ก่อนหน้านี้เขายังลังเลอยู่บ้าง ทว่าขณะนี้กลับยิ่งมั่นใจ ทำให้ภายในใจของเยี่ยเฟิงเต็มไปด้วยความตกตะลึง
อักษรโบราณสองตัวยังเปลี่ยนแปลงไม่หยุด ไม่นานก็กลายเป็ลำแสงก่อนจะพุ่งเข้าไปในสมองของเขา คัมภีร์โบราณเล่มนั้นก็เกิดความเปลี่ยนแปลงทันที กระดาษเหลืองซีดเริ่มเปิดไปทีละหน้าด้วยตัวเอง ตัวอักษรโบราณสั่นไหวอย่างต่อเนื่อง ในนั้นมีพลังสะสมที่ยากจะอธิบายซ่อนอยู่ มาพร้อมกับเสียงที่มีอยู่และเหมือนจะไม่มีอยู่จริง
“ชนรุ่นหลังผู้โชคดี ข้าขอมอบการสืบทอดพลังระดับภพจักรพรรดิทั้งหมดให้แก่เ้า ให้เ้าอยู่เหนือกาลเวลา และพิชิตสรรพสิ่งใต้หล้า”
เยี่ยเฟิงตะลึงจนพูดไม่ออก น้ำเสียงเยือกเย็นนี้ เหมือนมีความเสียดายเจือปนอยู่ คล้ายว่าได้ข้ามผ่านกาลเวลาที่ขวางกั้นมาอย่างยาวนาน
ขณะกำลังตกตะลึง ตัวอักษรโบราณก็ได้กลายเป็ลำแสงวิ่งเข้าสู่สมองของเขา เมื่อเขาได้สติ สมองเขาก็เหมือนจะะเิออก ข้อมูลจำนวนมหาศาลอัดแน่นเข้าสู่สมองอย่างรวดเร็ว ความเ็ปที่ยากจะอธิบายถูกส่งไปที่หัว คล้ายกำลังถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง ทำให้เยี่ยเฟิงถึงกับหมดสติไปทันที
ทว่าคัมภีร์โบราณที่จุดชี่ไห่ถูกเปิดออกบางส่วนเท่านั้น ส่วนคัมภีร์ที่เหลือกลับถูกลงกลอนเอาไว้ ยากที่จะเปิดออก
ขณะเดียวกัน ในห้องรับแขกห้องหนึ่งของตระกูลเยี่ย เยี่ยอู๋เซิงนั่งอยู่ด้านใน ส่วนพ่อบ้านยืนอยู่ข้างกายเขาอีกที ปรากฏชายชุดดำคนหนึ่งเหมือนกับภูตผีปีศาจเข้ามาภายในห้องอย่างรวดเร็ว
“เรียนนายท่าน เื่ของคุณชายสืบจนแน่ชัดแล้ว”
ชายชุดดำโค้งตัวพร้อมเอ่ยปาก คนผู้นี้ปิดหน้าสวมชุดดำ เผยให้เห็นเพียงดวงตาพญาอินทรีเท่านั้น
เยี่ยอู๋เซิงขมวดคิ้ว ความโกรธเคืองในแววตาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เขาเอ่ยเสียงต่ำ
“เล่ารายละเอียดั้แ่ต้นจนจบมาให้หมด อย่าให้ขาดตกแม้แต่คำเดียว!”
“เช้าวันนี้ คุณชายออกจากบ้านไปหอวั่งชุน เพื่อไปดื่มเหล้ากับหวังป้าคุณชายรองตระกูลหวังกับซือถูคงคุณชายใหญ่ตระกูลซือถู”
ตอนได้ยินคำว่าหอวั่งชุน เยี่ยอู๋เซิงโกรธจนอยากจะอาละวาด เขาแทบจะะเิอารมณ์ออกมาอยู่แล้ว
“หลานสารเลว ตระกูลเยี่ยของข้าเหตุใดจึงได้มีมารผจญเช่นนี้ เมื่อก่อนเอ็นดูเขามากเกินไป จึงทำให้เขากลายเป็คนเสเพล เอาแต่เที่ยวเล่นไปวันๆ เกียรติของตระกูลเยี่ยถูกเขาทำจนป่นปี้หมดแล้ว พ่อบ้านโจว ไปลากตัวเ้าสารเลวนั่นมา ข้าจะตีจนขามันหัก!”
เยี่ยอู๋เซิงโกรธจนสั่นเทิ้มไปทั้งตัว แม้แต่คิ้วและหนวดของเขาก็สั่นไม่หยุด
“นายท่าน ตอนนี้คุณชาย... ยังนอนอยู่บนเตียง...”
เยี่ยอู๋เซิงเพิ่งนึกได้ว่าหลานชายไม่เอาไหนของเขายังลงจากเตียงไม่ได้ ตอนนี้ยังถูกขังไว้ในห้องอีก เขาถอนหายใจหนักๆ โบกมือพลางบอกว่า
“ช่างเถอะ รอให้พิษหยางในตัวเขาสลายไปจนหมด แล้วข้าจะไปถลกหนังเขาด้วยตัวเอง!”
เขามองดูคนชุดดำตรงหน้า เอ่ยปากถามต่อ
“เ้าหลานชั่วนั่นทำสิ่งใดที่หอวั่งชุน จงบอกมาอย่างละเอียด”
เมื่อเอ่ยถึงหอวั่งชุน ทำให้เยี่ยอู๋เซิงอึดอัดไปทั้งตัว ความโกรธในใจยิ่งทวีคูณมากขึ้น นั่นเป็หอนางโลมในเมืองอวิ๋นอู่ เยี่ยเฟิงไม่มีพร์แม้แต่น้อยด้านการฝึกฝน แต่ในด้านนี้กลับเชี่ยวชาญโดยไม่ต้องมีคนสอน
ชายชุดดำเห็นเยี่ยอู๋เซิงโกรธขึ้นมา จึงใไปด้วย เลยรีบพูดต่อว่า
“จากนั้นไม่นานคุณชายก็เมาจนล้มพับไป คุณชายรองตระกูลหวังกับคุณชายใหญ่ตระกูลซือถูจึงยกคุณชายไปไว้ในห้องหนึ่ง แล้วให้นางโลมสี่คน เอ่อ... ไม่ใช่ ต้องบอกว่าให้นางโลมจำนวนไม่น้อยเข้าไปที่ห้องคุณชาย ทว่าขณะนั้นหลี่เสี้ยว คุณชายตระกูลหลี่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นพอดี เขารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงได้แอบเข้าไปในห้องนั้น แล้วพาตัวคุณชายออกมา”
หลังจากฟังจบเยี่ยอู๋เซิงหน้าเขียวหน้าซีด หน้าอกเขากระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง รอบกายเขาแผ่รังสีน่ากลัวออกมา ถ้วยน้ำชาถูกบีบจนแหลกคามือ
ชั่วขณะนั้นภายในห้องมีเพียงความเงียบสงัด ชายชุดดำใจนเหงื่อท่วมตัว เหงื่อของเขาซึมออกมาจากผ้าที่ปกปิดใบหน้า ก่อนจะหยดลงบนพื้น
ผ่านไปสักพัก เยี่ยอู๋เซิงถึงได้คลายมือ ถ้วยน้ำชาที่ถูกบีบจนแหลกร่วงหล่นลงบนพื้น เขาถอนหายใจเสียงเบา พลันโบกมือไปมา
“ข้ารู้แล้ว เ้าออกไปก่อน”
ชายชุดดำเหมือนได้รับอภัยโทษ เขาตอบรับแล้วจากไป
พ่อบ้านโจวเห็นสีหน้าเหี้ยมเกรียมของเยี่ยอู๋เซิง จึงเอ่ยปากถาม
“นายท่าน เื่นี้...?”
เยี่ยอู๋เซิงสูดหายใจเขาลึกๆ “หวังซ่างเทียน ซือถูอู่โหว... ตาแก่สองคนนี้ กล้าลงมือกับตระกูลเยี่ยของข้าหรือ พวกมันคงมีชีวิตอยู่สุขสบายมากเกินไป รอให้งานเสกสมรสขององค์หญิงกับเฟิงเอ๋อร์ผ่านไปก่อน ข้าจะตอบแทนพวกนั้นอย่างสาสม”
เยี่ยอู๋เซิงหันมามองพ่อบ้านโจว
“เ้าไปจัดการเื่นี้ด้วย เลือกคนมาปกป้องเฟิงเอ๋อร์อย่างลับๆ สักยี่สิบคน หากมีใครกล้าบุกเข้ามา ไม่ว่าเป็ใครก็ฆ่าได้ทันที”
พ่อบ้านโจวใ เอ่ยถามเสียงต่ำ
“นายท่านคิดว่าพวกมันจะลงมืออีกหรือ?”
เยี่ยอู๋เซิงหรี่ตาลงเล็กน้อย พูดอย่างหนักใจ
“ตระกูลเยี่ยเกี่ยวดองกับเชื้อพระวงศ์ย่อมทำให้พวกเขาระแวงอยู่แล้ว เื่ก่อนหน้านี้พวกมันยังทำไม่สำเร็จ อีกสองเดือนต่อจากนี้จะเป็พิธีเสกสมรสของเฟิงเอ๋อร์กับองค์หญิง หากพวกมันยังไม่สมใจ น่าจะลงมืออีกครั้งใน่เวลานี้ อีกอย่างไม่เพียงแต่พวกเขาสองตระกูลเท่านั้น ข้าคาดว่าพวกมันคงไม่กล้าบุกเข้ามาอย่างอุกอาจที่ตระกูลเยี่ย แต่ป้องกันไว้ดีกว่า หลายปีมานี้มีคนมากมายเหลือเกินที่อยากให้ตระกูลเยี่ยจบสิ้นสักที”
ภายในเมืองอวิ๋นอู่ ขอเพียงเยี่ยอู๋เซิงยังมีชีวิตอยู่ คนพวกนั้นจะรู้สึกกดดัน รู้สึกระแวง แต่ก็ไม่กล้าบุ่มบ่าม
เยี่ยอู๋เซิงถอนหายใจอีกครั้ง
“พ่อบ้านโจว เ้าไปเตรียมของขวัญแล้วนำไปมอบให้ตระกูลหลี่ พรุ่งนี้ข้าจะไปด้วยตัวเอง ข้าจะไปดูเฟิงเอ๋อร์ก่อน”
พ่อบ้านโจวทำท่าครุ่นคิด พยักหน้าบอกว่า “นายท่านวางใจได้ ข้ารู้ว่าต้องทำเช่นไร ข้าน้อยจะไปจัดการเดี๋ยวนี้”
เยี่ยอู๋เซิงเดินออกจากห้องรับแขกเพียงลำพัง เมื่อมองดูจวนที่ว่างเปล่า ในใจพลันรู้สึกหดหู่เล็กน้อย
ตระกูลเยี่ยสืบสกุลโดยลูกโทนมาสามชั่วคน ทำให้จำนวนคนในตระกูลมีน้อย ส่วนบิดามารดาของเยี่ยเฟิงนำทัพออกรบั้แ่เขาอายุสามขวบ ทั้งสองถูกลอบโจมตีในขณะที่ฝีมือห่างชั้นจากศัตรูมาก ทำให้สองสามีภรรยาต้องตายในสนามรบ ลูกหลานในรุ่นที่สามจึงมีเพียงเยี่ยเฟิงคนเดียวเท่านั้น แต่เยี่ยเฟิงกลับไม่เอาไหน เมื่อนึกถึงเื่ราวต่างๆ ที่ผ่านมาในอดีต ทำให้เยี่ยอู๋เซิงไม่ได้คาดหวังในตัวเยี่ยเฟิงแล้ว เขาหวังเพียงให้เยี่ยเฟิงสามารถมีชีวิตอย่างปลอดภัยเท่านั้น
“เฮ้อ...”
เขาเดินผ่านศาลาห้องหับและหอมากมาย ในใจยิ่งหดหู่ ร่างกายก็ดูโศกเศร้าตามไปด้วย เสียงถอนหายใจดังออกมาจากปากเขาไม่หยุด
อีกสองเดือนจะเป็งานแต่งของเยี่ยเฟิง การแต่งงานในครั้งนี้องค์ฮ่องเต้เป็คนต้นคิดเอง ความหมายที่ซ่อนอยู่เขาจึงรู้ดีที่สุด บางทีนี่อาจเป็คำมั่นสัญญาที่องค์ฮ่องเต้ให้กับเขา
เมืองอวิ๋นอู่สงบสุขมาหลายปี ทว่าก่อนหน้านี้ไม่นานประเทศโดยรอบเริ่มฝึกฝนและสะสมกำลังทหาร ในสถานการณ์เช่นนี้ เขาที่เป็ขุนพลอันดับหนึ่งของเมืองอวิ๋นอู่ เป็ผู้ที่มีพลังที่น่าเกรงขาม จะนิ่งเฉยอยู่ได้อย่างไร ตอนนี้เขาหวังว่างานเสกสมรสของเยี่ยเฟิงจะผ่านไปอย่างราบรื่น หากเยี่ยเฟิงได้รับการคุ้มครองจากราชวงศ์ คาดว่าต่อไปเขาไม่น่าจะมีอันตรายใด
ภายในเรือนหลังเล็กของเยี่ยเฟิง
เขาเริ่มมีสติขึ้นมา ความเ็ปภายในหัวสลายไปหมดแล้ว หนำซ้ำฤทธิ์ยาของพิษหยางเมื่อสักครู่ก็สลายไปอย่างน่าอัศจรรย์ แม้ตอนนี้เขาจะรู้สึกอ่อนล้าทว่ากลับไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติใดๆ
เขาลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย ตอนที่เดินไปหน้าประตูนั้นกลับรู้สึกกลัดกลุ้ม เพราะประตูยังถูกลงกลอนจากด้านนอก
จากความทรงจำทำให้รู้ว่า เยี่ยเฟิงมีสาวรับใช้ใกล้ชิดอยู่สองคน เพียงแต่เกิดเื่เช่นนี้ขึ้น เยี่ยอู๋เซิงจึงมีคำสั่งห้ามสตรีเข้าใกล้บริเวณนี้
จากความทรงจำใหม่นี้ เขาพอจะรู้คร่าวๆ ว่าที่นี่เป็ดินแดนแบบไหน ดินแดนหยวนเทียนเหมือนกับดินแดนอวิ๋นซวีที่เขาเคยอยู่มาก่อน นับถือการฝึกยุทธ์ ผู้ฝึกยุทธ์ยังคงเป็ผู้ที่ถูกเคารพนับถือ
“ดูท่าไม่ว่าจะอยู่ดินแดนใด ล้วนต้องมีความสามารถที่แข็งแกร่งพอ หากชาติที่แล้วข้าแข็งแกร่งมากพอ คงไม่ต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้!”
เยี่ยเฟิงบ่นพึมพำคนเดียว เขาคิดมากมายหลายอย่าง ในชาติก่อนเขาเกือบประสบความสำเร็จอย่างงดงามในด้านการปรุงโอสถ ในชาตินี้เขาก็ต้องเป็ผู้แข็งแกร่งที่มีชื่อเสียงให้ได้!