ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 75 ข้อมูลใหม่ที่ไม่คาดคิด
ชายหนุ่มในชุดขาวกำชับคาลอสอีกครั้งสำหรับสิ่งที่ต้องแจ้งให้ซายาโกะฟัง ทั้งยังบอกให้แจ้งหัวหน้าตระกูลด้วยว่าตระกูลของเรากำลังจะมีสัตว์อสูรเข้ามาสามตัว ให้จัดสรรพื้นที่ขนาดกว้างพอเหมาะไว้ให้พวกมันด้วย เผื่ออนาคตพวกมันอาจเติบโตขึ้นได้อีก จะได้ไม่ต้องขยับพื้นที่หลายรอบ
“แล้วก็ให้คัดเลือกสมาชิกสักคนที่สมัครใจจะดูแลสัตว์อสูรเหล่านี้ และพร้อมจะเรียนรู้ศาสตร์การเลี้ยงดูสัตว์อสูรเพิ่มเติมมาสักหนึ่งคน ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย สัตว์อสูรพวกนี้เชื่องมาก จะไม่เป็นอันตรายต่อผู้คนในตระกูลอย่างแน่นอน” จินกล่าวออกมาด้วยความมั่นใจ
ชายหนุ่มชุดขาวมั่นใจในทักษะพิเศษของเขามาก ระบบระบุข้อมูลของสิ่งของเอาไว้ว่าอย่างไร มันย่อมเป็นเช่นนั้นโดยไม่มีบิดพลิ้ว ไม่มีเล่นเล่ห์กลใดๆ
ความภักดีของสัตว์อสูรที่มีอยู่เต็มเปี่ยมตั้งแต่แรกเกิดไม่มีทางทำให้มันลดลงได้ง่ายๆ ต่อให้ปล่อยปละละเลย ไม่สนใจเลี้ยงดู สัตว์อสูรเหล่านี้ก็ยังเป็นมิตรต่อเจ้าของอยู่ดี
บรรพบุรุษแจ้งรายละเอียดคร่าวๆ เพื่อให้คนในตระกูลรับไปจัดการต่อ หากเขาเห็นว่าทุกอย่างพร้อมแล้ว ก็จะเริ่มทำฟักไข่สัตว์อสูรทันที
เมื่อบอกเรื่องที่เขาต้องการให้คนในตระกูลจัดการจบ เขาก็ถามเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากคาลอสไปถึงเมือง B-24
คาลอสเล่าให้ฟังถึงความขัดแย้งระหว่างร้านค้าของตระกูลพีไรซ์และตระกูลเดสมอน สิ่งที่พวกมันทำต่อร้านและพนักงานของร้าน การขัดขวางธุรกิจ ไปจนถึงตอนที่เขาล่วงรู้ความขัดแย้งภายในของตระกูลเดสมอน
คาลอสรู้ดีว่าภารกิจที่ต้องทำนั้นยากเกินจะจัดการ จึงตกลงร่วมมือกับฝ่ายกบฏของตระกูลเดสมอน รู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้น่าไว้ใจนัก แต่ก็ไม่คิดว่าพวกนั้นจะกล้าสร้างเรื่องราวและวางแผนสำรองไว้หลายชั้น คาลอสที่คิดว่าปัญหาทุกอย่างสามารถแก้ไขได้ด้วยกำลัง สุดท้ายก็รู้ว่าความคิดของเขานั้นตื้นเขินเกินไป โชคดีที่ได้รับการช่วยเหลือจากลูกสาวคนเดียวของเจ้าเมืองจึงหลบออกจากสถานการณ์วุ่นวายมาได้
ส่วนเรื่องราวหลังจากดันเจี้ยนถล่ม เขานั้นกลับไปที่จวนเจ้าเมืองพร้อมกับกลุ่มทหาร และพักอยู่ที่นั่นในฐานะแขก ทั้งยังได้เจอชายชราดารัสในจวนเจ้าเมืองอีกด้วย ปรากฏว่าดารัสนั้นเป็นมือซ้ายของเจ้าเมือง! สถานะของคาลอสจึงได้รับการผ่อนปรนมากขึ้น
ส่วนผู้อาวุโสสามแห่งตระกูลเดสมอนก็ต้องพักรักษาตัวโดยที่มีแพทย์ภายในจวนคอยดูแล และมีทหารยามเฝ้าระวังอยู่ตลอด โชคดีที่ผู้อาวุโสสามบาดเจ็บหนักมาก ไม่เช่นนั้นมันก็คงหลบหนีไปแล้ว
ทั้งคาลอสและผู้อาวุโสสามตระกูลเดสมอนจำเป็นต้องพักอยู่ในจวนเจ้าเมืองอยู่หนึ่งวันเต็ม รอคอยให้เจ้าเมืองกลับมาจากธุระที่ด้านนอก และเมื่อเจ้าเมืองกลับมาถึง การสืบสวนก็เริ่มต้นขึ้น
“ข้าเล่าความจริงทุกอย่างเรื่องแผนการของผู้อาวุโสสามให้ท่านเจ้าเมืองฟัง แน่นอนข้ารู้ว่าข้ามีความผิดอยู่ส่วนหนึ่ง แต่เมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้มันก็จำเป็นต้องพูดออกไป” คาลอสพูดพลางคิดเรื่องราวที่เกิดขึ้นไปด้วย
เรื่องราวเกิดขึ้นมากมายในช่วงเวลาสั้นๆ เขาจำเป็นต้องประมวลผล จัดลำดับความคิดให้เป็นขั้นเป็นตอน
“โชคดีที่ข้าได้บังเอิญสร้างความดีความชอบหลายอย่าง ช่วยชีวิตผู้คนจากจวนเจ้าเมือง กำจัดภัยร้ายต่อเมือง B-24 ล่วงหน้า ทั้งยังช่วยชีวิตบุตรีคนเดียวของท่านเจ้าเมือง เจ้าเมืองจึงทำเป็นมองไม่เห็นความผิดของข้าและพุ่งเป้าไปที่ผู้อาวุโสสามตระกูลเดสมอนแทน”
“นอกจากนี้เจ้าเมืองยังอนุมัติการค้าของตระกูลพีไรซ์ภายในเมือง B-24 ให้เป็นการส่วนตัว ประกอบกับการที่ตระกูลเดสมอนไร้ผู้นำ ข้าคิดว่าการค้าของตระกูลเราควรจะเป็นไปได้ด้วยดีไร้ซึ่งอุปสรรค น่าจะลงหลักปักฐาน สร้างเครือข่ายการค้าโอสถและสมุนไพรโดยมีจุดศูนย์กลางเป็นเมืองขนาดกลาง B-24 แห่งนี้ได้ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมข้าจึงรีบเดินทางกลับมาที่ตระกูลในทันที”
คาลอสรีบบอกทุกอย่างให้จินฟัง และพรุ่งนี้เขาน่าจะรายงานเรื่องนี้ให้มาคัสฟังด้วยเช่นกัน ท่านพี่แคนซัสจะได้เดินทางกลับไปบริหารงานที่ร้านค้าของตระกูลในฝั่งนั้น กิจการที่หยุดชะงักไปจะได้กลับมาดำเนินการต่อ
“โอ้ เจ้าเมือง B-24 ถึงกับอนุมัติด้านการค้าด้วยตัวเองเลยหรือ?” ชายหนุ่มในชุดขาวเลิกคิ้วสงสัย
“ขอรับ ข้ายังมีใบรับรองอย่างเป็นทางการติดตัวมาด้วย ยืนยันว่าทุกอย่างเป็นความจริง ที่ท่านเจ้าเมืองทำเช่นนี้น่าจะเป็นเพราะต้องการตอบแทนที่ข้าได้ช่วยเหลือบุตรสาวคนเดียวของท่านเอาไว้” คาลอสประสานมือขึ้นและตอบกลับไป
ในตอนที่เขาพูดถึงบุตรสาวของท่านเจ้าเมือง ใบหน้าของเขาแอบแดงระเรื่อขึ้นอย่างไม่อาจควบคุม เมื่อเด็กหนุ่มอัจฉริยะของตระกูลรู้สึกถึงความร้อนผ่าวบนใบหน้า เขาก็รีบก้มหน้าลงทันที
แน่นอนว่าจินเองก็สังเกตเห็นสิ่งนี้ แต่เลือกที่จะไม่พูดอะไร เขาผ่านการใช้ชีวิตมาก็มาก จะให้ไปหยอกล้อเด็กหนุ่มก็ใช่ที่ เลือกที่จะเปลี่ยนเรื่องคุยไปเสีย
“แล้วตอนที่เจ้าต่อสู้กับตระกูลหวงหลงเมื่อบ่าย นั่นเป็นทักษะที่เจ้าเรียนรู้มาจากเจ้าเมือง B-24 ด้วยหรือ? ข้าเห็นว่าเลือดในร่างของเจ้าถูกเผาทำลายอย่างบ้าคลั่ง เป็นวิชาที่อันตรายน่าดู” จินถามสิ่งที่ตนสงสัยมาตลอดออกไป
“โอ้สิ่งนั้น! หาใช่เจ้าเมือง B-24 ไม่ที่มอบให้ข้า แต่เป็นดันเจี้ยน” คาลอสเหมือนคิดอะไรออกแล้วก็โพล่งขึ้นมาทันที อาจจะเป็นเพราะอาการเหนื่อยล้าเขาจึงลืมบอกเรื่องนี้กับบรรพบุรุษไป
“ดันเจี้ยนงั้นหรือ?” ชายในชุดขาวเลิกคิ้วขึ้นอีกครั้ง “หรือว่าเป็นรางวัลหลังจากเคลียร์...เอ่อ หมายถึงพิชิตดันเจี้ยนน่ะ?”
“ถูกต้องแล้ว สมแล้วที่เป็นท่านบรรพบุรุษ มีความรอบรู้อย่างยิ่ง” เด็กหนุ่มมองบรรพบุรุษของตนด้วยดวงตาเปล่งประกายเต็มไปด้วยความเทิดทูน
“ตอนที่ข้าทำลายแกนกลางดันเจี้ยน จู่ๆ ก็มีเสียงที่ไม่ทราบที่มาบอกว่าข้าได้รับเคล็ดวิชาเผาโลหิต และหลังจากที่ออกจากดันเจี้ยนได้สำเร็จ คัมภีร์หน้าปกสีแดงอยู่เข้ามาอยู่ในมือของข้าเป็นที่เรียบร้อย” คาลอสกลืนน้ำลายเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ
“ข้านำมาศึกษาภายหลังตอนที่เป็นแขกในจวนเจ้าเมือง พบว่ามันเป็นเคล็ดวิชาประเภทหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ใช้เพิ่มพลังได้อย่างมหาศาล แลกกับการเผาทำลายเลือดเนื้อของตนเอง เมื่อข้านึกถึงโอสถรักษาของตระกูลพีไรซ์ ก็เกิดความคิดว่า...บางทีมันอาจจะนำมาใช้คู่กันได้เพื่อลดผลกระทบของเคล็ดวิชาเผาโลหิต” เด็กหนุ่มอธิบายให้อีกฝ่ายฟัง
จินฟังคำพูดของคาลอสแล้วก็คิดตาม วิธีนั้นอาจจะเป็นวิธีที่ดี แต่จากสภาพของคาลอสก่อนหน้านี้ ดูเหมือนว่าโอสถรักษาจะต้านผลเสียของเคล็ดวิชานี้ได้ไม่หมด ชายชุดขาวยังมองว่าเป็นเคล็ดวิชาที่อันตราย จำเป็นต้องศึกษาให้ถ่องแท้ก่อนจะใช้ หากปรับความรุนแรงในการเผาโลหิตได้ บางทีอาจไม่เกิดผลเสียใดกับร่างกายยามใช้คู่กับโอสถรักษาสูตรเข้มข้นก็เป็นได้
“ดูจากสภาพของเจ้าเมื่อบ่ายแล้วก็ดูเหมือนว่ายังต้องทำความเข้าใจมันอีกมากนะ ข้าสงสัยเสียจริงว่าเนื้อหาของวิชานี้เป็นเช่นไร” จินเอ่ยถามเด็กหนุ่มในตระกูลของตนด้วยความสงสัยใคร่รู้
พื้นฐานการคงอยู่ในปัจจุบันของเขานั้นเป็นดวงวิญญาณชนิดพิเศษ ที่สามารถก่อตัวคงรูปอยู่ได้ตลอดเวลา ไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก ทั้งยังไม่ถูกจัดการตามกฎเกณฑ์ของโลกอีกด้วย
แน่นอนว่าดวงวิญญาณไม่น่าจะใช้เคล็ดวิชาเผาโลหิตได้ แต่สิ่งที่จินมีคือระบบ และระบบก็สามารถมอบร่างกายให้เขาได้
ถูกต้อง! ตอนนี้จินนึกถึงกายเทียม และกายวิสุทธิ์ที่เขาเก็บไว้ในคลังของระบบ จะเป็นเช่นไรหากเขาใช้เคล็ดวิชาเผาโลหิตกับร่างกายชั่วคราวเหล่านั้น?
อย่างไรเสียร่างกายเหล่านั้นก็คงอยู่ได้เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งอยู่แล้วก่อนจะสลายหายไป หากเขารีดเค้นพลังของมันออกมาจนถึงขีดสุดก่อนที่มันสลายหายไปตามเวลาที่กำหนดเล่า? นั่นหมายความว่าเขาสามารถมีพลังที่แข็งแกร่งกว่าในปัจจุบันได้ง่ายๆ เลยไม่ใช่หรือ?
จินเริ่มนึกถึงการเลื่อนระดับสู่อเวกระดับที่เก้า การใช้เคล็ดวิชาเผาโลหิต และการกำจัดศัตรูที่ทรงพลัง......วิธีเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นไปได้! ใช่ เขาอาจจะสามารถมีพลังที่เหนือกว่าอเวกระดับเก้าหากล่วงรู้เคล็ดวิชานี้ ทั้งยังไม่ส่งผลเสียต่อร่างกายอีกด้วย เพราะเขาไม่มีร่างกาย เขาเป็นวิญญาณ!
สมองของจินแล่นเร็วจี๋ ในที่สุดก็ขอให้คาลอสถ่ายทอดวิชาให้กับตน
คาลอสแปลกใจเช่นกันที่จินสนใจเคล็ดวิชาชนิดนี้ แต่ก็ยินยอมสอนให้โดยดี สิ่งที่บรรพบุรุษคิดว่าดี นั่นย่อมเป็นเรื่องดีแน่นอนอยู่แล้ว
หลังจากนั้นคาลอสก็สอนวิชาให้กับจินจนจำได้ทุกกระบวนการ ชายหนุ่มชุดขาวคิดว่าหากเขากลับไปไตร่ตรองในภายหลังน่าจะทำความเข้าใจได้มากขึ้น และเตรียมตัวจะออกจากความฝัน
“เดี๋ยวก่อนท่านบรรพบุรุษ!” คาลอสรั้งชายหนุ่มชุดขาวเอาไว้
“หืม?” จินหันกลับมามองลูกหลานของตนเองด้วยความฉงน
“เรื่องที่ท่านไหว้วานให้ไปสืบ บังเอิญอย่างยิ่งที่ข้าพอจะได้ความคืบหน้ากลับมาบ้าง...แม้จะไม่แน่ใจนัก แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ข้อมูลอะไรเลย อย่างน้อยก็ยังสามารถลองสืบดูจากข้อมูลนี้ได้” คาลอสแสดงสีหน้าไม่มั่นใจออกมาขณะพูด ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีหน้าที่ดูมุ่งมั่นจริงจัง
“เรื่องที่ข้าไหว้วานให้ไปสืบ เจ้าหมายถึง...” จินชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความไม่แน่ใจ
“ใช่ ข้าหมายถึงหญิงสาวในรูปภาพผู้นั้น” คาลอสพยักหน้าให้กับจิน ก่อนที่จะพูดต่อไปว่า “บังเอิญว่าข้าถามซีเลีย...เอ่อ บุตรีของท่านเจ้าเมือง B-24 นางบอกว่าคุ้นใบหน้าของหญิงผู้นี้มาก หากจำไม่ผิดนางน่าจะเป็นศิษย์คนสำคัญของสำนักจันทรานิรันดร์”
“แต่บุตรีเจ้าเมือง B-24 ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าใช่คนเดียวกันจริงหรือเปล่า เพราะนางเคยเห็นจากระยะไกลเท่านั้นในงานประลองรุ่นเยาว์ประจำปี เป็นงานที่ขุมกำลังใหญ่ๆ จะส่งเยาวชนของตนมาประลองกันเพื่อเปิดหูเปิดตา” คาลอสอธิบายทุกสิ่งที่รับฟังมาจากซีเลียให้บรรพบุรุษของตนฟัง
“สำนักจันทรานิรันดร์?” ชายหนุ่มในชุดขาวทวนชื่อสำนักนั้นเบาๆ เขารู้สึกได้ถึงความเชื่อมโยงบางอย่าง แต่ก็ยังไม่แน่ชัดนัก คงมีเพียงแต่ต้องไปสืบดูเท่านั้นจึงจะรู้อะไรมากขึ้น
“ใช่ขอรับ สำนักจันทรานิรันดร์ สถานที่ตั้งของมันไม่แน่ชัด รู้เพียงว่าอยู่นอกมหานครเขต B ไปทางฝั่งตะวันออก นอกนั้นก็ไม่มีข้อมูลมากกว่านี้แล้ว” คาลอสรีบเสริมขึ้นทันทีที่เห็นจินสงสัย
ชายหนุ่มชุดขาวนิ่งเงียบไปนานหลังจากฟังคำอธิบายของคาลอส นานจนเด็กหนุ่มที่เพิ่งบอกข้อมูลไปรู้สึกอึดอัด
ความต้องการหลายอย่างตีกันอยู่ภายในใจของจิน ใจหนึ่งก็อย่างจะติดตามเรื่องราวนี้ต่อไป แต่อีกใจก็รู้ว่ามันไม่ง่าย ทั้งยังมีภาระหลายอย่างภายในตระกูลที่เขาต้องแบกเอาไว้ ยังปล่อยไปไม่ได้
ในที่สุดร่างในชุดขาวก็ถอนหายใจออกมา การพัฒนาตระกูลสำคัญกว่า เมื่อใดก็ตามที่ตระกูลมีรากฐานแข็งแกร่งแล้ว การแก้ไขข้อสงสัยส่วนตัวจึงจะกระทำได้อย่างสบายใจ
“ข้าเข้าใจแล้ว แต่ยังไม่ต้องดำเนินการอะไร เรื่องเร่งด่วนตอนนี้คือการพัฒนาตระกูล พัฒนาความแข็งแกร่งโดยรวมให้สูงขึ้นเสียก่อน ฉะนั้นเรื่องที่ข้าฝากเจ้าไปในวันนี้ ได้โปรดให้ความสำคัญกับพวกมันด้วย มันจะช่วยให้ตระกูลก้าวหน้าไปอีกขั้น” ชายหนุ่มชุดขาวส่ายศีรษะก่อนจะเปิดปากพูดกับคาลอสเพื่อปิดท้าย
“ขอรับท่านบรรพบุรุษ!” เด็กหนุ่มที่นั่งอยู่บนเตียงรีบขานรับและค้อมตัวลง
จินพยักหน้าให้อีกฝ่ายเล็กน้อยก่อนจะหมุนตัวจากไป