บางทีความรู้ที่กู้หลานถ่ายทอดออกมาอาจจะซับซ้อนเกินไป รางวัลที่ระบบนักปราชญ์มอบให้จึงมีความหลากหลายและคละกันไปหมด
น้ำพุิญญานั้นไม่ต้องพูดถึง สามารถนำไปหล่อเลี้ยงทุ่งดอกไม้หลังจวนได้ เมื่อใช้เคล็ดวิชามหาชีวิตในอนาคต คุณภาพของสิ่งที่เก็บเกี่ยวได้ย่อมเหนือกว่าของสามัญทั่วไปอย่างแน่นอน
ส่วนการเพิ่มพูนโชคชะตานั้น เป็ครั้งแรกที่ปรากฏขึ้นหลังจากที่เขาหลอมรวมกายาเซียนฉีหยางไปเมื่อคราวก่อน
กู้หลานยังไม่คุ้นเคยกับประโยชน์ของมันนัก เพราะมันดูจับต้องไม่ได้เลย
แต่ทว่าสูตรโอสถระดับเซียนตัวนี้กลับทำให้ดวงตาของเขาเป็ประกาย!
[โอสถเก้าเปลี่ยนเพลิงิญญา]
[คุณสมบัติ หยางสุดโต่ง ร้อนแรงสุดขีด]
‘กายาเซียนฉีหยางที่เราหลอมรวมก็เข้ากันได้พอดิบพอดี...’
กู้หลานใจเต้นรัว แล้วอ่านรายละเอียดถัดไป
[สรรพคุณ โอสถระดับเซียน ใช้สำหรับผู้บรรลุระดับเซียนขึ้นไปเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและยกระดับพลังตบะ อีกทั้งยังใช้เร่งการฟักตัวของสัตว์วิเศษชั้นสูงได้อีกด้วย]
[คำเตือน โอสถนี้มีธาตุไฟบริสุทธิ์สูงมาก หากไม่ใช่ผู้ที่มีธาตุเดียวกัน ห้ามใช้อย่างเด็ดขาด]
เมื่อกู้หลานอ่านคำอธิบายจบ เขาก็นึกถึงไข่เฟิ่งหวงที่อยู่ในพื้นที่จัดเก็บของระบบขึ้นมาทันที!
เพราะมันเป็สัตว์เทพ หลังจากได้มาจากสำนักฮวาเจี้ยน กู้หลานก็ไม่ได้บีบบังคับให้มันรีบฟักตัว
ในนิยายต้นฉบับ ตัวเอกเองก็ต้องรอตั้งหลายปีกว่าจะฟักตัว...
แต่เมื่อมีสูตรโอสถนี้ ทุกอย่างย่อมไม่เหมือนเดิม!
หากฟักสัตว์เทพออกมาได้เร็วขึ้น โชคชะตาและพลังของเขาย่อมพุ่งทะยานขึ้นไปอีกขั้น!
ความฝันที่จะได้ขี่เฟิ่งหวงย่อมอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
[สูตรโอสถ]
[หญ้าน้ำลายับริสุทธิ์ x1]
[สัตว์วิเศษธาตุไฟระดับสูง x1]
[พระธาตุราชันปีศาจ x1]
‘โชคดีที่คราวก่อนไม่โลภมากรีบดูดซับหญ้าน้ำลายัไปเสียก่อน...’
กู้หลานรู้สึกโชคดีที่เขามีความอดทนรอคอยจังหวะที่เหมาะสม ทำให้ตอนนี้เขามีวัตถุดิบหลักครบถ้วนโดยไม่ต้องไปดิ้นรนหาใหม่
นี่ก็ถือเป็โชคชะตาอย่างหนึ่งเหมือนกัน...
สัตว์วิเศษธาตุไฟระดับสูงนั้น หากจะนำมาหลอมโอสถย่อมต้องมีการสูญเสีย เพราะมันคือสัตว์วิเศษไม่ใช่สัตว์ปีศาจ
แต่เมื่อพิจารณาว่าเขามีขนเฟิ่งหวงเพลิงแดง ซึ่งเป็ของล้ำค่าระดับเซียนที่เพิ่งได้มาใหม่ สิ่งนี้ย่อมใช้ทดแทนกันได้ กู้หลานจึงไม่ต้องกังวลเื่นี้
เหลือเพียงพระธาตุราชันปีศาจเท่านั้น...
กู้หลานนิ่งคิดครู่หนึ่ง ดวงตาที่ดำขลับดุจน้ำหมึกทอประกายเฉียบคม
เขาจำได้แล้ว!
ตอนที่าาปีศาจจิ้งจอกเพลิงใกล้ตาย มันเคยขายเพื่อนโดยบอกว่าอาจารย์ของมันก็มีพระธาตุเม็ดหนึ่งเช่นกัน!
วังปีศาจศักดิ์สิทธิ์ อาจารย์ของาาปีศาจ...
“ดูท่าต้องสืบให้ได้ว่าอาจารย์ของเ้านั่นเป็ใคร วันหน้ามีโอกาสคงต้องบุกโลกปีศาจสักหน่อยแล้ว”
...
สายฝนฤดูใบไม้ผลิโปรยปรายไม่ขาดสาย จนกระทั่งเข้าเดือนห้าฝนจึงค่อย ๆ จางหายไปจากเขตหลางโจว
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา กู้หลานตั้งใจอ่านตำรา ไม่ได้รีบร้อนบุกไปโลกปีศาจเพื่อตามหาพระธาตุแต่อย่างใด เพราะต่อให้รวบรวมสูตรยาได้ครบ นักปรุงยาก็ยังเป็ปัญหาอยู่ดี...
เขาสืบทราบมาว่า ที่ทำการของหอเทียนจีในราชวงศ์ต่าง ๆ มักจะมีนักปรุงยาอยู่ แต่คนเ่าั้ล้วนถือตัวสูงส่ง ไม่ยอมหลอมยาให้สามัญชนทั่วไป
เขาเคยลองให้ลุงหยางไปดูเชิงครั้งหนึ่ง ปรากฏว่าแม้แต่เงายังไม่ได้พบเลย
กู้หลานไม่อยากเสียเวลา จึงเลิกฝากความหวังไว้กับพวกนักปรุงยาครึ่ง ๆ กลาง ๆ เ่าั้
อย่างไรก็ตาม กิจการของจวนตระกูลกู้่นี้ถือว่ารุ่งเรืองอย่างยิ่ง
ด้วยการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากท่านเ้าเมืองโต้วฝู ต้นทุนของโรงธัญพืชจึงถอนคืนมาได้ในเวลาไม่กี่วัน แถมยังขนส่งเมล็ดพันธุ์ข้าวไปกักตุนไว้ที่อวิ๋นโจวและเซียงโจวบริเวณชายแดน จนเกิดเสียงตอบรับที่ดีเยี่ยมจากกองทัพ!
วันนี้ที่โรงธัญพืชตระกูลกู้ เมล็ดพันธุ์ข้าวชุดสุดท้ายซึ่งมีจำนวนมหาศาลที่สุดกำลังถูกขนขึ้นรถม้า เตรียมพร้อมออกเดินทางจากหลางโจวเพื่อมุ่งหน้าไปยังเซียงโจว
ลุงหยางยืนคุมงานอยู่ข้าง ๆ ส่วนกู้หลานก็มาด้วยตัวเองเพื่อจัดการเื่บัญชีให้เรียบร้อยก่อนนำกลับจวน
ที่โรงเตี๊ยมชั้นสองใกล้ ๆ กับโรงธัญพืช
ชายฉกรรจ์เจ็ดแปดคนที่โพกผ้าสีดำกำลังจ้องมองไปที่รถขนข้าวหน้าร้านด้วยสายตาไม่เป็มิตร
พวกเขาเดินทางมาถึงหลางโจวได้เพียงคืนเดียว ก็สืบจนพบที่ตั้งของโรงธัญพืชแห่งนี้ และเมื่อพิจารณาจากสำเนียงการพูด ย่อมเห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ใช่คนท้องถิ่นอย่างแน่นอน
แม้แต่เสี่ยวเอ้อร์ที่นำเหล้ามาส่ง ก็ยังต้องทำตัวระมัดระวังเป็พิเศษด้วยความหวั่นเกรง
ในตอนนี้ หัวหน้ากลุ่มคนเถื่อนเห็นว่ารถขนสินค้าจัดเตรียมเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงวางจอกเหล้าลง พยักหน้าให้พรรคพวก ก่อนจะคว้ามีดพกแล้วพากันเดินลงจากโรงเตี๊ยม
เสี่ยวเอ้อร์ไม่กล้าแม้แต่จะเรียกเก็บเงิน ได้แต่แอบฟังคำสนทนาของพวกเขา
“ลูกพี่ ไอ้หน้าอ่อนที่เพิ่งเดินเข้าไปในร้านนั่นน่ะเ้าของร้าน ได้ยินว่าชื่อกู้หลาน เพิ่งเปิดกิจการได้ไม่กี่เดือน...”
“หึ ไอ้เด็กเมื่อวานซืนริอ่านมาแย่งส่วนแบ่งจากนายท่านของพวกเรา ชีวิตมันคงยืนยาวเกินไปแล้ว!”
“ลูกพี่ อย่าเพิ่งวู่วามไปเลย ข้าว่าไอ้หน้าอ่อนนี่ทำกิจการโตเร็วขนาดนี้ เื้ัต้องมีคนหนุนหลังแน่...”
“มันจะมีคนหนุนหลังอะไรกัน ข้าสืบประวัติมันมาหมดแล้ว... ต่อให้มี แล้วจะมีใครใหญ่ไปกว่านายท่านของเราอีก?”
“...”
เมื่อกลุ่มคนลงไปถึงด้านล่าง เสี่ยวเอ้อร์ก็รีบมุดออกทางประตูหลัง ลัดเลาะทางลัดมุ่งตรงไปที่โรงธัญพืชตระกูลกู้ทันที
หลังจากชาวบ้านได้ลองปลูกแล้วพบว่าเมล็ดพันธุ์ของกู้หลานราคาถูกแถมผลผลิตยังลือลั่น ชาวบ้านย่านนี้ต่างก็เคารพรักครอบครัวกู้เป็อย่างมาก
เสี่ยวเอ้อร์เองก็เช่นกัน เมื่อสังเกตเห็นว่าคนแปลกหน้ากลุ่มนี้มาไม่ดี จึงรีบมาแจ้งข่าวให้กู้หลาน
ครู่ต่อมา
เมื่อเสี่ยวเอ้อร์เล่าความจบ ก็รีบเตือนว่า "คุณชายกู้ รีบหนีไปเถิดขอรับ! กลับบ้านไปหลบภัยก่อนเถิด เื่เสียหน้าเป็เื่เล็ก แต่ถ้าเกิดอันตรายขึ้นมาจะเป็เื่ใหญ่นะขอรับ!"
แต่คำพูดของเขายังไม่ทันขาดคำ เสียงะโอย่างยียวนจากหน้าประตูร้านก็ดังเข้ามา!
“ใครเป็เ้าของร้าน ออกมาพูดกันหน่อย พวกเราตระกูลหลิวจากเมืองหลินเจียงมาซื้อข้าว!”
เมื่อได้ยินดังนั้น กู้หลานยังคงนิ่งสงบ แต่เสี่ยวเอ้อร์ข้าง ๆ กลับหน้าถอดสีทันที!
“นี่มัน... คนจากตระกูลหลิวแห่งเมืองหลินเจียง!”
“เ้ารู้จักพวกเขาหรือ?” กู้หลานเลิกคิ้วถาม
เขากางััจิตออกไป ย่อมมองเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์เจ็ดแปดคนหน้าประตูร้านได้ทันที
คนตรงกลางมีพลังตบะสูงที่สุดอยู่ในระดับหลัง์ ส่วนคนอื่นเป็เพียงผู้ฝึกยุทธ์ระดับทั่วไป บางคนเป็แค่คนธรรมดาด้วยซ้ำ
“ตระกูลหลิวเป็พวกเ้าถิ่นในเมืองหลินเจียงขอรับ เป็พ่อค้าข้าวเหมือนกัน นายท่านของเขาคือหลิวเหวินเทียน ผู้เป็ยอดฝีมือในวงการฝึกตน ว่ากันว่ายังมีเส้นสายกับคนในราชวงศ์ด้วยนะขอรับ!”
เสี่ยวเอ้อร์รีบเล่าทุกสิ่งที่รู้
ทว่าคำว่า ‘ยอดฝีมือ’ สำหรับพวกเขาก็แค่ระดับก่อน์ที่ใช้กระบี่บินได้ ซึ่งในสายตาคนธรรมดาก็นับว่าเก่งกาจไม่น้อย!
‘ตระกูลหลิวก็เป็พ่อค้าข้าว นี่คงเป็พวกคู่แข่งที่ไม่เจียมตัวอย่างที่โต้วฝูเตือนไว้นั่นสินะ...’ กู้หลานนึกถึงคำเตือนคราวก่อนแล้วยิ้มบาง ๆ
‘ช่างบังเอิญเสียจริง... ตั้งใจมาเก็บรวบรวมบัญชี แต่กลับต้องมาพบกับพวกตระกูลหลิวที่ตั้งใจมาหาเื่เสียได้…’
“คุณชายกู้ ท่านยังจะยิ้มอยู่อีกหรือ รีบหนีไปเถิด!” เสี่ยวเอ้อร์กระวนกระวาย
ยามนี้พวกชายฉกรรจ์หน้าประตูเริ่มโต้เถียงกับลุงหยางอย่างดุเดือด หากสถานการณ์ยังเป็เช่นนี้ เมื่อพวกเขาเห็นว่ากู้หลานเป็เพียงคุณชายหน้าขาวที่ดูอ่อนแอ มีหวังคงถูกรุมทุบตีเพื่อระบายโทสะอย่างไม่ต้องสงสัย!
“ไม่ต้องห่วง เ้าไปก่อนเถิด ข้าจะออกทางประตูหลังเอง” กู้หลานกล่าวเบา ๆ
“ขอรับ คุณชายระวังตัวด้วยนะขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์ไม่กล้าอยู่นาน รีบถอยออกไปแล้วแอบมองเหตุการณ์ผ่านหน้าต่างโรงเตี๊ยมชั้นสอง
ทว่าเสี่ยวเอ้อร์ไม่รู้เลยว่า หลังจากที่เขาจากไป กู้หลานก็ไม่ได้ขยับตัวเลยแม้แต่น้อย
เขาเพียงสั่งให้บ่าวรินน้ำชา แล้วนั่งรออยู่ในร้านอย่างสงบ สายตาคมกริบทะลวงผ่านกำแพงออกไปมองเหตุการณ์ข้างนอกอย่างใจเย็น
และตอนนี้เอง!
กลุ่มชายฉกรรจ์เดินเข้ามาที่รถขนข้าว กดมือลงบนเมล็ดพันธุ์แล้วะโใส่ลุงหยาง
“ไอ้แก่ เรียกไอ้หน้าอ่อนที่เป็คนคุมร้านออกมา นายท่านตระกูลหลิวของพวกข้ามีเื่จะคุยด้วย!”
ลุงหยางเห็นรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยมีดและอาวุธที่คาดเอว ก็รู้ทันทีว่าถ้าเรียกคุณชายออกมาต้องเกิดเื่ใหญ่แน่ เขาจึงกัดฟันฝืนยิ้ม ก้มตัวลงกล่าว “พวกท่านผู้มีเกียรติ คุณชายของข้าไม่ได้อยู่ที่นี่ หากอยากซื้อข้าวก็คุยกับข้าได้เลยขอรับ”