป้ายอีกครั้งหนึ่งสองคิ้วขมวดมุ่น พร้อมกล่าวว่า
“นี่คือ......แผ่นป้าย แผ่นป้ายเจ้าเมือง โอ ท่านเจ้าเมือง ข้าน้อยขออภัย ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่ข้าน้อยจะพาท่านเข้าไปข้างในเอง เชิญ เชิญขอรับ” เหงื่อผุดเต็มหลังจ้าวหยวนเกือบไปแล้วไหมละ เมื่อจบคำพูด มันหดแขนที่ยื่นขวางกลับเข้าไป ก้าวถอยหลังพร้อมให้เดินนำเฟิ่งหยูเข้ามาด้านในประตู