พลิกฟ้าครองดารา

    ตอนที่ 42 ผู้สืบทอดหนึ่งเดียว

    พักเพียงชั่วครู่เดียว

    ทั้งสามก็เคลื่อนกายไปยังบันไดหินสีแดงเข้มซึ่งทอดขึ้นสู่ส่วนลึกของหุบโลหิต

    บันไดนั้นทอดชันดุจพาดขึ้นไปสู่ฟากฟ้าโลหิต
    หินแต่ละขั้นเก่าแก่จนขอบมุมสึกมน
    แต่กลับเต็มไปด้วยคราบสีแดงดำแน่นหนาราวโลหิตที่ซึมลึกลงไปในเนื้อศิลาแล้วไม่อาจลบเลือนได้อีก
    บางขั้นมีลายแสงทองจาง ๆ ไหลอยู่ใต้ผิว
    ยามฝ่าเท้าแตะลงไป
    ลายแสงนั้นจะสั่นแผ่วแล้วดับลงคล้ายบางสิ่งกำลังรับรู้ถึงผู้มาเยือน

    อี้ซินเดินนำอยู่เบื้องหน้า
    ชิ้นส่วนอาวุธดำพาดอยู่ในมือขวา
    แก่นโลหิตของวิหคเกล็ดโลหิตซ่อนแนบอยู่ในชายเสื้อ
    หยดโลหิตโบราณที่เพิ่งถูกเขารับเข้าสู่กายยังคงเดือดแผ่วอยู่ในเส้นชีพจร
    ทุกก้าวที่ไต่ขึ้นบันไดนี้
    เขารู้สึกได้ว่ากายของตนหนักแน่นขึ้น
    มิใช่เพราะแรงกดจากภายนอก
    แต่เพราะโลหิตในตัวกำลังถูกบางสิ่งบนเบื้องสูงเรียกขานอยู่ตลอดเวลา

    หนิงเยว่อิงเดินตามมาทางซ้าย
    เรือนกายอรชรของนางใต้แสงหมอกเลือดยังงดงามเย็นลึกไม่ต่างจากจันทร์กลางน้ำแข็ง
    ทว่าดวงตาคู่งามกลับเคร่งขึ้นกว่าทุกครา
    เพราะยิ่งเข้าใกล้ยอดบันได
    นางยิ่งรับรู้ได้ว่าจุดหมายเบื้องบนหาใช่สถานที่ธรรมดาไม่
    มันสงบนิ่งเกินไป
    และยิ่งสงบ
    ก็ยิ่งน่าหวั่นเกรง

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาอยู่ท้ายสุด
    อาภรณ์สีฟ้าขาวของนางพลิ้วแผ่วในลมโลหิต
    ผมขาวเงินยาวราวแพรจันทราแนบอยู่บนลาดไหล่
    นางมิได้เอ่ยคำใดตลอดทาง
    แต่สายตาสีฟ้าอ่อนลึกกลับกวาดตรวจบันไดแต่ละขั้นอย่างละเอียด
    ราวกับเกรงว่าแม้เพียงความผิดเพี้ยนเล็กน้อยในสนามนี้ก็อาจนำไปสู่หายนะได้


    ผ่านไปราวสามร้อยขั้น
    ลมร้อนในหุบพลันสงบลง

    ผ่านอีกสามสิบขั้น
    หมอกเลือดเบื้องบนก็แหวกออก

    และเมื่อทั้งสามก้าวพ้นขั้นสุดท้าย
    ภาพเบื้องหน้าก็เปิดออกอย่างสมบูรณ์

    มันคือตำหนักโบราณหลังหนึ่งซึ่งตั้งอยู่บนชะง่อนหินกว้างดุจเกาะลอยเหนือทะเลโลหิต
    มิได้วิจิตรฟุ่มเฟือยเหมือนวังสวรรค์
    หากหนักแน่น น่าเกรงขาม และเก่าแก่จนให้ความรู้สึกราวกับมันเคยยืนอยู่ท่ามกลางฟ้าดินมาหลายหมื่นปีแล้วจริง
    กำแพงสีดำเงินของมันเต็มไปด้วยลายสลักสัตว์โบราณนานาชนิด
    ทั้งมังกร วิหค พยัคฆ์ เต่าทมิฬ และสัตว์ประหลาดอีกหลายตนที่แม้แต่หนิงเยว่อิงยังไม่อาจเอ่ยนาม
    กลางซุ้มประตูใหญ่มีอักขระบรรพกาลสามตัวสลักลึก
    อี้ซินไม่รู้ภาษา
    แต่เมื่อมองมัน
    กลับมีความหมายหนึ่งแล่นขึ้นในใจโดยไม่ต้องแปล

    ผู้สืบทอด


    เบื้องหน้าตำหนักเงียบสนิท

    ไร้ลม
    ไร้เสียงเพลิง
    ไร้แรงกดแบบทะเลโลหิตเบื้องล่าง

    แต่ความเงียบนั้นเองกลับทำให้หัวใจคนเต้นแรงกว่าเดิม
    เพราะมันมิใช่ความว่างเปล่า
    หากเป็นความเงียบของสิ่งที่มีตัวตนสูงเกินกว่าสรรพเสียงจะกล้ารบกวน

    อี้ซินหยุดยืนหน้าโถงใหญ่
    หยกดาราในกายอุ่นขึ้นพร้อมกับสิ่งลึกลับในอก
    ทั้งสองตอบรับต่อสถานที่แห่งนี้ชัดเจนกว่าทุกจุดที่ผ่านมา
    เม็ดพลังธาตุมืดซึ่งยังเก็บไว้ก็เย็นวาบขึ้นมาอีกครา
    ชิ้นส่วนอาวุธดำในมือกลับครางต่ำแผ่วหนึ่ง

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาจึงกล่าวเบา ๆ


    “มาถึงที่นี่แล้ว...ผู้ที่มิได้รับการยอมรับจะเข้าไปไม่ได้”


    หนิงเยว่อิงหันมองนาง


    “แล้วพวกเรายังจะก้าวเข้าไปได้หรือไม่”


    เสวี่ยอวิ๋นเหยาสบตานางชั่วครู่ก่อนตอบ


    “ผู้ร่วมทางย่อมเข้าได้”
    “แต่กลางตำหนักนั้น...จะเปิดเพียงหนึ่งเดียว”


    อี้ซินไม่กล่าวสิ่งใด
    เพียงยื่นมือไปแตะประตูใหญ่

    ทันทีที่ปลายนิ้วแตะผิวศิลาดำเงิน
    แสงสีแดงทองก็พุ่งขึ้นจากพื้น
    ไต่ผ่านแขนเขา ผ่านอก ผ่านหว่างคิ้ว
    ราวกับกำลังอ่านทุกอย่างที่ซ่อนอยู่ในกายจนถึงส่วนลึกที่สุด
    หยกดาราอุ่นเรื่อ
    สิ่งลึกลับในอกเต้นหนัก
    เม็ดพลังธาตุมืดเย็นขึ้น
    ชิ้นส่วนอาวุธดำครางชัดเจนกว่าเดิ


    ครืนนน...


    ประตูใหญ่ค่อย ๆ เปิดออก

    ลมบริสุทธิ์สายหนึ่งไหลออกมาจากภายใน
    ไม่มีความร้อน
    ไม่มีความเย็น
    แต่หนักแน่นจนทำให้คนเผลอก้มศีรษะโดยไม่รู้ตัว

    ทั้งสามก้าวเข้าสู่กลางตำหนัก

    ภายในกว้างใหญ่อย่างน่าตกใจ
    พื้นหินหยกดำทอดยาวสู่บัลลังก์สูงด้านใน
    สองข้างทางมีเสาหินแกะสลักรูปสัตว์เทวะเรียงราย
    กลางเสาแต่ละต้นมีเปลวเพลิงสีทองแดงลอยนิ่งอยู่ในอากาศ
    มิได้พลิ้วไหวแม้เพียงน้อยราวกับถูกผนึกด้วยกาลเวลา

    และบนบัลลังก์นั้น
    มีโครงกระดูกตนหนึ่งนั่งอยู่

    มันมิใช่กระดูกมังกรล้วน
    มิใช่วิหคล้วน
    มิใช่พยัคฆ์ล้วน

    ครึ่งบนยาวดุจมังกร
    สองข้างไหล่มีโครงปีกมหึมาดุจวิหค
    ส่วนขาหน้าแข็งแกร่งคล้ายพยัคฆ์
    เกล็ดกระดูกตั้งแต่กระดูกสันหลังถึงหางกลับสอดประสานราวรวมสายเลือดสัตว์โบราณนับตนเข้าไว้ด้วยกันอย่างลึกล้ำ

    กระดูกของมันเป็นสีทองคล้ำ
    แม้ตายไปนานจนไม่เหลือเนื้อหนัง
    แต่แรงกดข่มอันยิ่งใหญ่และสูงส่งกลับมิได้สลายไปเลย

    ตรงกลางทรวงอกของโครงกระดูกนั้น
    มีแสงสามสายลอยอยู่

    สายแรกสีดำลึกอมทอง
    สายที่สองสีแดงทองเข้ม
    สายที่สามสีเงินคราม

    ทั้งสามสายมิได้กระจัดกระจาย
    แต่หมุนวนประสานกันเป็นวงอยู่กลางทรวงอก
    ราวกับกำลังเฝ้าบางสิ่งและรอบางสิ่งในคราเดียวกัน


    ทันใดนั้น
    เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นทั่วทั้งตำหนัก


    “ในที่สุด...ก็มีผู้เดินมาถึง”


    แสงตรงทรวงอกของโครงกระดูกพลันขยาย
    แล้วเงาร่างสีทองดำสายหนึ่งก็ค่อย ๆ ก่อรูปเหนือบัลลังก์

    มันคือเจตจำนงของสัตว์เทวะตนนั้น

    ดวงตาสีทองลึกของมันกวาดผ่านเสวี่ยอวิ๋นเหยา
    ผ่านหนิงเยว่อิง
    แล้วหยุดอยู่ที่อี้ซิน


    “ผู้สืบทอดหลัก...มีได้เพียงหนึ่ง”
    “ผู้ร่วมทางมีได้สอง”
    “สนามนี้รอมานานเกินพอแล้ว”


    น้ำเสียงของมันเรียบสงบ
    แต่หนักหน่วงยิ่งกว่าภูผาทั้งสาย

    หนิงเยว่อิงนิ่ง
    เสวี่ยอวิ๋นเหยาเองก็นิ่ง

    เงาสัตว์เทวะจึงกล่าวต่อ


    “ผู้ร่วมทางทั้งสอง
    เจ้ามาถึงเพราะมีคุณสมบัติพอจะยืนข้างผู้สืบทอดได้
    แต่สิ่งที่อยู่กลางบัลลังก์นี้ จะเปิดเต็มเพียงผู้เดียว”


    จากนั้นสายตาสีทองของมันยิ่งจับแน่นที่อี้ซิน


    “หยกดารา
    โลหิตที่เพิ่งรับ
    เม็ดธาตุมืดที่ยังไม่หลอม
    อาวุธดาราที่ตื่นเพียงเสี้ยว
    และสิ่งในอกที่เจ้าเองยังไม่รู้ชัดว่าเป็นสิ่งใด”


    “ชะตาของเจ้าจึงสอดรับกับที่นี่ลึกที่สุด”


    เงาสัตว์เทวะยกมือขึ้นช้า ๆ
    แสงสามสายในทรวงอกพลันแยกออก

    สายดำอมทองกลายเป็น เม็ดพลังธาตุมืด อันสมบูรณ์ยิ่งกว่าตอนอี้ซินพบครั้งแรก
    สายแดงทองกลายเป็นทะเลโลหิตเล็ก ๆ หมุนอยู่เหนืออากาศ
    และสายเงินครามแตกตัวเป็นรอยสลักฝีเท้านับไม่ถ้วนวิ่งวนรอบพื้น

    อี้ซินเพียงมองก็รู้แล้วว่า
    ทั้งสามสิ่งคือแก่นแท้ของมรดกในสนามนี้

    เงาสัตว์เทวะจึงกล่าวช้า ๆ


    “หากเจ้ารับเพียงอย่างหนึ่ง
    เจ้าจะเก่งขึ้น แต่ไม่อาจรับจุดสูงสุดของสนามนี้”


    “หากเจ้าฝืนรับพร้อมกันโดยไร้รากฐาน
    เจ้าจะพังทั้งกาย โลหิต และจิต”


    ลมหายใจของตำหนักพลันหนักแน่นขึ้น

    เงาสัตว์เทวะกล่าวต่อ


    “หากจะรับมรดกอย่างสมบูรณ์
    เจ้าต้องหลอมทั้งสามพร้อมกัน”


    หนิงเยว่อิงขนตาสั่นวูบ
    เสวี่ยอวิ๋นเหยาเองก็นิ่งไปเสี้ยวหนึ่ง

    เงาสัตว์เทวะยังไม่หยุด
    มันยกมืออีกครา
    ชิ้นส่วนอาวุธดำในมืออี้ซินพลันลอยขึ้นจากฝ่ามือเอง
    หมุนช้า ๆ อยู่กลางอากาศ

    แสงสีดำเงินจำนวนมากหลั่งออกจากทรวงอกของโครงกระดูก
    ไหลรวมเข้าสู่อาวุธนั้นทีละสาย

    ผิวดำด้านของมันค่อย ๆ แตกเผยรอยสลักดาราโบราณขึ้นทีละเส้น
    ขอบคมยืดยาวขึ้น
    ลำตัวหนาหนักขึ้น
    และด้านล่างที่เคยคล้ายเพียงเศษโลหะก็เริ่มเห็นส่วนที่เป็น “สันดาบ” ชัดเจนขึ้นทุกขณะ

    เสียงครางต่ำดังสะท้อนอยู่ทั่วทั้งตำหนัก

    เงาสัตว์เทวะจึงกล่าวนามของมันออกมาช้า ๆ
    ทุกถ้อยคำหนักแน่นดุจสายฟ้าบรรพกาล


    “อาวุธนี้มีนามเดิมว่า... นิลกาฬกลืนดารา”
    “ถือกำเนิดจากโลหะอุกกาบาตซึ่งตกลงสู่พิภพระดับต่ำเมื่อหนึ่งล้านปีก่อน”
    “รับโลหิตมังกร รับกลิ่นอายเทวะ รับสายฟ้า ลม และเพลิงแห่งฟ้าดินจนเริ่มถือกำเนิดจิตอาวุธ”
    “มันไม่กินหิน ไม่กินโลหิต แต่กิน ‘อาวุธ’ เพื่อเติบโต”
    “อาวุธระดับต่ำย่อมเป็นเพียงเศษฝุ่นแก่สายตาของมัน
    แต่อาวุธที่แข็งพอ คมพอ และมีวิญญาณพอ
    มันจะกลืนกินแล้วหลอมเป็นส่วนหนึ่งของตน”


    หนิงเยว่อิงแววตาสั่นไหวชัด
    เสวี่ยอวิ๋นเหยาก็จ้องนิลกาฬกลืนดาราอย่างลึกขึ้น

    เงาสัตว์เทวะกล่าวต่อ


    “ปัจจุบันมันยังตื่นไม่ครบ
    จึงเป็นเพียงระยะแรกของดาบยักษ์”


    “น้ำหนักที่เจ้ารับได้ในเวลานี้
    เป็นเพียงเศษเสี้ยวของน้ำหนักแท้จริง”


    “ยามมันกินอาวุธเลิศล้ำแล้วตื่นขึ้นทีละชั้น
    ทั้งคม ทั้งน้ำหนัก และทั้งวิญญาณของมันย่อมพุ่งสูงขึ้นจนผู้ใช้ทั่วไปไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะยก”


    “ผู้ใดไม่ได้รับการยอมรับ ต่อให้เป็นยอดฝีมือก็มีแต่ถูกมันกดจนกระดูกแตก”


    อี้ซินมองดาบยักษ์ดำเงินที่ลอยอยู่เบื้องหน้า
    เพียงฟังนามและต้นกำเนิด
    ในอกเขาก็รับรู้ได้แล้วว่าของสิ่งนี้มิใช่อาวุธธรรมดาแม้แต่น้อย
    และสิ่งที่ตนกำอยู่มาตลอดก่อนหน้านี้
    เป็นเพียงเงาเริ่มต้นของมันเท่านั้น

    เงาสัตว์เทวะจึงผายมือ
    นิลกาฬกลืนดาราค่อย ๆ กลับลงมาหาอี้ซิน


    “หากเจ้ารับมรดกสำเร็จ
    เมื่อใดที่มีกำลังพอ
    เจ้าย่อมกวัดแกว่งมันได้ดุจกระบี่ธรรมดา”


    มันกล่าว


    “แต่ก่อนถึงวันนั้น...ทุกครั้งที่ยกมันขึ้น
    จงจำไว้ว่ากำลังของเจ้าต้องไม่หยุดนิ่งเร็วกว่าการตื่นของมัน”


    จากนั้นเงาสัตว์เทวะจึงหันกลับไปยังกระแสสามสายกลางตำหนัก
    และประกาศคำตัดสินสุดท้าย


    “ผู้ร่วมทางทั้งสอง
    บทบาทของเจ้ามิใช่แย่งชิง
    หากเป็น ‘รักษา’
    ผู้หนึ่งคุ้มจิต
    ผู้หนึ่งคุ้มกาย
    หากผู้รับมรดกหลุดเพียงด้านเดียว ทุกอย่างย่อมสูญ”


    เสวี่ยอวิ๋นเหยาเงียบไปอึดใจ
    ก่อนพยักหน้าเล็กน้อย
    หนิงเยว่อิงแม้มิได้กล่าวคำใด
    แต่ดวงตาเย็นลึกของนางกลับหนักแน่นขึ้นชัดเจนแล้ว

    อี้ซินก้าวขึ้นแท่นกลาง
    นั่งขัดสมาธิลงอย่างมั่นคง
    นิลกาฬกลืนดาราวางพาดบนตัก
    เม็ดพลังธาตุมืดลอยเหนือหว่างคิ้ว
    ทะเลโลหิตสัตว์เทวะลอยเหนือกระหม่อม
    รอยสลักฝีเท้าสีเงินครามเริ่มหมุนรอบเท้า

    หนิงเยว่อิงขึ้นแท่นซ้าย
    เสวี่ยอวิ๋นเหยาขึ้นแท่นขวา

    แล้วพิธีก็เริ่ม

    เม็ดพลังธาตุมืดเป็นสิ่งแรกที่ลงมือ

    มันมิได้หลอมเข้าสู่กายอย่างอ่อนโยน
    หากแตกตัวเป็นเงาดำหลายสาย
    ไหลผ่านหว่างคิ้วเข้าสู่จิตสำนึกอี้ซินโดยตรง


    ในทันใดนั้น
    เขาก็เหมือนตกลงสู่หุบเหวมืดไร้ก้น

    ไม่มีดาว
    ไม่มีแสง
    มีเพียงเสียงกระซิบ แรงอาฆาต โลภะ และเจตกลืนกินจากทุกทิศ


    “แย่งชิง...”
    “ทำลาย...”
    “ผู้ใดขวางจงเหยียบย่ำ...”
    “จงให้ทั้งโลกอยู่ใต้เงาของเจ้า...”


    เสียงเหล่านั้นไม่ใช่ภาพลวงหยาบ ๆ
    หากเป็นความมืดที่พยายามสอดเข้าไปแทนที่ส่วนลึกของเจตจำนงเขาจริง

    ขณะเดียวกัน
    ทะเลโลหิตสัตว์เทวะเหนือศีรษะก็เทลงมา

    มันมิได้ไหลเป็นสายธรรมดา
    แต่เหมือนโลหิตร้อนจัดนับพันหยดกำลังถูกตอกลงสู่กระดูกทุกท่อน
    กระดูกสันหลังลั่น
    ซี่โครงสั่น
    เส้นเอ็นตึง
    ผิวหนังทั่วร่างแดงจัด
    ความร้อนนั้นมิใช่ทำให้แค่เจ็บ
    หากทำให้รู้สึกเหมือนกายกำลังถูกฉีกแยกแล้วหล่อขึ้นใหม่ทีละส่วน

    รอยสลักฝีเท้าสีเงินครามเองก็ไม่อ่อนโยน
    มันพุ่งเข้ามาในจิตเหมือนลมคมหลายหมื่นสาย
    แต่ละสายคือตำแหน่งเท้า
    แต่ละจังหวะคือน้ำหนัก การหมุน การสับเปลี่ยนเงา
    หากผิดไปเพียงเสี้ยว
    ทั้งกระบวนย่อมล้มเหลว

    อี้ซินรับทั้งสามพร้อมกันในคราวเดียว

    ความมืดกัดจิต
    โลหิตเผากาย
    รอยสลักกรีดสติ

    เพียงไม่นาน
    เหงื่อเย็นกับไอร้อนก็ไหลออกจากผิวเขาพร้อมกัน
    โลหิตซึมออกจากมุมปาก
    เส้นเลือดที่คอและขมับปูดชัด
    ลมหายใจเริ่มขาดช่วง

    หนิงเยว่อิงเห็นอาการนั้น
    จึงค่อยหลับตาลง
    รวบรวมจิตตนเองให้เย็นนิ่งอย่างที่สุด
    จากนั้นปล่อยกระแสจิตเย็นใสออกเป็นม่านบาง
    โอบรอบจิตอี้ซินไว้ด้านนอก

    นางมิได้ฝืนเข้าไปกลางใจเขา
    เพียงทำหน้าที่เป็นกำแพงน้ำแข็งคุ้มขอบนอก
    ไม่ให้ความมืดจากเม็ดธาตุมืดทะลักกว้างเกินไป

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาก็ยกฝ่ามือขึ้น
    สายพลังน้ำแข็งฟ้าขาวไหลลงสู่พื้นอักขระใต้แท่นกลาง
    ค่อย ๆ ปรับสมดุลของความร้อนจากทะเลโลหิต
    ไม่ให้กระแทกกายเขาจนแตกพังไปก่อน


    ทว่าแม้มีทั้งสองช่วย
    ความทรมานในกายอี้ซินกลับยิ่งหนักขึ้นทุกขณะ

    ความมืดในจิตเริ่มไม่เพียงกระซิบ
    แต่มันเริ่ม “กลืนรูป” ของสิ่งที่เขารู้จัก
    เสียงผู้ชราซึ่งเขาเคารพ
    ภาพร่างสหาย
    ภาพหญิงงามที่เพิ่งร่วมฝ่าด่าน
    แม้แต่ภาพตนเอง
    ล้วนถูกความมืดพยายามบิดให้กลายเป็นเพียงเงาอ่อนแอใต้เท้า


    ขณะเดียวกัน
    ทะเลโลหิตสัตว์เทวะก็เทหนักขึ้นอีกชั้น
    โลหิตในกายเขาพลันพุ่งชนกันเอง
    เส้นลมปราณบางเส้นแตกร้าวในชั่วครู่
    โลหิตภายในพลันทะลักขึ้นคอ

    อี้ซินกระอักออกมาเต็มคำหนึ่ง
    สีหน้าเผือดลงทันที

    หนิงเยว่อิงขนตาสั่นวูบ
    กระแสจิตเย็นของนางปั่นป่วนไปเสี้ยวหนึ่งเพราะเห็นเขาเสียสมดุลชัดเจน
    แต่เสวี่ยอวิ๋นเหยากลับเอ่ยทันทีโดยไม่ลืมตา


    “อย่าสั่นและหวั่นไหว”
    “หากจิตเจ้าสั่นและหวั่นไหวตาม จิตเขาจะยิ่งแตก”


    หนิงเยว่อิงจึงกัดริมฝีปากแน่น
    ฝืนกดคลื่นในใจตนเองลงอีกครั้ง
    ค้ำม่านเย็นให้มั่นกว่าเดิม

    อี้ซินกลับเข้าใกล้ขีดแตกสลายจริงในเวลานั้น

    จิตถูกความมืดกัดกิน
    กายถูกโลหิตเผาหลอม
    สติถูกรอยสลักดารากรีดซ้ำไม่หยุด

    ในชั่วขณะหนึ่ง
    เขาถึงกับมองไม่เห็นสิ่งใดอีก

    ได้ยินเพียงเสียงแตกของกระดูก
    เสียงคำรามของสัตว์โบราณ
    เสียงกระซิบจากเหวลึก
    และความเงียบอันน่ากลัวระหว่างทั้งหมดนั้น

    จากนั้นทุกอย่างก็พลันหายไป

    เหลือเพียงความมืดลึกอันไม่มีสิ้นสุด

    และกลางความมืดนั้น
    มีเพียงแสงสามสายลอยอยู่เบื้องหน้า

    สายดำ
    สายแดง
    สายคราม

    ทั้งสามต่างดึงเขาไปคนละทิศ

    หากยอมให้ทิศใดทิศหนึ่งดึงขาด
    เขาย่อมแตกสลายทันที

    อี้ซินจึงไม่วิ่งตามสายใด
    ไม่ต้านแรงดึงอย่างดื้อดึง
    หากหยุดนิ่งอยู่ตรงกลาง
    ปล่อยให้จิตตกสู่ความนิ่งที่สุดที่เคยมี

    หยกดาราในส่วนลึกพลันสว่างขึ้นเพียงจุดเดียว

    ไม่แผ่กว้าง
    ไม่ระเบิด

    แต่สว่างแน่น ลึก และมั่นคง

    จุดสว่างนั้นจึงค่อยขยายเป็นวงเล็ก
    ครอบแสงดำ แสงแดง และแสงครามทั้งสามไว้พร้อมกัน

    อี้ซินสัมผัสได้ว่า
    เขาต้องไม่ปล่อยให้สิ่งใดกลืนสิ่งใด
    แต่ต้องทำให้ทั้งสาม “หมุนร่วม” กัน

    จังหวะหนึ่งพลันแล่นขึ้นในใจ

    เม็ดมืดเปิดชีพจรดารา
    โลหิตสัตว์เทวะหลอมกาย
    ลมปราณมหาเทพดาราประคองและฟื้นคืน
    ส่วนรอยสลักฝีเท้าดาราคือสิ่งจัดระเบียบทั้งหมดให้เป็นหนึ่ง

    เมื่อเข้าใจจุดนี้
    อี้ซินจึงผลักจิตตนเข้าสู่ศูนย์กลาง


    ในโลกจริง
    ร่างของเขาซึ่งสั่นสะท้านอยู่พลันนิ่งลงกะทันหัน

    เม็ดพลังธาตุมืดเหนือหว่างคิ้วส่องแสงดำอมทอง
    จากนั้นมันก็จมลงสู่จิตเขาโดยสมบูรณ์

    จุดชีพจรดาราหนึ่งจุดใต้หัวใจพลันสว่างขึ้น
    แสงดำลึกอมทองหมุนวนอยู่ภายใน
    พลังปราณในกายขยายขึ้นฉับพลันอย่างชัดเจน

    สิบห้วงดารา ระดับ 1
    สำเร็จสมบูรณ์

    หนิงเยว่อิงสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงนั้นก่อนใคร
    ลมหายใจของเขาหนักแน่นขึ้น
    พลังปราณในกายหนาขึ้น
    แต่ยังไม่จบ

    ทะเลโลหิตสัตว์เทวะยังเทลงมาไม่หยุด
    ครานี้มันพุ่งหลอมสู่กระดูกและโลหิตลึกกว่าเดิม
    ราวกับเห็นว่าเขาผ่านชั้นแรกแล้ว จึงยิ่งกดให้แตกหรือยิ่งยอมรับให้ถึงที่สุดในคราวเดียว

    กระดูกทั้งร่างอี้ซินส่งเสียงลั่น
    ผิวหนังแดงเข้ม
    ไอร้อนลอยขึ้นจากรูขุมขน
    ทุกส่วนของกายเหมือนถูกตีด้วยค้อนโลหิตนับพันครั้งติดกัน

    อี้ซินขบฟันแน่น
    แต่คราวนี้มิได้เสียจังหวะดังคราก่อน

    เพราะเมื่อสิบห้วงดาราระดับ 1 เปิดแล้ว
    พลังในกายเขาพลันหนุนขึ้นอีกชั้น
    และลมปราณมหาเทพดาราที่หมุนวนอยู่เดิมก็เริ่มเชื่อมเข้ากับทุกส่วนของกายชัดขึ้นอย่างรวดเร็ว

    หนึ่งรอบ
    สองรอบ
    สามรอบ...

    ทุกครั้งที่มันหมุน
    ร่างกายซึ่งกำลังถูกหลอมจะถูกเยียวยาและเสริมกลับขึ้นมาในเวลาเดียวกัน

    แล้วในที่สุด
    ลมปราณสายหนึ่งก็ระเบิดออกจากตันเถียนดุจดาวสว่างกลางคืนมืด

    มันไหลผ่านเส้นชีพจรทุกเส้น
    กดความร้อนที่ใกล้เกินควบคุมให้กลับสู่จังหวะ
    ประคองกระดูก เนื้อ เลือด และเอ็นให้สอดประสานเป็นหนึ่ง

    ลมปราณมหาเทพดารา ขั้นที่ 1
    สำเร็จสมบูรณ์

    ทันทีที่มันสำเร็จ
    ความแข็งแกร่งของกายและความหนาแน่นของปราณพลันเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่าอย่างชัดแจ้ง
    ร่างทั้งร่างของอี้ซินเหมือนผ่านการหล่อใหม่ในคราวเดียว

    จากระดับ ชำระลมปราณ ขั้นยอด
    พุ่งทะลุสู่ หลอมกายโลหิต ขั้นต้น อย่างมั่นคงแน่นหนัก

    มิใช่เพียงแตะขอบ
    หากยืนอยู่ในขั้นนี้ด้วยรากฐานที่หนากว่าผู้ข้ามระดับทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาลืมตาขึ้นช้า ๆ
    แววตาสีฟ้าคู่นั้นสั่นไหวอย่างยากจะปกปิด


    “เขาบรรลุข้ามช่วงชั้นแล้ว...”


    หนิงเยว่อิงเองก็นิ่งงันเพียงเสี้ยว
    ก่อนจะรีบกดจิตตนให้สงบดังเดิม
    เพราะยังเหลือสิ่งสุดท้าย

    รอยสลักฝีเท้าสีเงินครามที่หมุนรอบเท้าอี้ซินบัดนี้พลันสว่างขึ้นพร้อมกัน
    แสงแต่ละเส้นพุ่งผ่านข้อเท้า เข่า เอว ไหล่ ไปจนถึงปลายนิ้ว
    มันไม่เพียงให้เห็น “ท่า”
    แต่กำลังฝัง “จังหวะ” ของท่านั้นลงสู่ร่างเขาโดยตรง

    อี้ซินในส่วนลึกของจิตกลับยืนอยู่ใต้ฟ้าดาราอันกว้างใหญ่
    เขาก้าวแล้วก้าวเล่า
    จากหนึ่งเป็นสอง
    จากสองเป็นสาม
    จากเงาพร่ากลายเป็นร่างเงา

    ทุกครั้งที่ผิด
    ดาราจะดับ
    ทุกครั้งที่ถูก
    เงาหนึ่งจะปรากฏ

    จนในที่สุด
    เมื่อก้าวที่หนึ่งและก้าวที่สองประสานเข้ากับลมหายใจและโลหิตในกายอย่างสมบูรณ์
    เงาร่างหนึ่งก็ยืนขึ้นข้างเขาในโลกนั้น

    แล้วในโลกจริง
    ร่างเงาอีกหนึ่งร่างก็ปรากฏขึ้นด้านซ้ายของอี้ซินในทันที

    ชัดเจน
    มั่นคง
    มีแรงกดใกล้เคียงร่างจริงอย่างน่าอัศจรรย์
    แม้เพียงหกลมหายใจ
    แต่มันย่อมเพียงพอแล้วจะใช้เป็นไพ่ตายในการสู้ หลบ หรือไล่ฆ่า

    ท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้า ขั้นที่ 1
    สำเร็จสมบูรณ์


    เสี้ยวเวลาต่อมา
    ร่างเงานั้นสลายหายไปพร้อมกับรอยสลักทั้งหมดที่จมกลับสู่เท้าเขา

    ทั้งตำหนักจึงเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง

    อี้ซินลืมตาขึ้น

    ครานี้ดวงตาของเขาเปลี่ยนไปแล้วอย่างแท้จริง
    ไม่เพียงลึกหรือเย็น
    หากมีแรงกดนิ่งหนักดุจศิลาดาราแฝงอยู่ภายใน
    กระดูกทั้งร่างแน่นขึ้น
    พลังปราณหนาขึ้น
    และโลหิตในกายกลับสงบนิ่งอย่างมีอำนาจ

    นิลกาฬกลืนดาราที่พาดอยู่บนตัก
    เมื่อเขาจับมันอีกครั้ง
    น้ำหนักของมันกลับมิได้กดร่างจนหนืดอีกต่อไป

    คราวนี้มันยังหนัก
    แต่น้ำหนักนั้นถูกเขา “รับ” ได้แล้ว

    อี้ซินลุกขึ้นยืน
    ยกดาบยักษ์ขึ้นจากตักด้วยมือเดียว
    หมุนข้อมือเพียงน้อย
    นิลกาฬกลืนดาราก็กวาดอากาศเป็นวงหนักแน่นแต่ลื่นไหล
    ประหนึ่งมิใช่ดาบยักษ์มหาหนัก
    หากเป็นกระบี่เล่มหนึ่งในมือยอดยุทธ์

    หนิงเยว่อิงถึงกับหยุดหายใจชั่วขณะ
    เสวี่ยอวิ๋นเหยาก็ยากปิดแววตาตกตะลึงได้หมด

    สนามทดสอบนี้...
    ได้เปลี่ยนเขาไปอย่างแท้จริงแล้ว

    เงาสัตว์เทวะเหนือบัลลังก์จึงกล่าวเบา ๆ


    “สิบพันปี...ในที่สุดก็มาถึงผู้สืบทอดที่รับครบทั้งสามได้”


    แต่คำตัดสินยังไม่สิ้นสุด

    ดวงตาทองของมันสว่างขึ้นอีกครา
    แล้วเสียงนั้นก็ดังก้องทั่วตำหนัก


    “แต่การหลอมครบทั้งสาม...ยังมิใช่จุดจบของสนามนี้”
    “ผู้สืบทอดที่แท้จริง
    ต้องพิชิต เก้าสัตว์เทวะจำลอง ให้สิ้นก่อน”
    “จึงจะนับว่าผ่านตำหนักสืบทอดนี้ได้อย่างสมบูรณ์”


    ทันทีที่สิ้นคำ
    พื้นตำหนักทั้งผืนก็สั่นสะเทือน


    โครม! ครืนนน!


    อักขระเก้าชั้นพลันปรากฏขึ้นรอบพื้นหยกดำ
    จากแต่ละชั้น
    เงาร่างมหึมาเก้าร่างค่อย ๆ ก่อรูปขึ้นทีละตน

    หนึ่งคือมังกรเกล็ดดำ
    หนึ่งคือวิหคเปลวเพลิง
    หนึ่งคือพยัคฆ์เขาเงิน
    หนึ่งคืออสรพิษหมอกพิษ
    หนึ่งคือคชสารเกล็ดหิน
    หนึ่งคือหมาป่าสวรรค์สามตา
    หนึ่งคือเต่าผลึกหลังเขา
    หนึ่งคือสมิงเงากลืนจันทร์
    และสุดท้ายคือสิงห์สายฟ้าเก้าหาง

    ทั้งเก้าตนมิได้แผ่แรงกดเกินขอบเขต
    แต่แรงกดของแต่ละตนกลับ “เสมอ” กับอี้ซินในยามนี้อย่างพอดิบพอดี

    เขาหลอมครบ
    พวกมันก็พลันอยู่ในระดับเดียวกับเขา

    หนิงเยว่อิงแววตาเปลี่ยนทันที


    “ระดับเดียวกับเขาทั้งหมด...”


    เสวี่ยอวิ๋นเหยากล่าวเสียงต่ำ


    “นี่คือด่านสุดท้าย”
    “มิใช่ให้หนี มิใช่ให้ทน
    แต่ให้พิสูจน์ว่าเขาใช้สิ่งที่ได้รับใหม่ทั้งหมดได้จริง”


    อี้ซินยกนิลกาฬกลืนดาราขึ้นช้า ๆ
    สายตาคมเย็นกวาดผ่านสัตว์เทวะจำลองทั้งเก้าตนทีละตน
    ไม่มีความเร่งร้อน
    ไม่มีความตื่นตระหนก

    เพียงความนิ่งลึกอันแน่วแน่

    มังกรเกล็ดดำเป็นฝ่ายพุ่งก่อน

    มันบิดกายดุจสายฟ้าดำ
    เขี้ยวยาวอ้าใส่กลางอกเขาโดยตรง
    วิหคเปลวเพลิงก็กางปีกซ้อนมาจากเบื้องบน
    พยัคฆ์เขาเงินพุ่งเฉียงขวา
    และหมาป่าสวรรค์สามตาก็วนจากด้านหลังในคราวเดียว

    สี่ทิศพร้อมกัน

    หากเป็นอี้ซินก่อนเข้าสนามนี้
    ต่อให้ไม่ตายก็คงต้องถอยอย่างยากลำบาก

    แต่บัดนี้...

    ฝ่าเท้าเขาพลันขยับ

    ก้าวแรกซ้าย
    ก้าวที่สองขวา
    ก้าวที่สามซ้อนทับก้าวเดิม
    แล้วเงาร่างหนึ่งก็ปรากฏค้างอยู่ตรงหน้าในพริบตา

    มังกรเกล็ดดำงับ “เงา” นั้นเข้าเต็มปาก

    อี้ซินตัวจริงกลับวูบไปอีกตำแหน่งแล้ว
    นิลกาฬกลืนดาราในมือฟาดออกในแนวเฉียงต่ำ


    โครม!


    คางล่างของมังกรเกล็ดดำแหลกทันที
    ร่างมันปลิวกระแทกเสาแล้วแตกเป็นแสง

    หนิงเยว่อิงถึงกับดวงตาวาบแรง

    เขาใช้ร่างเงาขั้นแรกได้แล้วจริง
    ไม่ใช่เพียงเรียกออกมา
    แต่ใช้ในศึกจริงได้แล้ว

    วิหคเปลวเพลิงกรีดปีกลงจากเบื้องบน
    อี้ซินเปิด สิบห้วงดารา ระดับ 1

    จุดชีพจรดาราใต้หัวใจสว่างวาบ
    พลังปราณในกายเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่าของระดับปัจจุบันในชั่วพริบตา

    ฝ่ามือซ้ายยกขึ้น
    นิลกาฬกลืนดาราฟาดสวนขึ้นตรง ๆ
    ครานี้หนักและเร็วกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

    ปีกเพลิงถูกผ่าขาด
    วิหคเปลวเพลิงกรีดร้องแล้วแตกเป็นแสงในทันที

    พยัคฆ์เขาเงินกับหมาป่าสวรรค์สามตาพุ่งถึงตัวพร้อมกัน
    อี้ซินไม่ถอย
    ลมปราณมหาเทพดาราหมุนเต็มกำลัง
    ทำให้ทั้งกายแข็งขึ้น หนักขึ้น และฟื้นแรงเร็วขึ้นในเวลาเดียวกัน

    เขาหมุนกายครึ่งวง
    นิลกาฬกลืนดารากวาดซ้ายขวาอย่างต่อเนื่อง
    ครั้งแรกทุบเขาเงินจนแตก
    ครั้งที่สองบดหัวหมาป่าสวรรค์จนแหลก
    ทั้งสองร่างระเบิดเป็นแสงในเวลาใกล้เคียงกัน

    เพียงไม่กี่ลมหายใจ
    สี่ตนดับ

    แต่นั่นกลับยิ่งทำให้แรงกดในตำหนักพุ่งขึ้นอีกชั้น
    เพราะอีกห้าตนไม่รอ
    พวกมันพุ่งพร้อมกันราวคลื่นสัตว์โบราณถล่มลงมา

    อสรพิษหมอกพิษพ่นหมอกดำ
    คชสารเกล็ดหินทุบเท้าลงพื้น
    เต่าผลึกหลังเขาเปิดโล่ปราณ
    สมิงเงากลืนจันทร์หายวูบ
    สิงห์สายฟ้าเก้าหางคำรามลั่นจนสายฟ้าพลันฉีกทั่วทั้งตำหนัก

    ศึกครานี้ดุเดือดกว่าทุกศึกที่ผ่านมา

    หมอกพิษดำถูกอี้ซินดูดกลืนและสลายผ่านโลหิตธาตุมืดในกาย
    แรงชนของคชสารเกล็ดหินถูกเขารับตรง ๆ แล้วเหวี่ยงนิลกาฬกลืนดาราทุบงาคู่ของมันจนแตก
    เต่าผลึกหลังเขาที่เน้นป้องกันถูกเขาเปิดสิบห้วงดาราแล้วฟาดสามครั้งซ้อนจนโล่พังและกระดองแหลก

    สมิงเงากลืนจันทร์เป็นตนที่อันตรายที่สุดรองจากสิงห์สายฟ้า
    มันแทรกเงาและลวงจากมุมอับ
    แต่ท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้าของอี้ซินกลับยิ่งก้าวยิ่งคม
    ราวกับทุกครั้งที่ขยับ เขาเข้าใจ “เงา” ลึกขึ้นอีกส่วน

    เมื่อสมิงเงาพุ่งออกมาจากเงาบัลลังก์ด้านขวา
    อี้ซินไม่หันมองด้วยซ้ำ
    เพียงปล่อยร่างเงาหนึ่งร่างไว้ตรงนั้น
    สมิงเงางับร่างเงา
    เขาตัวจริงกลับไปปรากฏเหนือหัวมันแล้วฟาดดาบลงฉับเดียว
    กระดูกสันหลังของมันแตกเป็นสองท่อนก่อนร่างจะกลายเป็นแสง

    เหลือเพียงสิงห์สายฟ้าเก้าหาง

    มันคำรามแล้วสายฟ้าดำทองก็ผ่าลงทั่วตำหนักพร้อมกัน
    เก้าหางของมันกวาดอากาศดุจแส้สวรรค์
    ยิ่งกว่าปีกวิหคเกล็ดโลหิตเสียอีก

    อี้ซินก้าวแทรกระหว่างสายฟ้า
    แต่หางที่สามของมันยังเฉือนถูกสีข้างเขาเป็นแผลยาว
    โลหิตซึมออกมาในทันที

    หนิงเยว่อิงเผลอขยับไปข้างหน้า
    เสวี่ยอวิ๋นเหยาก็แววตาเปลี่ยน
    แต่ทั้งคู่ยังไม่แทรก
    เพราะด่านนี้เป็นของเขาเพียงผู้เดียว

    อี้ซินก้มมองแผลแวบเดียว
    จากนั้นดวงตาก็ยิ่งเย็นลง

    สิบห้วงดาราเปิดอีกครั้ง
    โลหิตในกายพุ่งพล่าน
    ลมปราณมหาเทพดาราหนุนทั้งกาย
    ท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้าเปลี่ยนจังหวะเร็วขึ้นอีกขั้น


    ก้าวแรก—เงาหนึ่ง
    ก้าวที่สอง—ตัวจริงทะลุสายฟ้า
    ก้าวที่สาม—เงาสองร่างซ้อนกันเสี้ยวเดียว
    ก้าวที่สี่—เขาไปถึงเหนือหัวสิงห์สายฟ้าแล้ว

    นิลกาฬกลืนดาราถูกยกสูงสุด
    แขน ไหล่ เอว หลัง และทั้งร่างรวมเป็นแรงเดียว
    โลหิตในกายเดือดก้อง
    จากนั้นเขาก็ฟาดลง

    โครมมมม!

    หัวสิงห์สายฟ้าเก้าหางแยกจากลำคอ
    สายฟ้าดับ
    ร่างทั้งร่างพังทลายเป็นแสงแตกกระจายไปทั่วตำหนัก

    ในครานั้นเอง
    อักขระเก้าชั้นทั้งพื้นก็สว่างขึ้นพร้อมกัน
    เสียงกังวานต่ำลึกราวระฆังสวรรค์ดังสะท้อนไปทั่วทั้งตำหนัก

    เงาสัตว์เทวะเหนือบัลลังก์จึงกล่าวขึ้นอีกครา


    “เก้าสัตว์เทวะจำลอง...ถูกพิชิตแล้ว”
    “สนามทดสอบนี้...สมบูรณ์แล้ว”


    สิ้นคำ
    โครงกระดูกบนบัลลังก์ก็แตกเป็นแสงนับไม่ถ้วน
    เสาในตำหนักเริ่มร้าว
    เพดานสั่น
    พื้นหินหยกดำแตกลั่นเป็นแนวยาว

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาดวงตาเปลี่ยนทันที


    “ตำหนักกำลังถล่ม!”


    หนิงเยว่อิงเองก็ขยับอย่างรวดเร็ว
    แต่ยังไม่ทันก้าวเต็มที่
    อี้ซินกลับมาถึงตัวนางก่อนแล้ว


    “ตามข้ามา!”


    เสียงของเขาหนักแน่นดุจฟันลงบนเหล็ก

    จากนั้นวงแขนซ้ายของเขาก็โอบเอวหนิงเยว่อิงไว้ในคราเดียว
    ขณะที่แขนขวาซึ่งยังถือ นิลกาฬกลืนดารา อยู่
    กลับวูบไปฉุดเสวี่ยอวิ๋นเหยามาร่วมในอีกข้างอย่างรวดเร็ว

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาชะงักเพียงเสี้ยว
    นางไม่ได้คาดคิดว่าเขาจะกล้าทำเช่นนี้ตรง ๆ
    แต่ตำหนักกำลังพังทลายแล้ว
    จึงไม่มีเวลาต่อต้านแม้แต่เสี้ยวเดียว.!!


    วินาทีนั้น

    ภาพที่เกิดขึ้นกลางตำหนักช่างงดงามและน่าตกตะลึงอย่างยิ่ง

    อี้ซินผู้หนึ่ง
    นิลกาฬกลืนดาราพาดอยู่หลัง
    แขนหนึ่งโอบหนิงเยว่อิง
    อีกแขนหนึ่งรวบเอวเสวี่ยอวิ๋นเหยา
    แล้วใช้ ท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้า ขั้นที่ 1 อย่างเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก


    ก้าวแรก..
    เงาหนึ่งค้างอยู่ใต้คานที่พังลงมา

    ก้าวที่สอง..
    ตัวจริงทะยานข้ามแนวเสาถล่ม

    ก้าวที่สาม..
    อีกเงาหนึ่งถูกทิ้งไว้ให้ก้อนศิลายักษ์ฟาดใส่แทน

    ก้าวที่สี่...
    เขาวูบถึงหน้าประตู

    ก้าวที่ห้า..
    เพดานด้านหน้าทรุดลง
    เขากลับบิดเอวพาทั้งสองสตรีผ่านช่องแคบเพียงเสี้ยวคืบ

    ก้าวที่หก...
    ทั้งร่างทะยานออกจากตำหนักพอดีกับที่บัลลังก์ด้านในถล่มดังสนั่น


    โครมมมมม!!!


    ตำหนักทั้งหลังแตกถล่มลงมาเป็นสาย
    ฝุ่นแดงทองพวยพุ่งสู่ฟ้า
    เศษศิลากับแสงผนึกแตกกระจายดุจฝนดาวตก

    และท่ามกลางหายนะนั้น
    ร่างของอี้ซินกลับพุ่งออกมาจากม่านฝุ่นโลหิตอย่างสง่างามที่สุด

    แขนหนึ่งโอบหนิงเยว่อิงไว้แน่น
    อีกแขนหนึ่งประคองเสวี่ยอวิ๋นเหยา
    เท้าทั้งสองแตะหินเพียงน้อย
    เงาก้าวดาราทิ้งเป็นชั้นอยู่เบื้องหลัง
    ราวกับเขาทะยานออกมาพร้อมเงาดาวหลายดวงหนุนหลัง

    หนิงเยว่อิงในอ้อมแขนซ้าย
    ใบหน้างามเย็นนั้นแม้ยังสงบ
    แต่ดวงตากลับสั่นไหวอยู่ชัด
    เพราะแม้ตนจะเก่งเพียงใด
    วินาทีนั้นหากไร้แขนของเขา
    นางย่อมหลุดช้ากว่าเสี้ยวหนึ่งอย่างแน่นอน

    เสวี่ยอวิ๋นเหยาในแขนขวา
    ผมขาวเงินยาวพลิ้วสะบัดไปกลางฝุ่นโลหิต
    ความงามบริสุทธิ์สูงส่งของนางในยามถูกเขาพาออกมาจากตำหนักถล่ม
    กลับยิ่งเหมือนเทพธิดาที่เพิ่งหลุดออกมาจากม่านหมอกสวรรค์

    ทั้งสามลงถึงพื้นเบื้องนอกพอดีกับที่ตำหนักทั้งหลังพังครืนลงสมบูรณ์

    เสียงถล่มสนั่นก้องไปทั่วสนาม
    ฝุ่นแดงทองแผ่เป็นวงกว้าง

    และเมื่อผู้คนที่รออยู่ด้านนอกหันมองเห็นภาพนั้นอย่างชัดเจน
    ทั้งลานก็พลันตกสู่ความเงียบงันที่แทบไม่น่าเชื่อ

    สือเหยียนนิ่งค้าง
    หลินเซวียนอ้าปาก
    หานหลงแทบลืมหายใจ
    เยี่ยซูซินเองยังดวงตาเบิกกว้าง

    จ้าวคุนกับโจวเหอยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง
    สายตาของทั้งคู่แทบหลุดจากเบ้าเมื่อเห็นภาพอี้ซินทะยานออกมาจากตำหนักถล่ม
    พร้อมกับหญิงงามเหนือดินแดนสองคนอยู่ในอ้อมแขนอย่างสง่างามดุจเทพบุตรผู้ฝ่าฟ้าแตกออกมา

    ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำใดได้ทันในชั่วครู่แรก

    เพราะภาพตรงหน้า...เกินกว่าความคาดหมายทุกประการ

    อี้ซินค่อย ๆ ปล่อยหนิงเยว่อิงกับเสวี่ยอวิ๋นเหยาลงยืนอย่างมั่นคง
    จากนั้นจึงยกนิลกาฬกลืนดาราขึ้นพาดบ่าช้า ๆ

    ฝุ่นโลหิตยังปลิวอยู่ด้านหลัง
    เงาตำหนักพังถล่มยังแดงเรืองอยู่ในหมอก
    แต่เขากลับยืนนิ่งมั่นคงกลางฉากนั้นดุจไม่เคยสั่นไหวแม้แต่น้อย

    แรงกดจากร่างเขาในเวลานี้
    หนักแน่นกว่าตอนเข้าสนามสัตว์เทวะราวฟ้ากับดิน
    พลังปราณระดับ หลอมกายโลหิต ขั้นต้น แผ่ซึมออกมาอย่างชัดเจน
    ประกอบกับนิลกาฬกลืนดาราบนบ่า
    ทำให้ทั้งลานตกอยู่ใต้แรงสะเทือนเงียบอันเดียวกัน

    ในสายตาของผู้คนตรงนั้น
    เขาไม่ใช่อี้ซินคนเดิมอีกแล้ว

    หากเป็นคนผู้หนึ่งที่ก้าวเข้าไปในสนามทดสอบอันไม่มีผู้ใดสามารถผ่านได้มาหมื่นปี
    แล้วเดินกลับออกมาพร้อมมรดกบรรพกาล
    พร้อมดาบยักษ์นิลกาฬกลืนดารา
    พร้อมกลิ่นอายที่ทำให้ผู้คนในรุ่นเดียวกันยากแม้แต่จะเงยหน้ามองตรง ๆ ได้ดังเดิม

    สนามทดสอบสัตว์เทวะ...ปิดฉากลงแล้วจริง ๆ

    แต่สิ่งที่มันฝากไว้กับโลกภายนอกในวันนี้
    กลับยิ่งใหญ่เกินกว่าผู้ใดในลานจะคาดคิดไว้แต่แรกหลายเท่านัก..!!

    คล้ายกับเรื่องพลิกฟ้าครองดารา ที่คุณอ่าน