นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 326 แร้งสีทอง

        ตอนที่ 326 แร้งสีทอง

         

         

        ร่มปกปักหทัยถูกกางออกปักกับพื้นพร้อมกับม่านควันที่ระเบิดออกใต้ร่ม ม่านควันนั้นอยู่ได้เพียงไม่กี่อึดใจเมื่อพายุ-่าฝนสีอิฐเหล่านั้นฉีกกระชากทำลายม่านควันจนไม่มีชิ้นดี

         

        เสียงของ-่าฝนที่โหมกระหน่ำใส่ร่มปกปักหทัยนั้นดุจดั่งกลองสวรรค์ เสียงหนักทุ้มเข้าปะทะอย่างต่อเนื่องจนใบร่มมีร่องรอยของการฉีกขาด เพียงไม่นานก็มีผงสีอิฐบางส่วนทะลุผ่านใบร่ม ไหลตกลงสู่ภายใน

         

        แร้งสีทองยังไม่หยุดการโจมตีเพียงแค่นั้น มันยังคงสร้าง-่าฝนอีกกว่า 3วินาที จนกระทั่งมันรู้สึกพลังจิตวิญญาณเหือดแห้งมันจึงหยุด ม่านควันจางหายไปอย่างรวดเร็วภายใต้การโจมตี เผยให้เห็นรูลึกขนาดใหญ่ที่ผืนดินพร้อมกับรูเล็ก ๆ นับพันนับหมื่นจนพื้นดินกลายสภาพเป็นดั่งรังผึ้ง ทะลวงลึกจนเห็นผืนทรายเบื้องล่าง

         

        บริเวณนั้นกลับไร้ซึ่งซากศพของนักบวชหญิงและม้าแผงคอแดงดังที่มันหวัง ไม่หลงเหลือแม้แต่ซากของร่มสีน้ำตาลผ้าไหมที่ใช้ป้องกัน

         

        จังหวะนี้เองที่มันรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ มันเตรียมโจนทะยานขึ้นฟ้าหากกลับถูกพลังจิตวิญญาณหนาแน่นดูดร่างของมันลงกระแทกกับพื้น หอกยาวที่หมุนวนพุ่งทะลวงผืนทรายออกมาพร้อมกับร่างของนักบวชหญิงและม้าแผงคอแดงที่เปรอะเปื้อนไปทั้งตัว

         

        ร่มปกปักหทัยในมือเต็มไปด้วยรูโหว่พัง ผงสีอิฐเกาะกินใบร่มจนแทบไม่หลงเหลือสีน้ำตาลผ้าไหมงดงาม หอกสีดำยาวที่ถูกใช้ทะลวงผืนทรายหักพังไม่มีชิ้นดี สลายกลายเป็นเศษซากจากการต้องทนรับแรงหมุนรุนแรงและถูกใช้งานดั่งพลั่วขุดดินความเร็วสูง

         

        แม้ทั้งสองจะเลอะเทอะจนหน้าดำคล้ำแต่ตามตัวนั้นไร้ซึ่งบาดแผล นักบวชหญิงชี้ร่มของตนมาทางมัน รอยฉีกขาดที่ตัวร่มเริ่มซ่อมแซมตัวเองด้วยความเร็วที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า ตัวร่มถูกบิดเป็นเกลียวพร้อมกับเริ่มหมุนอย่างช้า ๆ

         

        แร้งสีทองนัยน์ตาส่องประกายมองร่มคันนั้น ขณะที่มันเริ่มหมุน ตัวร่มกลับหยุดชะงักไปด้วยตนเอง ผงสีอิฐที่เกาะติดกับตัวร่มกำลังเข้าควบคุมบังคับร่มคันนั้น!

         

        นักบวชหญิงสบถคำหยาบโดยไร้เสียง ควักกระดาษแผ่หนึ่งออกมาแปะที่ตัวร่ม พลังชำระล้างระเบิดออก ปัดเป่าผงสีอิฐไปจนสิ้น เวลาเท่านั้นมากพอแล้วให้นักสลักไตรเช่นมันให้พลิกสถานการณ์

         

        มันใช้พลังกายล้วน ๆ สะบัดร่างของตนออกจากผืนทรายบนพื้น แรงดูดเมื่อครู่กับแรงที่เชื่อมมันไว้กับพื้นแตกกระจายออก มันโผบินขึ้นฟ้าอีกครั้ง

         

        ม้าแผงคอแดงตามติด ตวัดดาบยักษ์ในปากหวังฟาดฟันก่อนที่มันจะขึ้นฟ้า แร้งสีทองฉีกยิ้มเล็กน้อย ร่างของมันหายวับไป ดาบของคีตาที่ตวัดฟันบริเวณนั้นฟันวืดไปโดยสิ้นเชิง

         

        คีตา หา!

         

        เสียงคำสั่งดังก้องในหัวของคีตา มันหลับตาลงตั้งสมาธิ ลดระยะพลังอาณาเขตเหลือเพียงไม่ถึงร้อยเมตร เพิ่มพลังสมาธิตรวจจับทุกสิ่งภายในบริเวณเล็กจ้อยแห่งนี้

         

        ไม่เจอ!

         

        คำตอบเรียบสั้นของคีตามาพร้อมกับ-่าฝนที่เริ่มตกลงอีกครั้ง ในครั้งนี้เป็นเพียง-่าฝนธรรมดาที่ไร้ซึ่งพลังโจมตีหากกลับตกหนักจนยากจะมองเห็นโดยรอบและหายใจ ความชื้นเพิ่มขึ้นสูง ไอน้ำเริ่มแผ่กระจาย

         

        ไม่เจอได้ยังไง จะหายไปไหนได้? พลังสายมิติ? นิทานวิเคราะห์อย่างรวดเร็วหากเขากลับมีเวลาไม่มากนัก พริบตาต่อมาจะงอยแหลมคมก็พุ่งออกมาจากหยดน้ำเล็กจ้อยที่ตกผ่านหน้าเขาไป

         

        ปฏิกิริยาของนิทานไวเพียงพอให้หลบพ้น แต่ก็เพียงแค่ครึ่งทาง จะงอยนั้นฉีกทึ้งแก้มขวาของนิทานไปทั้งชิ้นจนเผยให้เห็นฟันภายใน ร่างของแร้งสีทองปรากฏออกมาอีกครั้ง ก่อนจะหายวับเข้าไปในเม็ดฝน

         

        มันซ่อนร่างในเงาสะท้อนได้! พริบตาที่เข้าใจคำแห่งพลังของอีกฝ่าย พลังผลักก็ระเบิดออก ปัดเป่าเม็ดฝนและเมฆาเล็กเตี้ยที่อยู่เหนือหัวของนิทานจนสลายหายไป

         

        แร้งสีทองในครั้งนี้กลับปรากฏตัวออกมาจากแอ่งน้ำเล็ก ๆ ตามพื้นที่เกิดจาก-่าฝนเมื่อครู่ ในครั้งนี้นิทานสะบัดร่มปกปักหทัยป้องกันทันอย่างฉิวเฉียด ร่างของนิทานตั้งหลักรับแรงปะทะ น้ำหนักดั่งหินผา เท้าติดแน่นกับพื้น หวังจับร่างของศัตรูให้อยู่หมัด

         

        แร้งสีทองแสยะยิ้มเย้ยหยัน มันหายร่างไปอีกครั้งก่อนที่ดาบใหญ่ของคีตาจะฟาดถูกตัวมัน ร่างของมันปรากฏอีกครั้งพร้อมทั้งหายไปอย่างต่อเนื่อง เกิดเป็นการโจมตีรอบทิศทางที่กดดันทั้งสองไว้กับที่

         

        ภายใต้สถานการณ์คับขันที่ไม่อาจจับตัวศัตรูได้ นิทานตั้งสติให้หัวเย็นลง นี่สมควรเป็นการผสานคำอีกรูปแบบหนึ่งของอีกฝั่ง คงเป็น-่าฝน + อะไรสักอย่าง ปล่อยไว้เราเสียเปรียบแน่

         

        ระเหยแอ่งน้ำ? ไม่ได้ ความร้อนไฟเราไม่พอ คีตา นายไล่ตามไอ้แร้งนั่นได้มั้ย?

         

        ได้! แต่ต้องให้เห็นตัวมันชัด ๆ ก่อน!

         

        ได้ยินดังนั้นกลยุทธ์การต่อสู้เปลี่ยนไปในพริบตา นิทานเปลี่ยนจากการป้องกันเป็นโจมตี บิดเกลียวร่มปกปักหทัย ตบแทงออกสวนเข้าใส่จะงอยปากที่พุ่งออกมาจากหยดน้ำทางขวา

         

        เสียงหนาหนักปะทะเข้าอย่างจังเมื่อร่มปกปักหทัยถูกดีดออกด้วยผงสีอิฐ ในครั้งนี้รอบจะงอยปากของแร้งสีทองมีผงสีอิฐเคลือบอยู่แน่น มันทำหน้าที่เพิ่มพูนพลังโจมตี

         

        จะงอยปากที่ได้รับการเสริมพลังแล้วครั้งนี้ถึงกับรุนแรงยิ่งกว่าการผสานคำก่อนหน้า ร่มปกปักหทัยที่มีเวลาหมุนเพียงเล็กน้อยถูกปัดทิ้งไปอย่างง่ายดาย

         

        จะงอยปากปักเข้ากลางท้องของนักบวชหญิง ร่างของแร้งยักษ์สีทองเผยรอยยิ้ม เตรียมสะบัดคอทะลวงร่างของเหยื่อผู้นี้เสีย แรงบีบอัดรุนแรงก่อตัวขึ้นอีกครั้ง ในครั้งนี้เกิดเป็นหัตถ์ยักษ์สองอันเข้าประกบบีบร่างของมันจนไม่อาจเคลื่อนไหว

         

        แร้งยักษ์กลับดื้อดึงยิ่ง ผงสีอิฐบริเวณจะงอยเริ่มบิดผัน ก่อตัวเป็นจะงอยที่พยายามดันสวนให้ทะลุท้องของเรนเดล ในเมื่อมันถูกบีบจนขยับไม่ได้ เช่นนั้นก็ทะลวงร่างอีกฝั่งไปทั้งอย่างนี้เลย!

         

        ผงสีอิฐก่อตัวจนจะงอยปากยาวขึ้นในทุกขณะ ก่อนที่มันจะทะลวงร่างให้ลึกยิ่งกว่านี้ จะงอยปากนั้นถูกหยุดลงด้วยสองฝ่ามือของนักบวชหญิง เธอประกบมันไว้ที่กลางท้อง บีบรัดจะงอยปากสีอิฐดังฝ่ามือรับคมดาบ หยุดการก่อตัวของผงสีอิฐ ในครั้งนี้กลับเป็นฝ่ายของแร้งสีทองที่ตะลึงไป

         

        อีกฝ่ายมันเอาเรี่ยวแรงพลังใจมากจากไหน ท้องกำลังโดนเสียบจนแทบทะลุแต่กลับใช้สองมือต้านไว้ เรนเดลกระอักโลหิตคำโต บนใบหน้ายังคงมีรอยยิ้ม เธอขยับปากที่ปรากฏโลหิตไหลย้อยโดยไร้เสียง จับได้แล้ว

         

        ความรู้สึกอันตรายถึงชีวิตกระหน่ำเข้าใส่แร้งสีทองจนขนทั้งตัวของมันตั้งฟู การถูกบีบอัดจนไม่อาจขยับเขยื้อนได้เช่นนี้ทำให้การเคลื่อนย้ายร่างเข้าภาพสะท้อนของมันยากกว่าปกติ มันสัมผัสได้ถึงคมดาบที่ใกล้เข้ามา

         

        มันร้องคำรามเสียงดังทั้งที่ปากยังถูกจับไว้ในสองมือ ก่อกำเนิดเมฆาสีอิฐบนฟากฟ้าอีกครั้ง ผงสีอิฐควบแน่นไหลขึ้นไปบนฟากฟ้า -่าฝนสีอิฐกำลังจะตกลงอีกครั้ง!

         

        มันตัดสินใจใช้การผสานคำที่เปลืองพลังจิตวิญญาณอีกครั้งเพื่อหลุดรอดไปจากสถานการณ์นี้!

         

        เมื่อ-่าฝนลงเม็ดแรก ปีกข้างหนึ่งของมันก็ขาดสะบั้นออก ม้าแผงคอแดงรวดเร็วยิ่งกว่าใคร ๆ ตวัดดาบฟันเข้าใส่แร้งสีทอง ม้าแผงคอแดงแสดงสีหน้าหงุดหงิดอย่างชัดเจนเมื่ออีกฝั่งเคลื่อนร่างหายเข้าไปในหยดน้ำสะท้อนได้ทันเวลา ไม่เช่นนั้นที่ขาดไปคงไม่ใช่เพียงปีกแต่เป็นลำคอของอีกฝ่าย

         

        นิทานที่ยังคงบาดเจ็บถูกคีตาคว้าเข้าหาตัว นิทานบิดร่มปกปักหทัยเป็นเกลียวอีกครั้ง หมุนวนมันดั่งพลั่ว ขุดหลุมลึกหลบลงใต้ดินได้ทันเวลาฉิวเฉียดก่อนที่ฝนระลอกต่อไปจะกระหน่ำลงมา

         

        ร่างของแร้งสีทองปรากฏกายขึ้นเหนือน่านฟ้า ห่างออกไปจากสมรภูมิต่อสู้ ปีกข้างหนึ่งของมันขาดวิ่นที่เกือบโคน ตัวของมันโซเซไปมา แววตาเต็มไปด้วยความแค้น เมื่อครู่นี้มันเกือบไปแล้วจริง ๆ!

         

        มันมีสติปัญญา มันมีความคิด แต่มันไม่เข้าใจเลยว่านักบวชหญิงตัวเล็กน่ารักคนนั้นกลับบ้าบิ่นถึงเพียงนั้นได้อย่างไร เธอใช้ร่างกายของตัวเองจับมันเอาไว้ สร้างโอกาสให้สัตว์คู่หูเข้าปิดฉาก มนุษย์ประเภทนี้มันไม่เคยพบเจอมาก่อน 

         

        มันกัดฟันแน่น บาดแผลที่ปีกเริ่มสมานตัวอย่างช้า ๆ มันไม่มีคำแห่งพลังประเภทรักษา มันจำเป็นต้องไปหาสมุนไพรล้ำค่ามารักษาในภายหลัง มันหันไปมองหลุมลึกที่ใจกลางโอเอซิสอันก่อเกิดจากการโจมตีผสานคำของมันเอง 

         

        ทั้งสองสมควรมุดดินหลบหนีไปได้ทัน การไม่เห็นศพทำให้มันหงุดหงิดมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม สาบานและจดจำใบหน้าของทั้งสองไว้จนขึ้นใจ ครั้งหน้ามันจะกลับมาฆ่าทั้งสองอย่างแน่นอน

         

        “ฟืด!”

        จับได้แล้ว!

         

        เสียงสูดลมรุนแรงดังขึ้นจากทางด้านหลังของแร้งสีทองจนตัวมันสะดุ้ง มันสะบัดร่างเตรียมย้ายหนีเข้าสู่ภาพสะท้อนผิวน้ำที่ใกล้ที่สุดหากกลับไม่ทันกาล การโจมตีนั้นมาถึงในวินาทีเดียวกันกับที่เสียงสูดลมดังขึ้น

         

        หอกสายฟ้าทะลวงอกของมันจนเป็นรูโหว่ขนาดเท่าหัวมนุษย์ เมื่อหอกสายฟ้าทะลวงเข้าร่าง ในดวงตาที่พร่าเลือน มันเห็นมือสีขาวนวลข้างหนึ่งยื่นออกมาจากหลุมที่ใจกลางโอเอซิส

         

        เป๊าะ

         

        มือข้างนั้นดีดนิ้ว ร่างทั้งร่างของมันก็ถูกบดขยี้จากภายใน หอกสายฟ้าคลายสภาพออก ปัดเป่าทำลายร่างของมันจนแหลกเละไม่มีชิ้นดี

         

        เมื่อแร้งสีทองสูญสิ้น ม่านเมฆาและผงสีอิฐทั้งหมดก็สลายไป หลงเหลือเพียงซากร่างของแร้งสีทองและร่องรอยการต่อสู้ ใจกลางของโอเอซิสเต็มไปด้วยหลุมบ่อสกปรกที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด

         

        แอ่งน้ำใกล้เคียงสลายหายไป ผงสีอิฐหายไปจากแอ่งน้ำขนาดใหญ่ใจกลางโอเอซิส ทั้งหมดหวนคืนสู่สภาวะปกติของทรายและพืชพรรณ ไร้สีแปลกแยกอย่างอิฐอีกต่อไป

         

        นิทานมุดร่างขึ้นมาจากดิน แผลที่ท้องของเขายังคงสาหัสหากเจ้าตัวไม่คิดมากแต่อย่างใด เขาใช้กระดาษคัมภีร์ชำระอีกแผ่นหนึ่งโดยทันที แผลเริ่มสมานด้วยความเร็วสูง แม้แต่ทรายและดินที่เลอะแผลยังถูกชำระล้างจนสะอาดเอี่ยม

         

        ในสถานที่เช่นนี้เขาไม่มีเวลาปล่อยตัวตามสบายรักษาแผล พลังจางหายที่คลุมร่างของคีตาอยู่ก่อนหน้าสลายหายไป ร่มปกปักหทัยหวนคืนสู่มือของนิทานอีกครั้ง คีตาวิ่งกลับมาอยู่ข้างกายเขาอย่างว่องไว สายตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง แต่เมื่อเห็นว่านิทานใช้คัมภีร์ชำระแล้วมันจึงฉีกยิ้มกว้าง

         

        “ฟืด!”

        เห็นมั้ย! คีตาตามไปโผล่ข้าง ๆ ได้เลย!

         

        มันพูดอย่างภูมิใจในขณะที่รับคำชมเป็นการลูบและขนมจากนิทาน พลังจิตวิญญาณในร่างของมันอ่อนโทรมลงไปมากหลังจากการเคลื่อนตัวเมื่อครู่ แม้แต่ในยามที่มันไล่ตามจนมีพลังจิตวิญญาณเทียบเคียงอริยะการเคลื่อนร่างเมื่อครู่ก็ยังเป็นภาระที่หนักมาก

         

        นี่คืออีกหนึ่งพลังใหม่อันก่อเกิดจากการที่คีตาเรียนรู้คำแห่งพลัง ไล่ตามเป้าหมาย จนถ่องแท้ มันสามารถไปปรากฏร่างใกล้กับเป้าหมายที่ไล่ตามได้ทันที ระยะทางขึ้นอยู่กับความเข้าใจเป้าหมาย

         

        นอกจากเป็นความสามารถที่กินพลังจิตวิญญาณมากแล้วยังสิ้นเปลืองในการต่อสู้เป็นอย่างมาก มีเพียงไม่กี่สถานการณ์เท่านั้นที่การไปปรากฏตัวใกล้ ๆ ทันทีจะมีประโยชน์เมื่อต้องแลกกับพลังจิตวิญญาณจำนวนมากที่สูญเสียไป คีตาจึงแทบไม่เคยใช้ออกในการต่อสู้ก่อน ๆ

         

        ในการต่อสู้ที่วางแผนมาแล้วและชนะได้ มันจะลงทุนเสี่ยงใช้พลังจิตวิญญาณจำนวนมากไปกับศึกเช่นนั้นทำไม? หากแต่นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่มันใช้ความสามารถนี้

         

        ตอนที่คีตาเรียนรู้คำนี้จนถ่องแท้และไล่ตามบลังก้าไป นั่นคือครั้งแรกที่มันใช้งาน จะเรียกได้ว่านี่เป็นพลังที่เกิดขึ้นเพราะความต้องการจะไปอยู่เคียงข้างเป้าหมายของมันก็ไม่ผิดนัก

         


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน