ตอนที่ 40 :ปีศาจจิ้งจอก ?
“เจ้าใช่บุตรนอกสมรสของท่านคณบดีหรือไม่? ”
เฉินห้าวหลานจ้องมองดวงตาของหลินอี้เพราะอยากรู้ความจริง
ถึงอย่างไรก็ตามเรือนแห่งนี้มีเพียงแค่ศิษย์สายตรง ผู้ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากคณบดีเท่านั้นจึงจะสามารถเข้ามาได้แต่เขามองหลินอี้ปราดเดียวก็ดูออกแล้วว่าเขาไม่มีคุณสมบัติดังกล่าว
เขาไม่ใช่บุตรนอกสมรส แต่คณบดีให้อภิสิทธิ์กับเขาเกินกว่าผู้อื่นเช่นนี้ก็เพื่อจะได้กลายเป็นศิษย์สายตรงงั้นสินะ ?
“ไม่ใช่ ! ”
หลินอี้ส่ายศีรษะ
“เช่นนั้นเหตุใดเจ้าจึงได้กลายเป็นศิษย์สายตรงคนที่สามกันเล่า ? เรือนแห่งนี้......มีเพียงแค่ศิษย์สายตรงเท่านั้นจึงจะสามารถเข้ามาได้ ! ”
บัดนี้เฉินห้าวหลานไม่ได้มีความรู้สึกง่วงหาวแม้แต่น้อย
หลินอี้กล่าวอย่างสงบนิ่ง “ฟางฉิงเสวี่ยและท่านอาจารย์เฉินมีบุญคุณต่อข้าดังนั้นข้าจึงเข้าไปฝากตัวเป็นศิษย์ที่สำนักศึกษาผิงโจว ! ”
“หมายความว่าอันใด ? ”
เฉินห้าวหลานงุนงงไปชั่วขณะพลางเลิกคิ้วเอ่ย“เป็นเพราะการช่วยเหลือของศิษย์น้องฟางและอาจารย์เฉิน เจ้าจึงเข้ามาศึกษาในสำนักฟังดูแล้ว......เหมือนกับว่าคณบดีเป็นคนแย่งรับเจ้าเข้าเป็นศิษย์ในสำนักก่อนกระมัง ? ”
“คงจะใช่ ! ”
หลินอี้พยักหน้า
ก่อนหน้านี้เจิ้งจือชิวก็เคยทำเช่นนี้จริงๆ ทั้งยังจะแนะนำศิษย์พี่คนสวยให้เขารู้จักด้วย
“เฮอเฮอ ! ”
เฉินห้าวหลานยิ้มพลางส่ายศีรษะพร้อมและเอ่ย“เจ้าโดนหลอกโดยไม่รู้ตัวแล้วนะสิ เจ้าจะต้องเป็นบุตรนอกสมรสของคณบดีเป็นแน่ ! ”
“จะว่ากันตามตรง นั่นก็เพราะคุณสมบัติของเจ้ายังไม่ผ่านเกณฑ์จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะเป็นศิษย์สายตรง ของคณบดีได้ ข้าลองสุ่มเลือกคนในสำนักศึกษามาหนึ่งคนพบว่าคุณสมบัติของเขานั้นยอดเยี่ยมกว่าเจ้าเสียอีก”
“อีกทั้งท่านอาผู้นั้นก็ไม่ใช่ปัญญาชนแต่กลับสามารถเข้ามาในสำนักศึกษาได้ และ คณบดียังเรียกเขาว่าท่านอีกแค่เห็นเขาก็รู้ทันทีว่าเป็นพ่อบุญธรรมของเจ้า ! ”
เฉินห้าวหลานจ้องมองหลินอี้ด้วยสีหน้าที่มองทุกอย่างได้ทะลุปรุโปร่งพลางเอ่ย
“ข้ากล่าวถูกต้องหรือไม่ ? ”
“......”
หลินอี้พินิจมองเฉินห้าวหลานอย่างไม่เชื่อสายตาคาดไม่ถึงเลยว่าจะสามารถมองออกได้ถึงเพียงนี้พลางพยักหน้าเอ่ย
“ถูกต้อง ! ”
ทว่าเรื่องที่เฉินห้าวหลานกล่าวว่าตนเป็นบุตรนอกสมรสของเจิ้งจือชิวนั้นเขารู้สึกขี้เกียจจะอธิบาย
อย่างไรก็กล่าวไม่ได้ว่าเป็นเพราะตนเป็นคนแต่งบทกวีระดับกู่ก้องแดนพรสวรรค์บนศิลาจารึกเหล่านั้นจึงทำให้ถูกคณบดีเจิ้งแย่งตัวมาเป็นศิษย์
ไม่จำเป็น
“ฮ่าฮ่าฮ่า ต่อไปข้าจะคอยดูแลเจ้าและสำนักศึกษาผิงโจว! ”
เฉินห้าวหลานตบไหล่ของหลินอี้พลางเอ่ย“แต่ก็มีบางคนที่ไม่ควรไปจอแจด้วย คนแรกคือหลี่เหวินโป๋และยังมีคนโฉดอีกสองคนที่ลงเขาไปทำธุระ”
“แน่นอนหากเป็นเมื่อก่อนข้าคงบดขยี้พวกเขาให้แหลกเป็นแน่ แต่ตอนนี้......เหวินกงของข้าเกิดปัญหาขึ้นนิดหน่อยนะเฮ้อเฮ้อ~”
“หลี่เหวินโป๋ ? ”
หลินอี้งุนงงไปชั่วขณะ นั่นไม่ใช่เด็กรับใช้คนใหม่ของเขาหรอกหรือ?
“เอาละ เจ้าไปทำธุระของเจ้าเถิด ข้าจะเข้าไปนอนพักผ่อนแล้วอย่ารบกวนข้าล่ะ ! ”
ฮา~
เฉินห้าวหลานก็หาวขึ้น พลางประคองเอวของตนเองเดินเข้าไปในหอตำรา
เพียงชั่วอึดใจ
เสียงกรนก็ดังขึ้น
“เหวินกงมีปัญญางั้นรึ ? ”
หลินอี้ไม่รู้ว่าเฉินห้าวหลานได้กระทำเรื่องอะไรลงไปจู่ ๆ เหวินกงถึงได้เกิดปัญหาขึ้น
แต่ก็ไม่ได้สงสัยอันใดนี่จะส่งผลให้ระดับการบรรลุถูกหยุดชะงัก และคงต้องมีการฟื้นฟูครั้งใหญ่
เหวินกง
มีเพียงผู้รับชะตาระดับแปดจึงจะสามารถจะบุกเบิกสถานที่อันมีพรสวรรค์สั่งสมอยู่
ก่อนที่จะบุกเบิกได้นั้นจะต้องมีพรสวรรค์แห่งการศึกษาอยู่ในหัวใจเเห่งวรรณกรรมและให้โลหิตไหลเวียนทั่วร่างจนผ่านชีพจร เพื่อเคี่ยวกรำฝึกฝนร่างกาย
ทว่าพรสวรรค์แห่งการศึกษาของหัวใจแห่งวรรณกรรมนั้นมีอยู่ไม่มากนัก
เพียงแค่ทำการบุกเบิกเหวินกงก็จะกลายเป็นผู้รับชะตาระดับแปดแล้ว
ส่วนพรสวรรค์ที่สั่งสมอยู่นั้นก็จะทะลุสูงขึ้นอีกระดับหนึ่งซึ่งในตอนนี้ก็จะแสดงความสามารถของวิทยายุทธ์วรรณกรรมได้ดั่งใจปรารถนา
“ไม่ต้องใส่ใจเขา ! ”
จากนั้นหลินอี้เองก็ไม่ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อีกหลังจากเก็บกวาดห้องเรียบร้อยแล้วก็เอนกายลงบนเตียง
วรรณกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่เดินทางข้ามทวีปมานั้นผ่านเพียงแค่ไม่กี่วันก็กลับเกิดเหตุขึ้นมากมายและมองเห็นแล้วว่าบทกวีในอดีตนั้นมีประโยชน์ช่วยเขาได้มากโขเลยทีเดียว
กล่าวโดยสรุป
เขามีความหวังกับอนาคตเป็นอย่างยิ่ง
......
ตอนนี้ม่านราตรีคืบคลานเข้ามาแล้ว
ในเรือนเล็กของศิษย์สายตรงนั้นเฉินห้าวหลานที่สวมเสื้อสีเขียวดั่งนักปรัชญาในตอนนี้ก็พลันตื่นขึ้นจากการหลับใหล
“ตื่นแล้วรึ ? ”
“เร่งเขียนให้เสร็จจะดีกว่ามิเช่นนั้นคงจะถูกนางทรมานในฝันอีกเป็นแน่......”
เฉินห้าวหลานจึงกุลีกุจอเร่งรีบไปยังหอตำราพลางควานหยิบที่ฝนหมึก และกระดาษ พู่กันขึ้นเขียนบทประพันธ์ทันที “รอบที่สามแล้วจะว่าไปตอนนี้ราตรีก็เข้าปกคลุมแล้ว แสงฟ้าแลบเข้าประจัญมีปัญญาชนคนหนึ่งจากวัดหลานถิงเดินทางเข้าเมืองมาสอบ...... ”
“แม่นางผู้นี้มีผิวพรรณขาวผุดผ่องรูปร่างสะสวย เรือนร่างแต่งกายแบบปัญญาชน พลางกวาดตามองจากหัวจรดตัว...... ”
“แสงจากกองไฟสุมสาดกระทบเงาของหญิงสาวตรงบริเวณกำแพงทว่ากลับมีเก้าหาง นี่คือปีศาจจิ้งจอกที่บำเพ็ญเพียรกว่าพันปีตามตำราได้กล่าวไว้ คอยดูดพลังชี่ของปัญญาชนโดยเฉพาะเพื่อการบำเพ็ญเพียร......”
......
เฉินห้าวหลานจึงเร่งขะมักเขม้นบรรจงเขียน
ทันใดนั้น
แสงเทียนสาดกระทบเรือนร่างเงาอยู่ตรงพื้นหอตำราพลันมีเงาจิ้งจอกโผล่ขึ้น ก่อนจะแยกออกไปจากเงาของเขา
เงาที่ปรากฏขึ้นในชั่วเสี้ยววินาทีนั้นก็อันตรธานหายวับไป
ในขณะเดียวกันเฉินห้าวหลานก็รู้สึกเบาสบายไปทั่วร่างเผยให้เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเขา
“ก่อนนี้เป็นเพราะไม่ได้เขียนถึงปีศาจจิ้งจอกไว้จริงๆ ตอนนั้นเรือนร่างรู้สึกเจ็บปวดทรมานยิ่งนักแต่เมื่อเขียนถึงมัน......เหวินกงส่อแววให้เห็นถึงการฟื้นฟูขึ้นมาทันที ! ”
“ความจริงแล้วมิใช่ว่าเวทมนตร์คาถาทั้งหมดจะเป็นเวทยมนตร์ดำเสมอไป ! ”
“อย่างน้อยนี่คงจะเรียกว่าเวทมนตร์จิ้งจอกถึงได้สามารถซ่อมแซมเหวินกงของข้าได้ทั้งยังไม่มีผลข้างเคียงตามมาแต่อย่างใด......นอกจากแค่ถูกคนในฝันทรมานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น! ”
“เวทมนตร์จิ้งจอกโดยธรรมชาติแล้วคงจะเป็นเวทมนตร์ที่ปัญญาชนต้องเตรียมไว้บทประพันธ์ที่เกี่ยวโยงระหว่างการเขียนหนังสือและปีศาจจิ้งจอกนั้นคงจะแฝงซ่อนความสามารถในการบำรุงเหวินกงสินะ! ”
“ทว่าถึงอย่างไรก็ตามการฝึกฝนเวทมนตร์คาถาก็มิอาจกระทำผิดกฎกติกาได้เช่นนั้นถ้าไม่อยากให้ใครพบเห็นเข้าละก็......โชคดีที่ข้าฝึกฝนในยามราตรี ! ”
เฉินห้าวหลานนั่งหมอบอยู่แนบโต๊ะเพื่อทุ่มเทใจกายในการประพันธ์ผลงานของเขา
......
ในขณะเดียวกัน
“หนาวมาก ! ”
หลินอี้ที่กำลังนอนหลับอยู่นั้น จู่ ๆก็ถูกความหนาวเหน็บปลุกเขาให้ตื่นพลางกระตุกคิ้วขึ้นในทันที
ถ้ากล่าวตามหลักการแล้ว
เขาได้ปลุกจิตใจใฝ่วรรณกรรมให้ตื่นขึ้นและกลายเป็นปัญญาชนระดับผู้เบิกเนตรขั้นเก้าสภาพร่างกายก็แข็งแกร่งขึ้นมากเช่นกัน
หากไม่ใช่ลมหนาวที่พัดผ่านในยามหิมะตกจนหนาวเหน็บเสียดแทงกระดูกก็คงจะไม่สามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกเช่นนี้
“หน้าต่างปิดอยู่และก็ไม่มีลมพัดโชยเข้ามาแต่อย่างใด......”
หลินอี้จ้องมองไปยังหน้าต่างคิดไม่ออกว่าความเหน็บหนาวเมื่อครู่นี้มาจากแห่งหนใดกันแน่
“คุณชาย......”
ทว่าในตอนนี้พลันมีเสียงหึ่ง ๆ อันเบาบางของยุงและแมลงวันดังขึ้นอยู่ด้านนอกห้อง
จากนั้นก็มีเสียงอันเย้ายวนดังก้องเสียดแทงเข้าไปในกระดูก
จนทำให้มือเท้าทั้งสี่ของคนไร้เรี่ยวแรงและชาวาบ
“ใครน่ะ ? ”
หลินอี้เม็ดเหงื่อผ่างผุดและขนก็ลุกชันทั่วร่างความรู้สึกหนาวเหน็บยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นก็ขยับคืบคลานเข้ามาใกล้เขา
“ข่าวลือว่านักปราชญ์ระดับหกของสำนักหรูเจียสามารถบ่มเพาะจิตวิญญาณได้ในเหวินกงเมื่อจิตวิญญาณออกจากร่างเดินทางท่องไปทั่วผู้ที่มีระดับพลังต่ำจะมองไม่เห็น......"”
หลินอี้สงสัยว่ามีนักปราชญ์ระดับหกที่มาแก้แค้นเขาหรือไม่
ถึงอย่างไรเสียบทกวีนั้นของเขาก็มีความหมายเย้ยหยันอยู่จริงๆ
มิใช่กล่าวว่าใครได้รับความมิเป็นธรรมหรอกหรือ?
บัดนี้มีนักปราชญ์ตามหาเขาจนเจอแล้ว !
“นักปราชญ์คนใดกัน ? ถึงอย่างไรเขาก็เป็นนักปราชญ์ระดับหนึ่งของสำนักหรูเจียสมควรได้รับความเคารพจากเหล่าบัณฑิต ทว่าเขากลับทำเรื่องเช่นนี้ได้ไม่กลัวจะถูกเปิดโปงและถูกเหล่าบัณฑิตรังเกียจเอาหรือ ? ? ”
หลินอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก
เขาพยายามอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้แสดงความหวาดกลัวออกมาในความทรงจำของเขานั้นพอรู้อยู่บ้างว่าความจริงแล้วจิตวิญญาณบรรพกาลนั้นเป็นสตรี
จิตวิญญาณบรรพกาลนั้นค่อนข้างเกรงกลัวสิ่งที่สามารถเอาชนะตนได้
ในตอนนี้เองความหวาดกลัวของเขาก็เปิดเผยออกมาดังนั้นฝั่งตรงข้ามจึงถือโอกาสปรากฏตัวออกมาเพื่อทำลายเหวินกงของเขา
ทว่าเขากลับไม่มีแม้แต่เหวินกงครานี้สิ่งที่สูญเสียอาจจะเป็นชีวิตก็เป็นได้
“เฮ่อเฮ่อเฮ่อ......”
น้ำเสียงฉอเลาะก็ดังขึ้นในห้องและก้องกังวานไปทั่วทิศ พร้อมด้วยความรู้สึกมืดทึมน่ากลัวที่แฝงอยู่
“คุณชายช่างน่าสนใจยิ่งนักข้ามิใช่นักปราชญ์แต่อย่างใดหรอก......”
“เช่นนั้นเจ้าเป็นใคร ? ” หลินอี้เอ่ยถาม
“ข้าชื่อซูเม่ยเอ๋อร์มาเพื่อร่วมหอกับคุณชาย......”
น้ำเสียงฉอเลาะนั้นก็ดังก้องอยู่ภายในหูของหลินอี้หอมหวานราวดอกไม้ในขณะเดียวกันก็มีกลิ่นลอยโชยมาด้วย
หลินอี้ย่นขยับจมูกเล็กน้อยพลางกล่าวในใจ “มีกลิ่นเย้ายวนด้วยรึ ? ไม่ใช่กลิ่นหอมของตำรา ! ”
เขาพลิกตัวลงจากเตียงทันที
เขารู้ดีว่าวันนี้อาจจะเผชิญหน้ากับเทพแห่งราตรีกาล......ในตำนานเป็นแน่
ตามที่ตนเคยอ่านตำราเกี่ยวกับด้านนี้มานั้นผู้ที่ศึกษาวรรณกรรมศักดิ์สิทธิ์แห่งทวีปไม่ได้มีเพียงแค่นักพรตบนเส้นทางวรรณกรรมเท่านั้นแต่ยังมีผู้วิเศษที่ฝึกฝนเวทมนตร์คาถาอีกด้วย
คนเหล่านี้ฝึกฝนเวทมนตร์ซึ่งก็คือเทพแห่งราตรีกาลนั้นเอง
แต่ทว่า
จากมุมที่หลินอี้ยืนอยู่นั้นมีเงาแสงจันทร์สาดส่องเข้ามาและเมื่อแหงนมองไปยังหัวเตียงก็ปรากฏเห็นเป็นเงาร่างของจิ้งจอกเก้าหาง......
“ปีศาจจิ้งจอก ! ”
ความเหน็บหนาวเข้าครอบคลุมหนังศีรษะของหลินอี้
ไม่ได้มีเพียงแค่ผู้วิเศษนั้นที่ฝึกฝนเวทมนตร์......แต่ยังมีปีศาจด้วยงั้นรึ?