กำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท

    ตอนที่ 69 นักเวทพิลึก

         ทุกคนต่างจ้องมองการกระทำของแอเรียสทุกขั้นตอนด้วยความแปลกใจ ภายในหัวของพวกมันตอนนี้เกิดคำถามที่คล้ายคลึงกัน  แอเรียสผู้นั้นคือคนประเภทใดกันแน่ เขาคือปีศาจที่กล้าจะสังหารผู้คนได้ราวกับมดแมลง  หรือเขาคือผู้ที่เปี่ยมไปด้วยเมตตากันแน่

     

        ความเมตตาที่แอเรียสแสดงออกมาต่อปักษาแสงจันทร์มันช่างเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกันกับยามที่เขาต่อสู้กับมิลอสเมื่อครู่ ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้เลยว่าหากแอเรียสต่อสู้กับมิลอสโดยที่ไม่มีพยานรับรู้  มิลอสผู้นี้จะยังคงมีลมหายใจเหลืออยู่หรือไม่ เรื่องที่เขาพูดว่าจะสังหารมิลอสไม่มีแม้แต่ผู้เดียวที่คิดสงสัยในคำพูดนั้น หากเป็นเด็กอายุสิบหกปีทั่วไปคงมีผู้คนเชื่อว่านั่นเป็นเพียงคำขู่เท่านั้น แต่เมื่อมันออกมาจากนักเวทนามแอเรียสผู้นั้น  ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นปีศาจในงานประลอง  ทุกคนต่างเชื่ออย่างสนิทใจว่าเขาสามารถลงมือสังหารมิลอสได้โดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย

     

     

        “ ช่างเป็นคนที่ประหลาดนัก  ข้าไม่เคยเห็นนักเวทคนไหนมีนิสัยแบบเขามาก่อน “

     

        เบเมลพูดออกมาด้วยความแปลกใจในการกระทำของแอเรียส 

     

       “ เจ้าเป็นคนยังไงกันแน่นะแอเรียส.. “

     

         เฮเลน่าเหม่อมองไปตามแผ่นหลังของแอเรียสที่กำลังค่อยๆจางหายไปกับผืนป่า  ภายในใจของนางตอนนี้เต็มไปด้วยคำถามที่เกิดขึ้น  นางไม่อาจจะมั่นใจได้เลยว่าเด็กหนุ่มผู้นี้เป็นนักบุญหรือปีศาจกันแน่ ในที่สุดแอเรียสก็จากไปทิ้งไว้เพียงกลุ่มคนทั้งห้าคนที่กำลังตกอยู่ในความงุนงงเท่านั้น

     

         “นั่นเจ้ากำลังจะทำอะไรของเจ้าโรดาส !? “

     

          ทันใดนั้นเฮเลน่าก็ขมวดคิ้วจ้องมองไปยังโรดาสที่นำดาบเล่มหนึ่งออกมาจากแหวนมิติก่อนจะเดินไปยังหลุมฝังศพของปักษาแสงจันทร์ด้วยดวงตาที่ส่อประกายความโลภออกมา 

     

         “ ก็ในเมื่อเจ้าแอเรียสนั่นไม่ต้องการร่างของสัตว์อสูรตัวนี้  ข้าก็จะขอรับมันไว้เอง ข้าเคยอ่านเจอมาในหนังสือว่าปักษาแสงจันทร์เป็นสัตว์อสูรหายากไม่แน่ว่าหากนำไปขายอาจจะได้ราคาดีก็เป็นได้  ไหนจะแก่นอสูรในร่างของมันอีก  นี่เป็นถึงแก่นอสูรระดับกลางเชียวนะคุณหนู  หากปล่อยทิ้งเอาไว้แบบนี้ก็น่าเสียดายแย่ “          

     

          โรดาสเอ่ยอธิบายออกมา มันเตรียมที่จะขุดร่างของปักษาแสงจันทร์มาไว้เป็นของมันนั่นเอง มันไม่คิดว่ามาก่อนเลยว่าแอเรียสจะทิ้งร่างของปักษาแสงจันทร์เอาไว้เช่นนี้  หากมันจะปล่อยไว้โดยไม่ทำอะไรก็นับว่าโง่เต็มทน

     

         “ เฮ้ๆๆข้าเองก็เล็งสัตว์ร่างของเจ้าสัตว์อสูรตัวนั้นเอาไว้เหมือนกัน  อย่างน้อยมันก็ต้องมีส่วนของข้าอยู่ด้วย “

     

         ออสตินโวยวายออกมาทันทีที่ได้ยินคำพูดของโรดาส มันรู้สึกไม่ยุติธรรมเลยแม้แต่น้อยที่โรดาสจะชุปมือเปิปคว้าเอาชิ้นปลามันไปเพียงผู้เดียว 

     

         แม้ออสตินจะมีระดับพลังน้อยกว่าโรดาสอยู่หนึ่งขั้นแต่มันก็หาได้เกรงกลัวแต่อย่างใดหากจะต้องมีการต่อสู้เพื่อแย่งชิงร่างของสัตว์อสูรตัวนี้เกิดขึ้น โรดาสนั้นเป็นระดับนักเวทฝึกขั้นที่เจ็ดส่วนออสตินนั้นเป็นนักเวทฝึกหัดขั้นที่หก พลังของทั้งสองนั้นนับว่าไม่แตกต่างกันมากจนเกินไป  เมื่อครั้งที่งานประลองโรดาสก็เพียงเอาชนะออสตินไปแบบฉิวเฉียดเท่านั้น นี่คือเหตุผลที่ทำให้ออสตินหาได้เกรงกลัวโรดาสแต่อย่างใด

     

        แม้ตลอดการเดินทางทั้งสองจะค่อนข้างที่จะเป็นมิตรต่อกันแต่เมื่อมีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องมันก็เริ่มเกิดความขัดแย้งขึ้นมาในทันที

     

         “ นี่เจ้าคิดจะมาแย่งของของข้าอย่างนั้นรึ! “

     

         โรดาสพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ  พลังเวทจางๆแผ่ออกมาจากร่างของมันเพื่อต้องการข่มขวัญออสตินที่มีระดับพลังที่ต่ำกว่า

     

         “ ของของเจ้าอย่างนั้นรึ  ช่างพูดมาได้ไม่อายปาก ข้ายังไม่เห็นเจ้าจะทำอะไรเลยนอกจากจ้องมองดูเฉยๆในตอนที่มิลอสสังหารมันหรือแม้แต่ตอนที่แอเรียสแย่งชิงมันไป  ถึงอย่างไรร่างของมันก็ต้องแบ่งส่วนให้ทุกคนอย่างเท่ากัน“

     

        คำพูดของออสตินแม้จะดูเป็นการตำหนิโรดาสอย่างตรงไปตรงมาแต่มันก็กลับแฝงความเจ้าเล่ห์เอาไว้ในคำพูดนั้น เมื่อมันเอ่ยถึงว่าแบ่งสำหรับทุกคนนั่นก็ทำให้ร่างของสัตว์อสูรกลายเป็นสมบัติของคนทั้งกลุ่มทันที  การที่โรดาสจะยึดครองไปผู้เดียวก็คล้ายกับการแย่งชิงสิ่งของไปจากคนทั้งกลุ่ม 

     

        เมื่อโรดาสได้ฟังคำพูดของออสตินมันก็ได้แต่กัดฟันแน่นในความไม่พอใจแต่มันเองก็ไม่อาจจะกล่าวสิ่งใดขึ้นมาโต้แย้งคำพูดของออสตินได้

     

         “ พวกเจ้าเลิกเถียงกันสักทีได้ไหม!  จะไม่มีใครขุดร่างของสัตว์อสูรตัวนั้นขึ้นมาทั้งนั้น เพียงแค่ร่างของสัตว์อสูรระดับกลางแค่ตัวเดียวมันทำให้ความโลภครอบงำพวกเจ้าได้ถึงเพียงนี้เลยรึรีบมาพยุงร่างของมิลอสแล้วออกไปจากที่นี่กันได้แล้วก่อนที่พวกสัตว์อสูรตัวอื่นมันจะแห่กันมา“

     

         เฮเลน่าพูดออกมาเพื่อหยุดการถกเถียงที่น่ารำคาญของทั้งสองคน เพียงแค่ร่างของสัตว์อสูรระดับกลางมันหาใช่สิ่งของที่มีค่าอันใดเลยสำหรับนาง นางไม่รู้ว่าเหตุทั้งสองคนจึงได้มีความโลภกันมากถึงเพียงนี้ หากเจอสมบัติล้ำค่าสักชิ้นก็ไม่รู้ว่ามันทั้งสองจะต่อสู้กันจนตกอยู่ในสภาพเดียวกับมิลอสหรือไม่‘นี่ข้าคิดผิดจริงๆสินะที่ร่วมทางมากับเจ้าพวกนี้ ’ เฮเลน่าคิดภายในใจด้วยความเบื่อหน่าย

     

        แม้การถกเถียงของทั้งคู่จะหยุดลงทันทีที่ได้ยินคำพูดของเฮเลน่า แต่ดูเหมือนโรดาสจะยังคงไม่ตัดใจจากร่างของสัตว์อสูรตัวนั้น   ‘ หากข้านำมันไปขายพร้อมกับแก่นอสูรในร่างของมันก็คงจะได้ราคาหลายพันเหรียญคริสตัล  หรือหากโชคดีอาจจะได้ราคาที่สูงกว่านั้น‘โรดาสคิดอยู่ภายในใจด้วยความโลภที่เกิดขึ้น

     

         “ โรดาส  เจ้าไม่เห็นรึอย่างไรว่าตอนที่แอเรียสฝังร่างของสัตว์อสูรตัวนั้นเขาได้สร้างวงจรเวทป้องกันบางอย่างเอาไว้  ข้าก็ไม่รู้หรอกนะว่าเขามีความสามารถทำเรื่องเช่นนั้นได้อย่างไร  แต่หากเจ้าคิดจะขุดมันขึ้นมาก็คงต้องทำลายวงจรเวทนั้นเสียก่อน  แล้วหากแอเรียสรู้เรื่องนี้เข้าไม่แน่ว่าเจ้าก็อาจจะเป็นผู้เคราะห์ร้ายคนที่สองต่อจากมิลอส“

     

         เมเบลเอ่ยคำเตือนออกมาด้วยเสียงหัวเราะเล็กๆราวกับนางอ่านใจของโรดาสออก ดูเหมือนเมเบลผู้นี้จะเป็นคนที่ช่างสังเกตุผู้คนรอบข้างอยู่ไม่น้อย นางไม่รู้ว่าเหตุใดแอเรียสจึงมีความสามารถในการสร้างวงจรเวทป้องกันขึ้นมาได้ด้วยเวลารวดเร็วถึงเพียงนั้น หรือนั่นอาจจะเป็นเพียงกลหลอกเด็กนางก็ไม่อาจจะรับรู้ได้  เพราะโดยทั่วไปแล้วมันไม่ใช่สิ่งที่จะทำขึ้นมาโดยง่ายโดยเฉพาะกับผู้เยาว์ที่ไร้ซึ่งประสบการณ์ แต่กับคนอย่างแอเรียสนั่นก็คงจะเป็นสิ่งที่แตกต่างออกไป

     

        เมื่อได้ฟังคำพูดของเมเบลโรดาสก็หยุดความคิดทั้งหมดลงในทันที  แอเรียสคือผู้ที่มันไม่อยากจะสร้างความขุ่นเคืองให้มากที่สุดในเวลานี้ ทั้งความแข็งแกร่งของตัวแอเรียสเองหรือแม้แต่ตระกูลที่อยู่เบื้องหลังของแอเรียสก็หาใช่สิ่งที่คนอย่างมันจะบังอาจไปล่วงเกินได้ 

     

         เพียงไม่นานกลุ่มคนทั้งหมดก็เลือกที่จะจากที่แห่งนี้  คำเตือนสุดท้ายของแอเรียสเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่ควรจะมองข้าม  ด้วยร่างกายที่ใหญ่โตโรดาสจึงได้รับหน้าที่เป็นผู้ที่ประคองร่างของมิลอสที่ยังคงไม่ได้สติไปโดยปริยาย ออสตินกลายเป็นผู้ที่เดินอยู่หน้าสุดของกลุ่ม  โดยมีเฮเลน่าเป็นผู้ที่ออกความคิดต่างๆต่อไป โดยนางเลือกที่จะอยู่บริเวณป่าด้านนอกจนกว่าที่มิลอสจะฟื้นคืนสติกลับมาอีกครั้ง

     

          แม้เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้สำหรับเฮเลน่า  เมเบล โรดาส และออสตินจะเป็นเหตุการณ์ที่เต็มไปด้วยความคลุมเครือ แต่เหตุการณ์ทั้งหมดกลับมีดวงวิญญาณของดวงที่เข้าใจเรื่องราวอย่างกระจ่างแจ้ง  เรื่องราวและเหตุการณ์ทั้งหมดตกอยู่ในสายตาของพวกเขาทั้งสองตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงจุดจบ 

     

        “ จิตใจของเด็กหนุ่มผู้นั้นช่างเปี่ยมไปด้วยความเมตตายิ่งนัก  แม้แต่สัตว์อสูรที่ถูกลิขิตมาให้เป็นศัตรูโดยธรรมชาติกับเผ่าพันธุ์มนุษย์เขากลับไม่ได้ฆ่าฟันมัน  แต่กับทำราวกับว่ามันเป็นมนุษย์ผู้หนึ่ง “

     

        เสียงของฟาร์เนียที่กำลังนั่งอยู่บนบ่าของอีธาน นางเอ่ยขึ้นมาพร้อมจ้องมองไปยังทิศทางที่ห่างไกลออกไป ในแววตาคู่นั้นช่างดูลึกซึ้งไปด้วยความคิดอ่านอันยากจะคาดเดา 

     

         “ แต่มันก็กลับลงมือกับมนุษย์ด้วยความเลือดเย็น  ข้าสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างของเด็กหนุ่มผู้นั้น  เรื่องที่มันบอกว่าจะสังหารเด็กหนุ่มนั้นหาใช่เพียงแค่คำขู่ไม่“

     

         อีธานเอ่ยแย้งความคิดเห็นออกมาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความครุ่นคิด

     

         “ ช่างเป็นเด็กที่พิลึกนัก“

     

         ประโยคที่เอ่ยออกมาจากปากของทั้งคู่อย่างพร้อมเพรียงมันทำให้ทั้งคู่อดไม่ได้ที่จะหันไปมองหน้าอีกฝ่ายพร้อมด้วยรอยยิ้มเล็กๆ ดูเหมือนทั้งคู่จะมีความคิดเห็นที่ตรงกันในเรื่องราวของแอเรียส

     

         ไม่ใช่มีเพียงแอเรียสเท่านั้นที่ถูกจับตามองจากดวงวิญญาณทั้งสอง นักเวทอีกหลายคนที่เหลือก็ต่างตกอยู่ในสายตาของดวงวิญญาณทั้งสองเช่นกัน ดวงวิญญาณที่ควรจะเวียนว่ายไปตามวัฏสงสารแต่กลับถูกผนึกดวงจิตเอาไว้ในดินแดนแห่งนี้ แม้จะได้ชื่อว่าเป็นดวงวิญญาณที่คอยพิทักษ์ดินแดนแห่งนี้  แต่ทั้งคู่ก็ทำหน้าที่เพียงเฝ้ามองดูความเป็นไปของดินแดนภูตสวรรค์เท่านั้น  เว้นเสียจากว่าจะมีผู้ใดกระทำสิ่งที่ไม่ควรทำลงไป เพราะในดินแดนแห่งนี้มีบางสิ่งที่พวกมันไม่ควรจะล่วงเกินอยู่


    คล้ายกับเรื่องกำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท ที่คุณอ่าน