ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    เล่มที่ 2 บทที่ 51 พ่ายสามคนรวด

            “ยังมาเสแสร้งอยู่อีก รีบส่งโกมลผลึกกุหลาบโลหิตมา”

            ทั้งสามไล่ตามมานานจนหมดความอดทน จึงเปิดเผยเป้าหมายของพวกตนอย่างตรงไปตรงมา

            ฉู่เหินทำเป็นประหลาดใจ ตอบกลับเสียง ‘สับสน’ ไปว่า “โกมลผลึกกุหลาบโลหิต ข้ามีของดีเช่นนั้นอยู่กับตัวตั้งแต่เมื่อใดกัน? พวกท่านอย่ามาจงใจใส่ร้ายป้ายสีคนบริสุทธิ์เลยจะดีกว่า!”

            “ฮึ ในเมื่อเจ้าไม่มีโกมลผลึกกุหลาบโลหิตแล้วจะหนีไปด้วยเหตุอันใด?เห็นได้ชัดว่ามีแต่พวกกินปูนร้อนท้องเท่านั้นที่คิดหนี”ซินเหวินอิสตรีหนึ่งเดียวค่อนแคะ

            “เหลวไหล ป่ามีขโมยขโจรตั้งมากมาย พวกเจ้าสามคนจู่ๆก็โผล่มาบอกให้ข้าอยู่นิ่งๆ ข้าก็กลัวสิวะ! ไม่หนีก็แย่แล้ว...”

            ฉู่เหินปากบอกว่ากลัวแต่ใบหน้ากลับไร้ซึ่งวี่แววหวาดหวั่น

            ซางเจ๋อ หลินไห่ และซินเหวินสามหน่อทั้งหงุดหงิดทั้งโกรธเคือง หลินไห่ผู้ย่างกรายจากทางซ้ายเพ่งสายตาตะคอกเสียงต่ำ “เจ้าฆ่าไอ้โจรหัวโล้นนั่นใช่ไหม!”

            “โจรหัวโล้นบ้าอะไร พ่อไม่รู้เรื่อง”

            “โต้เถียงกันไปก็เท่านั้น โจรหัวโล้นนั่นถูกคนเอาหอกแทงทะลุคอหอยตายคาที่ส่วนเจ้า...ฮึๆ”

            ถูกคนเอาหอกแทงทะลุคอหอย!

            ฉู่เหินขมวดคิ้วเล็กน้อยคิดแล้วว่าพวกเขาน่าจะสงสัยตนเพราะหอกพิชิตมารที่แบกไว้นี่เองทั้งสามไม่ใช่คนธรรมดาจริงแท้ ถึงได้มีความสามารถในการตามสืบอย่างเฉียบแหลมเช่นนี้

            “เหอะๆ ลำพังแค่ตรงนี้ พวกเจ้าจะเผด็จการกันเกินไปแล้ว! คนใช้หอกบนโลกนี้มีตั้งมากมาย พวกเจ้าเอาอะไรมาสงสัยข้า?”

            “หึ ไม่บังเอิญเลยที่พวกเราพบเพียงเจ้าที่ใช้หอกในบริเวณนี้”

            ซางเจ๋อหัวเราะเยาะ เขาพอจะแน่ใจแล้วว่าฉู่เหินคือ ‘นกขมิ้น’ ที่ลอบฆ่าเอากลางทางตัวนั้นและสิ่งที่พวกเขาต้องทำต่อจากนี้ย่อมคือการทวงคืนของที่ฉู่เหินลักเอาไปกลับมา

            ฟิ้ว!

            ซางเจ๋อเคลื่อนไหวเร็วขึ้นทุกขณะจิตพลานุภาพกระบี่ปลดปล่อยจากในร่างไม่หยุดหย่อนกระบี่คมกริบไร้ใดเทียบส่องแสงเรืองรองพราวระยับ

            “เจ้าหนีไม่รอดหรอก”

            ระยะห่างของทั้งสองฝ่ายลดลงจนเห็นได้ชัด ไม่ทันไรทั้งสามก็อยู่ห่างจากฉู่เหินไม่ถึงสามสิบเมตร

            แต่ฉู่เหินผู้ถูกศัตรูไล่ล่ากระชั้นชิดกลับมีสีหน้าสงบมั่นคงดวงตาฉายแววเมินเฉยหลายส่วน

            “หากเมื่อครู่เจ้ายอมส่งโกมลผลึกกุหลาบโลหิตมาให้เสียดีๆ พวกเราอาจจะยังยอมไว้ชีวิตเจ้าน่าเสียดายที่ต้องบอกเจ้าว่า เจ้าหมดโอกาสจะอยู่รอดปลอดภัยแล้ว”

            น้ำคำคุกคามอย่างเปิดเผยหลุดจากปากซางเจ๋อพลังหยวนแท้เข้มข้นไต่ตัวกระบี่เร็วรี่

            อากาศธาตุบังเกิดเสียงสั่นสะเทือนของคลื่นปราณ

            “พ่อกลัวฉิบหายเลยว่ะ...ในเมื่อพวกแกหลงตัวเองดีนักพ่อก็จะสั่งสอนให้รู้ไว้ว่า ‘จงใจปล่อยตัวตัดหัวเมื่อทีเผลอ’ มันเป็นเช่นไร”มุมปากฉู่เหินยกเป็นยิ้มชั่วร้าย สิ้นคำ เขาหยุดฝีเท้าฉับพลันหันกลับมาจู่โจมศัตรู พุ่งปรี่ไปทางซางเจ๋อ

            อะไร?

            ทั้งสามไม่ทันตั้งตัวกับการกระทำอันรวดเร็วของฉู่เหิน

            โดยเฉพาะซางเจ๋อที่ระยะห่างกับฉู่เหินลดลงเหลือเพียงไม่กี่เมตรในบัดดลซางเจ๋อไม่ทันได้บุก หอกทะมึนทรงพลานุภาพก็ฉีกกระชากอากาศธาตุ จู่โจมถาโถมเข้าหา

            ตึง

            พลังหยวนแท้สาดซัดอบอวลทั่วตัวหอกอย่างว่องไวหอกพิชิตมารกลืนกินแสงทองอร่ามตารังสีพลานุภาพแกร่งกร้าวเหมือนงูพิษออกจากรูในพริบตา เปลวปราณอันน่าพรั่นพรึงสำแดงพลังสังหารชนิดผลาญล้างเต็มที่

            ซางเจ๋อหน้าเปลี่ยนสีในทันใด นัยน์ตาเล็กหรี่สะท้อนภาพคมหอกเรืองแสงเยือกหนาว

            กลิ่นอายอันตรายเข้าครอบงำจิตใจ

            ชั่วเวลาเร่งรีบ ซางเจ๋อตั้งกระบี่เป็นแนวขวางไว้ตรงหน้าอกใช้ตัวกระบี่เป็นเกราะกำบัง ต้านทานการโจมตีครานี้ของอีกฝ่าย

            ตู้ม!

            ซางเจ๋อกับฉู่เหินปะทะกันกลางอากาศ คมหอกของหอกพิชิตมารแทงเข้าที่ใจกลางตัวกระบี่เล่มงามเข้าอย่างจังพลังอันรุนแรงกระแทกกระทั้นยิ่งกว่าน้ำหลากยามเขื่อนแตกซางเจ๋อรู้สึกได้ถึงแขนที่ชาดิก กระบี่ที่ส่องแสงระยิบระยับหม่นหมองสิ้นราศีในทันที

            เคร้ง!

            สิ้นเสียงอันก้องกังวาน อากาศธาตุก็เต็มไปด้วยประกายไฟกระบี่ในมือซางเจ๋อหักสะบั้นลงตามเสียง

            “ซางเจ๋อ!”

            “ซางเจ๋อ!”

            หลินไห่กับซินเหวินอีกสองฝั่งที่เหลือตกใจจนหน้าถอดสี เบิกตากว้างสีหน้าตะลึงงัน เป็นครั้งแรกที่มีผู้ทำลายกระบี่ซางเจ๋อจนหักได้ มิหนำซ้ำยังทำได้ในท่วงท่าเดียว

            ตูม ปึง

            วินาทีที่กระบี่หัก พลังหยวนแท้อันบ้าคลั่งและโกรธเกรี้ยวก็สั่นสะเทือนมาจนถึงเบื้องหน้าซางเจ๋อ

            พลังโจมตีอันป่าเถื่อนแข็งกร้าวดุจหินยักษ์ถล่มทับ ซางเจ๋อตัวสั่นรุนแรงครั้งหนึ่งเสื้อผ้าที่ตรงอกถูกถล่มป่นปี้ ชั่วขณะที่ลอยละลิ่วปลิวไปก็กระอักเลือดสดอึกโตออกมาจากปากด้วย

            “ซางเจ๋อ...”

            เห็นซางเจ๋อที่หล่นกระแทกอย่างหนักหน่วงตะเกียกตะกายไม่ไหวแล้วซินเหวินก็ทั้งตกใจทั้งโกรธเคือง นางไม่พูดพร่ำทำเพลง ชูกระบี่ปรี่เข้าหาฉู่เหิน“ข้าจะฆ่าแกเสีย!”

            “ฮึ แม่นางน้อยเยี่ยงเจ้าน่ะหรือ?”

            ฉู่เหินยกเป็นรอยยิ้มสนุกสนาน ชั่ววินาทีนั้นพลังหยวนแท้โหมกระหน่ำราวเกลียวคลื่นระเบิดล่องลอยจากในร่างประกายแสงสีทองไร้ที่สิ้นรวมตัวยังฝ่ามือซ้าย พลังหยวนแท้ชัดเจนเห็นได้ชัดเคลื่อนไหวบนฝ่ารวดเร็วดั่งคลื่นปราณเป็นวังวนก้นหอย

            “ซินเหวิน หลบเร็ว!”หลินไห่ผู้เข้ามาช่วยไม่ทันตะโกนเสียงเฉียบ

            กระนั้น หลินไห่กลับเตือนนางช้าไปก้าวหนึ่ง

            “ฝ่ามือน้ำตกทลายภูผา!”

            ตูม!

            พลังฝ่ามืออันไพศาลแกร่งกร้าวและดุร้ายสาดเทไปยังซินเหวินพลังหยวนแท้บ้าคลั่งหาใดเปรียบแปรเป็นคลื่นกระแทกกว้างใหญ่ กิ่งไม้ใบหญ้าและกรวดทรายบนพื้นเหมือนถูกลมสารทฤดูหอบเอาไปจนเกลี้ยงกระทั่งหน้าดินยังถูกถางไปเป็นชั้นหนาเตอะ

            สลาตันคลั่งอหังการ ดินทรายลอยล่องทั่วแห่งหน!

            ฝ่ามือน้ำตกทลายภูผาเป็นวิชากระบวนยุทธ์ระดับขั้นเชื่อมหยวนฉู่เหินผู้พลังลมปราณเข้าระดับเชื่อมหยวนขั้นสองแล้วย่อมจะสำแดงพลังประหัตประหารของมันได้เต็มร้อย

            แสนยานุภาพพลังของมันจึงแกร่งกล้ากว่าก่อนหน้านี้ไม่รู้กี่เท่าตัว

            “อ๊าก”

            ซินเหวินถูกพลังฝ่ามือแกร่งจนกรีดร้องแตกตื่นนางกระเด็นกระดอนไปตามแรงกระแทกจากนั้นก็นอนแน่นิ่งไม่ขยับเขยื้อนเหมือนเช่นซางเจ๋อ

            ...

            “ไอ้ระยำ รนหาที่!” ทันใดนั้นเองที่หลินไห่วาดแรงฝ่ามือบุกจู่โจมมา

            ฉู่เหินเพ่งสายตา แสงคมแรงกล้าวาวโรจน์ที่นัยน์ตากระแสอากาศปั่นป่วนอลหม่านแสงสีดำเข้มข้นประหลาดร้ายไต่ขึ้นสองแขนของฉู่เหินอย่างรวดเร็ว

            ฉู่เหินกำหอกพิชิตมารมั่น ตั้งหอกเป็นแนวขวางตั้งรับการบุกโจมตีของหลินไห่

            ปึ้ง!

            พลังฝ่ามือของหลินไห่ตบเข้าใส่ตัวหอกพิชิตมารอย่างหนักหน่วงคลื่นอากาศแตกซ่านกระเพื่อมไหว แผ่นดินใต้เท้าคนทั้งสองแยกออกเป็นรอยแตกลุกลาม...

            เท่าที่หลินไห่คาดการณ์ไว้ มาตรแม้นฝ่ามือนี้จะไม่ถึงตัวฉู่เหิน แต่ก็มากพอให้อีกฝ่ายบาดเจ็บได้

            ทว่าเรื่องจริงกลับหาเป็นเช่นนั้นไม่ ฉู่เหินยังคงยืนอยู่ที่เดิมสองเท้าติดพื้นเหมือนเช่นรากแก้วของพฤกษา ไม่ได้ถอยหลังเลยแม้แต่ก้าวเดียว

            “เจ้า...” หลินไห่ถลึงตาขุ่นเคือง ขมวดคิ้วมุ่นอย่างอึมครึม

            ฝ่ายซางเจ๋อและซินเหวินที่นอนพังพาบลุกไม่ขึ้นต่างตกใจเป็นอันมากพวกเขานึกไม่ถึงเลยว่าฉู่เหินที่พวกตนไล่ตามมานานจะมีพลังน่าสะพรึงกลัวเฉกเช่นนี้

            กร๊าซ

            ไม่ทันให้หลินไห่ได้เปลี่ยนแนวทางการโจมตีเสียงร้องของมังกรอันทุ้มต่ำก็ลอยออกจากกายยของฉู่เหิน

            หลินไห่หรี่นัยน์ตาลงอย่างอดไม่ได้ วินาทีต่อมาภาพมังกรสีทองมายาก็พุ่งออกมาจากแขนของฉู่เหินร่างมังกรยาวหนึ่งเมตรนั้นดูช่างงดงามเหลือร้ายเปี่ยมด้วยชีวิต มันโผทะยานร่ายรำจู่โจมเข้าที่อกของหลินไห่อย่างรุนแรง

            ตูม!

            พลังจู่โจมอันน่าพรั่นพรึงดลอากาศธาตุให้สั่นสนั่นไหวแสงรัศมีวงแล้ววงเล่าบานสะพรั่งประดุจขนนกสีทองอำไพ

            “หลินไห่...” ท่ามกลางเสียงอุทานแตกตื่นของอีกสองคนหลินไห่ล้มจ้ำเบ้าไปกับพื้น เลือดสดแดงฉานเอ่อล้นจากปากไม่หยุดยั้ง

            ชั่วขณะนั้น สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่คาดคิด

            ประมาทเกินไปคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ทั้งสามพ่ายแพ้ยับเยิน

            ฉู่เหินออมแรงให้พวกเขาได้เห็นมาตั้งแต่แรกเมื่อบุรุษหนุ่มระเบิดพลังอันแกร่งกล้าออกมาพวกตนจึงไม่เหลือโอกาสจะตั้งแนวรับด้วยซ้ำไป

            “บอกแล้วว่าอย่าตามข้ามา คราวนี้สนุกเลยไหมเล่า?” ฉู่เหินยิ้มสนุกสนานแสนเหลาะแหละสาวเท้าอาดๆ ไปหาซางเจ๋อ เอื้อนเอ่ยไม่แยแส “เมื่อครู่แกสามหาวที่สุดแท้ๆยามนี้กลับไม่กล้าปริปากพูดหรือ?”

            “แก...” ซางเจ๋อกำหมัด กัดฟันกรอด หน้าตาดุร้าย

            “อะไรนะ? แกมีปัญหาหรือไร?”

            ฉู่เหินถีบท้องอีกฝ่ายไปทีหนึ่ง ซางเจ๋อถูกถีบกระเด็นออกไปเกิดเป็นรอยลากยาวหลายเมตรบนพื้นกว่าจะหยุดลงได้ความเจ็บปวดรวดร้าวรุมเร้าจนน้ำลายฟูมปาก

            หลินไห่และซินเหวินหน้าเปลี่ยนสีไปตามๆ กัน

            “หยุดนะ!” ซินเหวินตะคอกเสียงเย็น“ถ้าแกกล้าทำมิดีมิร้ายพวกเรา แกจะไม่ได้ตายดีแน่”

            “เหอะๆ ไม่ได้ตายดีเยี่ยงไรหรือ?” ฉู่เหินถามเสียงเย็น

            “ฮึ พี่ชายข้าคือเสิ่นอวิ๋นซีแห่งสำนักแรดวิญญาณแกกล้าแตะต้องพวกเราแม้แต่ปลายนิ้วก็ลองดูสิ...”

            เสิ่นอวิ๋นซี?

            ฉู่เหินชะงัก ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย!

            แน่นอนว่าไม่แปลกอะไร เขาเพิ่งเข้านครมาไม่ถึงสองเดือนจะรู้จักใครสักกี่คนกันเชียว?

            พอเห็นสีหน้าฉู่เหินแล้ว ซินเหวินก็หลงนึกว่าตนขู่สำเร็จจึงหัวเราะเยาะอย่างได้ใจเต็มเปี่ยม “ฮึ กลัวล่ะสิ! หากแกสำเหนียกแล้วก็รีบขอขมาขอโทษพวกเราอย่างเคารพนบนอบเสียส่งโกมลผลึกกุหลาบโลหิตมาให้ด้วยสองมือแล้วพวกข้าจะลองพิจารณาดูว่าจะปล่อยให้แกรอดชีวิตดีหรือไม่”

            “ฮะๆ ข้ากลัวจะแย่อยู่แล้ว กลัวจนข้าคิดได้เพียงอย่างเดียวคือกุดหัวพวกแกทั้งสามคนเสีย สับจนละเอียดแล้วค่อยโยนให้รังสัตว์ปีศาจแค่นี้อย่าว่าแต่พี่ใหญ่หรือพี่รอง ต่อให้เป็นบิดามารดาพวกแกก็จำลูกตัวเองไม่ได้”

            “แก?”

            เพียงได้ยินดังนั้น ทั้งสามก็หัวใจกระตุกวูบโดยเฉพาะซินเหวินที่กลัวจนหน้าซีดเซียว

            เดิมนึกว่าจะขู่ฉู่เหินได้ ไม่นึกเลยว่ากลับตรงกันข้ามทำพวกตัวเองตกอยู่ในอันตรายเข้าเสียแล้ว

            เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาไม่จำเป็นที่อาจเกิดขึ้นในภายหลังฉู่เหินแค่ฆ่าพวกเขาทิ้งก็จบ อย่างไรเสียที่นี่ก็คือเทือกเขาไร้กระดูกสัตว์ปีศาจมีตั้งมากมาย ถือเสียว่าตายในปากสัตว์ปีศาจสักตัวใครหน้าไหนจะล่วงรู้ความจริงได้

            เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าฉู่เหินแล้ว ทั้งสามก็ใจหายวาบ

            

             .......................................