หมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】

    เล่มที่ 2 บทที่ 52 บุตรบุญธรรม

              ภายในลานบ้าน หลินโม่ดูดซับพลังแห่งฟ้าดินเส้นสุดท้ายเข้าร่างพลางหยุดใช้‘ศาสตร์ดารา’ ในทันที เมื่อชายหนุ่มเงยหน้าก็เจอกับเหลิงอู่เหยียนที่กำลังเดินเข้ามาพร้อมจดหมายฉบับหนึ่งในมือพอดี

            “ตระกูลหลินให้คนส่งจดหมายมาเจ้าจะดูไหม?” เหลิงอู่เหยียนถาม

            หลินโม่มองจดหมาย สีหน้าพลันเคร่งขรึมขึ้นทันตา

            ครั้นเห็นท่าทีของหลินโม่ เหลิงอู่เหยียนกลับไม่รู้สึกแปลกใจอยู่ตระกูลหลินมาถึงแปดปี ย่อมรู้ชัดว่าความสัมพันธ์ของตระกูลหลินกับหลินโม่นั้นไม่ได้ดีมากนัก

            ตั้งแต่เด็กหลินโม่ไม่ได้เป็นที่รักของตระกูลหลินสักเท่าไรนอกจากเมื่อสองปีก่อนที่หลินโม่คว้าอันดับหนึ่งในการทดสอบของสายนอกได้ ตระกูลหลินถึงได้มอบเงินที่จำเป็นให้เขาน่าเสียดายที่ไปต่อได้ไม่นาน หลังจากช่วงที่คะแนนของหลินโม่เริ่มตกต่ำอยู่รั้งท้ายเงินที่ตระกูลหลินมอบให้ทั้งหมดก็ชะงักและขาดลง

            เป็นเวลาสองปีเต็มๆ ที่ตระกูลหลินโม่ไม่เคยติดต่อหลินโม่และไม่ได้ส่งคนมาพบหลินโม่เลยสักครา ราวกับว่าตระกูลหลินและหลินโม่ไม่ได้มีความสัมพันธ์อันใดต่อกันไปแล้ว

            “เปิดเถอะ” หลินโม่เอ่ยเป็นนัยกับเหลิงอู่เหยียน

            เหลิงอู่เหยียนเปิดผนึกจดหมายแสดงต่อหน้าหลินโม่เนื้อความมีเพียงเจ็ดตัวอักษรเท่านั้น “มีเรื่องสำคัญ! รีบกลับมา!”

            “ยามนี้ตระกูลหลินมีเรื่องสำคัญอันใดกัน?ข้าคิดว่าเจ้าอย่าเพิ่งกลับไปเลย” เหลิงอู่เหยียนฉีกจดหมายเป็นชิ้นๆระยะเวลาที่หลินโม่อยู่สายนอกมาตลอดสองปีเต็ม ตระกูลหลินไม่เคยถามไถ่ข่าวคราว มายามนี้ยังกล้าส่งจดหมายมาอย่างไม่เกรงใจอีกหรือ

            “กลับไปดูเสียเถอะ ไม่แน่ว่าอาจมีเรื่องสำคัญจริงๆ”หลินโม่ถอนหายใจยาวเหยียด หลายปีมานี้ไม่ว่าหลินโม่จะทำเช่นไรกับเขาอย่างไรเสียตระกูลหลินก็เป็นผู้มีพระคุณชุบเลี้ยงเขามา

            ในเมื่อหลินโม่ตัดสินใจแล้ว เหลิงอู่เหยียนก็เอ่ยอะไรได้ไม่มากแล้ว

            บริเวณชั้นบนยอดของตำหนักหลัก เทียนซิงจื่อกำลังนั่งสมาธิชุดคลุมสีเทาส่งเสียงสะบัดตามแรงลมพัด  ดวงตาทั้งสองของเขาปิดแน่นสนิทมาโดยตลอดยามที่หลินโม่และเหลิงอู่เหยียนเดินผ่านก็ต้องหยุดชะงักอย่างเสียไม่ได้

            ชายหนุ่มทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง ต่างฝ่ายต่างมองเห็นความแปลกใจที่ฉายแววในนั้นพวกเขาไม่ได้หยุดเดินด้วยตัวเอง หากแต่มีพลังประหลาดบางอย่างในความมืดมิดกระตุ้นให้พวกเขาหยุดฝีเท้า

            “พวกเจ้าจะออกไปข้างนอกหรือ?”เทียนซิงจื่อค่อยๆ ลืมตา วิถีแห่งดวงดาวแฝงเร้นในม่านตาดำดูคล้ายกับว่าจะซับซ้อนยิ่งกว่าก่อนหน้า

            “ท่านเจ้าสาขา!”หลินโม่รีบทำความเคารพ “ข้าเพิ่งได้รับจดหมายจากที่บ้านบอกว่ามีเรื่องสำคัญ ให้ข้ารีบกลับไป”

            “อืม!” เทียนซิงจื่อพยักหน้า จากนั้นจึงหลับตาลง “ไปเถิด ระวังตัวด้วย”

            “ขอรับ!”

            หลังจากตอบกลับ หลินโม่จึงพาเหลิงอู่เหยียนเร้นกายไป

            ตั้งแต่เมืองหลินโจวสร้างขึ้นมาจนถึงปัจจุบันนับเป็นเวลาห้าร้อยปีแล้วผ่านการฟื้นฟูมายาวนานหลายปี เมืองหลินโจวจึงเต็มไปด้วยผู้คนอยู่อาศัย เป็นที่ครึกครื้นเป็นอย่างมากในอดีตทว่าเนื่องจากพลังแห่งฟ้าดินที่แห้งขอด ด้วยความที่คนส่วนใหญ่ในเมืองล้วนเป็นคนธรรมดาจึงมีเพียงหยิบมือเท่านั้นที่สามารถบรรลุไปยังระดับฝึกร่างได้

            ในเมืองหลินโจวยังคงมีเหล่าตระกูลขุนนางผู้ฝึกตนเก่าแก่ในยุคแรกของเหล่าตระกูลขุนนางผู้ฝึกตนในเมืองหลินโจวอาศัยความสามารถของตนแย่งชิงครอบครองเส้นโลหิตชีพจรวิญญาณที่ยังไม่แห้งขอดไปได้บางส่วนทั้งยังจัดสรรแยกย่อยพลังแห่งฟ้าดินให้เพิ่มขึ้น จึงทำให้สืบทอดคงอยู่มาได้ถึงปัจจุบัน

            ตระกูลหลินก็เป็นหนึ่งในตระกูลผู้ฝึกตนเก่าแก่ที่อาศัยเส้นโลหิตชีพจรวิญญาณที่บรรพบุรุษแย่งชิงมาได้เมื่อสองร้อยปีก่อนอีกทั้งยังมีวรยุทธ์ของตระกูลที่สืบทอดต่อกันมา จึงเป็นเหตุให้ครอบครองพื้นที่ส่วนหนึ่งของตระกูลผู้ฝึกตนเก่าแก่ในเมืองหลินโจวได้

            เป็นครั้งแรกที่หลินโม่กลับไปยังบ้านตระกูลหลินในรอบสองปีในใจเต็มไปด้วยความปลงตกเหมือนยามจากมาไม่เปลี่ยนแปลง

            ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบพลันดังขึ้นรอบสารทิศกองทัพของผู้ฝึกตนตระกูลหลินได้ตีล้อมหลินโม่และเหลิงอู่เหยียนไว้ในใจกลาง เหล่าสาวใช้และคนใช้ในอดีตรีบซ่อนตัวในมุมลับตาอย่างรวดเร็ว

            “หลินโม่ เหลิงอู่เหยียนเจ้าทั้งสองยังไม่คุกเข่าอีก!”

            เสียงตะโกนด้วยความเดือดดาลของใครคนหนึ่งดังขึ้นตรงหน้าชายชรารูปหน้ายาวทรงคล้ายหน้าม้าท่าทางเคร่งขรึม นำพาเหล่าสมาชิกสายเลือดโดยตรงของตระกูลหลินยืนเรียงกันออกมา

            “ท่านลุง ไม่ทราบว่าข้าทำอันใดผิดไปอย่างนั้นหรือไม่คิดว่าจะส่งคนมากขนาดนี้มาล้อมพวกเราไว้ ทั้งยังให้เราคุกเข่าอีก?” หลินโม่หันมองชายชราหน้ายาว

            “ไม่รู้ว่าทำอันใดผิดอย่างนั้นหรือ?”ชายชราหน้ายาวพ่นลมอย่างมีโทสะ “พวกเจ้าทำเรื่องผิดมหันต์ลงไปหากไม่ได้เห็นแก่พ่อเจ้าที่ขอร้องวิงวอนอย่างยากลำบากล่ะก็ ข้าคงสำเร็จโทษเจ้าตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว”

            เหลิงอู่เหยียนแผ่อายเย็นยะเยือกรอบกาย

            หลินโม่ส่ายหน้าเบาๆ ใส่เหลิงอู่เหยียนเป็นการปรามให้เขาอย่าลงไม้ลงมือ จากนั้นจึงเอ่ยกับชายชราหน้ายาว “ท่านลุง ท่านเอาแต่พูดว่าพวกข้าทำความผิดร้ายแรงควรทำให้พวกเราเข้าใจสักทีว่าแท้จริงแล้วเป็นความผิดอะไรกันแน่?”

            “เมื่อวานตระกูลเลี่ยวมาหาถึงหน้าประตูบอกว่าเจ้าลอบทำร้ายเลี่ยวเจว๋จนบาดเจ็บสาหัสที่สำนักเทียนซิง ต้องการให้ตระกูลหลินของเราชดใช้หลินโม่นะหลินโม่ เจ้าจะหาเรื่องใครไม่หา ดันวิ่งไปหาเรื่องกับตระกูลเลี่ยว...เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้าเอาความเดือดร้อนมาสู่ตระกูลหลินของเราอย่างไร?ตระกูลหลินที่สั่งสมรากฐานมานับสองร้อยปี แต่ยามนี้มันกำลังจะพังลงในมือเจ้า”ชายหน้ายาวแค่นเอ่ยอย่างเจ็บปวดระคนความเกลียดชัง

            “ท่านพ่อ ไยต้องพูดให้มากความกับมันเดิมทีมันก็ไม่ใช่คนของตระกูลหลินอยู่แล้ว ไม่ได้มีความสัมพันธ์อันใดกับตระกูลหลินมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว”ชายวัยกลางคนอีกคนเอ่ยขึ้น คนผู้นี้คือบุตรชายคนโตแห่งตระกูลหลินของรุ่นนี้นามว่าหลินฝู

            ครั้นได้ยินประโยคนี้ ท่าทีของหลินโม่พลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย

            “หลินฝู เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?”หลินโม่เอ่ยเสียงเยือกเย็น

            “หมายความว่าอย่างไร?เมื่อวานท่านพ่อข้าปรึกษากับท่านลุงคนอื่นเป็นที่เรียบร้อย ว่าเจ้าถูกขับออกจากตระกูลหลินแล้วอย่างไรล่ะแน่นอน เดิมทีเจ้าก็ไม่ได้เป็นคนของตระกูลหลินมาแต่ไหนแต่ไร ทำไม? เจ้าไม่รู้หรือ? ข้าจะบอกเจ้าตามตรงก็แล้วกัน ท่านลุงสองเป็นโรคที่มิอาจเปิดเผยได้มานานแล้วทำให้ไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้ ซึ่งเจ้าน่ะคือคนที่ท่านลุงสองเก็บมาจากข้างนอกอย่างไรล่ะแม้เจ้าจะสกุลหลินเหมือนกัน แต่เจ้าหาใช่คนของตระกูลหลินไม่” หลินฝูกล่าว

            เหลิงอู่เหยียนที่ยืนอยู่ข้างกายใจกระตุกวูบมิน่าหลายปีที่ผ่านมาหลินโม่ถึงไม่ได้เป็นที่รักของตระกูลหลินเลยสักนิด เดิมทีเหลิงอู่เหยียนคิดว่าคนตระกูลหลินลำเอียงรักบุตรไม่เท่ากันก็เท่านั้นแต่กลับไม่คิดว่าหลินโม่จะไม่ได้เป็นคนของตระกูลหลิน เป็นเพียงบุตรบุญธรรมก็เท่านั้น

            เหลิงอู่เหยียนเข้าใจแจ่มแจ้ง ไม่แปลกที่ตอนเขาเจอหลินโม่คราแรกหลินโม่ในวัยแปดขวบถึงได้แสดงฝีมือยอดเยี่ยมขนาดนั้นออกมาได้ เดิมทีเขาคิดว่าเป็นวิชาที่ได้รับสืบทอดจากตระกูลทว่าหลังจากอยู่กับตระกูลหลินมาหลายปี เหลิงอู่เหยียนจึงได้เข้าใจเบื้องหลังของตระกูลว่าเป็นเพียงตระกูลผู้ฝึกตนเก่าแก่ค่อนข้างธรรมดาก็เท่านั้น ซึ่งบรรพบุรุษก่อนหน้าก็ยังไม่มีผู้ยิ่งใหญ่ปรากฏให้เห็นสักคน

            หากแต่เรื่องนี้ สำหรับหลินโม่แล้วไม่ถือว่าเป็นเรื่องดีอะไรการที่เขาเติบใหญ่มาถึงเพียงนี้ แต่เพิ่งจะรู้ความจริงที่ว่าตนเป็นบุตรบุญธรรม ย่อมยากที่จะรับมือกับความจริงที่โจมตีเข้ามานี้ได้

            เหลิงอู่เหยียนมองหลินโม่ด้วยความกังวลทว่าสิ่งที่ทำให้เขาคาดไม่ถึงก็คือ ท่าทางของหลินโม่ยังคงเหมือนตอนแรก ไม่ได้แปรเปลี่ยนไปสักเท่าไร

            “ท่านพ่อของข้าล่ะ?”หลินโม่เปิดปากถาม

            “พ่อเจ้า? หึ เขาช่างดื้อดึง ยืนกรานหัวเด็ดตีนขาดว่าจะไม่ให้พวกเราส่งเจ้าไปให้ตระกูลเลี่ยวไม่มีทาง พวกเราทำได้เพียงคุมขังเขาเอาไว้เสียก่อน เอาล่ะ เอ่ยถึงตรงนี้พอ หลินโม่ตระกูลหลินของเราเลี้ยงดูเจ้ามาเนิ่นนานหลายปี ปฏิบัติกับเจ้าเป็นอย่างดีไม่มีขาดตกบกพร่องหากข้าเป็นเจ้าล่ะก็ จะเชื่อฟังไม่ต่อต้านทั้งที่ไม่มีทางรอดไปได้หรอก”  หลินฝูกล่าวเสียงเข้ม “อย่าคิดวางแผนต่อต้านบ้าๆ มิเช่นนั้นจุดจบของเจ้าจะน่าเวทนายิ่งขึ้น”

            “ท่านพ่อข้าอยู่ไหน?ข้าต้องการพบเขา” หลินโม่เอ่ยเสียงเย็นชา

            “เจ้าใส่ใจตัวเองก่อนเสียเถิด”หลินฝูสั่งเป็นนัยกับเหล่าผู้ฝึกตนของตระกูลหลินที่รายล้อม “จับพวกเขาทั้งสองไว้”

            “เบามือหน่อยล่ะ อย่างไรเสียตระกูลหลินก็เลี้ยงข้ามานานหลายปี”สิ้นเสียงราบเรียบ หลินโม่ก็สาวเท้ามุ่งไปเบื้องหน้า

            เหลิงอู่เหยียนพยักหน้า ครั้นไม่เห็นว่าเขามีการเคลื่อนไหวอันใดชายหนุ่มจึงสร้างอายพลังเยือกแข็งรุนแรงขึ้น อายเยือกเย็นน่าสะพรึงม้วนเป็นเกลียวพวยพุ่งออกมาในความรู้สึกของเหล่าธารกำนัลตระกูลหลิน ฤดูใบไม้ร่วงอันอบอุ่นเดิมนั้น ได้กลับกลายเป็นเหมันตฤดูเย็นยะเยือกในชั่วพริบตา

            อายเย็นยะเยือกแผ่ซ่านไปทั่วทุกสารทิศเยือกเย็นจนทุกสิ่งรอบกายแทบถูกแช่แข็ง

            ก่อนที่เหล่าผู้ฝึกตนที่ทะยานกายเข้ามาหมายจับกุมจะทันรู้ตัวก็ถูกแช่แข็งอยู่ที่เดิมไปหมดแล้ว เสียงกรีดร้องเวทนาดังขึ้นต่อๆ กันไม่ขาดสาย ผู้ฝึกตนตระกูลหลินที่พุ่งมายังหลินโม่ต่างล้มลงพื้นระเนระนาด

            ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงตอนนี้ หลินโม่ไม่ได้มองสักนิดหากแต่ชายหนุ่มกลับมุ่งต่อไปข้างหน้า ลำพลังแห่งความเยือกเย็นกำลังกะพริบเปล่งประกายอยู่เบื้องหน้าของเขาอย่างต่อเนื่องนั่นคือการยิงโจมตีของเหลิงอู่เหยียน ผู้ที่ขวางทางหลินโม่ล้วนถูกเขาโจมตียิงสกัดร่วงจนนับไม่ถ้วน

            ครู่เดียว ผู้ฝึกตนตระกูลหลินสามสิบคนพลันล้มพับลงกับพื้น

            ชายชราหน้ายาวและหลินฝูหน้าซีดเผือดสั่นระริกในทันตาแววตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง แน่นอนพวกเขามองออกอยู่แล้วว่าการบำเพ็ญของเหลิงอู่เหยียนนั้นไปถึงระดับใดแล้วนั่นคือระดับหลอมปราณ

            ระดับหลอมปราณขั้นกลาง...

            ใบหน้าของชายชราหน้ายาวแน่นตึง จ้องมองเหลิงอู่เหยียน...ด้วยสีหน้าสับสนไม่คาดคิดว่าการบำเพ็ญของเจ้าเด็กหนุ่มนี้จะบรรลุไปถึงระดับนี้แล้ว

            “โม่เอ๋อร์ รีบยั้งมือซะ!”

            ร่างอันคุ้นเคยพุ่งตัวออกมาด้วยความเร็วอย่างกะทันหันเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างผอมสูงคนหนึ่ง  จอนยาวสองข้างสีดอกเลาแต่บริเวณระหว่างคิ้วกลับแผ่ความน่าเกรงขามอันผ่าเผยบางเบาออกมา ชายคนนี้คือผู้ดำรงตำแหน่งผู้นำแห่งตระกูลหลิน‘หลินอี้ป๋อ’

    คล้ายกับเรื่องหมื่นภพสยบใต้หล้า 【จบแล้ว】 ที่คุณอ่าน