ตอนที่ 16 ภัยพิบัติครั้งใหญ่
เสียงเทพประจำเผ่าดังขึ้น ผู้คนของเผ่าฟ้าคำรามรีบคุกเข่าพร้อมกุมมือคารวะ หันหน้าไปทางถ้ำเทพสถิตทันที “วันนี้ข้ามีข่าวจะแจ้งให้กับพวกเจ้าทุกคนได้รับรู้....ซึ่งอาจถือเป็นข่าวร้ายของพวกเจ้า” สีหน้าของชนเผ่าฟ้าคำราม ต่างตกใจเมื่อได้ยินคำกล่าวนั้น “นับแต่สมัยโบราณ....ดินแดนแห่งท้องฟ้า เป็นสนามรบสุดท้ายของเหล่ามารโบราณและเซียนสวรรค์ เนื่องจากศึกใหญ่ในครั้งนั้น มีผู้แข็งแกร่งตายลงเป็นจำนวนมาก วิญญาณที่เสียชีวิตเหล่านั้นจึงกลายเป็นคำสาปมากมายและหลงเหลืออยู่ที่นี่ ทำให้ทุกๆ ห้าพันปี ดินแดนแห่งนี้จะเกิดภัยพิบัติ เพื่อสังเวยวิญญาณที่ล่วงลับ และเวลาที่ว่านั้น...กำลังจะมาถึงอีกไม่นาน” เสียงเก่าแก่โบราณของเทพประจำเผ่ารำลึกถึงอดีต แฝงไปด้วยความเศร้าใจ “ท่านเทพแล้วชนรุ่นหลังอย่างพวกเรา จะป้องกันได้อย่างไรขอรับ ? ”ผู้อาวุโสเผ่าถามขึ้นอย่างสงสัยและตื่นตระหนก “พวกข้าเองก็กังวล ด้วยเหตุนี้หนึ่งร้อยปีที่แล้ว เหล่าเทพประจำเผ่าของดินแดนแห่งท้องฟ้า จึงได้ร่วมประชุมกัน และได้ข้อตกลงกันว่า เทพทุกตนต้องแบ่งพลังชีวิตที่เหลืออยู่เพื่อสร้างเกราะป้องกันให้แก่ชนรุ่นหลังจากภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น” “เฮ้อ!!....แต่น่าเสียดาย.......ด้วยเศษเสี้ยววิญญาณของพวกเรา การแบ่งพลังชีวิตเพื่อสร้างเกราะคุ้มกันจึงไม่สามารถช่วยเหลือได้ทุกเผ่า” “ดังนั้นเหล่าเทพประจำเผ่าทั้งหมด จึงได้ออกกฎขึ้นมาหนึ่งข้อ เพื่อช่วยพวกเจ้าอย่างยุติธรรมไม่มีการแบ่งแยก ซึ่งนอกจากจะช่วยพวกเจ้าแล้วก็ยังเพื่อช่วยรักษาเศษเสี้ยววิญญาณของพวกข้าด้วยเช่นกัน” เมื่อจบประโยคของเทพโบราณ ก็เกิดลมลูกใหญ่พัดหมุนวนบริเวณหน้าปากถ้ำสถิต พลันก็ปรากฎป้ายสีทองขนาดเท่าฝ่ามือ ดูเก่าแก่โบราณหนึ่งป้าย บนป้ายสักคำว่า “เผ่าฟ้าคำราม” ลอยเด่นอยู่เบื้องหน้าทุกคน “ท่านเทพ! นี่คือ.....” ผู้อาวุโสของเผ่า ตื่นตะลึงด้วยสีหน้าตกใจ “อีกห้าปี...ภัยพิบัติครั้งใหญ่นั้นจะเกิดขึ้น นี่คือป้ายประจำเผ่าฟ้าคำราม ซึ่งทุกเผ่าก็จะมีป้ายแบบนี้เผ่าละหนึ่งป้ายเช่นกัน กฎที่พวกข้าตั้งไว้ก็คือ ในปีหน้าทุกเผ่าจะต้องแย่งชิงป้ายประจำเผ่านี้ ให้ครบสิบป้าย ถึงจะมีสิทธิ์รอดพ้นจากภัยพิบัติ ” “ซึ่งในสงครามแย่งชิงป้ายครั้งนี้ พวกข้าเหล่าเทพประจำเผ่าจะไม่สามารถเข้าร่วมได้ เพราะต้องถูกผนึกลงบนป้ายของเผ่าตัวเอง ” “หากเผ่าใดสามารถรวบรวมได้ครบสิบป้ายและกล่าวอัญเชิญเทพของตัวเอง เมื่อนั้นเทพประจำเผ่าจะสามารถออกจากผนึกและสูบพลังชีวิตของเทพประจำเผ่าอื่น เพื่อสร้างเกราะป้องกันภัยพิบัติครั้งนี้ได้” “แต่หากพวกเจ้าไม่สามารถรวบรวมได้ครบสิบป้าย นอกจากพวกเจ้าจะตายด้วยภัยพิบัติแล้ว ตัวข้าเองก็จะสูญสลายไปด้วยเช่นกัน” “ดังนั้นวิธีที่พวกเจ้าจะรอดมีอยู่สองวิธี วิธีแรกก็คือ ภายในหนึ่งปี...ก่อนที่สงครามจะเริ่มขึ้น พวกเจ้าทุกคนจะต้องแข็งแกร่งขึ้น และสองพวกเจ้าจะต้องหาพันธมิตรเผ่าอื่นเพื่อมาร่วมในสงครามนี้ ซึ่งข้าได้ส่งหัวหน้าเผ่าของพวกเจ้าเดินทางเพื่อหาแนวร่วมพันธมิตรแล้ว” ที่แท้เหล่าเทพประจำเผ่าในดินแดนแห่งท้องฟ้านั้น เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยววิญญาณของร่างจริงเท่านั้น จึงไม่มีพลังมากพอที่จะป้องกันภัยพิบัติครั้งนี้ได้ และการที่อยู่มาเนิ่นนาน ที่ผ่านภัยพิบัติมาหลายครั้ง ก็มีส่วนที่ทำให้พลังของเศษเสี้ยววิญญาณนั้นลดน้อยลงทุกที ส่วนวิธีการหาพันธมิตรนั้นถือเป็นเรื่องปกติของชนเผ่าในดินแดนแห่งท้องฟ้า โดยเฉพาะชนเผ่าเล็กๆอย่างเผ่าฟ้าคำราม ที่มีผู้คนแค่ประมาณห้าร้อยคน ท่ามกลางชนเผ่าในดินแดนแห่งท้องฟ้านับหมื่นเผ่า จึงถือได้ว่าเผ่าฟ้าคำรามนั้นต้องการพันธมิตรเป็นอย่างมาก เพื่อสู้ศึกในครั้งนี้ “เนื่องจากพลังของข้าเหลืออีกไม่มาก แต่เพื่อช่วยพวกเจ้าให้สามารถชนะศึกนี้ได้ ในคืนวันเพ็ญ ก่อนเปิดศึกชิงป้ายประจำเผ่าหนึ่งเดือน ข้าจะหยิบยืมพลังของดวงจันทร์ เปิดเขตหวงห้ามบนภูเขาเพื่อให้พวกเจ้าได้รับสมบัติโบราณของข้า ซึ่งก็อยู่ที่วาสนาของพวกเจ้าอีกเช่นกัน ว่าจะหามันได้มากน้อยแค่ไหน” พอได้ยินเรื่องสมบัติเทพจากเทพประจำเผ่า ทุกคนที่อยู่ที่นี่ก็ทำสีหน้าตื่นเต้นและดีใจ เพราะถือว่าเป็นของที่ไม่ธรรมดา หากได้มาสักชิ้น ก็น่าจะสามารถเอาตัวรอดจากสงครามครั้งนี้ได้ เมื่อสิ้นเสียงของเทพโบราณ แผ่นป้ายประจำเผ่าก็ค่อยๆลอยไปที่ผู้อาวุโสของเผ่า “ขอให้พวกเจ้าทุกคนผ่านพ้นมรสุมลูกนี้ไปได้ด้วยดี...โลกใบนี้ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัย ความแข็งแกร่งก็คือความหมายของการอยู่รอด พลังข้าใกล้จะหมดแล้ว คงต้องขอตัวไปจำศีลต่อ ” สิ้นเสียงเทพประจำเผ่าแรงกดดันของอำนาจอันน่าเกรงขามก็หายไป “ขอบคุณท่านเทพ !!! ” ชนเผ่าฟ้าคำรามทุกคนส่งท่านเทพ ด้วยเสียงขอบคุณพร้อมกัน “อ้าว!! แล้วเจิ้นเทียนล่ะ........” .....................................................................................